การเรียนการสอนแบบห้องเรียนกลับด้าน (Flipped Classroom)

feather-calendarPosted on 24 พฤศจิกายน 2025 document Pedagogyคลังความรู้
แชร์

เรียบเรียงโดย น.ส.เมตตา มงคลธีระเดช นักพัฒนาการศึกษา สถาบันการเรียนรู้

รูปแบบการจัดการเรียนการสอนแบบห้องเรียนกลับด้าน (Flipped Classroom) เป็นแนวคิดที่สนับสนุนการเรียนรู้แบบผสมผสาน (Blended Learning) โดยเป็นการผสมผสานการเรียนรู้แบบ Synchronous (การเรียนรู้ที่เกิดขึ้นพร้อมกันในเวลาเดียวกัน) ร่วมกับการเรียนรู้แบบ Asynchronous (การเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นตามจังหวะของผู้เรียน) ซึ่งในปัจจุบันการจัดการเรียนการสอน Flipped Classroom ถือได้ว่าได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เนื่องจากมีกระบวนการที่ชัดเจนและสามารถนำมาใช้ได้จริง

บทความนี้เป็นการสรุปหลักการ ประโยชน์ และแนวทางปฏิบัติสำหรับผู้สอนที่ต้องการนำ Flipped Classroom ไปประยุกต์ใช้

ห้องเรียนกลับด้าน หรือ Flipped Classroom เป็นรูปแบบการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง (Student Centered Learning) โดยสลับบทบาทของการรับสารความรู้พื้นฐานให้เกิดขึ้นนอกเวลาเรียน ผ่านการใช้เทคโนโลยีเข้ามามีส่วนช่วยในการสร้างสื่อการเรียนรู้ เช่น วิดีโอ บทความ หรือแบบฝึกหัดออนไลน์ และใช้เวลาในชั้นเรียนสำหรับกิจกรรมเชิงปฏิบัติ การอภิปราย การแก้ปัญหา รวมถึงการให้ข้อเสนอแนะจากผู้สอน ซึ่งเป็นการส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้แบบ Active Learning ได้ด้วยเช่นเดียวกัน

หลักการง่าย ๆ ที่จะช่วยสร้างการจดจำและเข้าใจเกี่ยวกับ Flipped Classroom ที่อธิบายโดยใช้ตัวย่อของคำว่า FLIP ดังนี้

F :  Flexible มีความยืดหยุ่น ผู้เรียนสามารถเลือกเวลาและวิธีเข้าถึงเนื้อหาก่อนชั้นเรียน รวมถึงทบทวนภายหลังได้

L : Learning Culture เปลี่ยนวัฒนธรรมการเรียนรู้ จากการสอนที่ครูเป็นศูนย์กลาง ไปสู่การเรียนรู้ที่ผู้เรียนมีบทบาทมากขึ้น

I : Intentional Content เนื้อหาที่คัดเลือกอย่างมีจุดประสงค์ เน้นว่ากิจกรรมใดควรทำในรูปแบบเรียนด้วยตนเอง และกิจกรรมใดควรทำในชั้นเรียนร่วมกัน

P : Professional Educator ผู้สอนมีบทบาทเป็น ผู้อำนวยความสะดวก มากกว่าผู้บรรยาย แต่ยังคงเป็นผู้เชี่ยวชาญเนื้อหา และต้องสะท้อนและปรับปรุงวิธีสอนอยู่เสมอ

1. ผู้เรียนได้เรียนรู้อย่างลึกซึ้ง – การที่ผู้เรียนมีความรับผิดชอบ มีการสร้างปฏิสัมพันธ์ร่วมกันระหว่างครูผู้สอนและเพื่อนร่วมชั้น รวมถึงการได้รับคำแนะนำและคำติชมบ่อยครั้ง ทำให้ผู้เรียนเข้าใจเนื้อหาและวิธีการนำไปใช้ได้อย่างลึกซึ้งมากขึ้น

2. ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนรู้มากขึ้น – ผู้เรียนได้เปลี่ยนบทบาทจากการเป็นผู้รับเพียงอย่างเดียวมาเป็นผู้สร้างความรู้แบบมีส่วนร่วม ทำให้มีโอกาสฝึกฝน ฝึกปฏิบัติ

3. ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์มากขึ้นและเกิดการเรียนรู้ซึ่งกันและกัน – การเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ทำงานร่วมกันเป็นการส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถสร้างองค์ความรู้ร่วมกันทั้งภายในและภายนอกห้องเรียน

4. ผู้สอนและผู้เรียนได้รับ Feedback ซึ่งกันและกันมากขึ้น – การที่ผู้เรียนและผู้สอนมีปฏิสัมพันธ์กันมากขึ้น ผ่านการฝึกฝน ได้รับคำแนะนำ การพูดคุย เป็นการลดช่องว่างความสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนและผู้สอน เพื่อทำให้เกิดความเข้าใจซึ่งกันและกันมากขึ้น

ขั้นตอนที่ 1 พิจารณาว่าสามารถนำ Flipped Classroom มาปรับใช้กับหลักสูตรได้อย่างไร

คำถามช่วยพิจารณา :

  • ในชั้นเรียนเซสชันใดที่มีกิจกรรมในห้องเรียนซึ่งแทบไม่มีเวลาทำให้เสร็จ และกิจกรรมนั้นต้องการให้ผู้เรียนประยุกต์ใช้ความรู้และทักษะ?
  • มีแนวคิดหรือหัวข้อใดที่ผู้เรียนมักจะเข้าใจได้ยาก โดยอาจพิจารณาจากผลคะแนนสอบหรือคะแนนการบ้าน?
  • หัวข้อใดที่ผู้เรียนจะได้ประโยชน์อย่างมากถ้ามีโอกาสฝึกปฏิบัติและได้รับคำแนะนำจากผู้สอนในห้องเรียน?

ขั้นตอนที่ 2 สร้างการมีส่วนร่วมในชั้นเรียนผ่านกิจกรรมเชิงปฏิบัติ พร้อมให้คำแนะนำ

จัดสรรเวลาเรียนในชั้นเรียนใหม่ โดยปรับการสอนในชั้นเรียนเป็นการเรียนรู้ที่มีความท้าทายในระดับที่เหมาะสม ผ่านกิจกรรมเชิงปฏิบัติ การอภิปราย การแก้ปัญหา โดยผู้สอนคอยให้คำแนะนำตลอดการเรียนรู้ ท้ายที่สุดแล้ว สิ่งสำคัญคือการค้นหาวิธีการที่เหมาะสมที่สุดสำหรับผู้เรียนและเนื้อหาหลักสูตร

ขั้นตอนที่ 3 ชี้แจงความเชื่อมโยงระหว่างการเรียนรู้ภายในและภายนอกชั้นเรียน

จุดประสงค์ของ Flipped Classroom คือการนำ “งานที่เน้นการประยุกต์” มาเรียนรู้ในชั้นเรียน และให้ผู้เรียนเรียนรู้เนื้อหาความรู้ก่อนเข้าเรียน

คำถามช่วยพิจารณา :

  • ผู้เรียนจะต้องรู้และสามารถทำอะไรได้บ้างหลังจบหลักสูตรนี้? หลักสูตรนี้สอดคล้องกับภาพรวมหรือหลักสูตรที่เกี่ยวข้องอย่างไร?
  • ปัจจุบันมีการบ้านใดที่สามารถนำมาเรียนรู้ในชั้นเรียนได้บ้าง เพื่อให้ผู้เรียนฝึกการประยุกต์ใช้? มีกิจกรรมใดในชั้นเรียนที่มีเวลาไม่เพียงพอต่อการเรียนรู้และฝึกปฏิบัติ?
  • ผู้เรียนจำเป็นต้องรู้เนื้อหาอะไรบ้างก่อนเข้าชั้นเรียนเพื่อจะมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนรู้ระหว่างชั้นเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ?
  • ผู้เรียนต้องฝึกฝนทักษะอะไรบ้างเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการปฏิบัติงานในอนาคต? ผู้เรียนสามารถเชื่อมโยงสิ่งที่ได้เรียนรู้ในชั้นเรียนกับงานที่กำลังทำอยู่หลังเลิกเรียนได้หรือไม่?

ขั้นตอนที่ 4 ปรับสื่อการสอนให้ผู้เรียนสามารถเตรียมความพร้อมล่วงหน้าสำหรับการเรียนในชั้นเรียน

ในการเรียนรู้ในชั้นเรียนด้วยกิจกรรมแบบ Active Learning การเตรียมความพร้อมของผู้เรียนจึงเป็นสิ่งสำคัญ เริ่มจากการพิจารณาว่าผู้เรียนจะต้องมีความรู้และทักษะอะไรบ้างที่ต้องใช้ในการดำเนินกิจกรรมในชั้นเรียน ผู้เรียนควรอ่านหรือชมอะไรล่วงหน้า เช่น เอกสารการสอน บทความ สื่อวิดีโอ สื่อเสียง เป็นต้น

สิ่งสำคัญคือ ต้องทำให้ผู้เรียนมีความรับผิดชอบต่อการเรียนรู้ หรือการปฏิบัติงานใด ๆ ก่อนเข้าชั้นเรียนและเปิดโอกาสให้ผู้เรียนตั้งคำถามเกี่ยวกับเนื้อหาที่เรียนล่วงหน้า

ขั้นตอนที่ 5 ขยายขอบเขตการเรียนรู้นอกชั้นเรียนผ่านการปฏิบัติแบบรายบุคคลและแบบร่วมมือกัน

เนื้อหาและทักษะที่ผู้เรียนได้เรียนรู้ก่อนและระหว่างชั้นเรียน เป็นการเตรียมผู้เรียนให้พร้อมสำหรับการขยายการเรียนรู้หลังชั้นเรียน เช่น การทำโจทย์ปัญหาให้เสร็จ การทำงานในโปรเจ็กต์ การต่อยอดจากสิ่งที่เริ่มในชั้นเรียนเพื่อเจาะลึกหัวข้อ การฝึกฝนคนเดียวหรือทำงานร่วมกับเพื่อนร่วมชั้น เป็นต้น 

ผู้เรียนจะได้รับประสบการณ์การประยุกต์ใช้เนื้อหาในชั้นเรียน แต่อาจจำเป็นต้องฝึกฝนเพิ่มเติมหลังเลิกเรียน การขยายขอบเขตการเรียนรู้จากภายในชั้นเรียนไปสู่ภายนอกชั้นเรียนเป็นขั้นตอนสำคัญที่ช่วยให้ผู้เรียนมีความเชี่ยวชาญและบรรลุผลการเรียนรู้ แนวคิดบางประการสำหรับการเสริมสร้างความเข้าใจของผู้เรียนให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ได้แก่

  • ใช้กระดานสนทนาหรือโซเชียลมีเดีย เพื่อขยายความเกี่ยวกับแนวคิดที่พัฒนาขึ้นภายในชั้นเรียน
  • นำเสนอปัญหาเพิ่มเติม เพื่อให้ผู้เรียนได้ฝึกฝนด้วยตนเองนอกห้องเรียน   สามารถนำระบบประเมินออนไลน์มาใช้เพื่อให้ข้อเสนอแนะแก่ผู้เรียนได้ทันที
  • มอบหมายงานที่ต้องการให้ผู้เรียนได้ใช้ทักษะและความรู้ที่ได้รับการเรียนรู้ในชั้นเรียนและนำไปใช้ในรูปแบบใหม่หรือในสถานการณ์ใหม่ที่ไม่ได้ครอบคลุมในชั้นเรียน
  • มอบหมายการอ่านเพิ่มเติมเพื่อขยายความแนวคิดที่อภิปรายในชั้นเรียน
  • ส่งเสริมให้ผู้เรียนสร้างกลุ่มการเรียนรู้
  • ปรับการเรียนรู้แบบร่วมมือ โดยให้ผู้เรียนนัดหมายกันสัปดาห์ละครั้งเพื่อปฏิบัติงานจากโจทย์ปัญหาเพิ่มเติมที่ช่วยขยายความแนวคิดที่เรียนรู้ในชั้นเรียน
  1. ผู้เรียนจำเป็นต้องมีความเชื่อมโยงกับหัวข้อการเรียนรู้ในระดับบุคคล เนื่องจาก “การมีส่วนร่วมของผู้เรียน” เป็นปัจจัยสำคัญที่สุดต่อการเรียนรู้ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ จะช่วยส่งเสริมให้ผู้เรียนมีความสนใจและเกิดการมีส่วนร่วมกับเนื้อหาการเรียนได้มากขึ้น
  2. ผู้เรียนสามารถเกิดการเรียนรู้ได้ตลอดเวลาผ่านสื่อการเรียนรู้ออนไลน์ในปัจจุบัน ดังนั้น ผู้เรียนก็ควรได้รับประสบการณ์การเรียนรู้ที่มีลักษณะเดียวกันนี้ในสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ในชั้นเรียนเช่นเดียวกัน
  3. การสอนแบบบรรยายในรูปแบบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นแบบพบหน้า วิดีโอ บทความ หรือพอดแคสต์ ควรใช้เพื่อสนับสนุนการเรียนรู้ ไม่ใช่เป็นตัวขับเคลื่อนหลักหรือเป็นศูนย์กลางของการเรียนการสอน
  4. สร้างวิธีการเรียนรู้ที่หลากหลายพร้อมการชี้แจงและสาธิต เพื่อรองรับความแตกต่างและความหลากหลายของผู้เรียน
  5. บทบาทของครูผู้สอนเปลี่ยนไปเป็น “ผู้อำนวยความสะดวก” โดยเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ลงมือเรียนรู้ด้วยตนเองอย่างอิสระ

แนวทางการพัฒนาสมรรถนะการสอนของอาจารย์ใหม่ในระดับอุดมศึกษาโดยใช้ Micro-credentialsโดย ดร. สุกัลยา ตันติวิศวรุจิ สถาบันการเรียนรู้

feather-calendarPosted on 3 พฤศจิกายน 2025 document PedagogyInterventionคลังความรู้
แชร์

         ในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ได้มีการอบรมพัฒนาอาจารย์ใหม่ที่มีประสบการณ์สอน 0–2 ปี เพื่อให้มีพัฒนาสมรรถนะการสอนสอดคล้องกับกรอบมาตรฐานวิชาชีพการสอนของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (KMUTT PSF) เพื่อต่อยอดในการพัฒนาการเรียนการสอน การถ่ายทอดองค์ความรู้ให้แก่นักศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยใช้โมเดล 70-20-10 คือ เรียนรู้จากงานจริง 70%, เพื่อนและ Mentor 20%, การฝึกอบรม 10% และสรุปด้วยการสะท้อนผลจาก Mentor ซึ่งพบข้อจำกัด ดังนี้

  • Mentor มีบทบาทไม่กึ่งที่ปรึกษาและกึ่งผู้ประเมิน สามารถจัดบทบาทให้เป็นผู้คำให้ปรึกษา ชี้แนะแนวทางเพียงอย่างเดียว เพื่อเสริมสร้างพื้นที่ปลอดภัยในการเรียนรู้
  • Mentor มีบทบาทหน้าที่อื่น ๆ ได้รับนอกเหนือจากงาน Mentor ส่งผลให้กว่า 10 % ของการ Mentoring อาจารย์ใหม่ไม่สามารถสังเกตทุกองค์ประกอบของ PSF ได้ครบ
  • อาจารย์ใหม่ต้องการรูปแบบการเรียนรู้ที่ตอบโจทย์เฉพาะบุคคลมากขึ้น
  • คณะทำงานมีความกังวลเกี่ยวกับเกณฑ์มาตรฐานการประเมินหรือพัฒนาที่อาจมีความแตกต่างตามบริบทของผู้ประเมิน

ดังนั้นศูนย์เสริมสร้างการเรียนรู้และการสอน (CELT) สถาบันการเรียนรู้ (LI) หน่วยพัฒนาและบูรณาการเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา (ETS) และสำนักงานบริหารทรัพยากรบุคคล (HRD) จึงมีแนวคิดที่จะปรับปรุงกระบวนการพัฒนาอาจารย์โดยนำแนวคิด Micro-credentials (MC) มาใช้ในการประเมินผล เพื่อวัดสมรรถนะเฉพาะด้านได้อย่างตรงจุดและมีความยืดหยุ่น 2 MC ได้แก่

  • การจัดการเรียนรู้เพื่อการรันตีผลลัพธ์การเรียนรู้ในระดับรายวิชา/โมดูล (พัฒนาโดย CELT)
  • การเลือกใช้ Instructional Resources ให้เหมาะสมกับพฤติกรรมการเรียนรู้ของผู้เรียน (พัฒนาโดย ETS)

โดยพบว่า Micro-credentials ช่วยให้อาจารย์ใหม่เห็นจุดแข็งและจุดที่ต้องพัฒนาได้ชัดเจนขึ้น และยังช่วยส่งเสริมการเรียนรู้แบบเฉพาะบุคคล (personalized learning)  นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ผู้ดูแลกระบวนการจาก CELT มองว่า MC ดังกล่าวช่วยระบุสมรรถนะที่ยังไม่ถึงเป้าหมายได้แม่นยำและข้อมูลที่ได้จาก MC ยังสามารถนำไปใช้ปรับปรุงกระบวนการในรุ่นต่อไปให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นได้