การประยุกต์ใช้วัฏจักรการสะท้อนคิดของ Gibbs เพื่อพัฒนาการเรียนการสอนของอาจารย์มหาวิทยาลัย

feather-calendarPosted on 7 กันยายน 2026 document Pedagogyคลังความรู้
แชร์

 เรียบเรียงโดย ดร.สุกัลยา ตันติวิศวรุจิ นักวิจัย สถาบันการเรียนรู้

            ด้วยบริบทของสังคมปัจจุบันที่ผู้เรียนมีความหลากหลายมากขึ้นทั้งด้านความสนใจ ความสามารถ รูปแบบการเรียนรู้ที่เหมาะสม รวมทั้งการเข้ามาของเทคโนโลยีใหม่ ๆ และความคาดหวังของสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป ดังนั้นอาจารย์ผู้สอนจึงควรต้องปรับปรุง พัฒนากระบวนการเรียนการสอนของตัวเองให้เหมาะสมกับบริบทและเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนรู้ของผู้เรียน

ดังนั้นการพัฒนาวิชาชีพอาจารย์ (Faculty Professional Development) จึงกลายเป็นหัวใจสำคัญในการยกระดับคุณภาพการศึกษา และเป็นแนวทางในการพัฒนาอาจารย์ผู้สอนอย่างเป็นระบบ โดยเน้นการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง และมีกระบวนการสะท้อนคิดที่จะเปลี่ยนประสบการณ์ที่เกิดขึ้นให้กลายเป็นการเรียนรู้เชิงลึก นอกจากนี้ยังช่วยให้อาจารย์สามารถวิเคราะห์การปฏิบัติของตนเอง ระบุจุดแข็ง จุดอ่อน และโอกาสในการปรับปรุงการสอน

การสะท้อนคิดที่มีโครงสร้างจะช่วยให้การเรียนรู้จากประสบการณ์เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรม โดยการสะท้อนคิด ที่นำมาประยุกต์ใช้พัฒนาอาจารย์กันอย่างแพร่หลาย คือ Gibbs’ Reflective Cycle

ในปี 1988 Graham Gibbs ได้พัฒนา วัฏจักรการสะท้อนคิดของ Gibbs (Gibbs’ Reflective Cycle) ขึ้น ซึ่งวัฏจักรนี้มีประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ อันจะสอดคล้องกับลักษณะของการจัดการเรียนการสอนในมหาวิทยาลัย ที่มีการเปิดสอนรายวิชาเดิมในแต่ละภาคการศึกษา หรือการบรรยายในหัวข้อที่คล้ายกัน ดังนั้นอาจารย์จะสามารถวางแผนพัฒนา ปรับปรุงการสอน อย่างเป็นระบบแทนการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า

ขั้นตอนของวัฏจักรการสะท้อนคิดของ Gibbs  มี 6 ขั้น ดังต่อไปนี้

ตารางที่ 1: วัฏจักรการสะท้อนคิดของ Gibbs

ขั้นตอน (Stage)คำจำกัดความ/คำถามสำคัญ (Definition/Key Questions)การประยุกต์ใช้สำหรับอาจารย์มหาวิทยาลัย (Application for University Lecturers)แนวทางในการสะท้อนคิด (Guidelines in Reflection)
1.การบรรยาย (Description)อธิบายสถานการณ์อย่างละเอียดโดยไม่รวมความรู้สึกหรือข้อสรุปอาจารย์สามารถอธิบายประสบการณ์การสอนที่เฉพาะเจาะจง เช่น การบรรยาย การจัดกิจกรรมใหม่ในชั้นเรียน หรือการปฏิสัมพันธ์กับนักศึกษา โดยเน้นที่สิ่งที่เกิดขึ้น ใครเกี่ยวข้อง และผลลัพธ์ทันทีเกิดอะไรขึ้น? เมื่อไหร่? ที่ไหน? ใครเกี่ยวข้อง? คุณและคนอื่นทำอะไร? ผลลัพธ์เป็นอย่างไร? ทำไมคุณถึงอยู่ที่นั่นและหวังอะไร?สร้างภาพเหตุการณ์ที่ชัดเจนและเป็นกลาง เพื่อเป็นฐานข้อมูลสำหรับการวิเคราะห์ในขั้นต่อไป
2.ความรู้สึก (Feelings)สำรวจอารมณ์และความคิดที่เกิดขึ้นก่อน ระหว่าง และหลังสถานการณ์สำรวจความรู้สึกและความคิดของตนเองก่อน ระหว่าง และหลังประสบการณ์การสอน และพิจารณาว่านักศึกษาอาจรู้สึกอย่างไรคุณรู้สึกอย่างไร? คุณคิดอะไร?ทำความเข้าใจอิทธิพลของอารมณ์และทัศนคติที่มีต่อประสบการณ์และผลลัพธ์
3.การประเมินผล (Evaluation)ประเมินอย่างเป็นกลางว่าอะไรดีและอะไรไม่ดีในสถานการณ์นั้นประเมินอย่างเป็นกลางว่าอะไรดีและอะไรไม่ดีในประสบการณ์การสอนนั้น และพิจารณาสิ่งที่ควรคงไว้ และสิ่งที่ควรปรับปรุงอะไรดี? อะไรไม่ดี? คุณหรือคนอื่นมีส่วนร่วมอย่างไร?ระบุองค์ประกอบที่ประสบความสำเร็จและไม่ประสบความสำเร็จ เพื่อแยกแยะสิ่งที่ควรคงไว้และสิ่งที่ควรปรับปรุง
4.การวิเคราะห์ (Analysis)ทำความเข้าใจประสบการณ์, หาความหมายจากรายละเอียด, และอธิบายว่าทำไมบางอย่างถึงดีหรือไม่ดีทำความเข้าใจสถานการณ์ เจาะลึกว่าทำไมบางอย่างถึงดีหรือไม่ดี สามารถนำทฤษฎีการศึกษา การวิจัยทางการสอน หรือความรู้ของตนเองมาช่วยทำความเข้าใจพลวัตของการสอนและการเรียนรู้ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น? คุณเรียนรู้อะไรจากสถานการณ์นี้?ตีความเหตุการณ์และเชื่อมโยงเข้ากับความรู้หรือทฤษฎี เพื่อให้เกิดความเข้าใจเชิงลึก
5.บทสรุป (Conclusion)สรุปบทเรียนที่ได้รับและระบุการเปลี่ยนแปลงที่อาจช่วยปรับปรุงผลลัพธ์ในอนาคตสรุปบทเรียนที่ได้รับจากประสบการณ์ ระบุว่าสถานการณ์จะดีขึ้นสำหรับนักศึกษาได้อย่างไร และระบุทักษะที่จำเป็นต้องพัฒนาคุณได้เรียนรู้อะไร? คุณจะทำอะไรแตกต่างออกไป?สังเคราะห์การเรียนรู้ที่เกิดขึ้นจากประสบการณ์ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลง
6.แผนปฏิบัติการ (Action Plan)วางแผนสิ่งที่จะทำแตกต่างออกไปในสถานการณ์ที่คล้ายกันในอนาคต และวิธีการทำให้การเปลี่ยนแปลงนั้นเกิดขึ้นจริงวางแผนสิ่งที่ทำแตกต่างออกไปในสถานการณ์การสอนที่คล้ายกันในอนาคต อาจรวมถึงการเปลี่ยนแปลงเฉพาะเจาะจงในวิธีการสอน การจัดการชั้นเรียน หรือกลยุทธ์การประเมินผล และจะทำให้การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้เกิดขึ้นได้อย่างไรคุณจะทำอะไรต่อไป? คุณจะทำอย่างไรให้แผนนี้เกิดขึ้นจริง?กำหนดขั้นตอนที่เป็นรูปธรรมเพื่อนำการเรียนรู้ไปสู่การปฏิบัติในอนาคต

จากรายละเอียดจะเห็นว่า วัฏจักรฯ นี้จะช่วยให้อาจารย์สามารถวิเคราะห์และระบุสิ่งที่จะปรับเปลี่ยน พัฒนาการสอนของตัวเองได้อย่างชัดเจนและต่อเนื่อง เช่น เปลี่ยนวิธีการสอน เปลี่ยนการจัดการชั้นเรียน หรือกลยุทธ์การประเมิน เป็นต้น อีกทั้งยังช่วยให้อาจารย์เห็นว่าต้องวางแผนดำเนินงานเพื่อทำให้การเปลี่ยนแปลงนั้นเกิดขึ้นจริงได้อย่างไร อันจะส่งผลให้ได้หลักฐานเชิงประจักษ์ และเกิดผลลัพธ์แก่ผู้เรียน ช่วยให้ผู้เรียนมีประสิทธิภาพในการเรียนรู้มากขึ้น  หากอาจารย์ผู้สอนไม่มีแผนปฏิบัติที่ชัดเจน การสะท้อนคิดก็จะไม่มีผลต่อการพัฒนาการสอนจริง ไม่ส่งผลแก่ผู้เรียนอย่างแท้จริง

ตารางที่ 2: การปรับใช้แต่ละขั้นตอนของวัฏจักร Gibbs ในบริบทการสอน

ขั้นตอน (Stage)การประยุกต์ใช้ทั่วไป (General Application)การประยุกต์ใช้สำหรับอาจารย์มหาวิทยาลัย (Application for University Lecturers)
การบรรยาย (Description)อธิบายสถานการณ์โดยละเอียดว่าเกิดอะไรขึ้น เมื่อไหร่ ที่ไหน ใครเกี่ยวข้อง การกระทำ และผลลัพธ์อาจารย์สามารถอธิบายประสบการณ์การสอนที่เฉพาะเจาะจง เช่น การบรรยาย การจัดกิจกรรมใหม่ในชั้นเรียน หรือการปฏิสัมพันธ์กับนักศึกษา โดยเน้นที่สิ่งที่เกิดขึ้น ใครเกี่ยวข้อง และผลลัพธ์ทันที
ความรู้สึก (Feelings)สำรวจอารมณ์และความคิดที่เกิดขึ้นสำรวจความรู้สึกและความคิดของตนเองก่อน ระหว่าง และหลังประสบการณ์การสอน และพิจารณาว่านักศึกษาอาจรู้สึกอย่างไร
การประเมินผล (Evaluation)ประเมินว่าอะไรดีและอะไรไม่ดีประเมินอย่างเป็นกลางว่าอะไรดีและอะไรไม่ดีในประสบการณ์การสอนนั้น และพิจารณาการมีส่วนร่วม (เชิงบวกหรือลบ) ของตนเองและนักศึกษา
การวิเคราะห์ (Analysis)ทำความเข้าใจประสบการณ์ หาความหมาย และอธิบายเหตุผลทำความเข้าใจสถานการณ์ เจาะลึกว่าทำไมบางอย่างถึงดีหรือไม่ดี สามารถนำทฤษฎีการศึกษา การวิจัยทางการสอน หรือความรู้ของตนเองมาช่วยทำความเข้าใจพลวัตของการสอนและการเรียนรู้
บทสรุป (Conclusion)สรุปบทเรียนที่ได้รับและระบุการเปลี่ยนแปลงที่อาจช่วยปรับปรุงสรุปบทเรียนที่ได้รับจากประสบการณ์ ระบุว่าสถานการณ์จะดีขึ้นสำหรับนักศึกษาได้อย่างไร และระบุทักษะที่จำเป็นต้องพัฒนา
แผนปฏิบัติการ (Action Plan)วางแผนสิ่งที่ทำแตกต่างออกไปในอนาคตและวิธีการทำให้เกิดขึ้นจริงวางแผนสิ่งที่ทำแตกต่างออกไปในสถานการณ์การสอนที่คล้ายกันในอนาคต อาจรวมถึงการเปลี่ยนแปลงเฉพาะเจาะจงในวิธีการสอน การจัดการชั้นเรียน หรือกลยุทธ์การประเมินผล และจะทำให้การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้เกิดขึ้นได้อย่างไร

การเน้นย้ำถึงการลงมือทำและการตรวจสอบให้แน่ใจว่าเกิดการเปลี่ยนแปลงจริง แสดงให้เห็นว่ากระบวนการนี้มุ่งเน้นผลลัพธ์ที่จับต้องได้ ไม่ใช่แค่การเรียนรู้ในเชิงทฤษฎีเท่านั้น ถ้าไม่มีแผนปฏิบัติ การสะท้อนคิดก็จะไม่มีผลต่อการสอนจริง

โมเดลของ Gibbs จึงโดดเด่นตรงที่ไม่หยุดแค่การเรียนรู้ แต่ก้าวไปถึงการลงมือทำ ซึ่งเป็นการปิดวงจรของการพัฒนาอย่างแท้จริง และเชื่อมโยงการสะท้อนคิดเข้ากับการปรับปรุงการสอนโดยตรง นี่คือหัวใจสำคัญของการพัฒนาวิชาชีพครูในระดับอุดมศึกษา

ขั้นตอน “การวิเคราะห์” ในการสะท้อนคิดมีความสำคัญมากสำหรับอาจารย์มหาวิทยาลัย เพราะเป็นโอกาสเชื่อมโยงประสบการณ์การสอนจริงเข้ากับทฤษฎีและองค์ความรู้ทางวิชาการ เช่น ทฤษฎีการเรียนรู้ (Constructivism, Connectivism) หรือแนวทางการสอน (Active Learning, Problem-Based Learning) เพื่อเข้าใจถึงเหตุและผลของสถานการณ์ได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

การใช้ทฤษฎีและการวิจัยทางการศึกษาในการวิเคราะห์ช่วยยกระดับการสะท้อนคิดจากระดับส่วนบุคคลไปสู่ระดับวิชาการ ทำให้การสอนมีฐานจากหลักฐานเชิงทฤษฎี ไม่ใช่แค่การตีความจากความรู้สึกส่วนตัวเท่านั้น

การนำวัฏจักรการสะท้อนคิดของ Gibbs มาประยุกต์ใช้อย่างสม่ำเสมอในการพัฒนาการเรียนการสอนของอาจารย์มหาวิทยาลัยนำมาซึ่งประโยชน์หลายประการ:

  • การเพิ่มพูนความเข้าใจในกระบวนการเรียนรู้ของผู้เรียน: การสะท้อนคิดช่วยให้อาจารย์ได้พิจารณามุมมองและความรู้สึกของนักศึกษาได้ดีขึ้น นำไปสู่การออกแบบประสบการณ์การเรียนรู้ที่ตอบโจทย์และมีประสิทธิภาพมากขึ้น
  • การระบุและแก้ไขปัญหาการสอนอย่างมีระบบ: วัฏจักร Gibbs ให้กรอบการทำงานที่เป็นระบบในการวิเคราะห์ปัญหาและหาแนวทางแก้ไขที่อิงจากข้อมูลและประสบการณ์จริง
  • การส่งเสริมการพัฒนาทักษะการสอนอย่างต่อเนื่อง: ด้วยลักษณะที่เป็นวัฏจักร อาจารย์สามารถนำวัฏจักรนี้ไปใช้ซ้ำ ๆ เพื่อปรับปรุงการสอนในสถานการณ์ที่หลากหลาย ทำให้เกิดการเรียนรู้และพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง การที่แหล่งข้อมูลระบุว่า “โดยการประยุกต์ใช้วัฏจักรนี้อย่างสม่ำเสมอ” แสดงให้เห็นว่าประโยชน์ที่แท้จริงของโมเดล Gibbs อยู่ที่ลักษณะที่เป็นวัฏจักรและทำซ้ำได้ ซึ่งนำไปสู่การพัฒนาวิชาชีพอย่างต่อเนื่อง สิ่งนี้บ่งชี้ถึงการเปลี่ยนจากการแก้ไขปัญหาแบบตั้งรับไปสู่การเติบโตด้านการสอนเชิงรุกและยั่งยืน ส่งเสริมวัฒนธรรมการเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับนักการศึกษา
  • การยกระดับผลลัพธ์การเรียนรู้ของนักศึกษา: การสอนที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นจากการสะท้อนคิดโดยตรงจะส่งผลให้คุณภาพการเรียนรู้และผลสัมฤทธิ์ของนักศึกษาดีขึ้น
  • Hashim, S. N. A., Yaacob, A., Suryani, I., Mohd Asraf, R., Bahador, Z., & Supian, N. (2023). Exploring the Use of Gibbs’ Reflective Model in Enhancing In-Service ESL Teachers’ Reflective Writing. https://doi.org/10.31235/osf.io/q7xh6
  • Landi, L., & Rigoni Grabar, P. (2024). Gibbs’ Reflective Cycle and Research-Training: a research model.
  • Mukan, N., Zagura, F., & Lavrysh, Y. . (2025). Continuing professional development of physical education teachers through collaborative professional reflection. Millenium – Journal of Education, Technologies, and Health, 2(26). https://doi.org/https://doi.org/10.29352/mill0226.34762
  • Praveena, K. S., F, J., Patil, C. M., & K, B. (2025). Gibb’s Reflective Model Approach for Enhancing Project-Based Learning Among Students Through Reflective Assessment. Journal of Engineering Education Transformations. Journal of Engineering Education Transformations, 38(2), 148–155. https://doi.org/https://doi.org/10.16920/jeet/2025/v38is2/25018