แนวทางปฏิบัติของผู้สอนและผู้เรียนในยุค AI

feather-calendarPosted on 4 มีนาคม 2026 document คลังความรู้Education technologyPedagogy
แชร์

เรียบเรียงโดย น.ส. เมตตา มงคลธีระเดช นักพัฒนาการศึกษา สถาบันการเรียนรู้

ในยุคที่ปัญญาประดิษฐ์ (AI) กลายเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ เช่น การมาของ Generative AI ไม่ว่าจะเป็นเครื่องมืออย่าง Chat GPT, Gemini ที่ผู้เรียนเลือกใช้ในชีวิตประจำวัน หรือแม้แต่ใช้เป็นเครื่องมือช่วยคิด ค้นคว้า สร้างสรรค์งาน สรุปการเรียนรู้ในชั้นเรียนก็ตาม ดังนั้นในปัจจุบันการหลีกเลี่ยงการใช้เครื่องมือนี้แทบเป็นไปไม่ได้อีกต่อไป

แม้ในช่วงแรกบางสถานศึกษาจะใช้มาตรการที่เข้มงวด เช่น การห้ามใช้ Generative AI ในการเรียน แต่ประสบการณ์หลายแห่งชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า  “การห้ามไม่ใช่คำตอบ” เนื่องจากไม่สามารถป้องกันการใช้งานจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในทางกลับกัน สถานศึกษาหลายแห่งเริ่มปรับนโยบายของสถานศึกษา โดยมีการกำหนดกรอบการใช้ที่เหมาะสม หรือรวมไปถึงการวางเป้าหมายในการบูรณาการ AI เข้ากับหลักสูตรอย่างเป็นระบบ พร้อมทั้งส่งเสริมให้ผู้เรียนมีความรู้และทักษะที่จำเป็นในการใช้ AI อย่างถูกต้องและมีจริยธรรม แนวโน้มเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า ระบบการศึกษาควรยอมรับความเปลี่ยนแปลง และร่วมกันพัฒนาแนวทางใหม่ ๆ เพื่อให้ AI เป็นเครื่องมือที่ช่วยยกระดับการเรียนรู้ มากกว่าจะเป็นสิ่งที่ต้องหลีกเลี่ยง

การนำ AI มาใช้ในบริบททางการศึกษาไม่ได้มีเพียงข้อดีเท่านั้น หากแต่ยังมาพร้อมกับความเสี่ยงและข้อท้าทายที่ต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน ดังนั้น การทำความเข้าใจทั้งประโยชน์และความเสี่ยงของการใช้ AI ในระบบการศึกษา จึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดังกล่าวเกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้เรียน โดยสามารถพิจารณาในประเด็นต่าง ๆ ดังนี้

1. Content development and differentiation

ผู้สอนสามารถใช้ AI ในการพัฒนาเนื้อหาและปรับการเรียนรู้ให้เหมาะกับผู้เรียนแต่ละคน เช่น ช่วยสร้างใบงาน สื่อการสอน หรือแบบฝึกหัดในระดับความยากง่ายที่ต่างกัน ทำให้การสอนตอบโจทย์ผู้เรียนมากขึ้น

2. Assessment design and effective feedback

ผู้สอนสามารถใช้ AI ในการออกแบบการประเมิน และให้ผลป้อนกลับอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

3. Personalized learning assistance

ผู้สอนสามารถใช้ AI ช่วยแนะนำ ทบทวนบทเรียนที่ผู้เรียนไม่เข้าใจ ในรูปแบบเฉพาะบุคคลได้ เพื่อให้ผู้เรียนได้รับประสบการณ์ที่ตรงความต้องการมากขึ้น

4. Aiding creativity and collaboration

ผู้สอนสามารถใช้ AI เป็นเครื่องมือกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์และสนับสนุนการทำงานร่วมกัน เช่น การระดมความคิด การทำโครงการร่วมกัน

5. Operational and administrative efficiency

ผู้สอนสามารถใช้ AI เพื่อช่วยลดภาระงาน เช่น การตรวจงาน การจัดการเอกสาร การวางแผนตารางสอน และการประมวลผลข้อมูล

1. Misinformation, errors, and academic dishonesty

ปัญหาที่พบได้บ่อยในการใช้ AI คือ การพบข้อมูลที่ผิดพลาดหรือทำให้เกิดการทุจริตทางวิชาการ เช่น การนำข้อมูลจาก AI มาใช้ โดยไม่ได้ตรวจสอบหรือใช้เพื่อทำงานแทนตนเอง

2. Diminished agency and accountability

หากผู้เรียนพึ่งพา AI มากเกินไป อาจส่งผลให้ผู้เรียนมีความรับผิดชอบที่ลดลง มีความสามารถในการตัดสินใจด้วยตัวเองลดลง

3. Compromised student privacy

หนึ่งในประเด็นสำคัญคือความเป็นส่วนตัวของข้อมูลผู้เรียนเนื่องจากระบบ AI มักต้องใช้ข้อมูลจำนวนมาก หากไม่มีมาตรการปกป้องข้อมูลที่ดีพอ ผู้เรียนอาจเสี่ยงต่อการถูกนำข้อมูลไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต

4. Overreliance and loss of critical thinking

การพึ่งพา AI มากเกินไปอาจทำให้ผู้เรียนฝึกฝนทักษะการคิดวิเคราะห์ลดลง เพราะไม่ต้องลงมือคิดหรือแก้ปัญหาด้วยตนเอง

5. Societal bias and lack of cultural sensitivity

AI ได้รับการฝึกจากข้อมูลจำนวนมาก ซึ่งในข้อมูลนั้นมักซ่อนอคติทางสังคมไว้โดยไม่ตั้งใจ AI อาจสร้างเนื้อหาที่ไม่คำนึงถึงความหลากหลายทางวัฒนธรรม หรือสะท้อนอคติทางสังคมได้

            Gwinnett County Public Schools (GCPS) หนึ่งในระบบโรงเรียนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ตระหนักถึงความสำคัญของการมาของ AI ที่มีผลต่อระบบการศึกษา ได้จัดทำคู่มือเพื่อใช้ในการสื่อสารหลักการที่สถาบันยึดถือ โดยเน้น Human-Centered Approach และเตรียมความพร้อมแก่ผู้เรียนและผู้สอน ให้เห็นความสำคัญของการใช้งาน AI และแนวทางการนำไปใช้อย่างมีความรับผิดชอบและมีจริยธรรม โดยคำแนะนำสำหรับผู้สอนและผู้เรียน ดังนี้

ผู้สอนควรมีความเข้าใจในหลักการคิดและกระบวนการประมวลผลของ AI สามารถพิจารณาและประเมินได้อย่างเหมาะสมว่า AI ควรถูกนำมาใช้ในสถานการณ์ต่าง ๆ อย่างไร โดยคำนึงถึงจริยธรรม ความรับผิดชอบ และการปฏิบัติตามกฎหมายและนโยบายที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ ผู้สอนควรทำหน้าที่เป็นแบบอย่างที่ดีในการใช้ AI และให้คำแนะนำที่ชัดเจนแก่ผู้เรียนเกี่ยวกับการใช้ AI อย่างเหมาะสมในการเรียนรู้ด้วย

สิ่งที่ผู้สอนควรรู้

  1. การประเมินเครื่องมือ AI: ผู้สอนควรพิจารณาเป้าหมายการใช้งาน ความปลอดภัย และความน่าเชื่อถือของเครื่องมือ AI ก่อนนำมาใช้ในการเรียนการสอน เครื่องมือที่เลือกควรเหมาะสมกับกลุ่มผู้เรียน และผ่านการพิจารณาหรืออนุมัติตามแนวทางของหน่วยงานหรือสถาบัน นอกจากนี้ ควรคำนึงถึงข้อจำกัดด้านอายุและเงื่อนไขการใช้งานของเครื่องมือ AI แต่ละประเภทด้วย
  2. การใช้ AI เพื่อวัตถุประสงค์ทางวิชาการ: ผู้สอนและผู้บริหารสถานศึกษาควรมีบทบาทในการกำหนดแนวทางและชี้แจงอย่างชัดเจนเกี่ยวกับการใช้เครื่องมือ AI ในห้องเรียน ว่าสามารถใช้ได้ในลักษณะใดและกรณีใดไม่เหมาะสม ผู้สอนอาจอนุญาตให้ใช้ AI เพื่อสนับสนุนการเรียนรู้หรือการสร้างสรรค์ในขอบเขตที่เหมาะสม อาจเป็นทั้งการอนุญาตให้ใช้กับงานทั้งหมด บางส่วนของงาน หรือไม่อนุญาตให้ใช้เลย ทั้งนี้ แนวทางการใช้ AI ควรสอดคล้องกับลักษณะของงานที่มอบหมายและเป้าหมายการเรียนรู้ และต้องมีการสื่อสารให้ผู้เรียนเข้าใจอย่างชัดเจน
  3. การตรวจสอบผลลัพธ์ของ AI: ผู้สอนควรตรวจสอบและประเมินความถูกต้องของผลลัพธ์ที่ได้จากเครื่องมือ AI อย่างรอบคอบทุกครั้งก่อนนำไปใช้หรือเผยแพร่ข้อมูล เพื่อให้มั่นใจว่าการใช้ AI ในการเรียนการสอนสอดคล้องกับแนวปฏิบัติที่อิงหลักฐานและงานวิจัยที่เชื่อถือได้ ไม่ควรพึ่งพาเนื้อหาที่สร้างโดย AI เพียงอย่างเดียวโดยขาดการตรวจสอบ
  4. อคติและข้อมูลที่คลาดเคลื่อน: ควรตระหนักว่าเนื้อหาที่สร้างโดย AI อาจมีอคติหรือความไม่ถูกต้อง ผู้สอนควรตรวจสอบผลลัพธ์จาก AI โดยเปรียบเทียบกับแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้เสมอ
  5. ความปลอดภัยและความเคารพ: ผู้สอนควรใช้เครื่องมือ AI อย่างรับผิดชอบ และไม่ใช้เพื่อสร้างหรือเผยแพร่เนื้อหาที่เป็นอันตราย ทำให้เกิดความเข้าใจผิด ละเมิดสิทธิผู้อื่น หรือไม่เหมาะสมในบริบททางการศึกษาและสังคม

แนวทางการประยุกต์ใช้ AI

  1. การเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน: ผู้สอนสามารถใช้ AI เพื่อช่วยสร้างแนวคิด ตัวอย่าง หรือโครงร่างสำหรับการวางแผนการสอน เช่น การตั้งคำถามเชิงวิเคราะห์ การออกแบบกลยุทธ์การสอน และการจัดทำเครื่องมือประเมินผล
  2. การสื่อสาร: AI สามารถช่วยสนับสนุนการสื่อสารได้หลากหลายรูปแบบ เช่น การแปลภาษาแบบเรียลไทม์ การตรวจแก้และปรับปรุงการเขียน การช่วยอธิบายข้อความให้ชัดเจนยิ่งขึ้น รวมถึงการร่างและปรับปรุงเอกสารหรือข้อความสื่อสาร
  3. บทบาทในฐานะคู่คิด: ผู้สอนอาจใช้ AI เป็นเครื่องมือช่วยคิด เพื่อสนับสนุนการชี้แจง สรุป หรือวิเคราะห์แนวคิดของตนเอง อันเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาแนวทางการทำงานและการเรียนรู้
  4. การพัฒนาวิชาชีพอย่างต่อเนื่อง: AI สามารถสนับสนุนการพัฒนาผู้สอน โดยเสนอแนะแนวทางและกลยุทธ์การจัดการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียน ช่วยออกแบบกิจกรรมพัฒนาวิชาชีพให้เหมาะสมกับความสนใจของผู้สอน แนะนำโครงการความร่วมมือระหว่างสาขาวิชาหรือทีมงาน และนำเสนอสถานการณ์จำลองเพื่อการฝึกอบรม เช่น การฝึกสอนหรือการสัมภาษณ์เชิงสถานการณ์
  5. การวิจัยและการรวบรวมทรัพยากร: AI สามารถช่วยค้นหาและแนะนำแหล่งเรียนรู้ เช่น หนังสือ บทความ หรือสื่อที่เกี่ยวข้องกับบทเรียน รวมถึงช่วยติดตามและอัปเดตองค์ความรู้ งานวิจัย และแนวปฏิบัติด้านการสอนที่ทันสมัย
  6. ประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานและการบริหารจัดการ: ผู้สอนสามารถใช้ AI เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานและการบริหารจัดการชั้นเรียน เช่น การจัดตารางเรียน การจัดการทรัพยากร การจัดทำรายงานผลการดำเนินงาน

ข้อควรระวังในการใช้ AI

อคติทางสังคม: เครื่องมือ AI ที่เรียนรู้จากข้อมูลของมนุษย์อาจสะท้อนอคติที่มีอยู่ในสังคม ส่งผลให้เกิดความเสี่ยง เช่น การเสนอแนวทางทางการศึกษาที่ไม่เหมาะสม หรือการประเมินที่ไม่เป็นธรรม ผู้สอนจึงต้องตรวจสอบและพิจารณาผลลัพธ์ที่ AI สร้างขึ้นอย่างรอบคอบก่อนนำไปใช้เสมอ

การลดทอนบทบาทและความรับผิดชอบของผู้สอนและผู้เรียน: แม้ AI จะช่วยสนับสนุนการทำงานและลดภาระงานได้ แต่ไม่ควรนำมาใช้แทนบทบาทหลักของผู้สอนในการสอน การให้คำปรึกษา การประเมินผล และการสร้างแรงบันดาลใจให้แก่ผู้เรียน AI ควรถูกใช้เป็นเครื่องมือช่วยเสริมการตัดสินใจของมนุษย์ ไม่ใช่ทดแทน

การละเมิดจริยธรรมและความเป็นส่วนตัว: ไม่ควรใช้ AI ในลักษณะที่ละเมิดสิทธิ ความเป็นส่วนตัว หรือศักดิ์ศรีของผู้สอนและผู้เรียน รวมถึงไม่ควรเผยแพร่ข้อมูลส่วนบุคคลหรือข้อมูลที่สามารถระบุตัวตนได้ลงในระบบ AI โดยไม่ได้รับอนุญาต ทั้งนี้ เพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายและหลักจริยธรรมที่เกี่ยวข้อง

การไม่ปฏิบัติตามนโยบายและแนวปฏิบัติที่กำหนด: ผู้สอนควรใช้เครื่องมือ AI ตามนโยบายและแนวทางของสถาบัน รวมถึงเงื่อนไขการใช้งานของผู้ให้บริการแต่ละราย โดยเฉพาะเมื่อเกี่ยวข้องกับการใช้งานของผู้เรียน ควรตรวจสอบว่าเครื่องมือ AI นั้นได้รับการอนุมัติ เหมาะสมกับช่วงอายุ และสอดคล้องกับข้อกำหนดด้านกฎหมายและการคุ้มครองข้อมูล

ผู้เรียนควรมีความเข้าใจในหลักการคิดและกระบวนการประมวลผลของ AI เช่นเดียวกัน โดยปฏิบัติตามนโยบายและแนวทางการใช้งานของสถาบันการศึกษา รวมถึงปฏิบัติตามคำแนะนำของผู้สอนอย่างเคร่งครัด

สิ่งที่ผู้เรียนควรรู้

การประเมินเครื่องมือ AI: ผู้เรียนควรใช้เครื่องมือ AI ภายใต้คำแนะนำของผู้สอนที่น่าเชื่อถือ และควรพิจารณาวัตถุประสงค์ ความปลอดภัย และความน่าเชื่อถือของเครื่องมือก่อนใช้งาน เครื่องมือ AI บางประเภทอาจไม่เหมาะสมกับทุกช่วงวัยหรือทุกบริบท จึงควรตรวจสอบและขอคำแนะนำก่อนเสมอ

การใช้ AI เพื่อวัตถุประสงค์ทางวิชาการ: ก่อนใช้งาน ผู้เรียนควรศึกษาและปฏิบัติตามแนวทางที่ผู้สอนกำหนดเกี่ยวกับการใช้ AI ในงานวิชาการ ซึ่งแนวทางดังกล่าวอาจแตกต่างกันไปตามลักษณะของงานที่ได้รับมอบหมายและเป้าหมายการเรียนรู้ นอกจากนี้ ผู้เรียนควรแสดงความโปร่งใสในการใช้ AI ในผลงานของตนเองตามที่ผู้สอนกำหนด

การตรวจสอบผลลัพธ์จาก AI: ผู้เรียนควรตรวจสอบและประเมินผลลัพธ์ที่ได้จาก AI อย่างรอบคอบก่อนนำไปส่งหรือเผยแพร่ ไม่ควรพึ่งพาเนื้อหาที่สร้างโดย AI เพียงอย่างเดียวโดยปราศจากการคิด วิเคราะห์ และตรวจสอบความถูกต้อง

อคติและข้อมูลที่คลาดเคลื่อน: ผู้เรียนควรตระหนักว่าเนื้อหาที่สร้างโดย AI อาจมีอคติหรือความไม่ถูกต้อง จึงควรตรวจสอบข้อมูลโดยเปรียบเทียบกับแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ก่อนนำมาใช้ในงานวิชาการ

ความปลอดภัยและความเคารพ: ผู้เรียนไม่ควรใช้เครื่องมือ AI เพื่อสร้างหรือเผยแพร่เนื้อหาที่เป็นอันตราย ทำให้เกิดความเข้าใจผิด ละเมิดสิทธิผู้อื่น หรือไม่เหมาะสมต่อสังคมและบริบททางการศึกษา

แนวทางการประยุกต์ใช้ AI

การส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์: ผู้เรียนสามารถใช้ AI เชิงสร้างสรรค์เพื่อจุดประกายแนวคิดใหม่ ๆ ในหลากหลายสาขาวิชา เช่น การเขียน งานศิลปะ หรือการสร้างสรรค์ดนตรี โดยยังคงต้องอาศัยความคิดและการตัดสินใจของตนเองเป็นหลัก

การทำงานร่วมกัน: เครื่องมือ AI สามารถช่วยสนับสนุนการทำงานกลุ่ม เช่น การเสนอแนวคิด การช่วยค้นคว้าข้อมูล และการเชื่อมโยงข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ เพื่อพัฒนาโครงงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ

การสื่อสาร: AI สามารถช่วยสนับสนุนการเรียนรู้ด้านภาษาและการสื่อสาร เช่น การแปลภาษา การจำลองบทสนทนา รวมถึงช่วยให้ผู้เรียนพิจารณาวิธีการหรือโทนการสื่อสารที่เหมาะสมกับบริบทต่าง ๆ

การฝึกฝนและการเรียนรู้เพิ่มเติม: AI สามารถช่วยสร้างสื่อการเรียนรู้ สรุปเนื้อหา แบบฝึกหัด หรือแบบทดสอบเฉพาะบุคคล ช่วยให้ผู้เรียนจัดระเบียบความคิด ทบทวนบทเรียน และเสริมการเรียนรู้ด้วยตนเอง

บทบาทในฐานะคู่คิด: ผู้เรียนอาจใช้ AI เป็นเครื่องมือช่วยคิด เพื่อชี้แจง สรุป หรือวิเคราะห์แนวคิดของตนเอง ซึ่งช่วยสนับสนุนกระบวนการเรียนรู้และการพัฒนาทักษะการคิดขั้นสูง

ข้อควรระวังในการใช้ AI:

การกลั่นแกล้งหรือคุกคาม: ห้ามใช้เครื่องมือ AI เพื่อปลอมแปลงตัวตน กลั่นแกล้ง คุกคาม หรือข่มขู่ผู้อื่นในทุกรูปแบบ ผู้เรียนควรใช้ AI เพื่อวัตถุประสงค์ทางการศึกษาอย่างเหมาะสม โดยยึดถือคุณค่าของความเคารพซึ่งกันและกัน การมีส่วนร่วมอย่างสร้างสรรค์ และความซื่อสัตย์ทางวิชาการ

การพึ่งพา AI มากเกินไป: ไม่ควรพึ่งพาเครื่องมือ AI มากเกินความจำเป็น เนื่องจาก AI ไม่สามารถทดแทนความเข้าใจเชิงลึก การใช้วิจารณญาณ และการตัดสินใจของมนุษย์ได้ ผู้เรียนควรฝึกทักษะการคิดเชิงวิพากษ์อย่างต่อเนื่อง โดยตรวจสอบและประเมินผลลัพธ์ที่ได้จาก AI ก่อนนำไปใช้ การใช้ AI ควรเป็นไปอย่างมีเป้าหมายและมีความรับผิดชอบ

การคัดลอกผลงาน การโกง และการบิดเบือน: ผู้เรียนไม่ควรคัดลอกผลงานจากแหล่งใด ๆ รวมถึงผลงานที่สร้างโดย AI โดยไม่ได้รับอนุญาตและไม่มีการอ้างอิงที่เหมาะสม งานที่มีส่วนใดส่วนหนึ่งมาจาก AI และถูกนำเสนอเป็นผลงานของตนเองโดยไม่มีการเปิดเผยหรือไม่ได้รับอนุญาตจากผู้สอน ถือเป็นการคัดลอกผลงาน ผู้เรียนควรปฏิบัติตามคำแนะนำของผู้สอนเกี่ยวกับการใช้ AI อย่างเคร่งครัด และหลีกเลี่ยงการใช้ AI ในลักษณะที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาหรือบิดเบือนภาพลักษณ์ของผู้อื่น

การใช้ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) ในบริบททางการศึกษาและการทำงานจำเป็นต้องอยู่บนพื้นฐานของความเข้าใจ ความรับผิดชอบ และจริยธรรม แนวทางปฏิบัติในการใช้ AI จึงมีบทบาทสำคัญในการช่วยให้ผู้สอนและผู้เรียนสามารถตัดสินใจได้อย่างเหมาะสมว่า AI ควรถูกนำมาใช้เมื่อใด อย่างไร และภายใต้เงื่อนไขใด เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายการเรียนรู้และคุณค่าทางการศึกษา

ผู้สอนสามารถศึกษาเพิ่มเติมจากแหล่งข้อมูลที่รวบรวมแนวทางและนโยบายการใช้ AI ด้านการศึกษาไว้จากหลากหลายประเทศและองค์กร อาทิ TeachAI Policy Tracker (https://www.teachai.org/policy-tracker) ซึ่งนำเสนอกรอบแนวคิด นโยบาย และตัวอย่างแนวปฏิบัติที่สามารถใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงในการพัฒนาแนวทางการใช้ AI ให้เหมาะสมกับบริบทของแต่ละสถาบัน

ขอเชิญบุคลากร มจธ. ส่ง Abstract ในงานประชุมวิชาการ eLearning Forum Asia 2026 (eLFA 2026)

feather-calendarPosted on 3 กุมภาพันธ์ 2026 document ข่าวและกิจกรรมข่าวกิจกรรม
แชร์

ขอเชิญบุคลากร มจธ. ส่ง Abstract ในงานประชุมวิชาการ eLearning Forum Asia 2026 (eLFA 2026) จะจัดขึ้น ณ National Taipei University of Business ระหว่างวันที่ 15–16 กรกฎาคม พ.ศ. 2569 ณ กรุงไทเป ประเทศไต้หวัน

eLFA2026 Theme & Sub-themes

Theme: Education Refined and Reinvented in the Age of AI

Sub-themes

1. Human-AI Collaboration in Teaching and Learning 

 2. Personalized and Adaptive Learning with AI

 3. Academic Integrity, Ethical and Inclusive Use of AI in Education

 4. AI for Scalable Lifelong Learning and Workforce Readiness

 5. Reimagining Assessment in the Age of AI

 6. Learning Experience Design in AI-Augmented Environments

 7. Policy, Leadership, and Institutional Readiness for AI

กำหนดส่งผลงานสำหรับบทคัดย่อ (Call for Abstracts) และ การเสนอชื่อรางวัล (Call for Awards) วันที่ 31 มีนาคม ค.ศ. 2026

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.elfasia.org/2026/

Organised by : National Taipei University of Business(NTUB)

Contact us :  elfa2026@elfasia.org

#eLFA2026 #eLearning #Innovation #EducationExcellence #ApplyNow

#eLearningForumAsia #teaching #learning #conference #highereducation

ขอเชิญอาจารย์และบุคลากร มจธ. เข้าร่วมกิจกรรมออนไลน์ผ่าน Zoom Application หัวข้อ “AI Ethics for Education

feather-calendarPosted on 21 มกราคม 2026 document 20262026
แชร์

ศูนย์ CELT ขอเชิญอาจารย์และบุคลากร มจธ. เข้าร่วมกิจกรรมออนไลน์ผ่าน Zoom Application หัวข้อ “AI Ethics for Education”

ในวันจันทร์ที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 9.30 – 12.00 น.

วิทยากร : ศาสตราจารย์ ดร.ธีรยุทธ วิไลวัลย์ ภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ลงทะเบียนได้ที่ https://shorturl.at/4uuJN

สอบถามเพิ่มเติม : คุณณัฐวุฒิ คุ้มทอง 096-339-9654

ขอเชิญอาจารย์ ครู และบุคลากรทางการศึกษา เข้าร่วมกิจกรรมออนไลน์ผ่าน Zoom Application ภายใต้โครงการพัฒนาอาจารย์ตามกรอบมาตรฐานวิชาชีพอาจารย์ มจธ. (KMUTT PSF) ด้านการเรียนการสอน ระดับ Competent

feather-calendarPosted on 21 มกราคม 2026 document 2026ข่าวและกิจกรรมข่าวและกิจกรรม
แชร์

ศูนย์ CELT และ มจธ. ราชบุรี ขอเชิญอาจารย์ ครู และบุคลากรทางการศึกษา เข้าร่วมกิจกรรมออนไลน์ผ่าน Zoom Application ภายใต้โครงการพัฒนาอาจารย์ตามกรอบมาตรฐานวิชาชีพอาจารย์ มจธ. (KMUTT Professional Standards Framework; KMUTT PSF) ด้านการเรียนการสอน ระดับ Competent โดยประกอบด้วย 2 กิจกรรม ดังนี้

กิจกรรมที่ 1 หัวข้อ : Formative assessment and feedback

วันที่ : 9 กุมภาพันธ์ 2569

เวลา : 09:00 – 12:00 น.

วิทยากร : ผศ. ดร. กฤติญา ณวลัยมาศ หัวหน้าภาควิชาการวัดผลและวิจัยการศึกษา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว)

กิจกรรมที่ 2 หัวข้อ : ออกแบบบรรยากาศห้องเรียนและกิจกรรมการสอนสำหรับผู้เรียนยุคใหม่ (GENZ)

วันที่ : 12 กุมภาพันธ์ 2569

เวลา : 13:00 – 16:00 น.

วิทยากร : ผศ. ดร. พิมพาภรณ์ บุญประเสริฐ อาจารย์ประจำภาควิชาภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร์

มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว)

ลงทะเบียนได้ที่ https://shorturl.at/lxp1D

ท่านสามารถเลือกลงทะเบียนหัวข้อใดหัวข้อหนึ่งหรือทั้ง 2 กิจกรรมก็ได้

โดยจะได้รับลิงก์กิจกรรมไปทางอีเมล์ที่ลงทะเบียนไว้

สอบถามเพิ่มเติม โทร. 02-470-8385

แนวทางการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning)

feather-calendarPosted on 9 มกราคม 2026 document
แชร์

เรียบเรียงโดย ไพฑูรย์ อนันต์ทเขต นักพัฒนาการศึกษา สถาบันการเรียนรู้

            ปัจจุบันโลกมีการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วด้วยการพัฒนาของเทคโนโลยีและนวัตกรรมต่าง ๆ มากมาย มีการไหลเวียนของข้อมูลข่าวสารจำนวนมาก และมีความผันผวนของปรากฏการณ์ต่าง ๆ ทำให้ผู้คนต้องผู้คนต้องและพร้อมรับต่อการเปลี่ยนแปลงนั้น ซึ่งต้องอาศัยทักษะการคิดขั้นสูง (Higher-Order Thinking) และต้องมีทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยไม่จำกัดอยู่แต่ภายในห้องเรียนและไม่จำกัดเวลาในการเรียนรู้

         ซึ่งนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาหลายท่านมองว่าแนวทางการสอนแบบผู้สอนเป็นศูนย์กลาง (Teacher-centered approach to learning) ซึ่งมักใช้การบรรยายเนื้อหาเป็นส่วนมากซึ่งผู้เรียนจะทำแค่รับฟังและจดบันทึก ไม่ค่อยมีส่วนร่วมกับกิจกรรมการเรียนการสอนนั้นเริ่มไม่ตอบโจทย์ บริบทการเรียนการสอนที่เปลี่ยนแปลงไปได้ และจำเป็นต้องมีการปรับปรุงพัฒนาหลักสูตร บุคลากรครู อาจารย์ ผู้สอนให้มีความรู้ ความเข้าใจในบทบาท แนวทางการสอนที่หลากหลายมากขึ้น และเชื่อว่าแนวทางการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) นี้จะช่วยส่งเสริม และกระตุ้นผู้เรียนให้เกิดทักษะการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับบริบทโลกได้ อีกทั้งยังมีหลายงานวิจัยพบว่ายังช่วยส่งเสริมให้ประสิทธิภาพการเรียนรู้ของผู้เรียน ระดับความเข้าใจและคะแนนให้ดีขึ้นได้อีกด้วย

การจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) มีรากฐานมาจากแนวคิดทางการศึกษาแบบสร้างองค์ความรู้ (Constructivist) โดยผู้เรียนเป็นผู้สร้างความรู้จากข้อมูลที่ได้รับมาใหม่ด้วยการนำไปประกอบกับประสบการณ์เดิมในอดีต โดยเป็นการสอนที่กระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดกระบวนการคิดขั้นสูง (Higher-Order Thinking) เช่น การคิดวิเคราะห์  การคิดสังเคราะห์ การคิดวิพากย์ และการคิดสร้างสรรค์ เป็นต้น และยังส่งเสริมให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในชั้นเรียน สร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างครูผู้สอนและกับผู้เรียนด้วยกัน หรือกล่าวโดยสรุป คือ

“การสอนที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้คิดและมีส่วนร่วมกับกิจกรรมการเรียนรู้”

รูปแบบการเรียนรู้ตามแนวทาง Active Learning สามารถปรับเปลี่ยนประยุกต์ให้เหมาะสมกับบริบท รวมถึงธรรมชาติของผู้เรียนเป็นสำคัญ ไม่มีขั้นตอนกระบวนการที่ตายตัว แต่มีหลักการสำคัญก็คือ​การที่ครูไม่ใช่ผู้สอน นักเรียนไม่ใช่เครื่องจำ และบรรยากาศห้องเรียนจะส่งเสริมสนับสนุนให้เด็กพูด ถาม และแสดงความเห็นได้ตลอดเวลา

  1. พัฒนาทักษะการคิดขั้นสูง ในการเรียนรู้ผู้เรียนจะมีโอกาส มีส่วนร่วมในการปฏิบัติจริงและมีการใช้วิจารณญาณในการคิดและตัดสินใจในการปฏิบัติกิจกรรมนั้น มุ่งสร้างให้ผู้เรียนเป็นผู้กำกับทิศทางการเรียนรู้ ค้นหาสไตล์การเรียนรู้ของตนเอง สู่การเป็นผู้รู้คิด รู้ตัดสินใจด้วยตนเอง (Metacognition) ซึ่งทำให้เกิดการพัฒนาทักษะการคิดขั้นสูงได้
  2. ส่งเสริมการมีส่วนร่วมกับการเรียนรู้ ผู้เรียนจะมีส่วนร่วมในการปฏิบัติกิจกรรมอย่างกระตือรือร้นในสภาพแวดล้อม ที่เอื้ออำนวย ผ่านการใช้กิจกรรมที่ครูผู้สอนจัดเตรียมไว้ให้อย่างหลากหลาย หรือผู้เรียนสามารถออกแบบและเลือกเรียนรู้กิจกรรมต่าง ๆ ตามความสนใจและความถนัดของตนเอง เกิดความรับผิดชอบและทุ่มเทเพื่อมุ่งสู่ความสำเร็จในการเรียนรู้
  3. ส่งเสริมการมีปฏิสัมพันธ์กับครูผู้สอนและเพื่อร่วมชั้น ด้วยแนวทางการสอนที่ลดการบรรยาย มุ่งเน้นผู้เรียนมีส่วนร่วมกับกิจกรรมการเรียนรู้มากขึ้น รวมทั้งบทบาทของครูที่เปลี่ยนไป ส่งผลให้ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์กับบทเรียน ครู และเพื่อนร่วมชั้นมากขึ้น เช่น การถาม การตอบ แสดงความคิดเห็น แลกเปลี่ยนเรียนรู้ การร่วมมือในกิจกรรมกลุ่ม เป็นต้น
  4. เพิ่มประสิทธิภาพและระดับการเรียนรู้เชิงลึก ในหลายงานวิจัยพบว่าการใช้แนวทางการเรียนรู้แบบ Active Learning นี้นอกจากจะช่วยกระตุ้นทักษะการคิดและการมีส่วนร่วมแล้ว ยังส่งผลถึงระดับความเข้าใจ ระดับการเรียนรู้ในเนื้อหารายวิชานั้น ๆ ด้วย
  5. พัฒนาทักษะการเรียนรู้และต่อยอดสู่การเรียนรู้ตลอดชีวิต ด้วยการให้ผู้เรียนสามารถเลือกเรียนรู้ในสิ่งที่สนใจรวมถึงกำหนดวิธีการ กิจกรรมการเรียนรู้ได้ จึงส่งผลให้เกิดความรับผิดชอบ ทุ่มเทในการเรียนรู้ของตนเองมากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับวิธีการเรียนรู้ด้วยตนเอง (Self-Directed Learning) รวมถึงการประยุกต์ใช้งานเทคโนโลยีสืบค้นข้อมูล แหล่งทรัพยากรเรียนรู้อื่นมาสนับสนุนการเรียนรู้ได้ ทำให้ผู้เรียนต่อยอดการเรียนรู้ได้ตามแนวทาง Life Long Learning

ในการจัดการเรียนรู้เชิงรุกนั้นนอกเหนือจากการออกแบบและวางแผนการสอนแล้ว ครูผู้สอนต้องปรับเปลี่ยนบทบาทของตนเองจากการเป็นผู้สอน ผู้บรรยาย และผู้ควบคุมจัดการห้องเรียนทั้งหมดด้วยตัวเอง ไปสู่บทบาทอื่น ๆ ในห้องเรียนหรือแนวทางในการจัดการสอน ได้แก่

  1. เป็นผู้สนับสนุนการเรียนรู้ (Facilitator) โดยจะเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้มีส่วนร่วมในการจัดระบบการเรียนรู้ด้วยตนเอง กระตุ้นสอบถามความสนใจ เลือกกิจกรรมการเรียนรู้ และสนับสนุนแหล่งข้อมูลที่จำเป็น รวมทั้งจัดกิจกรรมส่งเสริมปฏิสัมพันธ์แบบต่าง ๆ ภายในห้องเรียนให้เกิดแรงขับเคลื่อนของการเรียนรู้
  2. เป็นผู้ให้คำปรึกษาชี้แนะ (Coach /Consultant) ครูผู้สอนสามารถใช้คำถามกระตุ้นการเรียนรู้ เช่น การตั้งเป้าหมาย ให้คิดต่อยอด เกิดความสงสัยและคำถามที่นำไปสู่การค้นคว้าความรู้ รวมถึงการเป็นผู้ชี้แนะให้คำปรึกษาเมื่อผู้เรียนติดปัญหาที่ยากจะแก้ไข ทั้งด้านความรู้ ด้านสังคม จิตใจ
  3. เป็นผู้สังเกต ผู้สอนจะต้องระลึกเสมอว่าผู้เรียนแต่ละคนมีความแตกต่างกันทั้งความสนใจ ความถนัด และคอยสังเกตผู้เรียนเพื่อกระตุ้น ชี้แนะ หรือยับยั้ง
  4. เปิดโอกาสให้ผู้เรียน ในบางวิชาอาจจะเป็นการยากที่จะปรับกิจกรรมการสอนให้ครบวงจร และยังจำเป็นต้องมีการใช้การบรรยายถ่ายทอดองค์ความรู้ แต่ครูผู้สอนก็สามารถเพิ่มโอกาสให้ผู้เรียนเข้าไปในกิจกรรมการสอนได้ เช่น การสร้างบรรยากาศให้ผู้เรียนได้ซักถาม กล้าตอบหรือแสดงความคิดเห็น หรือเปิดกว้างให้ผู้เรียนได้แสดงความเห็น ถกเถียง เป็นต้น

นอกจากนี้ด้วยการจัดการเรียนรู้ตามแนวทางนี้ยังต้องอาศัยคุณลักษณะของผู้เรียนที่เหมาะสม  ถึงจะเกิดประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งในช่วงแรกที่มีการปรับการสอนผู้เรียนอาจยังมีคุณลักษณะจากรูปแบบเก่า เช่น การเน้นฟัง ไม่กล้าถาม ตอบคำถามน้อย เป็นต้น ซึ่งผู้สอนต้องพยายามสร้างคุณลักษณะการเรียนรู้เชิงรุกให้แก่ผู้เรียนไปพร้อมกับการจัดการสอนให้บรรลุเป้าหมายด้วย โดยคุณลักษณะของผู้เรียนในการเรียนรู้แบบเชิงรุก มีดังต่อไปนี้

1. รู้ว่าตัวเองจะต้องเรียนรู้เกี่ยวกับอะไรบ้าง รู้สิ่งที่จะเรียน มีความรับผิดชอบต่อการเรียนรู้ของตนเอง หรือมีการสร้างแรงจูงใจภายในได้

2. มีนิสัยใฝ่รู้ รู้จักตั้งคำถาม เปิดกว้าง และค้นคว้าเพิ่มเติม เพื่อตรวจสอบความถูกต้อง ทำให้กระจ่างสิ้นความสงสัยได้

3. ต่อยอดสิ่งที่เรียนรู้เข้ากับชีวิตจริง ชีวิตประจำวัน หรือความเป็นไปของโลกปัจจุบัน

4. มีความกระตือรือร้นที่จะทำกิจกรรม สามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ เคารพความเห็นที่แตกต่าง

5. เป็นคนมีเหตุผลหรือมีกระบวนการคิดที่ดี โดยเฉพาะการคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ การคิดวิพากย์ การประเมินความน่าเชื่อถือของข้อมูล ความคิดเห็นของผู้อื่น

  1. กระบวนการเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการสร้างองค์ความรู้ และจัดระบบการเรียนรู้ด้วยตนเอง (Self-Directed Learning) และลดการบรรยายจากผู้สอนโดยตรงให้เหลือเท่าที่จำเป็น
  2. ใช้กิจกรรมการเรียนรู้ที่ให้ผู้เรียนนำความรู้ ความเข้าใจไปประยุกต์ใช้ สามารถวิเคราะห์ สังเคราะห์ ประเมินค่า คิดสร้างสรรค์สิ่งต่าง ๆ พัฒนาทักษะกระบวนการคิดไปสู่ระดับที่สูงขึ้น เช่น การเรียนรู้โดยใช้ปัญหา/โครงงานเป็นฐาน (Problem/Project-Based Learning) การตั้งคำถาม (Questioning-based Learning) แลกเปลี่ยนความคิด (Think – Pair – Share) การสะท้อนคิด (Reflection)
  3. กิจกรรมการเรียนรู้ควรเชื่อมโยงกับนักเรียน กับสภาพแวดล้อมใกล้ตัว ปัญหาของชุมชน สังคม หรือประเทศชาติ เช่น การเรียนรู้เชิงประสบการณ์ (Experiential Learning) หรือการเรียนรู้โดยใช้ปัญหา/โครงงานเป็นฐาน (Problem/Project-Based Learning)
  4. กิจกรรมการเรียนรู้ควรเน้นการมีปฏิสัมพันธ์กันระหว่างผู้เรียนกับผู้สอน และปฏิสัมพันธ์กันระหว่างผู้เรียนด้วยกัน เช่น ตอบคำถาม แลกเปลี่ยนความคิด
  5. นำความรู้ที่ได้ไปใช้แก้ปัญหา ใหม่ หรือใช้ในสถานการณ์ใหม่
  6. เน้นให้ผู้เรียนได้ใช้ความคิดของตนเองอย่างมีเหตุมีผล มีโอกาสร่วมอภิปรายและนำเสนอผลงาน เช่น การตั้งคำถาม (Questioning-based Learning) แลกเปลี่ยนความคิด (Think – Pair – Share) การโต้วาที (Debate) การใช้กรณีศึกษา (Case Study)

            ด้วยลักษณะการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในการเรียนรู้เชิงรุก จะมีความหลากหลายมากกว่ารูปแบบการสอนแบบเดิมที่เน้นการบรรยาย ทำให้โดยทั่วไปการวัดประเมินผลจะต้องมีการเพิ่มการวัดประเมินเพื่อการพัฒนา (Formative Assessment) แทนการใช้การวัดประเมินเพื่อตัดสิน (Summative Assessment/Evaluate) เพียงอย่างเดียวที่มุ่งวัดผลที่ปลายทางการเรียนรู้ เพราะครูผู้สอนจำเป็นต้องติดตามความก้าวหน้า พัฒนาการในการเรียนรู้ของผู้เรียนอย่างสม่ำเสมอ และคอยให้การสนับสนุน ชี้แนะให้คำปรึกษาแก่ผู้เรียนเมื่อเกิดข้อสงสัย ติดปัญหาขึ้นจนผู้เรียนบรรลุเป้าหมายการเรียนรู้หรือบรรลุผลลัพธ์การเรียนรู้

Freeman, S., Eddy, S. L., McDonough, M., Smith, M. K., Okoroafor, N., Jordt, H., & Wenderoth, M. P. (2014). Active learning increases student performance in science, engineering, and mathematics. Proceedings of the National Academy of Sciences, 111(23), 8410–8415. https://doi.org/10.1073/pnas.1319030111

Michael, J. (2006). Where’s the evidence that active learning works? Advances in Physiology Education, 30(4), 159–167. https://doi.org/10.1152/advan.00053.2006

Bonwell, C. C., & Eison, J. A. (1991). Active learning: Creating excitement in the classroom. ERIC Clearinghouse on Higher Education. https://files.eric.ed.gov/fulltext/ED336049.pdf

หน่วยศึกษานิเทศก์ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน. (2563). แนวทางการนิเทศเพื่อพัฒนาและส่งเสริมการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ตามนโยบายลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้. https://academic.obec.go.th/images/document/1603180137_d_1.pdf

กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.). (2564). กูรูต่างชาติแนะแนวปรับระบบการเรียนการสอนไทย มุ่งเน้น Active Learning. https://www.eef.or.th/news-thai-active-learning/

การเรียนการสอนแบบห้องเรียนกลับด้าน (Flipped Classroom)

feather-calendarPosted on 24 พฤศจิกายน 2025 document
แชร์

เรียบเรียงโดย น.ส.เมตตา มงคลธีระเดช นักพัฒนาการศึกษา สถาบันการเรียนรู้

รูปแบบการจัดการเรียนการสอนแบบห้องเรียนกลับด้าน (Flipped Classroom) เป็นแนวคิดที่สนับสนุนการเรียนรู้แบบผสมผสาน (Blended Learning) โดยเป็นการผสมผสานการเรียนรู้แบบ Synchronous (การเรียนรู้ที่เกิดขึ้นพร้อมกันในเวลาเดียวกัน) ร่วมกับการเรียนรู้แบบ Asynchronous (การเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นตามจังหวะของผู้เรียน) ซึ่งในปัจจุบันการจัดการเรียนการสอน Flipped Classroom ถือได้ว่าได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เนื่องจากมีกระบวนการที่ชัดเจนและสามารถนำมาใช้ได้จริง

บทความนี้เป็นการสรุปหลักการ ประโยชน์ และแนวทางปฏิบัติสำหรับผู้สอนที่ต้องการนำ Flipped Classroom ไปประยุกต์ใช้

ห้องเรียนกลับด้าน หรือ Flipped Classroom เป็นรูปแบบการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง (Student Centered Learning) โดยสลับบทบาทของการรับสารความรู้พื้นฐานให้เกิดขึ้นนอกเวลาเรียน ผ่านการใช้เทคโนโลยีเข้ามามีส่วนช่วยในการสร้างสื่อการเรียนรู้ เช่น วิดีโอ บทความ หรือแบบฝึกหัดออนไลน์ และใช้เวลาในชั้นเรียนสำหรับกิจกรรมเชิงปฏิบัติ การอภิปราย การแก้ปัญหา รวมถึงการให้ข้อเสนอแนะจากผู้สอน ซึ่งเป็นการส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้แบบ Active Learning ได้ด้วยเช่นเดียวกัน

หลักการง่าย ๆ ที่จะช่วยสร้างการจดจำและเข้าใจเกี่ยวกับ Flipped Classroom ที่อธิบายโดยใช้ตัวย่อของคำว่า FLIP ดังนี้

F :  Flexible มีความยืดหยุ่น ผู้เรียนสามารถเลือกเวลาและวิธีเข้าถึงเนื้อหาก่อนชั้นเรียน รวมถึงทบทวนภายหลังได้

L : Learning Culture เปลี่ยนวัฒนธรรมการเรียนรู้ จากการสอนที่ครูเป็นศูนย์กลาง ไปสู่การเรียนรู้ที่ผู้เรียนมีบทบาทมากขึ้น

I : Intentional Content เนื้อหาที่คัดเลือกอย่างมีจุดประสงค์ เน้นว่ากิจกรรมใดควรทำในรูปแบบเรียนด้วยตนเอง และกิจกรรมใดควรทำในชั้นเรียนร่วมกัน

P : Professional Educator ผู้สอนมีบทบาทเป็น ผู้อำนวยความสะดวก มากกว่าผู้บรรยาย แต่ยังคงเป็นผู้เชี่ยวชาญเนื้อหา และต้องสะท้อนและปรับปรุงวิธีสอนอยู่เสมอ

1. ผู้เรียนได้เรียนรู้อย่างลึกซึ้ง – การที่ผู้เรียนมีความรับผิดชอบ มีการสร้างปฏิสัมพันธ์ร่วมกันระหว่างครูผู้สอนและเพื่อนร่วมชั้น รวมถึงการได้รับคำแนะนำและคำติชมบ่อยครั้ง ทำให้ผู้เรียนเข้าใจเนื้อหาและวิธีการนำไปใช้ได้อย่างลึกซึ้งมากขึ้น

2. ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนรู้มากขึ้น – ผู้เรียนได้เปลี่ยนบทบาทจากการเป็นผู้รับเพียงอย่างเดียวมาเป็นผู้สร้างความรู้แบบมีส่วนร่วม ทำให้มีโอกาสฝึกฝน ฝึกปฏิบัติ

3. ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์มากขึ้นและเกิดการเรียนรู้ซึ่งกันและกัน – การเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ทำงานร่วมกันเป็นการส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถสร้างองค์ความรู้ร่วมกันทั้งภายในและภายนอกห้องเรียน

4. ผู้สอนและผู้เรียนได้รับ Feedback ซึ่งกันและกันมากขึ้น – การที่ผู้เรียนและผู้สอนมีปฏิสัมพันธ์กันมากขึ้น ผ่านการฝึกฝน ได้รับคำแนะนำ การพูดคุย เป็นการลดช่องว่างความสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนและผู้สอน เพื่อทำให้เกิดความเข้าใจซึ่งกันและกันมากขึ้น

ขั้นตอนที่ 1 พิจารณาว่าสามารถนำ Flipped Classroom มาปรับใช้กับหลักสูตรได้อย่างไร

คำถามช่วยพิจารณา :

  • ในชั้นเรียนเซสชันใดที่มีกิจกรรมในห้องเรียนซึ่งแทบไม่มีเวลาทำให้เสร็จ และกิจกรรมนั้นต้องการให้ผู้เรียนประยุกต์ใช้ความรู้และทักษะ?
  • มีแนวคิดหรือหัวข้อใดที่ผู้เรียนมักจะเข้าใจได้ยาก โดยอาจพิจารณาจากผลคะแนนสอบหรือคะแนนการบ้าน?
  • หัวข้อใดที่ผู้เรียนจะได้ประโยชน์อย่างมากถ้ามีโอกาสฝึกปฏิบัติและได้รับคำแนะนำจากผู้สอนในห้องเรียน?

ขั้นตอนที่ 2 สร้างการมีส่วนร่วมในชั้นเรียนผ่านกิจกรรมเชิงปฏิบัติ พร้อมให้คำแนะนำ

จัดสรรเวลาเรียนในชั้นเรียนใหม่ โดยปรับการสอนในชั้นเรียนเป็นการเรียนรู้ที่มีความท้าทายในระดับที่เหมาะสม ผ่านกิจกรรมเชิงปฏิบัติ การอภิปราย การแก้ปัญหา โดยผู้สอนคอยให้คำแนะนำตลอดการเรียนรู้ ท้ายที่สุดแล้ว สิ่งสำคัญคือการค้นหาวิธีการที่เหมาะสมที่สุดสำหรับผู้เรียนและเนื้อหาหลักสูตร

ขั้นตอนที่ 3 ชี้แจงความเชื่อมโยงระหว่างการเรียนรู้ภายในและภายนอกชั้นเรียน

จุดประสงค์ของ Flipped Classroom คือการนำ “งานที่เน้นการประยุกต์” มาเรียนรู้ในชั้นเรียน และให้ผู้เรียนเรียนรู้เนื้อหาความรู้ก่อนเข้าเรียน

คำถามช่วยพิจารณา :

  • ผู้เรียนจะต้องรู้และสามารถทำอะไรได้บ้างหลังจบหลักสูตรนี้? หลักสูตรนี้สอดคล้องกับภาพรวมหรือหลักสูตรที่เกี่ยวข้องอย่างไร?
  • ปัจจุบันมีการบ้านใดที่สามารถนำมาเรียนรู้ในชั้นเรียนได้บ้าง เพื่อให้ผู้เรียนฝึกการประยุกต์ใช้? มีกิจกรรมใดในชั้นเรียนที่มีเวลาไม่เพียงพอต่อการเรียนรู้และฝึกปฏิบัติ?
  • ผู้เรียนจำเป็นต้องรู้เนื้อหาอะไรบ้างก่อนเข้าชั้นเรียนเพื่อจะมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนรู้ระหว่างชั้นเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ?
  • ผู้เรียนต้องฝึกฝนทักษะอะไรบ้างเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการปฏิบัติงานในอนาคต? ผู้เรียนสามารถเชื่อมโยงสิ่งที่ได้เรียนรู้ในชั้นเรียนกับงานที่กำลังทำอยู่หลังเลิกเรียนได้หรือไม่?

ขั้นตอนที่ 4 ปรับสื่อการสอนให้ผู้เรียนสามารถเตรียมความพร้อมล่วงหน้าสำหรับการเรียนในชั้นเรียน

ในการเรียนรู้ในชั้นเรียนด้วยกิจกรรมแบบ Active Learning การเตรียมความพร้อมของผู้เรียนจึงเป็นสิ่งสำคัญ เริ่มจากการพิจารณาว่าผู้เรียนจะต้องมีความรู้และทักษะอะไรบ้างที่ต้องใช้ในการดำเนินกิจกรรมในชั้นเรียน ผู้เรียนควรอ่านหรือชมอะไรล่วงหน้า เช่น เอกสารการสอน บทความ สื่อวิดีโอ สื่อเสียง เป็นต้น

สิ่งสำคัญคือ ต้องทำให้ผู้เรียนมีความรับผิดชอบต่อการเรียนรู้ หรือการปฏิบัติงานใด ๆ ก่อนเข้าชั้นเรียนและเปิดโอกาสให้ผู้เรียนตั้งคำถามเกี่ยวกับเนื้อหาที่เรียนล่วงหน้า

ขั้นตอนที่ 5 ขยายขอบเขตการเรียนรู้นอกชั้นเรียนผ่านการปฏิบัติแบบรายบุคคลและแบบร่วมมือกัน

เนื้อหาและทักษะที่ผู้เรียนได้เรียนรู้ก่อนและระหว่างชั้นเรียน เป็นการเตรียมผู้เรียนให้พร้อมสำหรับการขยายการเรียนรู้หลังชั้นเรียน เช่น การทำโจทย์ปัญหาให้เสร็จ การทำงานในโปรเจ็กต์ การต่อยอดจากสิ่งที่เริ่มในชั้นเรียนเพื่อเจาะลึกหัวข้อ การฝึกฝนคนเดียวหรือทำงานร่วมกับเพื่อนร่วมชั้น เป็นต้น 

ผู้เรียนจะได้รับประสบการณ์การประยุกต์ใช้เนื้อหาในชั้นเรียน แต่อาจจำเป็นต้องฝึกฝนเพิ่มเติมหลังเลิกเรียน การขยายขอบเขตการเรียนรู้จากภายในชั้นเรียนไปสู่ภายนอกชั้นเรียนเป็นขั้นตอนสำคัญที่ช่วยให้ผู้เรียนมีความเชี่ยวชาญและบรรลุผลการเรียนรู้ แนวคิดบางประการสำหรับการเสริมสร้างความเข้าใจของผู้เรียนให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ได้แก่

  • ใช้กระดานสนทนาหรือโซเชียลมีเดีย เพื่อขยายความเกี่ยวกับแนวคิดที่พัฒนาขึ้นภายในชั้นเรียน
  • นำเสนอปัญหาเพิ่มเติม เพื่อให้ผู้เรียนได้ฝึกฝนด้วยตนเองนอกห้องเรียน   สามารถนำระบบประเมินออนไลน์มาใช้เพื่อให้ข้อเสนอแนะแก่ผู้เรียนได้ทันที
  • มอบหมายงานที่ต้องการให้ผู้เรียนได้ใช้ทักษะและความรู้ที่ได้รับการเรียนรู้ในชั้นเรียนและนำไปใช้ในรูปแบบใหม่หรือในสถานการณ์ใหม่ที่ไม่ได้ครอบคลุมในชั้นเรียน
  • มอบหมายการอ่านเพิ่มเติมเพื่อขยายความแนวคิดที่อภิปรายในชั้นเรียน
  • ส่งเสริมให้ผู้เรียนสร้างกลุ่มการเรียนรู้
  • ปรับการเรียนรู้แบบร่วมมือ โดยให้ผู้เรียนนัดหมายกันสัปดาห์ละครั้งเพื่อปฏิบัติงานจากโจทย์ปัญหาเพิ่มเติมที่ช่วยขยายความแนวคิดที่เรียนรู้ในชั้นเรียน
  1. ผู้เรียนจำเป็นต้องมีความเชื่อมโยงกับหัวข้อการเรียนรู้ในระดับบุคคล เนื่องจาก “การมีส่วนร่วมของผู้เรียน” เป็นปัจจัยสำคัญที่สุดต่อการเรียนรู้ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ จะช่วยส่งเสริมให้ผู้เรียนมีความสนใจและเกิดการมีส่วนร่วมกับเนื้อหาการเรียนได้มากขึ้น
  2. ผู้เรียนสามารถเกิดการเรียนรู้ได้ตลอดเวลาผ่านสื่อการเรียนรู้ออนไลน์ในปัจจุบัน ดังนั้น ผู้เรียนก็ควรได้รับประสบการณ์การเรียนรู้ที่มีลักษณะเดียวกันนี้ในสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ในชั้นเรียนเช่นเดียวกัน
  3. การสอนแบบบรรยายในรูปแบบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นแบบพบหน้า วิดีโอ บทความ หรือพอดแคสต์ ควรใช้เพื่อสนับสนุนการเรียนรู้ ไม่ใช่เป็นตัวขับเคลื่อนหลักหรือเป็นศูนย์กลางของการเรียนการสอน
  4. สร้างวิธีการเรียนรู้ที่หลากหลายพร้อมการชี้แจงและสาธิต เพื่อรองรับความแตกต่างและความหลากหลายของผู้เรียน
  5. บทบาทของครูผู้สอนเปลี่ยนไปเป็น “ผู้อำนวยความสะดวก” โดยเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ลงมือเรียนรู้ด้วยตนเองอย่างอิสระ

แนวทางการพัฒนาสมรรถนะการสอนของอาจารย์ใหม่ในระดับอุดมศึกษาโดยใช้ Micro-credentialsโดย ดร. สุกัลยา ตันติวิศวรุจิ สถาบันการเรียนรู้

feather-calendarPosted on 3 พฤศจิกายน 2025 document PedagogyPedagogyPedagogyInterventionPedagogy
แชร์

         ในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ได้มีการอบรมพัฒนาอาจารย์ใหม่ที่มีประสบการณ์สอน 0–2 ปี เพื่อให้มีพัฒนาสมรรถนะการสอนสอดคล้องกับกรอบมาตรฐานวิชาชีพการสอนของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (KMUTT PSF) เพื่อต่อยอดในการพัฒนาการเรียนการสอน การถ่ายทอดองค์ความรู้ให้แก่นักศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยใช้โมเดล 70-20-10 คือ เรียนรู้จากงานจริง 70%, เพื่อนและ Mentor 20%, การฝึกอบรม 10% และสรุปด้วยการสะท้อนผลจาก Mentor ซึ่งพบข้อจำกัด ดังนี้

  • Mentor มีบทบาทไม่กึ่งที่ปรึกษาและกึ่งผู้ประเมิน สามารถจัดบทบาทให้เป็นผู้คำให้ปรึกษา ชี้แนะแนวทางเพียงอย่างเดียว เพื่อเสริมสร้างพื้นที่ปลอดภัยในการเรียนรู้
  • Mentor มีบทบาทหน้าที่อื่น ๆ ได้รับนอกเหนือจากงาน Mentor ส่งผลให้กว่า 10 % ของการ Mentoring อาจารย์ใหม่ไม่สามารถสังเกตทุกองค์ประกอบของ PSF ได้ครบ
  • อาจารย์ใหม่ต้องการรูปแบบการเรียนรู้ที่ตอบโจทย์เฉพาะบุคคลมากขึ้น
  • คณะทำงานมีความกังวลเกี่ยวกับเกณฑ์มาตรฐานการประเมินหรือพัฒนาที่อาจมีความแตกต่างตามบริบทของผู้ประเมิน

ดังนั้นศูนย์เสริมสร้างการเรียนรู้และการสอน (CELT) สถาบันการเรียนรู้ (LI) หน่วยพัฒนาและบูรณาการเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา (ETS) และสำนักงานบริหารทรัพยากรบุคคล (HRD) จึงมีแนวคิดที่จะปรับปรุงกระบวนการพัฒนาอาจารย์โดยนำแนวคิด Micro-credentials (MC) มาใช้ในการประเมินผล เพื่อวัดสมรรถนะเฉพาะด้านได้อย่างตรงจุดและมีความยืดหยุ่น 2 MC ได้แก่

  • การจัดการเรียนรู้เพื่อการรันตีผลลัพธ์การเรียนรู้ในระดับรายวิชา/โมดูล (พัฒนาโดย CELT)
  • การเลือกใช้ Instructional Resources ให้เหมาะสมกับพฤติกรรมการเรียนรู้ของผู้เรียน (พัฒนาโดย ETS)

โดยพบว่า Micro-credentials ช่วยให้อาจารย์ใหม่เห็นจุดแข็งและจุดที่ต้องพัฒนาได้ชัดเจนขึ้น และยังช่วยส่งเสริมการเรียนรู้แบบเฉพาะบุคคล (personalized learning)  นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ผู้ดูแลกระบวนการจาก CELT มองว่า MC ดังกล่าวช่วยระบุสมรรถนะที่ยังไม่ถึงเป้าหมายได้แม่นยำและข้อมูลที่ได้จาก MC ยังสามารถนำไปใช้ปรับปรุงกระบวนการในรุ่นต่อไปให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นได้

การออกแบบการเรียนการสอนตามแนวทาง Outcome Based Education (OBE) ด้วยรูปแบบBlended Learning ในรายวิชาเคมีพื้นฐานในระดับอุดมศึกษา

feather-calendarPosted on 25 กันยายน 2025 document คลังความรู้คลังความรู้คลังความรู้คลังความรู้
แชร์

โดย ดร.รัตนา รุ่งศิริสกุล อาจารย์ประจำ มจธ. ราชบุรี

นับตั้งแต่การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) รูปแบบการจัดการเรียนการสอนได้มีการปรับสู่ระบบออนไลน์มากขึ้น สิ่งที่ได้ค้นพบจากการประเมินประสิทธิภาพของกระบวนการจัดการเรียนการสอนและผลลัพธ์การเรียนรู้ของผู้เรียน พบว่าผู้เรียนแต่ละคนมีพื้นฐานทางคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ที่แตกต่างกัน ซึ่งเป็นองค์ความรู้พื้นฐานที่จำเป็นต่อการเรียนรู้ในรายวิชาเคมี ส่งผลต่อเกิดความเหลื่อมล้ำในระดับการเรียนรู้โดยรวม ด้วยเหตุนี้จึงได้มีแนวคิดในการพัฒนาแนวทางหรือรูปแบบการเรียนการสอนใหม่ ที่สามารถตอบสนองและแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้อย่างเหมาะสม

            ปัจจุบัน มจธ. ได้นำแนวคิดการศึกษาที่มุ่งผลลัพธ์การเรียนรู้ (Outcome Based Education : OBE) มาเป็นแนวคิดหลักในกระบวนการออกแบบการจัดการเรียนการสอนในระดับต่าง ๆ ซึ่งรวมถึงรายวิชาเคมีพื้นฐานเช่นเดียวกัน และได้ต่อยอดเป็นหน่วยการเรียนรู้แบบโมดูล (Outcome-Based Education Module :OBEM) ที่แบ่งรายวิชาออกเป็น 3 โมดูลหลักด้วยกัน คือ โมดูลที่ 1 Atoms to Molecules โมดูลที่ 2 Properties of Matter โมดูลที่ 3 Chemical Reactions ซึ่งงานวิจัยในชั้นเรียนนี้ได้ดำเนินงานวิจัยในโมดูลที่ 1  Atoms to Molecules ซึ่งเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง ดังนี้

  • Basic of the atomic theory and electronic structures of atoms
  • Periodic properties and representative elements & nonmetals and transition metals
  • Chemical bonding

โดยนำรูปแบบการเรียนรู้แบบ Blended Learning เข้ามาปรับใช้ในโมดูลที่ 1 โดยมีแนวทางที่ใช้ในการพัฒนาผู้เรียนที่น่าสนใจ ดังนี้

ในระยะเริ่มต้นมีการนำวิดีโอจากแหล่งเรียนรู้อื่นมาใช้ประกอบการเรียนการสอน อย่างไรก็ตาม จากกระบวนการพัฒนาอย่างต่อเนื่องพบว่า การจัดทำวิดีโอโดยใช้การสอนของอาจารย์ผู้สอนเองมีข้อดี คือสามารถกำหนดเนื้อหาให้สอดคล้องกับผลลัพธ์การเรียนรู้ (Learning Outcome) ของรายวิชาได้อย่างเหมาะสมและชัดเจนมากยิ่งขึ้น

ในส่วนการเรียนการสอนแบบ Online มีการใช้งานแพลตฟอร์ม Microsoft Teams (MS) มาเป็นเครื่องมือในการสนับสนุนให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง โดยมีการมอบหมายงานหรือการบ้านให้ทำ ส่งงานให้อาจารย์ตรวจสอบหรือให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับงาน การบ้าน โดยแนวทางนี้จะช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ผ่านการแก้ปัญหา (Problem-based Learning) ในขณะเดียวกันยังเป็นช่องทางในการจัดเก็บข้อมูลงาน การบ้าน แบบทดสอบปลายภาค รวมถึงคำตอบจากแบบสอบถามความคิดเห็นของผู้เรียน ซึ่งสามารถนำมาวิเคราะห์ผลลัพธ์การเรียนรู้ได้อย่างเป็นระบบ
        
ส่วนการเรียนการสอนแบบ Onsite จะเป็นการสอนแบบบรรยายเนื้อหาควบคู่กับกิจกรรมแบบมีส่วนร่วม โดยมีการแบ่งกลุ่มผู้เรียนเพื่อจัดกิจกรรมอภิปราย (Discussion) และฝึกทำโจทย์ ทดลอง รวมถึงการให้ผู้เรียนได้สอบถามข้อสงสัย ขอคำแนะนำจากอาจารย์อย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ยังมีการตอบประเด็นคำถามของผู้เรียนจากแพลตฟอร์ม Microsoft Teams (MS) หรือให้คำแนะนำจากการบ้านที่ผู้เรียนส่งมา

แนวทางดังกล่าวนับเป็นรูปแบบของ การประเมินผลระหว่างเรียน (Formative Assessment) ที่ช่วยให้อาจารย์สามารถตรวจพบความเข้าใจผิดในแนวคิดสำคัญ (Misconception) หรือเนื้อหาที่ผู้เรียนยังขาดความเข้าใจ และสามารถสอนเสริมเพิ่มเติมในห้องเรียนย่อยได้อย่างทันท่วงที

ในระหว่างที่อาจารย์บรรยายเนื้อหาก็สามารถบันทึกวิดีโอจาก Application ZOOM เพื่อนำมาสร้างเป็นสื่อวิดีโอการเรียนรู้ต่อไปได้อีกด้วย

         ในปี 2567 ได้มีการวิเคราะห์ผลการเรียนรู้ โดยพิจารณาจากสัดส่วนของเกรด คะแนนเฉลี่ย (GPA) รวมถึง ข้อเสนอแนะ (Feedback) ที่ได้จากการใช้งานสื่อการเรียนรู้ของรายวิชา โดยนำผลข้อมูลของผู้เรียนในปีการศึกษา 2566 ที่ได้มีการสอนในรูปแบบ Blended Learning มาเปรียบเทียบกับผลจากปีการศึกษา 2565 ที่ยังใช้รูปแบบการสอนแบบบรรยาย (Lecture) พบว่าสัดส่วนของผู้เรียนที่ได้เกรด A และ B+ มีสัดส่วนเพิ่มขึ้น และค่า GPA เฉลี่ยทั้งชั้นเรียนเพิ่มขึ้นจาก 2.49 เป็น 2.54 

นอกจากนี้ ผู้เรียนยังให้ข้อเสนอแนะในเชิงบวกเกี่ยวกับการใช้สื่อการเรียนรู้ โดยเฉพาะสื่อวิดีโอที่จัดทำโดยอาจารย์ผู้สอนเอง ซึ่งช่วยให้เข้าใจเนื้อหาได้ง่ายขึ้น และสอดคล้องกับเนื้อหาการเรียนในรายวิชามากกว่าสื่อจากแหล่งเรียนรู้อื่น อีกทั้งยังสามารถนำกลับมาทบทวนด้วยตนเองได้ตามความสะดวก

จากผลลัพธ์เชิงบวกดังกล่าว จึงมีแนวคิดในการพัฒนาสื่อการเรียนรู้ของรายวิชาให้มีคุณภาพและประสิทธิภาพยิ่งขึ้นในอนาคต อย่างไรก็ตาม การดำเนินการดังกล่าวอาจต้องได้รับการสนับสนุนจากทีมงานหรือบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญด้านการผลิตสื่อการเรียนรู้ เพื่อให้สามารถพัฒนาและเผยแพร่สื่อที่ตอบโจทย์ผู้เรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด