ศูนย์เสริมสร้างการเรียนรู้และการสอน (CELT) สถาบันการเรียนรู้ (LI) ขอเชิญอาจารย์ และบุคลากร มจธ. เข้าร่วมการอบรมภายใต้โครงการพัฒนาอาจารย์ตามกรอบมาตรฐานวิชาชีพอาจารย์ มจธ. KMUTT Professional Standards Framework : KMUTT PSF ด้านการเรียนการสอน ระดับ Competent

feather-calendarPosted on 22 มิถุนายน 2026 document 2026ข่าวและกิจกรรมUncategorized
แชร์

ศูนย์เสริมสร้างการเรียนรู้และการสอน (CELT) สถาบันการเรียนรู้ (LI) ขอเชิญอาจารย์ และบุคลากร มจธ. เข้าร่วมการอบรมภายใต้โครงการพัฒนาอาจารย์ตามกรอบมาตรฐานวิชาชีพอาจารย์ มจธ. KMUTT Professional Standards Framework : KMUTT PSF ด้านการเรียนการสอน ระดับ Competent

โดยมีการจัดการอบรมในรูปแบบ Onsite ณ ห้อง พินิจวิทัศน์ (V Space) ชั้น 14 อาคารการเรียนรู้พหุวิทยาการ (LX)  ดังหัวข้อการอบรมต่อไปนี้

หัวข้อที่ 1 “การออกแบบการประเมินและให้ข้อมูลป้อนกลับ”
วัน/เวลา : วันพุธที่ 8 กรกฎาคม 2569 เวลา 09:00 – 16:30 น.

วิทยากร : ผศ. ดร.กฤติญา ณวลัยมาศ หัวหน้าภาควิชาการวัดผลและวิจัยการศึกษา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว)
————————

หัวข้อที่ 2  “การออกแบบรายวิชา/โมดูลโดยใช้หลักการ Constructive Alignment”
วัน/เวลา : วันศุกร์ที่ 10 กรกฎาคม 2569 เวลา 09:00 – 14:00 น.

วิทยากร : ผศ. ดร. กฤติกา ตันประเสริฐ และทีม CELT
————————

หัวข้อที่ 3  “การออกแบบบรรยากาศห้องเรียนและกิจกรรมการสอนสำหรับผู้เรียนยุคใหม่ (GENZ)”
วัน/เวลา : วันพฤหัสบดีที่ 16 กรกฎาคม 2569 เวลา 09:00 – 16:30 น.

วิทยากร : ผศ. ดร.พิมพาภรณ์ บุญประเสริฐ อาจารย์ประจำภาควิชาภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว)
————————

หัวข้อที่ 4 “การออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ที่ส่งเสริมการบรรลุผลลัพธ์”
วัน/เวลา : วันพุธที่ 22 กรกฎาคม 2569 เวลา  13:00 – 16:00 น.

วิทยากร : ผศ. ดร. กฤติกา ตันประเสริฐ และทีม CELT

สามารถเลือกลงตามกิจกรรมที่สนใจได้ โดยลงทะเบียนที่ https://kmutt.me/CompetentWS

สอบถามเพิ่มเติม โทร.02-470-8424, 02-470-8385

ขอเชิญเข้าร่วมกิจกรรม Kick-off  Curriculum Blueprint in Action

feather-calendarPosted on 12 มิถุนายน 2026 document 2026ข่าวและกิจกรรม
แชร์

ศูนย์ CELT ขอเชิญอาจารย์ และบุคลากร มจร. เข้าร่วมกิจกรรม Kick-off  Curriculum Blueprint in Action ภายใต้โครงการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ : จากหลักสูตรสู่การปฏิบัติเพื่อการันตีผลลัพธ์การเรียนรู้ (Curriculum Blueprint in Action to guarantee Learning Outcome)

ผศ.เอกรัตน์ รวยรวย อาจารย์ประจำสาขาวิชาครุศาสตร์โยธา

  • แนวคิดของ Outcome-based Education
  • การออกแบบหลักสูตรตามแนวคิด Constructive Alignment และ
  • ตัวอย่างจากห้องเรียนจริง

วันอังคารที่ 23 มิถุนายน 2569 เวลา 13.00 – 15.30 น. รูปแบบ Hybrid ณ ห้องพินิจวิทัศน์ (V Space) ชั้น 14 อาคารการเรียนรู้พหุวิทยาการ (LX) และ Zoom Application

สามารถลงทะเบียนได้ที่ https://forms.gle/8owFioSYyqHgjdpR7 ตั้งแต่วันนี้ – 20 มิ.ย. 69

ขอเชิญอาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา มจธ. เข้าร่วมกิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการ หัวข้อ Empower to Learn, Designing Your Own Path

feather-calendarPosted on 7 เมษายน 2026 document 2026ข่าวและกิจกรรมHighlight
แชร์

ขอเชิญอาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา มจธ. เข้าร่วมกิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการ หัวข้อ Empower to Learn, Designing Your Own Path ในวันที่ 7 พฤษภาคม 2569 เวลา 08.30 น.-16.30น. ณ ห้อง UX 702 อาคารอเนกประสงค์ (N12) ชั้น 7

 Outcome : ผู้เข้าร่วมกิจกรรมสามารถเขียนแผนการเรียนรู้ด้วยตนเอง (Self-Directed Learning) ได้

วิทยากรโดย อาจารย์วรงค์ ถาวระ นักวิชาการอิสระ

ลงทะเบียนได้ที่ : https://lilearnlab-sdli.my.canva.site/empower-to-learn

ตั้งแต่วันนี้ – 30 เมษายน 2569

แนวทางปฏิบัติของผู้สอนและผู้เรียนในยุค AI

feather-calendarPosted on 4 มีนาคม 2026 document Pedagogyคลังความรู้Education technology
แชร์

เรียบเรียงโดย น.ส. เมตตา มงคลธีระเดช นักพัฒนาการศึกษา สถาบันการเรียนรู้

ในยุคที่ปัญญาประดิษฐ์ (AI) กลายเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ เช่น การมาของ Generative AI ไม่ว่าจะเป็นเครื่องมืออย่าง Chat GPT, Gemini ที่ผู้เรียนเลือกใช้ในชีวิตประจำวัน หรือแม้แต่ใช้เป็นเครื่องมือช่วยคิด ค้นคว้า สร้างสรรค์งาน สรุปการเรียนรู้ในชั้นเรียนก็ตาม ดังนั้นในปัจจุบันการหลีกเลี่ยงการใช้เครื่องมือนี้แทบเป็นไปไม่ได้อีกต่อไป

แม้ในช่วงแรกบางสถานศึกษาจะใช้มาตรการที่เข้มงวด เช่น การห้ามใช้ Generative AI ในการเรียน แต่ประสบการณ์หลายแห่งชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า  “การห้ามไม่ใช่คำตอบ” เนื่องจากไม่สามารถป้องกันการใช้งานจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในทางกลับกัน สถานศึกษาหลายแห่งเริ่มปรับนโยบายของสถานศึกษา โดยมีการกำหนดกรอบการใช้ที่เหมาะสม หรือรวมไปถึงการวางเป้าหมายในการบูรณาการ AI เข้ากับหลักสูตรอย่างเป็นระบบ พร้อมทั้งส่งเสริมให้ผู้เรียนมีความรู้และทักษะที่จำเป็นในการใช้ AI อย่างถูกต้องและมีจริยธรรม แนวโน้มเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า ระบบการศึกษาควรยอมรับความเปลี่ยนแปลง และร่วมกันพัฒนาแนวทางใหม่ ๆ เพื่อให้ AI เป็นเครื่องมือที่ช่วยยกระดับการเรียนรู้ มากกว่าจะเป็นสิ่งที่ต้องหลีกเลี่ยง

การนำ AI มาใช้ในบริบททางการศึกษาไม่ได้มีเพียงข้อดีเท่านั้น หากแต่ยังมาพร้อมกับความเสี่ยงและข้อท้าทายที่ต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน ดังนั้น การทำความเข้าใจทั้งประโยชน์และความเสี่ยงของการใช้ AI ในระบบการศึกษา จึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดังกล่าวเกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้เรียน โดยสามารถพิจารณาในประเด็นต่าง ๆ ดังนี้

1. Content development and differentiation

ผู้สอนสามารถใช้ AI ในการพัฒนาเนื้อหาและปรับการเรียนรู้ให้เหมาะกับผู้เรียนแต่ละคน เช่น ช่วยสร้างใบงาน สื่อการสอน หรือแบบฝึกหัดในระดับความยากง่ายที่ต่างกัน ทำให้การสอนตอบโจทย์ผู้เรียนมากขึ้น

2. Assessment design and effective feedback

ผู้สอนสามารถใช้ AI ในการออกแบบการประเมิน และให้ผลป้อนกลับอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

3. Personalized learning assistance

ผู้สอนสามารถใช้ AI ช่วยแนะนำ ทบทวนบทเรียนที่ผู้เรียนไม่เข้าใจ ในรูปแบบเฉพาะบุคคลได้ เพื่อให้ผู้เรียนได้รับประสบการณ์ที่ตรงความต้องการมากขึ้น

4. Aiding creativity and collaboration

ผู้สอนสามารถใช้ AI เป็นเครื่องมือกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์และสนับสนุนการทำงานร่วมกัน เช่น การระดมความคิด การทำโครงการร่วมกัน

5. Operational and administrative efficiency

ผู้สอนสามารถใช้ AI เพื่อช่วยลดภาระงาน เช่น การตรวจงาน การจัดการเอกสาร การวางแผนตารางสอน และการประมวลผลข้อมูล

1. Misinformation, errors, and academic dishonesty

ปัญหาที่พบได้บ่อยในการใช้ AI คือ การพบข้อมูลที่ผิดพลาดหรือทำให้เกิดการทุจริตทางวิชาการ เช่น การนำข้อมูลจาก AI มาใช้ โดยไม่ได้ตรวจสอบหรือใช้เพื่อทำงานแทนตนเอง

2. Diminished agency and accountability

หากผู้เรียนพึ่งพา AI มากเกินไป อาจส่งผลให้ผู้เรียนมีความรับผิดชอบที่ลดลง มีความสามารถในการตัดสินใจด้วยตัวเองลดลง

3. Compromised student privacy

หนึ่งในประเด็นสำคัญคือความเป็นส่วนตัวของข้อมูลผู้เรียนเนื่องจากระบบ AI มักต้องใช้ข้อมูลจำนวนมาก หากไม่มีมาตรการปกป้องข้อมูลที่ดีพอ ผู้เรียนอาจเสี่ยงต่อการถูกนำข้อมูลไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต

4. Overreliance and loss of critical thinking

การพึ่งพา AI มากเกินไปอาจทำให้ผู้เรียนฝึกฝนทักษะการคิดวิเคราะห์ลดลง เพราะไม่ต้องลงมือคิดหรือแก้ปัญหาด้วยตนเอง

5. Societal bias and lack of cultural sensitivity

AI ได้รับการฝึกจากข้อมูลจำนวนมาก ซึ่งในข้อมูลนั้นมักซ่อนอคติทางสังคมไว้โดยไม่ตั้งใจ AI อาจสร้างเนื้อหาที่ไม่คำนึงถึงความหลากหลายทางวัฒนธรรม หรือสะท้อนอคติทางสังคมได้

            Gwinnett County Public Schools (GCPS) หนึ่งในระบบโรงเรียนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ตระหนักถึงความสำคัญของการมาของ AI ที่มีผลต่อระบบการศึกษา ได้จัดทำคู่มือเพื่อใช้ในการสื่อสารหลักการที่สถาบันยึดถือ โดยเน้น Human-Centered Approach และเตรียมความพร้อมแก่ผู้เรียนและผู้สอน ให้เห็นความสำคัญของการใช้งาน AI และแนวทางการนำไปใช้อย่างมีความรับผิดชอบและมีจริยธรรม โดยคำแนะนำสำหรับผู้สอนและผู้เรียน ดังนี้

ผู้สอนควรมีความเข้าใจในหลักการคิดและกระบวนการประมวลผลของ AI สามารถพิจารณาและประเมินได้อย่างเหมาะสมว่า AI ควรถูกนำมาใช้ในสถานการณ์ต่าง ๆ อย่างไร โดยคำนึงถึงจริยธรรม ความรับผิดชอบ และการปฏิบัติตามกฎหมายและนโยบายที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ ผู้สอนควรทำหน้าที่เป็นแบบอย่างที่ดีในการใช้ AI และให้คำแนะนำที่ชัดเจนแก่ผู้เรียนเกี่ยวกับการใช้ AI อย่างเหมาะสมในการเรียนรู้ด้วย

สิ่งที่ผู้สอนควรรู้

  1. การประเมินเครื่องมือ AI: ผู้สอนควรพิจารณาเป้าหมายการใช้งาน ความปลอดภัย และความน่าเชื่อถือของเครื่องมือ AI ก่อนนำมาใช้ในการเรียนการสอน เครื่องมือที่เลือกควรเหมาะสมกับกลุ่มผู้เรียน และผ่านการพิจารณาหรืออนุมัติตามแนวทางของหน่วยงานหรือสถาบัน นอกจากนี้ ควรคำนึงถึงข้อจำกัดด้านอายุและเงื่อนไขการใช้งานของเครื่องมือ AI แต่ละประเภทด้วย
  2. การใช้ AI เพื่อวัตถุประสงค์ทางวิชาการ: ผู้สอนและผู้บริหารสถานศึกษาควรมีบทบาทในการกำหนดแนวทางและชี้แจงอย่างชัดเจนเกี่ยวกับการใช้เครื่องมือ AI ในห้องเรียน ว่าสามารถใช้ได้ในลักษณะใดและกรณีใดไม่เหมาะสม ผู้สอนอาจอนุญาตให้ใช้ AI เพื่อสนับสนุนการเรียนรู้หรือการสร้างสรรค์ในขอบเขตที่เหมาะสม อาจเป็นทั้งการอนุญาตให้ใช้กับงานทั้งหมด บางส่วนของงาน หรือไม่อนุญาตให้ใช้เลย ทั้งนี้ แนวทางการใช้ AI ควรสอดคล้องกับลักษณะของงานที่มอบหมายและเป้าหมายการเรียนรู้ และต้องมีการสื่อสารให้ผู้เรียนเข้าใจอย่างชัดเจน
  3. การตรวจสอบผลลัพธ์ของ AI: ผู้สอนควรตรวจสอบและประเมินความถูกต้องของผลลัพธ์ที่ได้จากเครื่องมือ AI อย่างรอบคอบทุกครั้งก่อนนำไปใช้หรือเผยแพร่ข้อมูล เพื่อให้มั่นใจว่าการใช้ AI ในการเรียนการสอนสอดคล้องกับแนวปฏิบัติที่อิงหลักฐานและงานวิจัยที่เชื่อถือได้ ไม่ควรพึ่งพาเนื้อหาที่สร้างโดย AI เพียงอย่างเดียวโดยขาดการตรวจสอบ
  4. อคติและข้อมูลที่คลาดเคลื่อน: ควรตระหนักว่าเนื้อหาที่สร้างโดย AI อาจมีอคติหรือความไม่ถูกต้อง ผู้สอนควรตรวจสอบผลลัพธ์จาก AI โดยเปรียบเทียบกับแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้เสมอ
  5. ความปลอดภัยและความเคารพ: ผู้สอนควรใช้เครื่องมือ AI อย่างรับผิดชอบ และไม่ใช้เพื่อสร้างหรือเผยแพร่เนื้อหาที่เป็นอันตราย ทำให้เกิดความเข้าใจผิด ละเมิดสิทธิผู้อื่น หรือไม่เหมาะสมในบริบททางการศึกษาและสังคม

แนวทางการประยุกต์ใช้ AI

  1. การเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน: ผู้สอนสามารถใช้ AI เพื่อช่วยสร้างแนวคิด ตัวอย่าง หรือโครงร่างสำหรับการวางแผนการสอน เช่น การตั้งคำถามเชิงวิเคราะห์ การออกแบบกลยุทธ์การสอน และการจัดทำเครื่องมือประเมินผล
  2. การสื่อสาร: AI สามารถช่วยสนับสนุนการสื่อสารได้หลากหลายรูปแบบ เช่น การแปลภาษาแบบเรียลไทม์ การตรวจแก้และปรับปรุงการเขียน การช่วยอธิบายข้อความให้ชัดเจนยิ่งขึ้น รวมถึงการร่างและปรับปรุงเอกสารหรือข้อความสื่อสาร
  3. บทบาทในฐานะคู่คิด: ผู้สอนอาจใช้ AI เป็นเครื่องมือช่วยคิด เพื่อสนับสนุนการชี้แจง สรุป หรือวิเคราะห์แนวคิดของตนเอง อันเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาแนวทางการทำงานและการเรียนรู้
  4. การพัฒนาวิชาชีพอย่างต่อเนื่อง: AI สามารถสนับสนุนการพัฒนาผู้สอน โดยเสนอแนะแนวทางและกลยุทธ์การจัดการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียน ช่วยออกแบบกิจกรรมพัฒนาวิชาชีพให้เหมาะสมกับความสนใจของผู้สอน แนะนำโครงการความร่วมมือระหว่างสาขาวิชาหรือทีมงาน และนำเสนอสถานการณ์จำลองเพื่อการฝึกอบรม เช่น การฝึกสอนหรือการสัมภาษณ์เชิงสถานการณ์
  5. การวิจัยและการรวบรวมทรัพยากร: AI สามารถช่วยค้นหาและแนะนำแหล่งเรียนรู้ เช่น หนังสือ บทความ หรือสื่อที่เกี่ยวข้องกับบทเรียน รวมถึงช่วยติดตามและอัปเดตองค์ความรู้ งานวิจัย และแนวปฏิบัติด้านการสอนที่ทันสมัย
  6. ประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานและการบริหารจัดการ: ผู้สอนสามารถใช้ AI เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานและการบริหารจัดการชั้นเรียน เช่น การจัดตารางเรียน การจัดการทรัพยากร การจัดทำรายงานผลการดำเนินงาน

ข้อควรระวังในการใช้ AI

อคติทางสังคม: เครื่องมือ AI ที่เรียนรู้จากข้อมูลของมนุษย์อาจสะท้อนอคติที่มีอยู่ในสังคม ส่งผลให้เกิดความเสี่ยง เช่น การเสนอแนวทางทางการศึกษาที่ไม่เหมาะสม หรือการประเมินที่ไม่เป็นธรรม ผู้สอนจึงต้องตรวจสอบและพิจารณาผลลัพธ์ที่ AI สร้างขึ้นอย่างรอบคอบก่อนนำไปใช้เสมอ

การลดทอนบทบาทและความรับผิดชอบของผู้สอนและผู้เรียน: แม้ AI จะช่วยสนับสนุนการทำงานและลดภาระงานได้ แต่ไม่ควรนำมาใช้แทนบทบาทหลักของผู้สอนในการสอน การให้คำปรึกษา การประเมินผล และการสร้างแรงบันดาลใจให้แก่ผู้เรียน AI ควรถูกใช้เป็นเครื่องมือช่วยเสริมการตัดสินใจของมนุษย์ ไม่ใช่ทดแทน

การละเมิดจริยธรรมและความเป็นส่วนตัว: ไม่ควรใช้ AI ในลักษณะที่ละเมิดสิทธิ ความเป็นส่วนตัว หรือศักดิ์ศรีของผู้สอนและผู้เรียน รวมถึงไม่ควรเผยแพร่ข้อมูลส่วนบุคคลหรือข้อมูลที่สามารถระบุตัวตนได้ลงในระบบ AI โดยไม่ได้รับอนุญาต ทั้งนี้ เพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายและหลักจริยธรรมที่เกี่ยวข้อง

การไม่ปฏิบัติตามนโยบายและแนวปฏิบัติที่กำหนด: ผู้สอนควรใช้เครื่องมือ AI ตามนโยบายและแนวทางของสถาบัน รวมถึงเงื่อนไขการใช้งานของผู้ให้บริการแต่ละราย โดยเฉพาะเมื่อเกี่ยวข้องกับการใช้งานของผู้เรียน ควรตรวจสอบว่าเครื่องมือ AI นั้นได้รับการอนุมัติ เหมาะสมกับช่วงอายุ และสอดคล้องกับข้อกำหนดด้านกฎหมายและการคุ้มครองข้อมูล

ผู้เรียนควรมีความเข้าใจในหลักการคิดและกระบวนการประมวลผลของ AI เช่นเดียวกัน โดยปฏิบัติตามนโยบายและแนวทางการใช้งานของสถาบันการศึกษา รวมถึงปฏิบัติตามคำแนะนำของผู้สอนอย่างเคร่งครัด

สิ่งที่ผู้เรียนควรรู้

การประเมินเครื่องมือ AI: ผู้เรียนควรใช้เครื่องมือ AI ภายใต้คำแนะนำของผู้สอนที่น่าเชื่อถือ และควรพิจารณาวัตถุประสงค์ ความปลอดภัย และความน่าเชื่อถือของเครื่องมือก่อนใช้งาน เครื่องมือ AI บางประเภทอาจไม่เหมาะสมกับทุกช่วงวัยหรือทุกบริบท จึงควรตรวจสอบและขอคำแนะนำก่อนเสมอ

การใช้ AI เพื่อวัตถุประสงค์ทางวิชาการ: ก่อนใช้งาน ผู้เรียนควรศึกษาและปฏิบัติตามแนวทางที่ผู้สอนกำหนดเกี่ยวกับการใช้ AI ในงานวิชาการ ซึ่งแนวทางดังกล่าวอาจแตกต่างกันไปตามลักษณะของงานที่ได้รับมอบหมายและเป้าหมายการเรียนรู้ นอกจากนี้ ผู้เรียนควรแสดงความโปร่งใสในการใช้ AI ในผลงานของตนเองตามที่ผู้สอนกำหนด

การตรวจสอบผลลัพธ์จาก AI: ผู้เรียนควรตรวจสอบและประเมินผลลัพธ์ที่ได้จาก AI อย่างรอบคอบก่อนนำไปส่งหรือเผยแพร่ ไม่ควรพึ่งพาเนื้อหาที่สร้างโดย AI เพียงอย่างเดียวโดยปราศจากการคิด วิเคราะห์ และตรวจสอบความถูกต้อง

อคติและข้อมูลที่คลาดเคลื่อน: ผู้เรียนควรตระหนักว่าเนื้อหาที่สร้างโดย AI อาจมีอคติหรือความไม่ถูกต้อง จึงควรตรวจสอบข้อมูลโดยเปรียบเทียบกับแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ก่อนนำมาใช้ในงานวิชาการ

ความปลอดภัยและความเคารพ: ผู้เรียนไม่ควรใช้เครื่องมือ AI เพื่อสร้างหรือเผยแพร่เนื้อหาที่เป็นอันตราย ทำให้เกิดความเข้าใจผิด ละเมิดสิทธิผู้อื่น หรือไม่เหมาะสมต่อสังคมและบริบททางการศึกษา

แนวทางการประยุกต์ใช้ AI

การส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์: ผู้เรียนสามารถใช้ AI เชิงสร้างสรรค์เพื่อจุดประกายแนวคิดใหม่ ๆ ในหลากหลายสาขาวิชา เช่น การเขียน งานศิลปะ หรือการสร้างสรรค์ดนตรี โดยยังคงต้องอาศัยความคิดและการตัดสินใจของตนเองเป็นหลัก

การทำงานร่วมกัน: เครื่องมือ AI สามารถช่วยสนับสนุนการทำงานกลุ่ม เช่น การเสนอแนวคิด การช่วยค้นคว้าข้อมูล และการเชื่อมโยงข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ เพื่อพัฒนาโครงงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ

การสื่อสาร: AI สามารถช่วยสนับสนุนการเรียนรู้ด้านภาษาและการสื่อสาร เช่น การแปลภาษา การจำลองบทสนทนา รวมถึงช่วยให้ผู้เรียนพิจารณาวิธีการหรือโทนการสื่อสารที่เหมาะสมกับบริบทต่าง ๆ

การฝึกฝนและการเรียนรู้เพิ่มเติม: AI สามารถช่วยสร้างสื่อการเรียนรู้ สรุปเนื้อหา แบบฝึกหัด หรือแบบทดสอบเฉพาะบุคคล ช่วยให้ผู้เรียนจัดระเบียบความคิด ทบทวนบทเรียน และเสริมการเรียนรู้ด้วยตนเอง

บทบาทในฐานะคู่คิด: ผู้เรียนอาจใช้ AI เป็นเครื่องมือช่วยคิด เพื่อชี้แจง สรุป หรือวิเคราะห์แนวคิดของตนเอง ซึ่งช่วยสนับสนุนกระบวนการเรียนรู้และการพัฒนาทักษะการคิดขั้นสูง

ข้อควรระวังในการใช้ AI:

การกลั่นแกล้งหรือคุกคาม: ห้ามใช้เครื่องมือ AI เพื่อปลอมแปลงตัวตน กลั่นแกล้ง คุกคาม หรือข่มขู่ผู้อื่นในทุกรูปแบบ ผู้เรียนควรใช้ AI เพื่อวัตถุประสงค์ทางการศึกษาอย่างเหมาะสม โดยยึดถือคุณค่าของความเคารพซึ่งกันและกัน การมีส่วนร่วมอย่างสร้างสรรค์ และความซื่อสัตย์ทางวิชาการ

การพึ่งพา AI มากเกินไป: ไม่ควรพึ่งพาเครื่องมือ AI มากเกินความจำเป็น เนื่องจาก AI ไม่สามารถทดแทนความเข้าใจเชิงลึก การใช้วิจารณญาณ และการตัดสินใจของมนุษย์ได้ ผู้เรียนควรฝึกทักษะการคิดเชิงวิพากษ์อย่างต่อเนื่อง โดยตรวจสอบและประเมินผลลัพธ์ที่ได้จาก AI ก่อนนำไปใช้ การใช้ AI ควรเป็นไปอย่างมีเป้าหมายและมีความรับผิดชอบ

การคัดลอกผลงาน การโกง และการบิดเบือน: ผู้เรียนไม่ควรคัดลอกผลงานจากแหล่งใด ๆ รวมถึงผลงานที่สร้างโดย AI โดยไม่ได้รับอนุญาตและไม่มีการอ้างอิงที่เหมาะสม งานที่มีส่วนใดส่วนหนึ่งมาจาก AI และถูกนำเสนอเป็นผลงานของตนเองโดยไม่มีการเปิดเผยหรือไม่ได้รับอนุญาตจากผู้สอน ถือเป็นการคัดลอกผลงาน ผู้เรียนควรปฏิบัติตามคำแนะนำของผู้สอนเกี่ยวกับการใช้ AI อย่างเคร่งครัด และหลีกเลี่ยงการใช้ AI ในลักษณะที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาหรือบิดเบือนภาพลักษณ์ของผู้อื่น

การใช้ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) ในบริบททางการศึกษาและการทำงานจำเป็นต้องอยู่บนพื้นฐานของความเข้าใจ ความรับผิดชอบ และจริยธรรม แนวทางปฏิบัติในการใช้ AI จึงมีบทบาทสำคัญในการช่วยให้ผู้สอนและผู้เรียนสามารถตัดสินใจได้อย่างเหมาะสมว่า AI ควรถูกนำมาใช้เมื่อใด อย่างไร และภายใต้เงื่อนไขใด เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายการเรียนรู้และคุณค่าทางการศึกษา

ผู้สอนสามารถศึกษาเพิ่มเติมจากแหล่งข้อมูลที่รวบรวมแนวทางและนโยบายการใช้ AI ด้านการศึกษาไว้จากหลากหลายประเทศและองค์กร อาทิ TeachAI Policy Tracker (https://www.teachai.org/policy-tracker) ซึ่งนำเสนอกรอบแนวคิด นโยบาย และตัวอย่างแนวปฏิบัติที่สามารถใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงในการพัฒนาแนวทางการใช้ AI ให้เหมาะสมกับบริบทของแต่ละสถาบัน

ขอเชิญบุคลากร มจธ. ส่ง Abstract ในงานประชุมวิชาการ eLearning Forum Asia 2026 (eLFA 2026)

feather-calendarPosted on 3 กุมภาพันธ์ 2026 document 2026ข่าวและกิจกรรมข่าวกิจกรรม
แชร์

ขอเชิญบุคลากร มจธ. ส่ง Abstract ในงานประชุมวิชาการ eLearning Forum Asia 2026 (eLFA 2026) จะจัดขึ้น ณ National Taipei University of Business ระหว่างวันที่ 15–16 กรกฎาคม พ.ศ. 2569 ณ กรุงไทเป ประเทศไต้หวัน

eLFA2026 Theme & Sub-themes

Theme: Education Refined and Reinvented in the Age of AI

Sub-themes

1. Human-AI Collaboration in Teaching and Learning 

 2. Personalized and Adaptive Learning with AI

 3. Academic Integrity, Ethical and Inclusive Use of AI in Education

 4. AI for Scalable Lifelong Learning and Workforce Readiness

 5. Reimagining Assessment in the Age of AI

 6. Learning Experience Design in AI-Augmented Environments

 7. Policy, Leadership, and Institutional Readiness for AI

กำหนดส่งผลงานสำหรับบทคัดย่อ (Call for Abstracts) และ การเสนอชื่อรางวัล (Call for Awards) วันที่ 31 มีนาคม ค.ศ. 2026

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.elfasia.org/2026/

Organised by : National Taipei University of Business(NTUB)

Contact us :  elfa2026@elfasia.org

#eLFA2026 #eLearning #Innovation #EducationExcellence #ApplyNow

#eLearningForumAsia #teaching #learning #conference #highereducation

ขอเชิญอาจารย์และบุคลากร มจธ. เข้าร่วมกิจกรรมออนไลน์ผ่าน Zoom Application หัวข้อ “AI Ethics for Education

feather-calendarPosted on 21 มกราคม 2026 document 2026ข่าวและกิจกรรม
แชร์

ศูนย์ CELT ขอเชิญอาจารย์และบุคลากร มจธ. เข้าร่วมกิจกรรมออนไลน์ผ่าน Zoom Application หัวข้อ “AI Ethics for Education”

ในวันจันทร์ที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 9.30 – 12.00 น.

วิทยากร : ศาสตราจารย์ ดร.ธีรยุทธ วิไลวัลย์ ภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ลงทะเบียนได้ที่ https://shorturl.at/4uuJN

สอบถามเพิ่มเติม : คุณณัฐวุฒิ คุ้มทอง 096-339-9654

ขอเชิญอาจารย์ ครู และบุคลากรทางการศึกษา เข้าร่วมกิจกรรมออนไลน์ผ่าน Zoom Application ภายใต้โครงการพัฒนาอาจารย์ตามกรอบมาตรฐานวิชาชีพอาจารย์ มจธ. (KMUTT PSF) ด้านการเรียนการสอน ระดับ Competent

feather-calendarPosted on 21 มกราคม 2026 document 2026ข่าวและกิจกรรม
แชร์

ศูนย์ CELT และ มจธ. ราชบุรี ขอเชิญอาจารย์ ครู และบุคลากรทางการศึกษา เข้าร่วมกิจกรรมออนไลน์ผ่าน Zoom Application ภายใต้โครงการพัฒนาอาจารย์ตามกรอบมาตรฐานวิชาชีพอาจารย์ มจธ. (KMUTT Professional Standards Framework; KMUTT PSF) ด้านการเรียนการสอน ระดับ Competent โดยประกอบด้วย 2 กิจกรรม ดังนี้

กิจกรรมที่ 1 หัวข้อ : Formative assessment and feedback

วันที่ : 9 กุมภาพันธ์ 2569

เวลา : 09:00 – 12:00 น.

วิทยากร : ผศ. ดร. กฤติญา ณวลัยมาศ หัวหน้าภาควิชาการวัดผลและวิจัยการศึกษา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว)

กิจกรรมที่ 2 หัวข้อ : ออกแบบบรรยากาศห้องเรียนและกิจกรรมการสอนสำหรับผู้เรียนยุคใหม่ (GENZ)

วันที่ : 12 กุมภาพันธ์ 2569

เวลา : 13:00 – 16:00 น.

วิทยากร : ผศ. ดร. พิมพาภรณ์ บุญประเสริฐ อาจารย์ประจำภาควิชาภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร์

มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว)

ลงทะเบียนได้ที่ https://shorturl.at/lxp1D

ท่านสามารถเลือกลงทะเบียนหัวข้อใดหัวข้อหนึ่งหรือทั้ง 2 กิจกรรมก็ได้

โดยจะได้รับลิงก์กิจกรรมไปทางอีเมล์ที่ลงทะเบียนไว้

สอบถามเพิ่มเติม โทร. 02-470-8385

แนวทางการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning)

feather-calendarPosted on 9 มกราคม 2026 document Pedagogyคลังความรู้
แชร์

เรียบเรียงโดย ไพฑูรย์ อนันต์ทเขต นักพัฒนาการศึกษา สถาบันการเรียนรู้

            ปัจจุบันโลกมีการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วด้วยการพัฒนาของเทคโนโลยีและนวัตกรรมต่าง ๆ มากมาย มีการไหลเวียนของข้อมูลข่าวสารจำนวนมาก และมีความผันผวนของปรากฏการณ์ต่าง ๆ ทำให้ผู้คนต้องผู้คนต้องและพร้อมรับต่อการเปลี่ยนแปลงนั้น ซึ่งต้องอาศัยทักษะการคิดขั้นสูง (Higher-Order Thinking) และต้องมีทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยไม่จำกัดอยู่แต่ภายในห้องเรียนและไม่จำกัดเวลาในการเรียนรู้

         ซึ่งนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาหลายท่านมองว่าแนวทางการสอนแบบผู้สอนเป็นศูนย์กลาง (Teacher-centered approach to learning) ซึ่งมักใช้การบรรยายเนื้อหาเป็นส่วนมากซึ่งผู้เรียนจะทำแค่รับฟังและจดบันทึก ไม่ค่อยมีส่วนร่วมกับกิจกรรมการเรียนการสอนนั้นเริ่มไม่ตอบโจทย์ บริบทการเรียนการสอนที่เปลี่ยนแปลงไปได้ และจำเป็นต้องมีการปรับปรุงพัฒนาหลักสูตร บุคลากรครู อาจารย์ ผู้สอนให้มีความรู้ ความเข้าใจในบทบาท แนวทางการสอนที่หลากหลายมากขึ้น และเชื่อว่าแนวทางการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) นี้จะช่วยส่งเสริม และกระตุ้นผู้เรียนให้เกิดทักษะการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับบริบทโลกได้ อีกทั้งยังมีหลายงานวิจัยพบว่ายังช่วยส่งเสริมให้ประสิทธิภาพการเรียนรู้ของผู้เรียน ระดับความเข้าใจและคะแนนให้ดีขึ้นได้อีกด้วย

การจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) มีรากฐานมาจากแนวคิดทางการศึกษาแบบสร้างองค์ความรู้ (Constructivist) โดยผู้เรียนเป็นผู้สร้างความรู้จากข้อมูลที่ได้รับมาใหม่ด้วยการนำไปประกอบกับประสบการณ์เดิมในอดีต โดยเป็นการสอนที่กระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดกระบวนการคิดขั้นสูง (Higher-Order Thinking) เช่น การคิดวิเคราะห์  การคิดสังเคราะห์ การคิดวิพากย์ และการคิดสร้างสรรค์ เป็นต้น และยังส่งเสริมให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในชั้นเรียน สร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างครูผู้สอนและกับผู้เรียนด้วยกัน หรือกล่าวโดยสรุป คือ

“การสอนที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้คิดและมีส่วนร่วมกับกิจกรรมการเรียนรู้”

รูปแบบการเรียนรู้ตามแนวทาง Active Learning สามารถปรับเปลี่ยนประยุกต์ให้เหมาะสมกับบริบท รวมถึงธรรมชาติของผู้เรียนเป็นสำคัญ ไม่มีขั้นตอนกระบวนการที่ตายตัว แต่มีหลักการสำคัญก็คือ​การที่ครูไม่ใช่ผู้สอน นักเรียนไม่ใช่เครื่องจำ และบรรยากาศห้องเรียนจะส่งเสริมสนับสนุนให้เด็กพูด ถาม และแสดงความเห็นได้ตลอดเวลา

  1. พัฒนาทักษะการคิดขั้นสูง ในการเรียนรู้ผู้เรียนจะมีโอกาส มีส่วนร่วมในการปฏิบัติจริงและมีการใช้วิจารณญาณในการคิดและตัดสินใจในการปฏิบัติกิจกรรมนั้น มุ่งสร้างให้ผู้เรียนเป็นผู้กำกับทิศทางการเรียนรู้ ค้นหาสไตล์การเรียนรู้ของตนเอง สู่การเป็นผู้รู้คิด รู้ตัดสินใจด้วยตนเอง (Metacognition) ซึ่งทำให้เกิดการพัฒนาทักษะการคิดขั้นสูงได้
  2. ส่งเสริมการมีส่วนร่วมกับการเรียนรู้ ผู้เรียนจะมีส่วนร่วมในการปฏิบัติกิจกรรมอย่างกระตือรือร้นในสภาพแวดล้อม ที่เอื้ออำนวย ผ่านการใช้กิจกรรมที่ครูผู้สอนจัดเตรียมไว้ให้อย่างหลากหลาย หรือผู้เรียนสามารถออกแบบและเลือกเรียนรู้กิจกรรมต่าง ๆ ตามความสนใจและความถนัดของตนเอง เกิดความรับผิดชอบและทุ่มเทเพื่อมุ่งสู่ความสำเร็จในการเรียนรู้
  3. ส่งเสริมการมีปฏิสัมพันธ์กับครูผู้สอนและเพื่อร่วมชั้น ด้วยแนวทางการสอนที่ลดการบรรยาย มุ่งเน้นผู้เรียนมีส่วนร่วมกับกิจกรรมการเรียนรู้มากขึ้น รวมทั้งบทบาทของครูที่เปลี่ยนไป ส่งผลให้ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์กับบทเรียน ครู และเพื่อนร่วมชั้นมากขึ้น เช่น การถาม การตอบ แสดงความคิดเห็น แลกเปลี่ยนเรียนรู้ การร่วมมือในกิจกรรมกลุ่ม เป็นต้น
  4. เพิ่มประสิทธิภาพและระดับการเรียนรู้เชิงลึก ในหลายงานวิจัยพบว่าการใช้แนวทางการเรียนรู้แบบ Active Learning นี้นอกจากจะช่วยกระตุ้นทักษะการคิดและการมีส่วนร่วมแล้ว ยังส่งผลถึงระดับความเข้าใจ ระดับการเรียนรู้ในเนื้อหารายวิชานั้น ๆ ด้วย
  5. พัฒนาทักษะการเรียนรู้และต่อยอดสู่การเรียนรู้ตลอดชีวิต ด้วยการให้ผู้เรียนสามารถเลือกเรียนรู้ในสิ่งที่สนใจรวมถึงกำหนดวิธีการ กิจกรรมการเรียนรู้ได้ จึงส่งผลให้เกิดความรับผิดชอบ ทุ่มเทในการเรียนรู้ของตนเองมากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับวิธีการเรียนรู้ด้วยตนเอง (Self-Directed Learning) รวมถึงการประยุกต์ใช้งานเทคโนโลยีสืบค้นข้อมูล แหล่งทรัพยากรเรียนรู้อื่นมาสนับสนุนการเรียนรู้ได้ ทำให้ผู้เรียนต่อยอดการเรียนรู้ได้ตามแนวทาง Life Long Learning

ในการจัดการเรียนรู้เชิงรุกนั้นนอกเหนือจากการออกแบบและวางแผนการสอนแล้ว ครูผู้สอนต้องปรับเปลี่ยนบทบาทของตนเองจากการเป็นผู้สอน ผู้บรรยาย และผู้ควบคุมจัดการห้องเรียนทั้งหมดด้วยตัวเอง ไปสู่บทบาทอื่น ๆ ในห้องเรียนหรือแนวทางในการจัดการสอน ได้แก่

  1. เป็นผู้สนับสนุนการเรียนรู้ (Facilitator) โดยจะเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้มีส่วนร่วมในการจัดระบบการเรียนรู้ด้วยตนเอง กระตุ้นสอบถามความสนใจ เลือกกิจกรรมการเรียนรู้ และสนับสนุนแหล่งข้อมูลที่จำเป็น รวมทั้งจัดกิจกรรมส่งเสริมปฏิสัมพันธ์แบบต่าง ๆ ภายในห้องเรียนให้เกิดแรงขับเคลื่อนของการเรียนรู้
  2. เป็นผู้ให้คำปรึกษาชี้แนะ (Coach /Consultant) ครูผู้สอนสามารถใช้คำถามกระตุ้นการเรียนรู้ เช่น การตั้งเป้าหมาย ให้คิดต่อยอด เกิดความสงสัยและคำถามที่นำไปสู่การค้นคว้าความรู้ รวมถึงการเป็นผู้ชี้แนะให้คำปรึกษาเมื่อผู้เรียนติดปัญหาที่ยากจะแก้ไข ทั้งด้านความรู้ ด้านสังคม จิตใจ
  3. เป็นผู้สังเกต ผู้สอนจะต้องระลึกเสมอว่าผู้เรียนแต่ละคนมีความแตกต่างกันทั้งความสนใจ ความถนัด และคอยสังเกตผู้เรียนเพื่อกระตุ้น ชี้แนะ หรือยับยั้ง
  4. เปิดโอกาสให้ผู้เรียน ในบางวิชาอาจจะเป็นการยากที่จะปรับกิจกรรมการสอนให้ครบวงจร และยังจำเป็นต้องมีการใช้การบรรยายถ่ายทอดองค์ความรู้ แต่ครูผู้สอนก็สามารถเพิ่มโอกาสให้ผู้เรียนเข้าไปในกิจกรรมการสอนได้ เช่น การสร้างบรรยากาศให้ผู้เรียนได้ซักถาม กล้าตอบหรือแสดงความคิดเห็น หรือเปิดกว้างให้ผู้เรียนได้แสดงความเห็น ถกเถียง เป็นต้น

นอกจากนี้ด้วยการจัดการเรียนรู้ตามแนวทางนี้ยังต้องอาศัยคุณลักษณะของผู้เรียนที่เหมาะสม  ถึงจะเกิดประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งในช่วงแรกที่มีการปรับการสอนผู้เรียนอาจยังมีคุณลักษณะจากรูปแบบเก่า เช่น การเน้นฟัง ไม่กล้าถาม ตอบคำถามน้อย เป็นต้น ซึ่งผู้สอนต้องพยายามสร้างคุณลักษณะการเรียนรู้เชิงรุกให้แก่ผู้เรียนไปพร้อมกับการจัดการสอนให้บรรลุเป้าหมายด้วย โดยคุณลักษณะของผู้เรียนในการเรียนรู้แบบเชิงรุก มีดังต่อไปนี้

1. รู้ว่าตัวเองจะต้องเรียนรู้เกี่ยวกับอะไรบ้าง รู้สิ่งที่จะเรียน มีความรับผิดชอบต่อการเรียนรู้ของตนเอง หรือมีการสร้างแรงจูงใจภายในได้

2. มีนิสัยใฝ่รู้ รู้จักตั้งคำถาม เปิดกว้าง และค้นคว้าเพิ่มเติม เพื่อตรวจสอบความถูกต้อง ทำให้กระจ่างสิ้นความสงสัยได้

3. ต่อยอดสิ่งที่เรียนรู้เข้ากับชีวิตจริง ชีวิตประจำวัน หรือความเป็นไปของโลกปัจจุบัน

4. มีความกระตือรือร้นที่จะทำกิจกรรม สามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ เคารพความเห็นที่แตกต่าง

5. เป็นคนมีเหตุผลหรือมีกระบวนการคิดที่ดี โดยเฉพาะการคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ การคิดวิพากย์ การประเมินความน่าเชื่อถือของข้อมูล ความคิดเห็นของผู้อื่น

  1. กระบวนการเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการสร้างองค์ความรู้ และจัดระบบการเรียนรู้ด้วยตนเอง (Self-Directed Learning) และลดการบรรยายจากผู้สอนโดยตรงให้เหลือเท่าที่จำเป็น
  2. ใช้กิจกรรมการเรียนรู้ที่ให้ผู้เรียนนำความรู้ ความเข้าใจไปประยุกต์ใช้ สามารถวิเคราะห์ สังเคราะห์ ประเมินค่า คิดสร้างสรรค์สิ่งต่าง ๆ พัฒนาทักษะกระบวนการคิดไปสู่ระดับที่สูงขึ้น เช่น การเรียนรู้โดยใช้ปัญหา/โครงงานเป็นฐาน (Problem/Project-Based Learning) การตั้งคำถาม (Questioning-based Learning) แลกเปลี่ยนความคิด (Think – Pair – Share) การสะท้อนคิด (Reflection)
  3. กิจกรรมการเรียนรู้ควรเชื่อมโยงกับนักเรียน กับสภาพแวดล้อมใกล้ตัว ปัญหาของชุมชน สังคม หรือประเทศชาติ เช่น การเรียนรู้เชิงประสบการณ์ (Experiential Learning) หรือการเรียนรู้โดยใช้ปัญหา/โครงงานเป็นฐาน (Problem/Project-Based Learning)
  4. กิจกรรมการเรียนรู้ควรเน้นการมีปฏิสัมพันธ์กันระหว่างผู้เรียนกับผู้สอน และปฏิสัมพันธ์กันระหว่างผู้เรียนด้วยกัน เช่น ตอบคำถาม แลกเปลี่ยนความคิด
  5. นำความรู้ที่ได้ไปใช้แก้ปัญหา ใหม่ หรือใช้ในสถานการณ์ใหม่
  6. เน้นให้ผู้เรียนได้ใช้ความคิดของตนเองอย่างมีเหตุมีผล มีโอกาสร่วมอภิปรายและนำเสนอผลงาน เช่น การตั้งคำถาม (Questioning-based Learning) แลกเปลี่ยนความคิด (Think – Pair – Share) การโต้วาที (Debate) การใช้กรณีศึกษา (Case Study)

            ด้วยลักษณะการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในการเรียนรู้เชิงรุก จะมีความหลากหลายมากกว่ารูปแบบการสอนแบบเดิมที่เน้นการบรรยาย ทำให้โดยทั่วไปการวัดประเมินผลจะต้องมีการเพิ่มการวัดประเมินเพื่อการพัฒนา (Formative Assessment) แทนการใช้การวัดประเมินเพื่อตัดสิน (Summative Assessment/Evaluate) เพียงอย่างเดียวที่มุ่งวัดผลที่ปลายทางการเรียนรู้ เพราะครูผู้สอนจำเป็นต้องติดตามความก้าวหน้า พัฒนาการในการเรียนรู้ของผู้เรียนอย่างสม่ำเสมอ และคอยให้การสนับสนุน ชี้แนะให้คำปรึกษาแก่ผู้เรียนเมื่อเกิดข้อสงสัย ติดปัญหาขึ้นจนผู้เรียนบรรลุเป้าหมายการเรียนรู้หรือบรรลุผลลัพธ์การเรียนรู้

Freeman, S., Eddy, S. L., McDonough, M., Smith, M. K., Okoroafor, N., Jordt, H., & Wenderoth, M. P. (2014). Active learning increases student performance in science, engineering, and mathematics. Proceedings of the National Academy of Sciences, 111(23), 8410–8415. https://doi.org/10.1073/pnas.1319030111

Michael, J. (2006). Where’s the evidence that active learning works? Advances in Physiology Education, 30(4), 159–167. https://doi.org/10.1152/advan.00053.2006

Bonwell, C. C., & Eison, J. A. (1991). Active learning: Creating excitement in the classroom. ERIC Clearinghouse on Higher Education. https://files.eric.ed.gov/fulltext/ED336049.pdf

หน่วยศึกษานิเทศก์ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน. (2563). แนวทางการนิเทศเพื่อพัฒนาและส่งเสริมการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ตามนโยบายลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้. https://academic.obec.go.th/images/document/1603180137_d_1.pdf

กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.). (2564). กูรูต่างชาติแนะแนวปรับระบบการเรียนการสอนไทย มุ่งเน้น Active Learning. https://www.eef.or.th/news-thai-active-learning/