การคิดเชิงวิพากษ์ (Critical thinking)คืออะไร มีแนวทางการพัฒนาทักษะนี้อย่างไร

feather-calendarPosted on 16 พฤษภาคม 2024 document Pedagogyคลังความรู้Pedagogyคลังความรู้คลังความรู้Pedagogyคลังความรู้Pedagogy
แชร์

Critical thinking หรือการคิดเชิงวิพากษ์

Critical Thinking มีคำเรียกในภาษาไทยว่า การคิดเชิงวิพากษ์ หรือ การคิดอย่างมีวิจารณญาณ หมายถึง  ความตั้งใจที่จะพิจารณาตัดสินเรื่องใดเรื่องหนึ่ง โดยการไม่เห็นคล้อยตามข้ออ้างที่นำเสนอ แต่ตั้งคำถามหรือโต้แย้งข้ออ้างนั้น เพื่อนำไปสู่การแสวงหาคำตอบที่สมเหตุสมผลมากกว่าข้ออ้างเดิม

ความสำคัญของการคิดเชิงวิพากษ์

  1. มีความสามารถไตร่ตรองแยกแยะข้อเท็จจริงได้ดีขึ้น

ข้อมูลในยุคดิจิทัลนั้นเข้าถึงได้ง่ายดาย ซึ่งอาจจะมีทั้งข้อมูลเท็จ ข้อมูลที่ถูกบิดเบือนไป ปะปนมากับข้อมูลจริง ทำให้การเสพข้อมูลจำเป็นต้องใช้วิจารณญาณของตนเองมากขึ้น เพื่อให้สามารถแยกแยะข้อมูลจริง ออกมาจากข้อมูลเหล่านั้นได้

  • เพื่อให้มีความสามารถรับมือกับเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ไม่แน่นอนได้ดีขึ้น

ทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ (Critical Thinking) ก็เป็นอีกหนึ่ง Soft skills ที่มีความจำเป็นต่อการทำงานในอนาคต โดยจะเห็นว่าการประกาศรับสมัครงานของบริษัทต่าง ๆ มักจะมีการใส่ทักษะนี้อยู่บ่อยครั้ง และสภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum: WEF) ก็ได้ประกาศว่าทักษะนี้เป็น 1 ใน 10 ทักษะแห่งอนาคตที่เป็นที่ต้องการสูงในปี 2025 อีกด้วย

  • ช่วยให้สามารถออกจาก Comfort Zone เดิมและเกิดเป็นทักษะการเรียนรู้ตลอดเวลาได้

การคิดเชิงวิพากษ์เป็นกระบวนการคิดเพื่อให้ได้ข้อสรุป แนวทางในการตัดสินใจที่มีเหตุผล มี ทฤษฎีมารองรับ ไม่คล้อยตามต่อข้อมูลหรือปรากฏการณ์ใด ๆ โดยง่าย ผ่านการตั้งข้อสงสัย การตั้งคำถาม การค้นข้อมูลใหม่ และมีการถกเถียงกัน แม้ว่าคนส่วนใหญ่จะเชื่อว่ามีข้อมูลที่ดีที่สุดอยู่แล้วก็ตาม บุคคลที่มีทักษะการคิดเชิงวิพากษ์นี้ จะเป็นคนกล้าคิด กล้ามองในมุมใหม่ กล้าออกจาก Comfort Zone หรือความเชื่อเดิม แม้การฝึกฝนทักษะนี้จะทำได้ค่อนข้างยาก แต่การพยายามพัฒนาทักษะนี้จะช่วยกระตุ้นให้มีการเปิดรับ เปิดใจและเรียนรู้ได้

  • ทำให้เกิดความคิดสร้างสรรค์

การคิดวิพากษ์นับได้ว่าเป็น “จุดเริ่มต้น” ของความคิดสร้างสรรค์ เพราะเมื่อมีการตั้งข้อสงสัย ไม่เชื่อสิ่งเดิม จะส่งผลให้มีการหาข้อมูล หาแนวทาง ข้อสรุปที่ดีกว่า จนเกิดเป็นความคิดสร้างสรรค์ และนวัตกรรมใหม่ ๆ ขึ้นได้

  • มุ่งสู่การเป็นผู้นำที่ดี

หากมีการพัฒนาทักษะการคิดเชิงวิพากษ์อย่างสม่ำเสมอ จะทำให้เราสามารถพัฒนาคุณสมบัติของการเป็นผู้นำที่ดีได้ เช่น

  • มีทักษะการสื่อสารและการรับฟังที่ดี เพราะในทุกครั้งที่มีการถกเถียง โต้แย้งนั้น จำเป็นต้องมีการรับฟังข้อมูลจากอีกฝ่ายด้วยเช่นกัน
  • มีการเรียนรู้ตลอดชีวิต ดังที่กล่าวในข้างต้นไว้ว่าเมื่อมีการตั้งคำถาม ข้อสงสัยจะเป็นการกระตุ้นให้เปิดรับและเรียนรู้ได้
  • สามารถมอบหมายงานที่เหมาะสมแก่สมาชิกทีมได้ ด้วยการวิเคราะห์ เพื่อหาข้อสรุปจะทำให้คนเป็นผู้นำสามารถมองเห็นภาพรวมได้ครบทุกด้าน ซึ่งจะส่งผลให้ผู้นำสามารถบริหารจัดการทีม และองค์กรได้ดี

5 ขั้นตอนเพื่อพัฒนากระบวนการคิดเชิงวิพากษ์

การพัฒนาทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ (Critical thinking) สามารถทำได้ในชีวิตประจำวัน โดยมีกระบวนการพัฒนา 5 ขั้นตอน ดังต่อไปนี้

  1. ตั้งคำถาม (Formulate your Question) เมื่อมีเหตุการณ์ใด ๆ เกิดขึ้น ให้มองในมุมอื่นที่แตกต่างออกไปจากเดิม หรือตั้งข้อสงสัยต่อเหตุการณ์นั้น โดยเหตุการณ์ที่เราควรวิพากษ์ก่อนสรุปมีดังนี้
  2. เป็นข้อสมมติที่ยอมรับกันทั่วไป แต่เรามีข้อสงสัย ไม่ปักใจเชื่อหรือไม่ยอมรับ เพราะปกติมนุษย์จะมีแนวโน้มเชื่อโดยไม่ตั้งคำถามต่อที่สิ่งที่เกิดความเคยชินในวัฒนธรรม ระบบ ประเพณีแบบเดียวกัน ตัวอย่างเช่น มนุษย์เชื่อว่าโลกของเรามีลักษณะที่แบน หรือผู้ชายเป็นช้างเท้าหน้า ผู้หญิงเป็นช้างเท้าหลัง
  3. ข้อคิดเห็นหรือข้อสรุปโดยมีการอ้างเหตุผลที่ต้องตรวจสอบความถูกต้อง โดยปกติการเสนอข้อคิดเห็น ข้อสรุปเกี่ยวกับเรื่องใดก็ตาม มักจะมีการอ้างเหตุผลหรือหลักฐานสนับสนุนเพื่อให้เกิดความน่าเชื่อถือ โดยสิ่งที่ควรวิพากษ์คือเหตุผลหรือหลักฐานสนับสนุนนั้นเป็นความจริงหรือไม่ มีความน่าเชื่อถือ หรือสอดคล้อง สมเหตุสมผลกับข้อคิดเห็น ข้อสรุปนั้นหรือไม่
  4. ข้อเสนอหรือทางเลือกที่จำเป็นต้องพิจารณาก่อนตัดสินใจ โดยอาจจะเป็นสิ่งเล็ก ๆ เช่น การเลือกอาหารที่เราจะทานในแต่ละวัน ว่าจะเลือกแค่ของที่อร่อยหรือจำเป็นต้องมีคุณค่าทางอาหารที่ครบถ้วน ไปจนถึงเรื่องที่มีข้อมูลปริมาณมากหรือซับซ้อน ดังนั้นก่อนตัดสินใจ เราควรวิพากษ์ พิจารณา หาข้อมูล มาเป็นเหตุผลให้ครบถ้วนทุกด้าน
  5. ปัญหาที่เราจำเป็นต้องแก้ไขหรือตัดสินใจ บ่อยครั้งที่เกิดเหตุที่ไม่ได้คาดคิด ซึ่งจำเป็นต้องหาวิธีการที่เหมาะสมที่สุดมาแก้ไข หรือตัดสินใจว่าจะแก้ไขอย่างไร
  6. รวบรวมข้อมูล (Gather your information) เมื่อมีสมมติฐาน หรือคำถามใด ๆ ชัดเจนแล้ว ให้ดำเนินการค้นคว้าข้อมูลสนับสนุนในทุกด้าน โดยอาจจะเป็นการค้นคว้าจาก ตำรา งานวิจัย หรือผู้เชี่ยวชาญที่มีความน่าเชื่อถือ
  7. ใช้ข้อมูลนั้น (Apply the information) เมื่อได้รับข้อมูลจากขั้นตอนที่ 2 ให้นำข้อมูลนั้นมาวิเคราะห์ อย่างเป็นกลาง เพื่อแยกแยะระหว่างข้อเท็จจริง ความคิดเห็น ความเชื่อ หรือข้อมูลที่ถูกบิดเบือนออกจากกัน ก่อนจะทำการสังเคราะห์เป็นทางเลือก
  8. พิจารณาเงื่อนไข (Consider the implications) พิจารณาผลกระทบที่เกิดจากตัวเลือก หรือการตัดสินใจในทุกด้าน ข้อดี ข้อเสียที่เกิดขึ้น เช่น การเลือกใช้งานรถยนต์ไฟฟ้า แม้จะช่วยลดมลภาวะบนท้องถนนลงกว่ารถยนต์แบบสันดาป แต่ข้อเสียที่เกิดขึ้นกับรถไฟฟ้าจะมีอะไรอีกบ้าง
  9. สำรวจความเห็นอื่น ๆ (Explore other points of view) ลองพิจารณาตัวเลือกอื่น โดยเฉพาะตัวเลือกที่ขัดแย้ง หรืออยู่ด้านตรงข้าม ว่ามีผลกระทบอะไรบ้าง มีข้อดี ข้อเสียอย่างไร หรือจะทำการตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับทางเลือกที่ได้เลือกไป เพื่อให้เราสามารถพิจารณาได้ครบถ้วนที่สุด หรือสามารถพัฒนาตัวเลือกที่ดียิ่งขึ้นไปได้

แนวทางการพัฒนานิสัยตนเองเพื่อให้เกิดทักษะการวิพากษ์

  1. ฝึกวิพากษ์ความคิดตนเอง เพราะจะเป็นการลดอคติหรือการเอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง ทำได้โดยการตั้งคำถามถึงผลกระทบต่อการตัดสินใจของเรา ว่ามีข้อดี ข้อเสีย อย่างไรบ้าง
  2. เปิดใจกว้าง คือการวางตัวให้เป็นกลาง ลดอคติ ไม่ลำเอียง เปิดใจถึงสิ่งที่เราอาจจะไม่รู้ หรือสิ่งที่ยังไม่ถูกค้นพบ พยายามพิจารณาข้อมูลต่าง ๆ เพื่อค้นหาความจริง
  3. รอบคอบไม่ด่วนสรุป คือการชะลอการตัดสินใจ หรือการแสดงความคิดเห็นของเรา แล้วค้นคว้าหาความรู้ ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนั้นให้ถี่ถ้วนก่อน
  4. มีสติไม่หวั่นไหวง่าย คือการมีสติมีสัมปชัญญะ ไม่หวั่นไหวไปตามสิ่งเร้า สิ่งกระตุ้นที่เข้ามาทำให้เราคล้อยตามอย่างไม่มีเหตุผลเชื่อข้อมูลที่ถูกบิดเบือน หรือเชื่อไปตามคนส่วนใหญ่
  5. แสวงหาความรู้เพื่อตอบข้อสงสัย การแสดงความคิดเห็น การมีทัศนคติ หรือตัดสินใจโดยไม่มีความรู้ อาจส่งผลให้เกิดความผิดพลาดง่าย
  6. อย่ารู้สึก “ฉันดีกว่า” หรือ “ฉันถูกต้องกว่า” เพื่อลดการเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางของทุกสิ่ง ความลำเอียง อคติ ซึ่งจะทำให้ไม่สามารถเปิดรับข้อมูลใหม่ ๆ ได้
  7. อย่าเลือกรับข้อมูลเฉพาะที่สนใจ ระลึกไว้เสมอว่าควรรับข้อมูลในทุกด้าน ทุกฝ่าย ไม่ใช่แค่การเลือกรับข้อมูลที่สนใจ เพื่อให้ได้ข้อมูลมาครบถ้วนที่สุด
  8. อย่าลำเอียง ตรงไปตรงมา ไม่ขึ้นต่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เพราะไม่จำเป็นว่าฝ่ายที่มีอำนาจมาก หรือฝ่ายคนส่วนใหญ่ จะถูกต้องเป็นจริงเสมอไป
  9. อย่าแสร้งรู้ คนเรามีความเชื่อว่า “การไม่รู้ หรือ สารภาพว่าไม่รู้” จะทำให้เป็นคนไร้ประสิทธิภาพ ไม่เป็นที่ยอมรับ หรือเสียหน้าได้ แต่เมื่อต้องการวิพากษ์แล้วมีการแสร้งรู้จะส่งผลให้ไม่สามารถเปิดรับข้อมูล ความจริงใหม่ หรือเกิดความสับสนได้
  10. อย่ามีอคติต่อการเปลี่ยนแปลง ในทุกการเปลี่ยนแปลงมักจะทำให้รู้สึกถึงความไม่มั่นคง ดังนั้นแนวโน้มคนส่วนมากมักจะไม่ชอบที่จะเปลี่ยนแปลง เมื่อต้องการวิพากษ์ในเรื่องใด การมีความรู้สึกไม่มั่นคงอาจเป็นข้ออ้างที่ทำให้เกิดความลำเอียงได้
  11. ระวังการคิดแบบสองขั้วตรงข้าม การคิดแบบนี้จะทำให้เรายึดเหนี่ยวในเรื่องใดเรื่องหนึ่งอย่างสุดโต่ง หรือมีความเชื่ออย่างไม่สมเหตุสมผล ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการวิพากษ์

วิธีการตอบสนองเมื่อถูกวิพากษ์

  1. ซื่อสัตย์ยอมรับความจริง โดยส่วนมากคนเรามักปฏิเสธความเห็นจากอีกฝ่าย หรือข้อมูลที่ขัดกับความเชื่อเดิม หรือทำให้เราเสียผลประโยชน์ แม้ว่าข้อมูลนั้นจะเป็นความจริงก็ตาม แต่การวิพากษ์นั้นจำเป็นต้องมีความซื่อสัตย์ต่อความจริงเสมอ
  2. ถ่อมตัวถ่อมใจไม่ยึดมั่นถือมั่น มนุษย์ทุกคนจะมีอัตตา (Ego) อยู่แล้วเพราะจะทำให้เรามีความมั่นใจ อดทนต่อแรงกดดันจากสังคมได้ แต่หากมีมากเกินไปจะทำให้เย่อหยิ่ง และเอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง ดังนั้นเราจำเป็นต้องควบคุมอัตตา เพื่อให้สามารถเปิดรับข้อมูลความจริงได้
  3. อย่าโต้แย้งแบบเบี่ยงประเด็น เมื่อเราเชื่อหรือยึดมั่นสิ่งใดแล้ว เรามักจะตอบสนองด้วยการโต้แย้ง เพื่อให้เราเป็นฝ่ายถูกหรือชนะอีกฝ่าย ซึ่งจะส่งผลให้เราไม่สามารถพิจารณาข้อมูลจากอีกฝ่ายได้เลย เราควรพิจารณาถึง หลักฐาน แหล่งอ้างอิงในเหตุผลของฝ่ายตรงข้ามว่าสมเหตุสมผล น่าเชื่อถือหรือไม่
  4. อย่าโจมตีตัวบุคคล เมื่อมีการวิพากษ์ขึ้น เราอาจจะมีความรู้สึกไม่พอใจอีกฝ่าย หากเราตอบโต้ด้วยการโจมตีตัวบุคคล เช่น คุณลักษณะ สถานะ ประสบการณ์ข้อผิดพลาดในอดีต อาจจะทำให้เราพลาดข้อมูลที่ดีจากความคิดเห็นของเขาได้
  5. กล้าที่จะเปลี่ยนความคิด การเป็นนักคิดวิพากษ์ที่ดีนั้น จะไม่ยึดติดกับความคิดใด ๆ โดยไม่เปลี่ยนแปลง เขาจะต้องตระหนักไว้เสมอว่า หากพิสูจน์แล้วว่าเป็นความจริง ก็สามารถทิ้งความคิดเดิมและเปลี่ยนความคิดต่อเรื่องนั้นได้เสมอ

อ้างอิง

เทคนิคการจัดกลุ่มผู้เรียนเพื่อการทำงานกลุ่มที่มีประสิทธิภาพ

feather-calendarPosted on 5 เมษายน 2024 document
แชร์

การแบ่งกลุ่มผู้เรียนสำหรับการทำงานกลุ่มหรือทำกิจกรรมร่วมกัน เป็นส่วนช่วยให้ผู้เรียนในชั้นเรียนหรือเพื่อนร่วมกลุ่มเกิดปฏิสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน เกิดการเรียนรู้จากการพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น รับฟังความคิดเห็นจากมุมมองที่แตกต่าง รวมทั้งการฝึกฝนทักษะการบริหารจัดการการทำงานภายในกลุ่ม นอกจากนี้ยังช่วยลดภาระในการจัดการชั้นเรียนของผู้สอนอีกด้วย อย่างไรก็ตาม ผู้สอนควรมีกระบวนการจัดกลุ่มผู้เรียนที่เหมาะสม โดยคำนึงถึงปัจจัยต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง อาทิ บริบทของผู้เรียน บริบทของรายวิชา ทักษะที่ต้องการพัฒนา พื้นที่การเรียนรู้ ฯลฯ เพื่อให้ผู้เรียนสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และลดปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นภายในกลุ่ม อาทิ การเกี่ยงงาน การไม่ช่วยเหลืองานภายในกลุ่ม การทะเลาะเบาะแว้ง ฯลฯ  โดยผู้สอนสามารถเลือกใช้เทคนิคการจัดกลุ่มที่แนะนำทั้ง 9 เทคนิค โดยมีการเปรียบเทียบจุดเด่นและข้อจำกัดไว้ ดังนี้

เทคนิคการจัดกลุ่มผู้เรียน

1. ผู้เรียนจัดกลุ่มด้วยตนเอง

กระบวนการ

ผู้สอนมอบหมายให้ผู้เรียนเลือกสมาชิกในกลุ่มด้วยตนเอง

จุดเด่น

  • ผู้เรียนเกิดความสบายใจ มีความอิสระเมื่อได้รับอนุญาตให้เลือกสมาชิกด้วยตนเอง โดยมักจัดกลุ่มกับเพื่อนสนิทที่สามารถพุดคุยกันได้ง่าย
  • มักไม่มีปัญหาในการทำงาน เนื่องจากเป็นการจัดกลุ่มที่เกิดจากมิตรภาพที่ดีของสมาชิกในกลุ่มและสมาชิกในกลุ่มมีความสนใจร่วมกัน
  • ง่ายต่อการบริหารจัดการสำหรับผู้สอน

ข้อจำกัด

  • ขาดองค์ความรู้ใหม่ ๆ ที่หลากหลาย จากการรับฟังความคิดเห็นของผู้เรียนกลุ่มสาขาวิชาอื่นหรือกลุ่มที่มีประสบการณ์แตกต่างกัน
  • อาจไม่เหมาะกับรายวิชาที่ต้องการพัฒนาทักษะความคิดสร้างสรรค์
  • ผู้เรียนบางคนที่ไม่สนิทกับเพื่อน อาจถูกละเลย
  • กระบวนการทำงาน การแก้ไขปัญหาภายในกลุ่มอาจคล้อยตามความคิดโดยส่วนใหญ่ของกลุ่ม ซึ่งจะปิดกั้นการแก้ไขปัญหาในวิธีการใหม่ ๆ ขัดขวางการคิดอย่างมีวิจารณญาณ

กระบวนการเสริม

เพื่อลดปัญหาที่เกิดขึ้นจากรูปแบบการจัดกลุ่มดังกล่าว และช่วยให้ผู้เรียนเกิดการกระจายกลุ่มมากขึ้น ผู้สอนสามารถตั้งเงื่อนไขเพิ่มเติม เช่น สมาชิกในกลุ่มจะต้องมีจำนวนผู้เรียนเพศชาย และเพศหญิง อย่างละเท่า ๆ กัน, ภายในกลุ่มให้มีหลายคณะ คณะเดียวกันไม่ควรมีจำนวนเกินครึ่งหนึ่ง เป็นต้น

2. ผู้สอนกำหนดกลุ่มไว้ล่วงหน้า

กระบวนการ

ผู้สอนจัดกลุ่มผู้เรียนตามคุณลักษณะบางอย่าง เช่น คะแนนเฉลี่ย เพศ สถานะของผู้เรียน (ชาวไทย คนต่างชาติ) ภาควิชา สาขาวิชา เป็นต้น

จุดเด่น

  • ผู้สอนจัดเตรียมกลุ่มไว้ล่วงหน้าแล้ว ทำให้ง่ายต่อการดำเนินการ
  • เป็นประโยชน์ในแง่ของการศึกษาวิจัย โดยผู้สอนสามารถกำหนดตัวแปร จัดกลุ่มผู้เรียนตามที่ต้องการศึกษา
  • เป็นการสร้างความสมดุลของสมาชิกภายในกลุ่ม

ข้อจำกัด

  • สำหรับขั้นต้นของการเรียน ผู้สอนต้องใช้เวลามากขึ้นในการรวมข้อมูลภูมิหลังของผู้เรียน
  • ผู้เรียนอาจไม่พึงพอใจในการจัดกลุ่ม เนื่องจากไม่สามารถเลือกสมาชิกในกลุ่มด้วยตนเอง

3. จัดกลุ่มแบบคู่ผสม

กระบวนการ

เป็นกระบวนการที่ผสมผสานระหว่างเทคนิคที่ 1 และ 2 โดยให้ผู้เรียนจับคู่กับเพื่อนก่อน จากนั้นผู้สอนทำการรวมคู่เข้าเป็นกลุ่มใหญ่ โดยอิงเกณฑ์ที่ผู้สอนกำหนดหรือจากการสุ่ม

จุดเด่น

  • ผู้เรียนจะมีเพื่อนที่สนิทอย่างน้อย 1 คนในทีม
  • ช่วยลดกระบวนการคิดแบบกลุ่มที่คล้อยตามกัน

4. จัดกลุ่มตามสภาพแวดล้อมการเรียนรู้

กระบวนการ

ผู้สอนให้ผู้เรียนจับคู่ จัดกลุ่ม โดยพิจารณาจากสถานการณ์และสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ เช่น จัดกลุ่มตามแถว ตามโต๊ะที่นั่ง การจับคู่จากการหันซ้าย หันขวา หันหลัง

จุดเด่น

  • เหมาะกับการจัดกลุ่มแบบรวดเร็วในพื้นที่จำกัด 
  • ผู้สอนสามารถใช้สำหรับการจัดกลุ่มการทำงานที่สามารถยืดหยุ่นได้

ข้อจำกัด

  • ไม่เหมาะกับกระบวนการทำงานที่มีระยะยาวและใช้กระบวนการคิดซับซ้อน เพราะอาจขาดความสมดุลของสมาชิกภายในกลุ่ม

5. ใช้กิจกรรมสันทนาการในการจัดกลุ่ม

กระบวนการ

ผู้สอนใช้กิจกรรมสันทนาการเพื่อช่วยในการจัดกลุ่มผู้เรียน เช่น การแบ่งกลุ่มแพ้ ชนะจากการเล่นเกม, วัน เดือน ปีเกิด, เลขลงท้ายเบอร์โทรศัพท์, สิ่งที่ชอบ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินกิจกรรมสันทนาการ เป็นต้น

จุดเด่น

  • ง่ายต่อการดำเนินการ
  • เหมาะกับการจัดกลุ่มแบบรวดเร็ว
  • ผู้เรียนสนุกสนาน มีความกระตือรือร้นในการร่วมกิจกรรม

ข้อจำกัด

  • ควบคุมจำนวนสมาชิกในกลุ่มค่อนข้างยาก ผู้สอนต้องแน่ใจว่าข้อมูลของผู้เรียนมีความกระจายตัวมากพอ
  • ผู้สอนควรมีทักษะการนำกิจกรรม

6. จัดกลุ่มแบบโต้วาที

กระบวนการ

ใช้กระบวนการโต้วาที มาประยุกต์ใช้ในการจัดกลุ่มผู้เรียน นั่นคือการจัดกลุ่มจากสองฝ่ายคือฝ่ายเสนอและฝ่ายค้าน จากความคิดเห็นที่ต่างกันของผู้เรียนในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง และโต้วาจาตามเวลาที่กำหนด

จุดเด่น

  • สามารถใช้ในกระบวนการเรียนรู้ ที่ต้องการให้ผู้เรียนฝึกฝนทักษะการคิด รับฟัง แสดงความคิดเห็นแบบไม่ตัดสิน ผู้เรียนมีโอกาสรับฟังความคิดเห็นระหว่างกันทั้งที่คล้อยตามและแตกต่างกัน

ข้อจำกัด

  • ควบคุมจำนวนสมาชิกในกลุ่มค่อนข้างยาก

7. จัดกลุ่มแบบสุ่ม

กระบวนการ

ผู้สอนจัดกลุ่มให้ผู้เรียน โดยไม่มีลำดับ ระบบ หรือเกณฑ์ใด ๆ ซึ่งเทคนิคนี้ถือเป็นวิธีการจัดกลุ่มที่ยุติธรรมที่สุดเพราะผู้เรียนมีโอกาสเท่าเทียมกันในการถูกมอบหมายเข้ากลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง โดยผู้สอนสามารถใช้อุปกรณ์ในห้องเรียนหรือเครื่องมือต่าง ๆ มาใช้ในการสุ่ม เช่น การสุ่มจากใบจับฉลาก หรือการใช้แอปพลิเคชันวงล้อสุ่ม

จุดเด่น

  • ลดอคติทั้งจากผู้เรียนและผู้สอนที่ส่งผลต่อการจัดกลุ่ม
  • ผู้เรียนมีโอกาสได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ทำงานร่วมกับเพื่อนที่ไม่สนิท

ข้อจำกัด

  • ผู้สอนไม่สามารถควบคุมการจัดกลุ่มให้มีความสมดุล เหมาะสมกับบริบทต่าง ๆ ที่ควรคำนึงได้ อาทิ กรณีที่ผู้เรียนที่มีความสามารถสูงอยู่กลุ่มเดียวกัน และผู้เรียนที่มีความสามารถต่ำกว่าอยู่กลุ่มเดียวกัน ก็จะส่งผลต่อความเร็ว ความช้าของการทำงานได้
  • การจัดกลุ่มแบบสุ่มมักเป็นประสบการณ์ที่ไม่ดีสำหรับผู้เรียน

8. เลือกหัวหน้ากลุ่ม แล้วหาลูกทีม

กระบวนการ

ผู้สอนให้ผู้เรียนเสนอรายชื่อหัวหน้ากลุ่ม  จากนั้นให้หัวหน้ากลุ่มสรรหาลูกทีม ทั้งนี้ กรณีที่การทำงานกลุ่มใช้ระยะเวลานาน สมาชิกในทีมก็สามารถสลับบทบาทกันได้ เพื่อให้มีความสามารถในการทำงานที่หลากหลาย

จุดเด่น

  • ผู้เรียนทั้งห้องมีโอกาสได้เสนอชื่อหัวหน้ากลุ่มที่คิดว่าน่าเชื่อถือ มีความสามารถในการบริหารจัดการทีม และมีโอกาสเลือกสมาชิกในกลุ่ม

ข้อจำกัด

  • ผู้เรียนบางคนที่ไม่สนิทกับเพื่อน อาจถูกละเลย

9. ใช้บัตรเสี่ยงทาย

ตัวอย่างการนำไปใช้ของ อ.ธงชัย โรจน์กังสดาล ในรายวิชาการคิดเชิงนวัตกรรมหรือ Innovative Thinking วิชาการศึกษาทั่วไป (GenEd)

กระบวนการ

ผู้สอนให้ผู้เรียนหยิบบัตรนักศึกษาวางที่โต๊ะ และให้หยิบบัตรที่มีคณะไม่ซ้ำกันจำนวน 4 ใบ เพื่อทำงานกลุ่มร่วมกัน ทั้งนี้ ผู้สอนมีการแจ้งให้ผู้เรียนทราบไว้ตั้งแต่ต้นเทอมแล้วว่าจะมีการทำงานกลุ่มที่สมาชิกในกลุ่มเป็นผู้เรียนจากต่างคณะ และให้ผู้เรียนนั่งโต๊ะที่ไม่ซ้ำเดิมในครั้งถัดไปเสมอ เพื่อเป็นการสร้างทัศนคติของผู้เรียนก่อนเริ่มการเรียนการสอน นอกจากนี้เมื่อทำงานเสร็จสิ้นในคาบเรียนแล้ว ให้ผู้เรียนประเมินการมีส่วนร่วมของเพื่อนร่วมกลุ่มด้วย โดยคะแนนในภาพรวมจะมาจากครูผู้สอนและเพื่อนร่วมกลุ่ม

จุดเด่น

  • เหมาะสำหรับการจัดกลุ่ม 3-4 คน ในรายวิชาที่มีผู้เรียนหลายคณะ และต้องการพัฒนาทักษะความคิดสร้างสรรค์
  • การทำ Peer – Group Assessment  ทำให้ผู้เรียนกระตือรือร้นในการทำงาน ไม่มีปัญหาการทิ้งงาน

ข้อจำกัด

  • ผู้เรียนบางคนอาจกังวลใจที่ต้องทำงานร่วมกับเพื่อนใหม่อยู่เสมอ

วิธีลดปัญหาการที่เพื่อนสมาชิกไม่ร่วมทำงานกลุ่ม

โดยพื้นฐานแล้ว สิ่งที่ทำให้เกิดปัญหาและข้อขัดแย้งกันในกระบวนการทำงานกลุ่มมักเกิดจากการแบ่งปันผลประโยชน์ไม่สอดคล้องตามสัดส่วนการทำงานของสมาชิกในกลุ่ม โดยผู้สอนสามารถเตรียมความพร้อมเพื่อลดการเกิดปัญหาดังกล่าวได้โดยมีคำแนะนำดังนี้

คำแนะนำสำหรับข้อควรปฏิบัติสำหรับผู้สอน

  • ใช้การประเมินแบบ Peer – Group Assessment  โดยให้ผู้เรียนในกลุ่มประเมินการมีส่วนร่วมในการทำงานของสมาชิกในกลุ่ม
  • แจกแจงส่วนงานในแต่ละงาน โดยมอบหมายให้สมาชิกแต่ละคนมีส่วนรับผิดชอบในส่วนงานย่อย และติดตามความก้าวหน้าของงานแต่ละส่วน
  • สมาชิกแต่ละคนมีโอกาสได้นำเสนอผลงานของตนเอง แม้ว่าวิธีนี้ผู้สอนจะใช้ต้องใช้เวลานาน และเป็นการเพิ่มภาระมากขึ้น แต่การนำเสนองานในแต่ละส่วนจะช่วยลดการทิ้งงานของสมาชิกในกลุ่มได้
  • มอบหมายงานที่น่าสนใจและมีความท้าทายด้วยเทคนิคการสอนและการประเมินต่างๆ เช่น  Problem-based Learning, Authentic Assessment หรือ Nested Learning Activities ซึ่งหากงานที่มีความท้าทายน้อย สมาชิกในกลุ่มหนึ่งหรือสองคนสามารถทำให้สำเร็จได้อย่างง่ายดาย ก็จะเพิ่มโอกาสการทิ้งงานของสมาชิกที่เหลือ วิธีการประเมินในรูปแบบนี้จะช่วยส่งเสริมให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในงานที่ได้รับมอบหมายเป็นระยะๆ ตลอดภาคการศึกษา ผู้สอนมีโอกาสได้ให้ผลสะท้อนกลับ (Feedback) แก่ผู้เรียนอยู่เสมอ และช่วยให้ผู้สอนสามารถประเมินการมีส่วนร่วมของสมาชิกในกลุ่มได้เช่นกัน

การจัดกลุ่มแต่ละแบบ ล้วนมีทั้งจุดเด่นและข้อจำกัดอยู่ ซึ่งผู้สอนสามารถเลือกใช้โดยพิจารณาจากปัจจัยต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง อาทิ บริบทของผู้เรียน บริบทของรายวิชา ทักษะที่ต้องการพัฒนา พื้นที่การเรียนรู้ ฯลฯ โดยจากงานศึกษาวิจัยส่วนใหญ่พบว่า กลุ่มที่มีการจัดกลุ่มแบบผู้เรียนเลือกเองจะมีผลการเรียนที่ดีกว่า เนื่องจากผู้เรียนมีความมุ่งมั่นมากขึ้น กระตือรือร้นกับการทำงานกลุ่ม และมีการสื่อสารภายในกลุ่มที่ดี  อย่างไรก็ตาม กลุ่มที่มีความแตกต่างกันจะช่วยให้ผู้เรียนได้รับความคิดเห็นที่แตกต่าง มีความหลากหลายในการแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อน ดังนั้นผู้สอนควรเลือกวิธีจัดกลุ่มให้เหมาะสมกับวัตถุประสงค์การเรียนรู้และปัจจัยอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

อ้างอิง

  • Kifle, T., & Bonner, S. (2023, June 12). Successful group work is all in the selection process. Time Higher Education.จาก https://www.timeshighereducation.com/campus/successful-group-work-all-selection-process
  • Plook Teacher (2019, March 27). วิธีในการจัดเรียงนักเรียนเพื่อทำงานกลุ่ม. True Plook Panya. จาก https://www.trueplookpanya.com/education/content/72362/-teaartedu-teaart-teamet-

ธงชัย โรจน์กังสดาล (2019, June 21). วิธีจัดกลุ่มผู้เรียนในมหาวิทยาลัย. Medium.จาก https://thongchairoj.medium.com/%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%B5%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B8%9C%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%A2-fcc9b9a51c45

งานวิจัยการหาแนวทางพัฒนาระบบการเลี้ยงสัตว์น้ำ 

feather-calendarPosted on 1 เมษายน 2024 document
แชร์

งานวิจัยพื้นฐานและงานวิจัยประยุกต์เพื่อตอบโจทย์ในการหาแนวทางการพัฒนาระบบการเลี้ยงสัตว์น้ำที่มีประสิทธิภาพ ปลอดเชื้อก่อโรค และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมทั้งศึกษาผลองสภาพแวดล้อม เช่น คุณภาพน้ำ มีผลอย่างไรต่อการทำงานของระบบในร่างกายของสัตว์น้ำ โดยเฉพาะสัตว์น้ำเศรษฐกิจ  ซึ่งการบริหารจัดการระบบที่ดีมีโอกาสทำให้ได้ผลผลิตสัตว์น้ำที่เป็นแหล่งอาหารและรายได้เพิ่มขึ้น ตัวอย่างงานวิจัยที่กำลังศึกษา ได้แก่ การศึกษาประชาคมแบคทีเรียจากน้ำในการเลี้ยงปลานิลด้วยระบบน้ำหมุนเวียนแบบปิดร่วมกับการปลูกผัก  

งานวิจัยด้านประสาทวิทยาศาสตร์ 

feather-calendarPosted on 1 เมษายน 2024 document กลุ่มงานวิจัยกลุ่มงานวิจัยUncategorized
แชร์

กลุ่มงานวิจัยด้านประสาทวิทยาศาสตร์ ถูกก่อตั้งและบริหารจัดการโดย ดร. ศิรวัช อิทธิปุระพัฒน์ ภายใต้ชื่อ ศูนย์วิจัยและนวัตกรรมประสาทวิทยาศาสตร์ Neuroscience Centre for Research and Innovation (NX) มุ่งเน้นศึกษากลไกของสมองที่สนับสนุนการเรียนรู้ ความสนใจ และความจำในกลุ่มประชากรปกติ และทางคลินิก เช่น โรคจิตเภท สมาธิสั้น เพื่อแก้ปัญหาการทำงานของสมอง โดยวิธีการ ทางประสาทวิทยาแบบผสมผสาน ได้แก่ EEG, fMRI, การกระตุ้นสมอง, จิตวิทยาฟิสิกส์, การติดตามสายตาและแบบจำลองการคำนวณ 

กรุ๊ปวิจัยนาโนเซลลูโลส และวัสดุจากธรรมชาติ 

feather-calendarPosted on 1 เมษายน 2024 document กลุ่มงานวิจัย
แชร์

กรุ๊ปวิจัยนาโนเซลลูโลส และวัสดุจากธรรมชาติได้ถูกก่อตั้งโดย ผศ. ดร.สุภโชค ตันพิชัย โดยมีจุดมุ่งหมายที่จะผลิตนาโนเซลลูโลส และลิกโนนาโนเซลลูโลสในระดับอุตสาหกรรมจากวัสดุเหลือใช้จากกระบวนการเกษตร เช่น ใบสับปะรด ชานอ้อน ผักตบชวา เป็นต้น และเป็นการเพิ่มมูลค่าให้แก่วัสดุเหลือใช้อีกทางหนึ่งด้วย เนื่องจากประเทศไทยมีวัสดุเหลือใช้จากกระบวนการเกษตรในแต่ละปีในปริมาณมาก นอกจากนี้การนำนาโนเซลลูโลส และลิกโนนาโนเซลลูโลสไปใช้ในงานประเภทวัสดุเชิงประกอบ อุปกรณิอิเล็กทรอนิกส์ โซลาร์เซลล์ บรรจุภัณฑ์ กระดาษ และเครื่องสำอางค์ และการพัฒนาวัสดุจากวัสดุจากธรรมชาติประเภทอื่น เช่น ไคติน ไคโตซาน แป้ง เจลาตินก็เป็นอีกเป้าหมายหนึ่งของกรุ๊ปวิจัยที่มีความพยายามหาวัสดุมาใช้ทดแทนพอลิเมอร์จากปิโตรเลียม

การพัฒนา Soft Skills Mapping ที่สอดคล้องกับกลุ่มอาชีพ

feather-calendarPosted on 22 มีนาคม 2024 document Pedagogy
แชร์

การเสวนาวิชาการ หัวข้อ การพัฒนา Soft Skills Mapping ที่สอดคล้องกับกลุ่มอาชีพ

โดย ผศ.ศิริพันธ์ มุรธาธัญลักษณ์ ผู้อำนวยการสำนักวิชาศึกษาทั่วไป สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ในโครงการสัมมนาวิชาการ การวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนการสอน (SoTL) ครั้งที่ 8

วันพุธที่ 7 ธันวาคม 2565 เวลา 15.00-16.00 น. ณ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย

เรียบเรียงโดย นายไพฑูรย์ อนันต์ทเขต นักพัฒนาการศึกษา สถาบันการเรียนรู้

ปัจจุบันภาคอุตสาหกรรมมีการนำเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมใหม่ ๆ มาใช้งานเพื่อช่วยในการดำเนินธุรกิจให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ช่วยลดต้นทุนการผลิตแบบเดิม ๆ  เพิ่มคุณภาพของสินค้าและบริการ ให้สามารถตอบสนองต่อพฤติกรรมของมนุษย์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ที่เรียกว่า Disruptive Technology ซึ่งนับเป็นความท้าทายของภาคอุตสาหกรรมที่ต้องการแรงงานที่มีทักษะใหม่ ๆ สามารถปรับตัวและรับมือกับการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ในขณะเดียวกันกลุ่มผู้ใช้แรงงานเองก็ต้องพัฒนาตนเองเพราะทักษะที่มีอาจจะไม่เพียงพอหรือตรงกับความต้องการของนายจ้าง ดังที่เรียกกันว่าต้องมีการ Upskill – Reskill ให้แก่กลุ่มผู้ใช้แรงงาน

ข้อมูลจากดัชนีชี้วัดศักยภาพการแข่งขันด้านทรัพยากรมนุษย์โลก (The Global Talent Competitiveness Index: GTCI)  ที่สำรวจและจัดอันดับศักยภาพการแข่งขันด้านทรัพยากรมนุษย์ใน 134 ประเทศจากทุกทวีปทั่วโลก โดยพิจารณาจาก 6 มิติสำคัญ ได้แก่

  1. ปัจจัยส่งเสริมภายในประเทศ (Enable) ที่เกี่ยวโยงกับบริบทแวดล้อมทางกฎหมาย ด้านการตลาด ด้านธุรกิจและแรงงาน
  2. การดึงดูดแรงงาน (Attract)
  3. การพัฒนาแรงงาน (Grow) ทั้งในมิติของการศึกษา การเรียนรู้ตลอดชีวิต และการเข้าถึงโอกาสในการประสบความสำเร็จ
  4. การรักษาฐานแรงงาน (Retain) ในมิติของการดำเนินชีวิตและความยั่งยืน
  5. ทักษะสายวิชาชีพ (Vocational and Technical Skills)
  6. ความรู้ความสามารถระดับสูงของแรงงาน (Global Knowledge Skills)

พบว่า ในปี 2022 ประเทศไทยถูกจัดอันดับอยู่ที่อันดับ 75 ของโลก โดยมีคะแนน 39.23 คะแนน และในปี 2023 อยู่ที่อันดับ 79 ของโลก โดยมีคะแนน 40.77 คะแนน ซึ่งจากสถิติจากการจัดอันดับในหลายเวทีโลก จะเห็นว่าประเทศไทยมีอันดับลดลงเรื่อย ๆ นั่นอาจสะท้อนให้เห็นว่าแนวทางการพัฒนาทรัพยากรบุคคลของประเทศในปัจจุบันยังไม่ตอบโจทย์กับภาคอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าวิตกกังวล หากไม่มีการพัฒนาทักษะของแรงงานอย่างจริงจัง  เพื่อให้บัณฑิตที่จบใหม่มีความพร้อมทักษะทางเทคนิค (Technical Skills) และทักษะทั่วไป (General Skills) รวมถึงการยกระดับทักษะเดิมให้ดีขึ้น (Upskill-Reskill) เพื่อให้สอดคล้องตามอุปสงค์ความต้องการทักษะแรงงานที่เปลี่ยนไปของภาคอุตสาหกรรม

“ฐานข้อมูลกรอบทักษะแรงงาน (Skill Mapping)”

สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) เห็นว่าสถาบันอุดมศึกษามีส่วนเกี่ยวข้องกับการพัฒนาทรัพยากรบุคคลของประเทศ และหลักสูตรในมหาวิทยาลัยจะมีการปรับเปลี่ยนทุก 5 ปี ซึ่งอาจไม่ทันต่อความเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงาน ไม่ตอบโจทย์โลกอนาคต จึงได้เริ่มพัฒนา “ฐานข้อมูลกรอบทักษะแรงงาน (Skill Mapping)” ขึ้น โดยรวบรวมข้อมูลทักษะแรงงานที่ภาคอุตสาหกรรมต้องการ จากเว็บไซต์สมัครงานที่เป็นที่นิยม อาทิ LinkedIn ซึ่งมีผู้ใช้งานกว่า 800 ล้านคน จาก 200 ประเทศทั่วโลก รวมถึง JobsDB เพื่อให้รู้ว่าปัจจุบันแต่ละอาชีพในตลาดแรงงานต้องการทักษะแบบไหน แล้วจึงนำข้อมูลดังกล่าวมาออกแบบหลักสูตร สาขาวิชาเรียน กิจกรรมการเรียนการสอน ตลอดจนการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ของนักศึกษา สจล. ให้สอดคล้องกับความต้องการนั้น Skill Mapping เปรียบเสมือนแผนที่นำทาง ที่เปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็น ผู้ประกอบการ ภาคอุตสาหกรรม ภาคการศึกษา หน่วยงานของรัฐ และภาคแรงงาน ได้ร่วมกันพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันไปพร้อมกัน โดยระบบจะแสดงให้เห็นถึงข้อมูลกรอบทักษะแต่ละสายอาชีพจากฝั่งผู้ประกอบการ (Demand Side) และเชื่อมโยงไปยังทักษะในหลักสูตรเพื่อเสริมสร้างผู้เรียนจากฝั่งสถานศึกษา (Supply Side) รวมทั้งเปิดโอกาสให้นักศึกษา ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ ดัง link https://skill.kmitl.ac.th/ อันจะเป็นประโยชน์และสามารถต่อยอดได้ในอีกหลายแง่มุม

การพัฒนา Soft Skills Mapping ของสำนักวิชาศึกษาทั่วไป สจล.

สำนักวิชาศึกษาทั่วไป สจล.  ได้เห็นความสำคัญของการพัฒนา Soft Skills จึงศึกษาวิจัยและพัฒนา Soft Skills  อันประกอบด้วย Soft Skills ทั้งหมด 11 ด้าน ดังนี้

Problem Solving Skills Set

  1. การคิดวิเคราะห์และการคิดอย่างมีวิจารณญาณ (Analytical and Critical Thinking)
  2. การแก้ปัญหาเชิงซับซ้อน (Complex Problem Solving)
  3. การคิดสร้างสรรค์ (Creative Thinking)

Self Management Skills Set

  • การบริหารความสัมพันธ์กับผู้อื่น (Interpersonal Management)
  • ความซื่อสัตย์และความพากเพียรพยายาม (Integrity arid Perseverance)
  • การเรียนรู้เชิงรุกและการใฝ่รู้ (Active Learning & Learning Strategies)
  • ความอดทน ยืดหยุ่น และฟื้นตัวจากสภาวะความเครียด (Resilience, Stress Tolerance and Flexibility)

Working with People Skills Set

  • การเป็นผู้นำและผู้เปลี่ยนแปลงสังคม (Leadership and Social Influence)
  • การสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ (Effective Communication)
  • การเป็นผู้ประกอบการและการลงทุน (Entrepreneurship and Investment)

Digital Literacy

  1. การรู้เท่าทันดิจิทัลและการผลิตสื่อดิจิทัล (Digital Quotient Literacy and Digital Media Production)

Soft Skills ทั้ง 11 ด้านจะถูกสอดแทรกไปในรายวิชาต่าง ๆ เมื่อนักศึกษาเรียนรู้ในรายวิชาพื้นฐาน นักศึกษาจะได้รับการวัดประเมินผล Soft Skills ทั้ง 11 ด้าน ซึ่งจะเป็น Skills Scores ของนักศึกษา เพื่อจัดทำเป็น Transcript Soft Skills ในรูปแบบของ Radar Chart

กลุ่มอาชีพหลักตาม Career Readiness Module (ESBI)

สำนักวิชาศึกษาทั่วไป สจล.  ได้แบ่งกลุ่มอาชีพหลักตาม Career Readiness Module (ESBI) ออกเป็น 4 อาชีพ ดังนี้

  • E – Employee (ลูกจ้าง) กลุ่มอาชีพที่รับเงินเดือนจากกิจการ องค์กรหรือบริษัทที่ตนไม่ได้เป็นเจ้าของ  บุคคลที่ทำในกลุ่มอาชีพนี้ต้องมีความรับผิดชอบที่ดี มีความเพียรพยายาม ท้าทายและพิสูจน์ตัวเองอยู่ตลอดเวลา
  • S – Self Employed (ผู้ประกอบอาชีพอิสระ)  กลุ่มอาชีพอิสระ บุคคลที่ทำในกลุ่มอาชีพนี้ต้องเป็นคนที่มีความชอบเฉพาะด้าน กล้าคิด กล้าทำอดทนอดกลั้นที่จะยอมใช้เวลา ใช้แรงงาน เพื่อสร้างผลตอบแทนให้กับตัวเอง
  • B – Business Owner (เจ้าของธุรกิจ)  กลุ่มอาชีพเจ้าของธุรกิจ เจ้าของลิขสิทธิ์ บุคคลที่ทำในกลุ่มอาชีพนี้ต้องมีความเป็นผู้นำ มีความรู้ทางด้านการเงินที่ดี สามารถมองลู่ทางการตลาด ความเสี่ยง ความเป็นไปได้ได้ดีกว่าความรู้ด้านอื่น ๆ เพื่อพาธุรกิจสู่ความสำเร็จ
  • I – Investor (นักลงทุน)  กลุ่มอาชีพนักลงทุน อาชีพบุคคลที่ให้เงินทำงานแทนตนเองบุคคลที่ทำในกลุ่มอาชีพนี้ต้องมีความรู้ด้านการเงิน การลงทุน การวิเคราะห์ความเสี่ยง รวมทั้งการรับมือกับความล้มเหลวที่อาจเกิดขึ้นได้บ่อยจากการลงทุน

ซึ่งในเบื้องต้น สำนักวิชาศึกษาทั่วไป สจล. ได้เก็บแบบสอบถามจากผู้เชี่ยวชาญในกลุ่มอาชีพทั้ง 4 อาชีพ และเรียงลำดับ Soft Skills ที่มีความสำคัญต่ออาชีพจากมากที่สุดไปน้อยที่สุด และสรุปมาเป็นข้อมูลเพื่อแนะนำรายวิชาที่สอดคล้องตามกลุ่มอาชีพ

เมื่อนักศึกษาทราบผลประเมินของตนเองจาก Transcript Soft Skills นักศึกษาก็สามารถใช้เป็นแนวทางในการเลือกลงเรียนรายวิชาที่ส่งเสริมทักษะให้สอดคล้องกับกลุ่มอาชีพที่เป็นเป้าหมายของนักศึกษาในอนาคต

คู่มือการเรียนการสอนและการประเมิน Soft Skills ทั้ง 11 ด้าน

สำนักวิชาศึกษาทั่วไป สจล. ได้จัดทำคู่มือการเรียนการสอนและการประเมิน Soft Skills เพื่อใช้เป็นแนวทางสำหรับผู้สอนรายวิชาต่าง ๆ  ในหมวดวิชาศึกษาทั่วไป ของสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง สําหรับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้และการประเมินผลการเรียนรู้เพื่อพัฒนา Soft Skills ให้กับผู้เรียน ประกอบด้วยเครื่องมือการประเมิน ที่แบ่งเป็น 3 ประเภท คือ เกณฑ์การประเมินแบบองค์รวม (Holistic Rubrics) เกณฑ์การประเมินแบบแยกส่วน (Analytic Rubrics) และเกณฑ์การประเมินแบบประเด็นเดี่ยว (Single-Point Rubric) และตัวอย่างการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เพื่อส่งเสริม Soft Skills ดัง Link  https://bit.ly/3TvfMVA

ผู้สอนในรายวิชาอื่น ๆ ที่ต้องการวัดประเมิน Soft Skills ก็สามารถนำมาเป็นแนวทางเพื่อปรับใช้ในรายวิชาของตนเองได้เช่นกัน

โดยสรุปแล้ว Skill Mapping ถือว่าเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่สำคัญ เพื่อช่วยหาทางออกของอุดมศึกษาไทย เป็นระบบเชื่อมโยงอุปสงค์ความต้องการทักษะแรงงานของภาคอุตสาหกรรมกับการออกแบบหลักสูตรในมหาวิทยาลัยให้สอดคล้องกัน อีกทั้งยังเป็นโอกาสอันดีที่ภาคอุตสาหกรรม หน่วยงานภาครัฐ ภาคการศึกษา ได้ร่วมพัฒนาระบบเพื่อขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยไปพร้อมกัน

อ้างอิง

  • การเสวนาวิชาการ หัวข้อ การพัฒนา Soft Skills Mapping ที่สอดคล้องกับกลุ่มอาชีพ
  • โดย ผศ.ศิริพันธ์ มุรธาธัญลักษณ์ ผู้อำนวยการสำนักวิชาศึกษาทั่วไป สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ในโครงการสัมมนาวิชาการ การวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนการสอน (SoTL) ครั้งที่ 8 วันพุธที่ 7 ธันวาคม 2565 เวลา 15.00-16.00 น. ณ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย
  • สำนักวิชาศึกษาทั่วไป. SoTL8 การวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนการสอนครั้งที่ 8. จาก https://gened.kmitl.ac.th/2022/12/07/soft-skills-mapping/
  • กรุงเทพธุรกิจ. (2022, April 08). สจล. พัฒนา Skill Mapping เมื่อ “ตลาดแรงงาน” เปลี่ยน การศึกษาต้องปรับ. จาก https://www.bangkokbiznews.com/social/998287
  • RYT9. (2022, April 07). สจล. พัฒนาโซลูชั่น “สกิลแมปปิง” ระบบวิเคราะห์ดีมานด์ตลาดแรงงาน เชื่อมโยงข้อมูลภาครัฐ-เอกชน พร้อมโชว์ 56 มาสเตอร์คลาสใหม่แห่งปี หนุนสร้างงาน-สร้างการเรียนรู้ตลอดชีวิต. จาก https://www.ryt9.com/s/prg/3313305
  • ณรงค์กร มโนจันทร์เพ็ญ. (2021,October 20). ดัชนีชี้วัดศักยภาพการแข่งขันด้านทรัพยากรมนุษย์โลก ปี 2021 ไทยรั้งอันดับที่ 68 จาก 134 ประเทศ. จาก https://thestandard.co/the-global-talent-competitiveness-index-2021/

6 เทคนิคการดึงดูดความสนใจของผู้เรียนตามหลักการของสมอง

feather-calendarPosted on 29 มกราคม 2024 document
แชร์

เมื่ออาจารย์ต้องเริ่มต้นบทเรียนใหม่ หัวข้อใหม่ ๆ แล้ว อาจารย์มีวิธีการดึงดูดความสนใจของนักเรียนก่อนเข้าเนื้อหาอย่างไรกันบ้าง??

หากเราลองดูถึงข้อมูลจากทฤษฎีประสาทวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับระบบการจับความสนใจของสมอง การเข้าใจกระบวนการนี้อาจช่วยให้ผู้สอนทราบถึงเทคนิคเฉพาะตัวที่สามารถนำมาใช้เพื่อดึงดูดความสนใจของผู้เรียนได้เมื่อต้องเริ่มต้นบทเรียนใหม่

ก่อนอื่นเรามาดูก่อนว่าตามหลักการทำงานของสมองนั้น มีวิธีการตอบสนองต่อสิ่งเร้ารอบตัวและแสดงความสนใจอย่างไรบ้าง

สมองคัดกรองความสนใจอย่างไร

ในทุก ๆ วินาที สมองได้รับข้อมูลจำนวนมากผ่านทางประสาทสัมผัส ตา หู อวัยวะภายใน ผิวหนัง และกล้ามเนื้อ ซึ่งในระยะเวลาเดียวกันนั้น สมองของมนุษย์เราไม่สามารถรับรู้และประมวลผลทุกสิ่งทุกอย่างได้พร้อมๆ กัน สมองจึงมีระบบ RAS ที่ย่อมาจาก Reticular Activating System ที่ทำหน้าที่เป็นตัวคัดกรองความสนใจ เพื่อรักษาสมดุลในระบบความคิดและช่วยให้สมองไม่ต้องทำงานหนักมากจนเกินไป โดยคัดกรองเฉพาะสิ่งแปลกใหม่ สิ่งที่ไม่คาดคิดมาก่อน และตัดทอนเรื่องที่เรายังไม่ให้ความสำคัญทิ้งไป

โดยธรรมชาติของสิ่งมีชีวิตนั้น ระบบ RAS จะให้ความสำคัญกับสิ่งที่ไม่คาดคิด สิ่งที่แตกต่างไปจากปกติ เพื่อป้องกันภัยอันตรายที่จะเกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม เมื่อเราอยู่ในสภาวะที่ไม่เสี่ยงต่ออันตราย ระบบ RAS จะนำความสนใจไปที่การเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม สัตว์หรือมนุษย์ เช่นเดียวกันกับห้องเรียน หากในห้องเรียนมีสิ่งเร้าอื่น ๆ ที่น่าสนใจมากกว่าบทเรียนที่ผู้สอนกำลังสอนอยู่ ก็อาจส่งผลให้ผู้เรียนขาดความสนใจ เบื่อหน่ายต่อการเรียน ไม่เข้าใจเนื้อหาการสอน จนทำให้ท้ายที่สุดแล้วนั้นผู้เรียนไม่เป็นไปตามผลลัพธ์การเรียนรู้ที่ตั้งไว้

เทคนิคการดึงดูดความสนใจของผู้เรียน

1. ทำให้ผู้เรียนแปลกใจ

ทำสิ่งที่ผิดปกติจากเดิม สิ่งที่ผู้เรียนไม่คาดคิดมาก่อน เพื่อกระตุ้นความสนใจและเปิดตัวกรองความสนใจของระบบ RAS

ตัวอย่างการนำไปใช้

  • ผู้สอนสวมเสื้อผ้าที่แปลกตา พร้อมนำสิ่งของแปลก ๆ เข้สมาในชั้นเรียน หรือเปิดเพลงเมื่อผู้เรียนเข้าห้อง จากนั้นผู้สอนเริ่มนำเข้าสู่บทเรียน โดยการให้ผู้เรียนทายว่าเสื้อผ้า, สิ่งของ, หรือเนื้อเพลงนั้น มีความเกี่ยวข้องกับเนื้อหาบทเรียนใหม่ที่กำลังจะสอนอย่างไรบ้าง
  • เมื่อผู้สอนต้องการเริ่มต้นบทเรียนเกี่ยวกับตัวเลขติดลบ ผู้สอนจึงใช้วิธีการเดินถอยหลังเข้าห้อง เพื่อให้ผู้เรียนเกิดความสงสัย จากนั้นก็ถามผู้เรียนว่าคิดว่าทำไมครูจึงเดินถอยหลังเข้าห้อง

2. นำเสนอข้อมูลที่แปลกประหลาด, ผิดปกติ, หรือนำเสนอเหตุการณ์ที่ดูขัดแย้ง

สมองมีรูปแบบพื้นฐานของการตอบสนองต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง โดยรูปแบบพื้นฐานนั้นเกิดจากการพบเจอประสบการณ์ต่าง ๆ เกิดการเรียนรู้ และจดจำเป็นรูปแบบพื้นฐาน ซึ่งรูปแบบพื้นฐานนี้จะช่วยให้มนุษย์เข้าใจการใช้ชีวิต เข้าใจผู้คนได้ อย่างไรก็ตาม หากรูปแบบพื้นฐานถูกทำลายและไม่เป็นไปตามที่คาดหวังไว้ สมองจะถูกกระตุ้นทันที

ตัวอย่างการนำไปใช้

ครูวิทยาศาสตร์ทำการเป่าลูกโป่ง จากนั้นนำไม้ปลายแหลมค่อย ๆ ทิ่มที่ด้านหนึ่งของลูกโป่ง จากนั้นครูดันไม้ปลายแหลมทิ่มไปยังด้านตรงข้ามของลูกโป่งโดยไม่ทำให้ลูกโป่งแตก ซึ่งทำให้ผู้เรียนประหลาดใจมาก และอยากให้ครูสาธิตอีกครั้ง

3. ชวนผู้เรียนทำนายผล

ความสามารถในการทำนายเป็นพื้นฐานของการเอาชีวิตรอดของมนุษย์ เมื่อเราทำนายถูก สมองจะให้รางวัลด้วยการปล่อยสารโดปามีน ซึ่งเมื่อสารโดปามีนถูกหลั่งแล้วจะทำให้รู้สึกตื่นตัว กระฉับกระเฉงและมีความสุข ผู้สอนสามารถนำมาปรับใช้ในชั้นเรียน โดยการตั้งคำถามที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนเกิดการทำนายเกี่ยวกับบทเรียนใหม่ ๆ ที่เขาไม่เคยรู้ ซึ่งจะทำให้ผู้เรียนเกิดความสนใจและพยายามค้นหาข้อมูลที่เกี่ยวกับเพื่อทำนายให้ถูกต้อง

ตัวอย่างการนำไปใช้

วิชาวิทยาศาสตร์ชั้นประถมศึกษา ผู้สอนให้ผู้เรียนทำนายว่าวัตถุไหนจะลอยและวัตถุไหนจะจม ก่อนการทดลองปฏิบัติจริง ผู้เรียนจะเกิดการมีส่วนร่วม กระตือรือร้นที่จะทราบว่าสิ่งที่เขาทำนายนั้นถูกต้องหรือไม่

4. ตั้งคำถามที่ท้าทาย

ชวนตั้งคำถามที่ท้าทาย เพื่อกระตุ้นสมอง โดยคำถามที่ท้าทายที่สุดคือคำถามปลายเปิด ที่สามารถกระตุ้นให้เกิดการคิดและการอธิปรายและเปิดประตูสู่การสำรวจความรู้เพิ่มเติม

ตัวอย่างการนำไปใช้

ผู้สอนมอบคำถามปลายเปิด เช่น ทำไม อย่างไร เพราะอะไร แล้วให้ผู้เรียนได้มีเวลาคิดเงียบ ๆ ด้วยตัวเอง ก่อนที่จะตอบ จากนั้นให้ลองเขียนคำตอบแบบเร็ว ๆ หรืออาจใช้เทคนิค think-pair-share ร่วมกับเพื่อนคนอื่น หลังจากกิจกรรมการมีส่วนร่วมนี้ จะส่งผลให้ผู้เรียนมีแนวโน้มที่จะสนใจเรียนในบทเรียนมากขึ้น

5. อ้างถึงเหตุการณ์ปัจจุบันหรือประเด็นที่เกี่ยวข้องกับนักเรียน

โดยทั่วไปแล้ว ผู้เรียนมักมีความคิดเห็นเกี่ยวกับเหตุการณ์ปัจจุบันหรือประเด็นที่มีข้อขัดแย้ง ไม่ว่าจะในระดับโรงเรียนหรือระดับสังคม ซึ่งประเด็นเหล่านี้จะสามารถนำมาใช้ในการกระตุ้นความสนใจของผู้เรียนได้

ตัวอย่างการนำไปใช้

ในบทเรียนการเขียนเชิงโน้มน้าวใจในระดับมัธยมต้น ผู้สอนแสดงบทความในหนังสือพิมพ์เกี่ยวกับนโยบายของคณะกรรมการโรงเรียนหนึ่งที่กำหนดให้นักเรียนสวมเครื่องแบบในโรงเรียน จากนั้นให้นักเรียนอธิปรายเกี่ยวกับข้อดีและข้อเสียของนโยบายดังกล่าว มีการระบุจุดยืนของตนเอง หรือแม้แต่การสลับฝั่ง เพื่อให้พยายามทำความเข้าใจมุมมองที่แตกต่างกันและฝึกฝนทักษะการโต้แย้ง เพื่อเป็นกิจกรรมนำสู่บทเรียนการเขียนเชิงโน้มน้าวใจ

6. ใช้อารมณ์ขัน

อารมณ์ขันเป็นตัวกระตุ้นสารโดปามีน และช่วยดึงความสนใจของผู้เรียนได้อย่างมาก

ตัวอย่างการนำไปใช้

บทเรียนเรื่องอัตราส่วนและสัดส่วนในระดับประถมศึกษา ครูคณิตศาสตร์นำภาพล้อเลียนตลก ๆ ของคนดังมาให้ผู้เรียนดู โดยให้นักเรียนอธิบายว่าเหตุใดภาพจึงดูตลก ซึ่งนักเรียนจะสังเกตได้ว่าลักษณะทางกายภาพต่างๆ (เช่น ตา, จมูก, หู, หัว) ของคนในภาพนั้นมีขนาดใหญ่เกินจริงมาก จากนั้นครูจึงนำเสนอภาพ Vitruvian Man ของ da Vinci ให้ผู้เรียนดู เพื่อแสดงสัดส่วนในอุดมคติของร่างกายมนุษย์

คำแนะนำการใช้เทคนิคให้มีประสิทธิภาพ

  • สลับการใช้เทคนิคการดึงดูดความสนใจเสมอ ๆ เพื่อหลีกเลี่ยงความเคยชินที่ผู้เรียนสามารถคาดเดาได้
  • เทคนิคที่แนะนำในข้างต้นนั้น ไม่เพียงแต่ใช้เพื่อดึงดูดความสนใจของผู้เรียนเมื่อเริ่มบทเรียนใหม่ หรือชั่วขณะหนึ่งเท่านั้น เป้าหมายระยะยาวคือการทำให้ผู้เรียนมีความสนใจกับสิ่งที่กำลังเรียนรู้อยู่เสมอ
  • ยังมีอีกหลายวิธีการที่ช่วยดึงดูดความสนใจของผู้เรียน โดยกระบวนการสอนแบบ Active Learning  ตัวอย่างเช่น การใช้ Authentic Tasks และ Project , การเรียนรู้แบบสืบสอบ (Inquiry-based Learning) , การเรียนรู้แบบร่วมมือ (Cooperative Learning), การสัมมนาแบบโสเครติส (Socratic Seminars),
  • การจําลองสถานการณ์ (Simulation), การเรียนรู้แบบแสดงบทบาทสมมติ (Role Playing) , การคิดเชิงออกแบบ (Design Thinking) และเปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีทางเลือกที่เหมาะสมในการกำหนดหัวข้อโครงงานและวิธีการปฏิบัติงาน

References

  • Willis, J., & McTighe, J. (2024, January 18). 6 Ways to Capture Students’ Attention. Edutopia. https://www.edutopia.org/article/strategies-capture-students-attention
  • อธิกร ศรียาสวิน (ก้า อรินธรณ์). (2021, December 22). เรื่องภายในของสมองกับระบบ RAS คัดสรรความสนใจ จนกลายเป็นเพลง The Beatles และ ‘โปรมือถือ’. Thairath Online. https://plus.thairath.co.th/topic/politics&society/100857

รู้หรือไม่ ทำไมต้อง Coursera?

feather-calendarPosted on 27 ธันวาคม 2023 document คลังความรู้Education technology
แชร์

Coursera ส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้จากผู้อื่นได้ (Social learning) ผ่าน Discussion forum ผู้เรียนที่แสดงความเห็นใน Discussion forum มีโอกาสเรียนจบได้สูงกว่าผู้ที่ไม่มีส่วนร่วมถึงร้อยละ 25

ด้วยฟังก์ชัน Option-level feedback ใน Coursera ทำให้ผู้เรียนได้รับ Feedback และแสดงคำอธิบายเพิ่มเติม เมื่อตรวจคำตอบ เป็นการช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจเนื้อหาได้มากขึ้น คอร์สที่มี Option-level feedback อยู่ในการประเมินจะมีอัตราการเรียนสำเร็จสูงกว่าคอร์สที่ไม่มี

ผู้เรียนที่ดูวิดีโอจบแล้วทำทั้งแบบฝึกหัดที่คิดคะแนนและไม่คิดคะแนน มีแนวโน้มที่จะผ่านคอร์สด้วยคะแนนที่สูงกว่าผู้เรียนที่ทำเฉพาะแบบฝึกหัดที่คิดคะแนน

จากผลสำรวจผู้เรียน Coursera กว่า 55,000 คน จาก 190 ประเทศ พบว่า
• ร้อยละ 62 ของผู้เรียน Coursera รู้สึกมีความมั่นใจมากขึ้นเมื่อเรียนจบ
• ร้อยละ 75 ของผู้เรียนสนใจที่จะเรียนคอร์สหรือโปรแกรมอื่น ๆ เพิ่มเติมใน Coursera
• ร้อยละ 49 ของผู้เรียน Specializations รู้สึกว่าพวกเขามีโอกาสเติบโตในสายอาชีพมากขึ้น

มจธ. ขอเชิญชวนอาจารย์และเจ้าหน้าที่นำ Coursera for Campus มาใช้เป็นส่วนหนึ่งในการจัดการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาคุณลักษณะต่าง ๆ ของผู้เรียนรวมทั้งพัฒนาตนเองด้านการเรียนการสอน และด้านที่สนใจ

Coursera Timeline 2024
26 Dec 2023 – เปิดรับแจ้งความจำนงใช้งาน Coursera (ปิดรับภายใน 5 Jan 2024) Link : https://forms.office.com/r/uz3ekmRJY4
9 Jan 2024 – ประกาศรายวิชาที่มีสิทธิ์ใช้ Coursera
15 Jan 2024 – เปิดภาคเรียนที่ 2
22 Jan 2024 – ผู้สอน Confirm E-mail นักศึกษา
24 Jan 2024 – Send Invitations by Admin (24-31 Jan 2024)
2 Feb 2024 – Send warning E-mail by Admin : Join ภายในเวลา 7 วัน (2-9 Feb 2024)
12 Feb 2024 – ผู้สอน Confirm E-mail นักศึกษาที่ยังเข้าระบบไม่ได้
14 Feb 2024 – Send Invitations by Admin

ข้อกำหนดการเข้าใช้งาน Coursera
1. E-mail ที่ใช้สำหรับ Log in เข้าใช้งานต้องเป็น @kmutt.ac.th เท่านั้น
2. Learner ที่ได้รับ Invitation จะต้องกด Join ก่อนที่ลิงก์จะหมดอายุภายในเวลา 7 วัน
3. Learner ที่กด Join เข้าใช้งานในระบบ ต้องทำการ Enrollภายในเวลา 15 วัน
4. Learner ที่ Enroll ใน Course แล้ว หากหยุดเรียนเกิน 30 วัน จะถูกตัดสิทธิ์การใช้งาน

ช่องทางการติดต่อ
Open Chat : KMUTT X Coursera

หรือติดต่อ
สำนักหอสมุด โทร. 8222
สถาบันการเรียนรู้ โทร. 8385