การพัฒนา Soft Skills Mapping ที่สอดคล้องกับกลุ่มอาชีพ

feather-calendarPosted on 22 มีนาคม 2024 document คลังความรู้Pedagogy
แชร์

การเสวนาวิชาการ หัวข้อ การพัฒนา Soft Skills Mapping ที่สอดคล้องกับกลุ่มอาชีพ

โดย ผศ.ศิริพันธ์ มุรธาธัญลักษณ์ ผู้อำนวยการสำนักวิชาศึกษาทั่วไป สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ในโครงการสัมมนาวิชาการ การวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนการสอน (SoTL) ครั้งที่ 8

วันพุธที่ 7 ธันวาคม 2565 เวลา 15.00-16.00 น. ณ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย

เรียบเรียงโดย นายไพฑูรย์ อนันต์ทเขต นักพัฒนาการศึกษา สถาบันการเรียนรู้

ปัจจุบันภาคอุตสาหกรรมมีการนำเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมใหม่ ๆ มาใช้งานเพื่อช่วยในการดำเนินธุรกิจให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ช่วยลดต้นทุนการผลิตแบบเดิม ๆ  เพิ่มคุณภาพของสินค้าและบริการ ให้สามารถตอบสนองต่อพฤติกรรมของมนุษย์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ที่เรียกว่า Disruptive Technology ซึ่งนับเป็นความท้าทายของภาคอุตสาหกรรมที่ต้องการแรงงานที่มีทักษะใหม่ ๆ สามารถปรับตัวและรับมือกับการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ในขณะเดียวกันกลุ่มผู้ใช้แรงงานเองก็ต้องพัฒนาตนเองเพราะทักษะที่มีอาจจะไม่เพียงพอหรือตรงกับความต้องการของนายจ้าง ดังที่เรียกกันว่าต้องมีการ Upskill – Reskill ให้แก่กลุ่มผู้ใช้แรงงาน

ข้อมูลจากดัชนีชี้วัดศักยภาพการแข่งขันด้านทรัพยากรมนุษย์โลก (The Global Talent Competitiveness Index: GTCI)  ที่สำรวจและจัดอันดับศักยภาพการแข่งขันด้านทรัพยากรมนุษย์ใน 134 ประเทศจากทุกทวีปทั่วโลก โดยพิจารณาจาก 6 มิติสำคัญ ได้แก่

  1. ปัจจัยส่งเสริมภายในประเทศ (Enable) ที่เกี่ยวโยงกับบริบทแวดล้อมทางกฎหมาย ด้านการตลาด ด้านธุรกิจและแรงงาน
  2. การดึงดูดแรงงาน (Attract)
  3. การพัฒนาแรงงาน (Grow) ทั้งในมิติของการศึกษา การเรียนรู้ตลอดชีวิต และการเข้าถึงโอกาสในการประสบความสำเร็จ
  4. การรักษาฐานแรงงาน (Retain) ในมิติของการดำเนินชีวิตและความยั่งยืน
  5. ทักษะสายวิชาชีพ (Vocational and Technical Skills)
  6. ความรู้ความสามารถระดับสูงของแรงงาน (Global Knowledge Skills)

พบว่า ในปี 2022 ประเทศไทยถูกจัดอันดับอยู่ที่อันดับ 75 ของโลก โดยมีคะแนน 39.23 คะแนน และในปี 2023 อยู่ที่อันดับ 79 ของโลก โดยมีคะแนน 40.77 คะแนน ซึ่งจากสถิติจากการจัดอันดับในหลายเวทีโลก จะเห็นว่าประเทศไทยมีอันดับลดลงเรื่อย ๆ นั่นอาจสะท้อนให้เห็นว่าแนวทางการพัฒนาทรัพยากรบุคคลของประเทศในปัจจุบันยังไม่ตอบโจทย์กับภาคอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าวิตกกังวล หากไม่มีการพัฒนาทักษะของแรงงานอย่างจริงจัง  เพื่อให้บัณฑิตที่จบใหม่มีความพร้อมทักษะทางเทคนิค (Technical Skills) และทักษะทั่วไป (General Skills) รวมถึงการยกระดับทักษะเดิมให้ดีขึ้น (Upskill-Reskill) เพื่อให้สอดคล้องตามอุปสงค์ความต้องการทักษะแรงงานที่เปลี่ยนไปของภาคอุตสาหกรรม

“ฐานข้อมูลกรอบทักษะแรงงาน (Skill Mapping)”

สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) เห็นว่าสถาบันอุดมศึกษามีส่วนเกี่ยวข้องกับการพัฒนาทรัพยากรบุคคลของประเทศ และหลักสูตรในมหาวิทยาลัยจะมีการปรับเปลี่ยนทุก 5 ปี ซึ่งอาจไม่ทันต่อความเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงาน ไม่ตอบโจทย์โลกอนาคต จึงได้เริ่มพัฒนา “ฐานข้อมูลกรอบทักษะแรงงาน (Skill Mapping)” ขึ้น โดยรวบรวมข้อมูลทักษะแรงงานที่ภาคอุตสาหกรรมต้องการ จากเว็บไซต์สมัครงานที่เป็นที่นิยม อาทิ LinkedIn ซึ่งมีผู้ใช้งานกว่า 800 ล้านคน จาก 200 ประเทศทั่วโลก รวมถึง JobsDB เพื่อให้รู้ว่าปัจจุบันแต่ละอาชีพในตลาดแรงงานต้องการทักษะแบบไหน แล้วจึงนำข้อมูลดังกล่าวมาออกแบบหลักสูตร สาขาวิชาเรียน กิจกรรมการเรียนการสอน ตลอดจนการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ของนักศึกษา สจล. ให้สอดคล้องกับความต้องการนั้น Skill Mapping เปรียบเสมือนแผนที่นำทาง ที่เปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็น ผู้ประกอบการ ภาคอุตสาหกรรม ภาคการศึกษา หน่วยงานของรัฐ และภาคแรงงาน ได้ร่วมกันพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันไปพร้อมกัน โดยระบบจะแสดงให้เห็นถึงข้อมูลกรอบทักษะแต่ละสายอาชีพจากฝั่งผู้ประกอบการ (Demand Side) และเชื่อมโยงไปยังทักษะในหลักสูตรเพื่อเสริมสร้างผู้เรียนจากฝั่งสถานศึกษา (Supply Side) รวมทั้งเปิดโอกาสให้นักศึกษา ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ ดัง link https://skill.kmitl.ac.th/ อันจะเป็นประโยชน์และสามารถต่อยอดได้ในอีกหลายแง่มุม

การพัฒนา Soft Skills Mapping ของสำนักวิชาศึกษาทั่วไป สจล.

สำนักวิชาศึกษาทั่วไป สจล.  ได้เห็นความสำคัญของการพัฒนา Soft Skills จึงศึกษาวิจัยและพัฒนา Soft Skills  อันประกอบด้วย Soft Skills ทั้งหมด 11 ด้าน ดังนี้

Problem Solving Skills Set

  1. การคิดวิเคราะห์และการคิดอย่างมีวิจารณญาณ (Analytical and Critical Thinking)
  2. การแก้ปัญหาเชิงซับซ้อน (Complex Problem Solving)
  3. การคิดสร้างสรรค์ (Creative Thinking)

Self Management Skills Set

  • การบริหารความสัมพันธ์กับผู้อื่น (Interpersonal Management)
  • ความซื่อสัตย์และความพากเพียรพยายาม (Integrity arid Perseverance)
  • การเรียนรู้เชิงรุกและการใฝ่รู้ (Active Learning & Learning Strategies)
  • ความอดทน ยืดหยุ่น และฟื้นตัวจากสภาวะความเครียด (Resilience, Stress Tolerance and Flexibility)

Working with People Skills Set

  • การเป็นผู้นำและผู้เปลี่ยนแปลงสังคม (Leadership and Social Influence)
  • การสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ (Effective Communication)
  • การเป็นผู้ประกอบการและการลงทุน (Entrepreneurship and Investment)

Digital Literacy

  1. การรู้เท่าทันดิจิทัลและการผลิตสื่อดิจิทัล (Digital Quotient Literacy and Digital Media Production)

Soft Skills ทั้ง 11 ด้านจะถูกสอดแทรกไปในรายวิชาต่าง ๆ เมื่อนักศึกษาเรียนรู้ในรายวิชาพื้นฐาน นักศึกษาจะได้รับการวัดประเมินผล Soft Skills ทั้ง 11 ด้าน ซึ่งจะเป็น Skills Scores ของนักศึกษา เพื่อจัดทำเป็น Transcript Soft Skills ในรูปแบบของ Radar Chart

กลุ่มอาชีพหลักตาม Career Readiness Module (ESBI)

สำนักวิชาศึกษาทั่วไป สจล.  ได้แบ่งกลุ่มอาชีพหลักตาม Career Readiness Module (ESBI) ออกเป็น 4 อาชีพ ดังนี้

  • E – Employee (ลูกจ้าง) กลุ่มอาชีพที่รับเงินเดือนจากกิจการ องค์กรหรือบริษัทที่ตนไม่ได้เป็นเจ้าของ  บุคคลที่ทำในกลุ่มอาชีพนี้ต้องมีความรับผิดชอบที่ดี มีความเพียรพยายาม ท้าทายและพิสูจน์ตัวเองอยู่ตลอดเวลา
  • S – Self Employed (ผู้ประกอบอาชีพอิสระ)  กลุ่มอาชีพอิสระ บุคคลที่ทำในกลุ่มอาชีพนี้ต้องเป็นคนที่มีความชอบเฉพาะด้าน กล้าคิด กล้าทำอดทนอดกลั้นที่จะยอมใช้เวลา ใช้แรงงาน เพื่อสร้างผลตอบแทนให้กับตัวเอง
  • B – Business Owner (เจ้าของธุรกิจ)  กลุ่มอาชีพเจ้าของธุรกิจ เจ้าของลิขสิทธิ์ บุคคลที่ทำในกลุ่มอาชีพนี้ต้องมีความเป็นผู้นำ มีความรู้ทางด้านการเงินที่ดี สามารถมองลู่ทางการตลาด ความเสี่ยง ความเป็นไปได้ได้ดีกว่าความรู้ด้านอื่น ๆ เพื่อพาธุรกิจสู่ความสำเร็จ
  • I – Investor (นักลงทุน)  กลุ่มอาชีพนักลงทุน อาชีพบุคคลที่ให้เงินทำงานแทนตนเองบุคคลที่ทำในกลุ่มอาชีพนี้ต้องมีความรู้ด้านการเงิน การลงทุน การวิเคราะห์ความเสี่ยง รวมทั้งการรับมือกับความล้มเหลวที่อาจเกิดขึ้นได้บ่อยจากการลงทุน

ซึ่งในเบื้องต้น สำนักวิชาศึกษาทั่วไป สจล. ได้เก็บแบบสอบถามจากผู้เชี่ยวชาญในกลุ่มอาชีพทั้ง 4 อาชีพ และเรียงลำดับ Soft Skills ที่มีความสำคัญต่ออาชีพจากมากที่สุดไปน้อยที่สุด และสรุปมาเป็นข้อมูลเพื่อแนะนำรายวิชาที่สอดคล้องตามกลุ่มอาชีพ

เมื่อนักศึกษาทราบผลประเมินของตนเองจาก Transcript Soft Skills นักศึกษาก็สามารถใช้เป็นแนวทางในการเลือกลงเรียนรายวิชาที่ส่งเสริมทักษะให้สอดคล้องกับกลุ่มอาชีพที่เป็นเป้าหมายของนักศึกษาในอนาคต

คู่มือการเรียนการสอนและการประเมิน Soft Skills ทั้ง 11 ด้าน

สำนักวิชาศึกษาทั่วไป สจล. ได้จัดทำคู่มือการเรียนการสอนและการประเมิน Soft Skills เพื่อใช้เป็นแนวทางสำหรับผู้สอนรายวิชาต่าง ๆ  ในหมวดวิชาศึกษาทั่วไป ของสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง สําหรับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้และการประเมินผลการเรียนรู้เพื่อพัฒนา Soft Skills ให้กับผู้เรียน ประกอบด้วยเครื่องมือการประเมิน ที่แบ่งเป็น 3 ประเภท คือ เกณฑ์การประเมินแบบองค์รวม (Holistic Rubrics) เกณฑ์การประเมินแบบแยกส่วน (Analytic Rubrics) และเกณฑ์การประเมินแบบประเด็นเดี่ยว (Single-Point Rubric) และตัวอย่างการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เพื่อส่งเสริม Soft Skills ดัง Link  https://bit.ly/3TvfMVA

ผู้สอนในรายวิชาอื่น ๆ ที่ต้องการวัดประเมิน Soft Skills ก็สามารถนำมาเป็นแนวทางเพื่อปรับใช้ในรายวิชาของตนเองได้เช่นกัน

โดยสรุปแล้ว Skill Mapping ถือว่าเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่สำคัญ เพื่อช่วยหาทางออกของอุดมศึกษาไทย เป็นระบบเชื่อมโยงอุปสงค์ความต้องการทักษะแรงงานของภาคอุตสาหกรรมกับการออกแบบหลักสูตรในมหาวิทยาลัยให้สอดคล้องกัน อีกทั้งยังเป็นโอกาสอันดีที่ภาคอุตสาหกรรม หน่วยงานภาครัฐ ภาคการศึกษา ได้ร่วมพัฒนาระบบเพื่อขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยไปพร้อมกัน

อ้างอิง

  • การเสวนาวิชาการ หัวข้อ การพัฒนา Soft Skills Mapping ที่สอดคล้องกับกลุ่มอาชีพ
  • โดย ผศ.ศิริพันธ์ มุรธาธัญลักษณ์ ผู้อำนวยการสำนักวิชาศึกษาทั่วไป สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ในโครงการสัมมนาวิชาการ การวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนการสอน (SoTL) ครั้งที่ 8 วันพุธที่ 7 ธันวาคม 2565 เวลา 15.00-16.00 น. ณ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย
  • สำนักวิชาศึกษาทั่วไป. SoTL8 การวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนการสอนครั้งที่ 8. จาก https://gened.kmitl.ac.th/2022/12/07/soft-skills-mapping/
  • กรุงเทพธุรกิจ. (2022, April 08). สจล. พัฒนา Skill Mapping เมื่อ “ตลาดแรงงาน” เปลี่ยน การศึกษาต้องปรับ. จาก https://www.bangkokbiznews.com/social/998287
  • RYT9. (2022, April 07). สจล. พัฒนาโซลูชั่น “สกิลแมปปิง” ระบบวิเคราะห์ดีมานด์ตลาดแรงงาน เชื่อมโยงข้อมูลภาครัฐ-เอกชน พร้อมโชว์ 56 มาสเตอร์คลาสใหม่แห่งปี หนุนสร้างงาน-สร้างการเรียนรู้ตลอดชีวิต. จาก https://www.ryt9.com/s/prg/3313305
  • ณรงค์กร มโนจันทร์เพ็ญ. (2021,October 20). ดัชนีชี้วัดศักยภาพการแข่งขันด้านทรัพยากรมนุษย์โลก ปี 2021 ไทยรั้งอันดับที่ 68 จาก 134 ประเทศ. จาก https://thestandard.co/the-global-talent-competitiveness-index-2021/

6 เทคนิคการดึงดูดความสนใจของผู้เรียนตามหลักการของสมอง

feather-calendarPosted on 29 มกราคม 2024 document คลังความรู้Pedagogy
แชร์

เมื่ออาจารย์ต้องเริ่มต้นบทเรียนใหม่ หัวข้อใหม่ ๆ แล้ว อาจารย์มีวิธีการดึงดูดความสนใจของนักเรียนก่อนเข้าเนื้อหาอย่างไรกันบ้าง??

หากเราลองดูถึงข้อมูลจากทฤษฎีประสาทวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับระบบการจับความสนใจของสมอง การเข้าใจกระบวนการนี้อาจช่วยให้ผู้สอนทราบถึงเทคนิคเฉพาะตัวที่สามารถนำมาใช้เพื่อดึงดูดความสนใจของผู้เรียนได้เมื่อต้องเริ่มต้นบทเรียนใหม่

ก่อนอื่นเรามาดูก่อนว่าตามหลักการทำงานของสมองนั้น มีวิธีการตอบสนองต่อสิ่งเร้ารอบตัวและแสดงความสนใจอย่างไรบ้าง

สมองคัดกรองความสนใจอย่างไร

ในทุก ๆ วินาที สมองได้รับข้อมูลจำนวนมากผ่านทางประสาทสัมผัส ตา หู อวัยวะภายใน ผิวหนัง และกล้ามเนื้อ ซึ่งในระยะเวลาเดียวกันนั้น สมองของมนุษย์เราไม่สามารถรับรู้และประมวลผลทุกสิ่งทุกอย่างได้พร้อมๆ กัน สมองจึงมีระบบ RAS ที่ย่อมาจาก Reticular Activating System ที่ทำหน้าที่เป็นตัวคัดกรองความสนใจ เพื่อรักษาสมดุลในระบบความคิดและช่วยให้สมองไม่ต้องทำงานหนักมากจนเกินไป โดยคัดกรองเฉพาะสิ่งแปลกใหม่ สิ่งที่ไม่คาดคิดมาก่อน และตัดทอนเรื่องที่เรายังไม่ให้ความสำคัญทิ้งไป

โดยธรรมชาติของสิ่งมีชีวิตนั้น ระบบ RAS จะให้ความสำคัญกับสิ่งที่ไม่คาดคิด สิ่งที่แตกต่างไปจากปกติ เพื่อป้องกันภัยอันตรายที่จะเกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม เมื่อเราอยู่ในสภาวะที่ไม่เสี่ยงต่ออันตราย ระบบ RAS จะนำความสนใจไปที่การเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม สัตว์หรือมนุษย์ เช่นเดียวกันกับห้องเรียน หากในห้องเรียนมีสิ่งเร้าอื่น ๆ ที่น่าสนใจมากกว่าบทเรียนที่ผู้สอนกำลังสอนอยู่ ก็อาจส่งผลให้ผู้เรียนขาดความสนใจ เบื่อหน่ายต่อการเรียน ไม่เข้าใจเนื้อหาการสอน จนทำให้ท้ายที่สุดแล้วนั้นผู้เรียนไม่เป็นไปตามผลลัพธ์การเรียนรู้ที่ตั้งไว้

เทคนิคการดึงดูดความสนใจของผู้เรียน

1. ทำให้ผู้เรียนแปลกใจ

ทำสิ่งที่ผิดปกติจากเดิม สิ่งที่ผู้เรียนไม่คาดคิดมาก่อน เพื่อกระตุ้นความสนใจและเปิดตัวกรองความสนใจของระบบ RAS

ตัวอย่างการนำไปใช้

  • ผู้สอนสวมเสื้อผ้าที่แปลกตา พร้อมนำสิ่งของแปลก ๆ เข้สมาในชั้นเรียน หรือเปิดเพลงเมื่อผู้เรียนเข้าห้อง จากนั้นผู้สอนเริ่มนำเข้าสู่บทเรียน โดยการให้ผู้เรียนทายว่าเสื้อผ้า, สิ่งของ, หรือเนื้อเพลงนั้น มีความเกี่ยวข้องกับเนื้อหาบทเรียนใหม่ที่กำลังจะสอนอย่างไรบ้าง
  • เมื่อผู้สอนต้องการเริ่มต้นบทเรียนเกี่ยวกับตัวเลขติดลบ ผู้สอนจึงใช้วิธีการเดินถอยหลังเข้าห้อง เพื่อให้ผู้เรียนเกิดความสงสัย จากนั้นก็ถามผู้เรียนว่าคิดว่าทำไมครูจึงเดินถอยหลังเข้าห้อง

2. นำเสนอข้อมูลที่แปลกประหลาด, ผิดปกติ, หรือนำเสนอเหตุการณ์ที่ดูขัดแย้ง

สมองมีรูปแบบพื้นฐานของการตอบสนองต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง โดยรูปแบบพื้นฐานนั้นเกิดจากการพบเจอประสบการณ์ต่าง ๆ เกิดการเรียนรู้ และจดจำเป็นรูปแบบพื้นฐาน ซึ่งรูปแบบพื้นฐานนี้จะช่วยให้มนุษย์เข้าใจการใช้ชีวิต เข้าใจผู้คนได้ อย่างไรก็ตาม หากรูปแบบพื้นฐานถูกทำลายและไม่เป็นไปตามที่คาดหวังไว้ สมองจะถูกกระตุ้นทันที

ตัวอย่างการนำไปใช้

ครูวิทยาศาสตร์ทำการเป่าลูกโป่ง จากนั้นนำไม้ปลายแหลมค่อย ๆ ทิ่มที่ด้านหนึ่งของลูกโป่ง จากนั้นครูดันไม้ปลายแหลมทิ่มไปยังด้านตรงข้ามของลูกโป่งโดยไม่ทำให้ลูกโป่งแตก ซึ่งทำให้ผู้เรียนประหลาดใจมาก และอยากให้ครูสาธิตอีกครั้ง

3. ชวนผู้เรียนทำนายผล

ความสามารถในการทำนายเป็นพื้นฐานของการเอาชีวิตรอดของมนุษย์ เมื่อเราทำนายถูก สมองจะให้รางวัลด้วยการปล่อยสารโดปามีน ซึ่งเมื่อสารโดปามีนถูกหลั่งแล้วจะทำให้รู้สึกตื่นตัว กระฉับกระเฉงและมีความสุข ผู้สอนสามารถนำมาปรับใช้ในชั้นเรียน โดยการตั้งคำถามที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนเกิดการทำนายเกี่ยวกับบทเรียนใหม่ ๆ ที่เขาไม่เคยรู้ ซึ่งจะทำให้ผู้เรียนเกิดความสนใจและพยายามค้นหาข้อมูลที่เกี่ยวกับเพื่อทำนายให้ถูกต้อง

ตัวอย่างการนำไปใช้

วิชาวิทยาศาสตร์ชั้นประถมศึกษา ผู้สอนให้ผู้เรียนทำนายว่าวัตถุไหนจะลอยและวัตถุไหนจะจม ก่อนการทดลองปฏิบัติจริง ผู้เรียนจะเกิดการมีส่วนร่วม กระตือรือร้นที่จะทราบว่าสิ่งที่เขาทำนายนั้นถูกต้องหรือไม่

4. ตั้งคำถามที่ท้าทาย

ชวนตั้งคำถามที่ท้าทาย เพื่อกระตุ้นสมอง โดยคำถามที่ท้าทายที่สุดคือคำถามปลายเปิด ที่สามารถกระตุ้นให้เกิดการคิดและการอธิปรายและเปิดประตูสู่การสำรวจความรู้เพิ่มเติม

ตัวอย่างการนำไปใช้

ผู้สอนมอบคำถามปลายเปิด เช่น ทำไม อย่างไร เพราะอะไร แล้วให้ผู้เรียนได้มีเวลาคิดเงียบ ๆ ด้วยตัวเอง ก่อนที่จะตอบ จากนั้นให้ลองเขียนคำตอบแบบเร็ว ๆ หรืออาจใช้เทคนิค think-pair-share ร่วมกับเพื่อนคนอื่น หลังจากกิจกรรมการมีส่วนร่วมนี้ จะส่งผลให้ผู้เรียนมีแนวโน้มที่จะสนใจเรียนในบทเรียนมากขึ้น

5. อ้างถึงเหตุการณ์ปัจจุบันหรือประเด็นที่เกี่ยวข้องกับนักเรียน

โดยทั่วไปแล้ว ผู้เรียนมักมีความคิดเห็นเกี่ยวกับเหตุการณ์ปัจจุบันหรือประเด็นที่มีข้อขัดแย้ง ไม่ว่าจะในระดับโรงเรียนหรือระดับสังคม ซึ่งประเด็นเหล่านี้จะสามารถนำมาใช้ในการกระตุ้นความสนใจของผู้เรียนได้

ตัวอย่างการนำไปใช้

ในบทเรียนการเขียนเชิงโน้มน้าวใจในระดับมัธยมต้น ผู้สอนแสดงบทความในหนังสือพิมพ์เกี่ยวกับนโยบายของคณะกรรมการโรงเรียนหนึ่งที่กำหนดให้นักเรียนสวมเครื่องแบบในโรงเรียน จากนั้นให้นักเรียนอธิปรายเกี่ยวกับข้อดีและข้อเสียของนโยบายดังกล่าว มีการระบุจุดยืนของตนเอง หรือแม้แต่การสลับฝั่ง เพื่อให้พยายามทำความเข้าใจมุมมองที่แตกต่างกันและฝึกฝนทักษะการโต้แย้ง เพื่อเป็นกิจกรรมนำสู่บทเรียนการเขียนเชิงโน้มน้าวใจ

6. ใช้อารมณ์ขัน

อารมณ์ขันเป็นตัวกระตุ้นสารโดปามีน และช่วยดึงความสนใจของผู้เรียนได้อย่างมาก

ตัวอย่างการนำไปใช้

บทเรียนเรื่องอัตราส่วนและสัดส่วนในระดับประถมศึกษา ครูคณิตศาสตร์นำภาพล้อเลียนตลก ๆ ของคนดังมาให้ผู้เรียนดู โดยให้นักเรียนอธิบายว่าเหตุใดภาพจึงดูตลก ซึ่งนักเรียนจะสังเกตได้ว่าลักษณะทางกายภาพต่างๆ (เช่น ตา, จมูก, หู, หัว) ของคนในภาพนั้นมีขนาดใหญ่เกินจริงมาก จากนั้นครูจึงนำเสนอภาพ Vitruvian Man ของ da Vinci ให้ผู้เรียนดู เพื่อแสดงสัดส่วนในอุดมคติของร่างกายมนุษย์

คำแนะนำการใช้เทคนิคให้มีประสิทธิภาพ

  • สลับการใช้เทคนิคการดึงดูดความสนใจเสมอ ๆ เพื่อหลีกเลี่ยงความเคยชินที่ผู้เรียนสามารถคาดเดาได้
  • เทคนิคที่แนะนำในข้างต้นนั้น ไม่เพียงแต่ใช้เพื่อดึงดูดความสนใจของผู้เรียนเมื่อเริ่มบทเรียนใหม่ หรือชั่วขณะหนึ่งเท่านั้น เป้าหมายระยะยาวคือการทำให้ผู้เรียนมีความสนใจกับสิ่งที่กำลังเรียนรู้อยู่เสมอ
  • ยังมีอีกหลายวิธีการที่ช่วยดึงดูดความสนใจของผู้เรียน โดยกระบวนการสอนแบบ Active Learning  ตัวอย่างเช่น การใช้ Authentic Tasks และ Project , การเรียนรู้แบบสืบสอบ (Inquiry-based Learning) , การเรียนรู้แบบร่วมมือ (Cooperative Learning), การสัมมนาแบบโสเครติส (Socratic Seminars),
  • การจําลองสถานการณ์ (Simulation), การเรียนรู้แบบแสดงบทบาทสมมติ (Role Playing) , การคิดเชิงออกแบบ (Design Thinking) และเปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีทางเลือกที่เหมาะสมในการกำหนดหัวข้อโครงงานและวิธีการปฏิบัติงาน

References

  • Willis, J., & McTighe, J. (2024, January 18). 6 Ways to Capture Students’ Attention. Edutopia. https://www.edutopia.org/article/strategies-capture-students-attention
  • อธิกร ศรียาสวิน (ก้า อรินธรณ์). (2021, December 22). เรื่องภายในของสมองกับระบบ RAS คัดสรรความสนใจ จนกลายเป็นเพลง The Beatles และ ‘โปรมือถือ’. Thairath Online. https://plus.thairath.co.th/topic/politics&society/100857

รู้หรือไม่ ทำไมต้อง Coursera?

feather-calendarPosted on 27 ธันวาคม 2023 document คลังความรู้Education technologyPedagogy
แชร์

Coursera ส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้จากผู้อื่นได้ (Social learning) ผ่าน Discussion forum ผู้เรียนที่แสดงความเห็นใน Discussion forum มีโอกาสเรียนจบได้สูงกว่าผู้ที่ไม่มีส่วนร่วมถึงร้อยละ 25

ด้วยฟังก์ชัน Option-level feedback ใน Coursera ทำให้ผู้เรียนได้รับ Feedback และแสดงคำอธิบายเพิ่มเติม เมื่อตรวจคำตอบ เป็นการช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจเนื้อหาได้มากขึ้น คอร์สที่มี Option-level feedback อยู่ในการประเมินจะมีอัตราการเรียนสำเร็จสูงกว่าคอร์สที่ไม่มี

ผู้เรียนที่ดูวิดีโอจบแล้วทำทั้งแบบฝึกหัดที่คิดคะแนนและไม่คิดคะแนน มีแนวโน้มที่จะผ่านคอร์สด้วยคะแนนที่สูงกว่าผู้เรียนที่ทำเฉพาะแบบฝึกหัดที่คิดคะแนน

จากผลสำรวจผู้เรียน Coursera กว่า 55,000 คน จาก 190 ประเทศ พบว่า
• ร้อยละ 62 ของผู้เรียน Coursera รู้สึกมีความมั่นใจมากขึ้นเมื่อเรียนจบ
• ร้อยละ 75 ของผู้เรียนสนใจที่จะเรียนคอร์สหรือโปรแกรมอื่น ๆ เพิ่มเติมใน Coursera
• ร้อยละ 49 ของผู้เรียน Specializations รู้สึกว่าพวกเขามีโอกาสเติบโตในสายอาชีพมากขึ้น

มจธ. ขอเชิญชวนอาจารย์และเจ้าหน้าที่นำ Coursera for Campus มาใช้เป็นส่วนหนึ่งในการจัดการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาคุณลักษณะต่าง ๆ ของผู้เรียนรวมทั้งพัฒนาตนเองด้านการเรียนการสอน และด้านที่สนใจ

Coursera Timeline 2024
26 Dec 2023 – เปิดรับแจ้งความจำนงใช้งาน Coursera (ปิดรับภายใน 5 Jan 2024) Link : https://forms.office.com/r/uz3ekmRJY4
9 Jan 2024 – ประกาศรายวิชาที่มีสิทธิ์ใช้ Coursera
15 Jan 2024 – เปิดภาคเรียนที่ 2
22 Jan 2024 – ผู้สอน Confirm E-mail นักศึกษา
24 Jan 2024 – Send Invitations by Admin (24-31 Jan 2024)
2 Feb 2024 – Send warning E-mail by Admin : Join ภายในเวลา 7 วัน (2-9 Feb 2024)
12 Feb 2024 – ผู้สอน Confirm E-mail นักศึกษาที่ยังเข้าระบบไม่ได้
14 Feb 2024 – Send Invitations by Admin

ข้อกำหนดการเข้าใช้งาน Coursera
1. E-mail ที่ใช้สำหรับ Log in เข้าใช้งานต้องเป็น @kmutt.ac.th เท่านั้น
2. Learner ที่ได้รับ Invitation จะต้องกด Join ก่อนที่ลิงก์จะหมดอายุภายในเวลา 7 วัน
3. Learner ที่กด Join เข้าใช้งานในระบบ ต้องทำการ Enrollภายในเวลา 15 วัน
4. Learner ที่ Enroll ใน Course แล้ว หากหยุดเรียนเกิน 30 วัน จะถูกตัดสิทธิ์การใช้งาน

ช่องทางการติดต่อ
Open Chat : KMUTT X Coursera

หรือติดต่อ
สำนักหอสมุด โทร. 8222
สถาบันการเรียนรู้ โทร. 8385

สหัชญาณ ฟิวเจอร์ทาวน์เฮาส์คัตเอาต์ พาสตาซิ่ง ปูอัด

feather-calendarPosted on 18 ธันวาคม 2023 document ข่าวกิจกรรมHighlight
แชร์

ฟลุค ลอร์ดหยวน เอนทรานซ์ กาญจนาภิเษกเทป ฮอตดอก บัตเตอร์ ใช้งานลิมิตสเกตช์วานิลาจังโก้ อึ๋มแอลมอนด์เยอร์บีรา ลอร์ดแกรนด์สไตรค์ทอร์นาโดฮิบรู แอ็คชั่นฉลุย เมคอัพแคร็กเกอร์ไฟแนนซ์ ตรวจทานจูเนียร์ วาซาบิ สุริยยาตร์เลสเบี้ยน แชเชือน แฟกซ์

ฟลุค ลอร์ดหยวน เอนทรานซ์ กาญจนาภิเษกเทป ฮอตดอก บัตเตอร์ ใช้งานลิมิตสเกตช์วานิลาจังโก้ อึ๋มแอลมอนด์เยอร์บีรา ลอร์ดแกรนด์สไตรค์ทอร์นาโดฮิบรู แอ็คชั่นฉลุย เมคอัพแคร็กเกอร์ไฟแนนซ์ ตรวจทานจูเนียร์ วาซาบิ สุริยยาตร์เลสเบี้ยน แชเชือน แฟกซ์
1) ลอร์ดแกรนด์สไตรค์ทอร์นาโดฮิบรู
2) ลอร์ดแกรนด์สไตรค์ทอร์นาโดฮิบรู
3) ลอร์ดแกรนด์สไตรค์ทอร์นาโดฮิบรูล

การประเมินการเรียนรู้ (Learning Assessment)

feather-calendarPosted on 8 ธันวาคม 2023 document คลังความรู้Pedagogy
แชร์

เรียบเรียงโดย
น.ส.จันทิมา ปัทมธรรมกุล
นักวิจัย สถาบันการเรียนรู้

การวัดและการประเมินผลเป็นการตรวจสอบคุณภาพของผู้เรียนเพื่อให้แน่ใจว่าผู้เรียนมีคุณสมบัติตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้หรือไม่

การวัด หรือ Measurement

หมายถึง การวัดคุณลักษณะและความสามารถของบุคคลจากผลการตอบคำถามเพื่อแสดงคุณค่าเชิงปริมาณหรือตัวเลขที่วัดได้

การวัดผลนอกจากการใช้แบบทดสอบแล้วยังรวมถึงการใช้เครื่องมืออื่น เพื่อรวบรวมข้อมูลเชิงปริมาณหรือเชิงคุณภาพด้วย เช่น การสังเกตพฤติกรรม การสัมภาษณ์ การตรวจผลงานต่างๆ ที่กำหนดให้ผู้เรียนทำ

การประเมินผล

ในภาษาอังกฤษใช้คำสองคำคือ Evaluation และ Assessment ทั้งสองคำนี้หมายถึงการนำข้อมูลหรือคะแนนที่ได้จากการวัดมาใช้

ถ้าเป็น Evaluation จะเป็นการนำมาใช้เพื่อตัดสินการเรียนรู้ของผู้เรียน เช่น ผ่าน/ไม่ผ่าน หรือว่าผู้เรียนได้รับเกรดใด

ในขณะที่ Assessment จะเป็นการนำคะแนนหรือข้อมูลมาใช้ในการพัฒนาผู้เรียน

โดยสรุปแล้ว วัตถุประสงค์ของ Evaluation คือ การตัดสินคุณภาพ ส่วน Assessment คือ การเพิ่มคุณภาพ
ซึ่งผลการประเมินจะมีความถูกต้องเที่ยงตรงเพียงใดนั้นขึ้นอยู่กับผลจากการวัดผล 

การประเมินผลสามารถแบ่งได้ 2 ลักษณะ คือ
1) การแบ่งตามช่วงเวลา และ
2) การแบ่งตามการนำผลการประเมินไปใช้ประโยชน์หรือที่เรียกว่า การประเมินการเรียนรู้ (Learning Assessment) 

การประเมินผลที่แบ่งตามช่วงเวลาสามารถแบ่งได้เป็น 3 ประเภท คือ Diagnostic Assessment, Formative Assessment และ Summative Assessment 

Diagnostic Assessment หรือ การประเมินเพื่อวินิจฉัย คือ การประเมินที่ใช้ในการวินิจฉัยจุดแข็ง จุดอ่อน ความรู้ และทักษะของผู้เรียนเพื่อประเมินความพร้อมของผู้เรียนก่อนการเรียนการสอน 

Formative Assessment หรือการประเมินความก้าวหน้า คือ การประเมินผลขณะที่รายวิชาหรือหลักสูตรนั้นยังคงมีการดำเนินหรือยังไม่สิ้นสุด เป็นการประเมินความก้าวหน้าของผู้เรียน เพื่อชี้จุดดี จุดด้อยของผู้เรียนด้วยการให้ Feedback หรือข้อมูลป้อนกลับ และการนำข้อมูลมาพัฒนาปรับปรุงการจัดการเรียนการสอน 

Summative Assessment หรือการประเมินเพื่อตัดสินผล คือการประเมินเมื่อรายวิชาหรือหลักสูตรสิ้นสุดลง เพื่อจัดลำดับ เลื่อนชั้นเรียน และเป็นข้อมูลเพื่อใช้พัฒนาปรับปรุงการเรียนการสอนในครั้งต่อไป 

การแบ่งตามการนำผลการประเมินไปใช้ประโยชน์หรือที่เรียกว่า การประเมินการเรียนรู้ (Learning Assessment) สามารถแบ่งออกเป็น 3 ระดับ ดังนี้
1. Assessment of Learning (AoL)
2. Assessment for learning (AfL) และ
3. Assessment as learning (AaL) 

Assessment of Learning หรือ การประเมินผลการเรียนรู้ เป็นการประเมินเพื่อ จัดลำดับ เลื่อนชั้นเรียน สรุปผลการเรียน แล้วระบุออกมาเป็นอักษรหรือสัญลักษณ์ ที่บอกระดับของผลการเรียนรู้นั้น ๆ อาทิ เกรด A, B+, B หรือ เกรด 4, 3.5 เป็นต้น 

Assessment for Learning หรือ การประเมินเพื่อการเรียนรู้ เป็นการวินิจฉัย ติดตามและประเมินผลการเรียนรู้ เพื่อนำไปพัฒนาการเรียนการสอนและการเรียนรู้ของผู้เรียน เช่น ผู้สอนให้ Feedback ด้านจุดดีและสิ่งที่เพิ่มเติมได้ให้แก่ผู้เรียน 

Assessment as Learning หรือ การประเมินที่เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ เป็นการประเมินที่ช่วยกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิด Metacognition หรือให้ผู้เรียนมีความตระหนักและพัฒนาตนเอง เช่น ผู้สอนบอกจุดดี จุดด้อย วิธีการปรับปรุงตนเอง รวมทั้งคอยสอดแทรกเรื่องของการบริหารจัดการเพื่อให้ผู้เรียนสามารถจัดการตนเองให้ประสบความสำเร็จ และเรียนรู้ที่จะพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง 

เมื่อผู้สอนทราบผลการประเมินที่สามารถระบุจุดแข็งและจุดอ่อนของผู้เรียนได้แล้วนั้น ผู้สอนควรให้ Feedback เพื่อชี้ให้เห็นถึงปัญหาและแนวทางการพัฒนาตนเอง ซึ่งการให้ Feedback เป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาการเรียนรู้ 

Feedback หรือข้อมูลป้อนกลับ

เป็นการให้ข้อมูลในลักษณะข้อความ เสียง รูปภาพหรือสัญลักษณ์แก่ผู้เรียน
โดยผู้เรียนจะรู้ผลการทดสอบว่าถูกต้องหรือไม่ หรือตนเองมีจุดเด่น-จุดด้อย อย่างไร เพื่อนำไปปรับปรุงแก้ไขและมีแรงจูงใจในการพัฒนาตนเองในอนาคต 

หากผู้สอนให้ Feedback ที่ดี จะสามารถบอกสิ่งที่ควรปรับปรุง ทำให้ผู้เรียนเกิดความรู้ ความกระตือรือร้น ความมุ่งมั่น ความพยายามที่จะทำให้บรรลุเป้าหมาย ช่วยให้มีแนวทางในการต่อยอดหรือพัฒนาชิ้นงานให้ดียิ่งขึ้น จนสามารถพัฒนาตนเองได้อย่างต่อเนื่อง 

การให้ Feedback สามารถแบ่ง ได้ 4 ประเภท ได้แก่
1. การให้ Feedback เกี่ยวกับผลงาน เป็นการประเมินที่ชิ้นงาน
2. การให้ Feedback เกี่ยวกับกระบวนการ เป็นการประเมินจากกระบวนการที่ใช้ในการปฏิบัติงาน การแก้ไขข้อบกพร่องของกระบวนการ
3. การให้ Feedback เกี่ยวกับการกำกับตนเอง เป็นการประเมินที่สะท้อนถึงการรับผิดชอบต่อการเรียนรู้ของตนเอง เช่น ผู้สอนให้ข้อมูลป้อนกลับว่าผู้เรียนส่งงานไม่ตรงเวลา, ผู้เรียนทบทวนบทเรียนและจัดการตนเองในการเรียนหรือไม่
4. การให้ Feedback เกี่ยวกับการประเมินตนเอง เป็นการประเมินผลงานของตนเองและเปรียบเทียบกับเกณฑ์การประเมิน 

8 คำแนะนำสำหรับการให้ Feedback มีดังต่อไปนี้ 

1. แจ้งเงื่อนไขหรือสร้างข้อตกลงร่วมกันในการให้ Feedback ในชั้นเรียน เช่น วัตถุประสงค์ของการให้ Feedback การกำหนดเวลาในการได้รับ Feedback วิธีการที่ผู้เรียนจะได้รับ Feedback และประโยชน์ของการได้รับ Feedback 

2. สร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างผู้สอนและผู้เรียน เพื่อสร้างบรรยากาศในการให้ Feedback ที่ดี ทำให้เกิดการยอมรับและเรียนรู้จากการรับ Feedback 

3. ให้ Feedback ทันทีและสม่ำเสมอ กับผู้เรียนทุกคน เพื่อให้ผู้เรียนได้ปรับปรุงแก้ไขจุดบกพร่องได้ทันท่วงทีและเกิดการเรียนรู้ได้อย่างต่อเนื่อง 

4. ให้ Feedback ที่มีคุณภาพ โดยมีคำอธิบายรายละเอียดประกอบการให้คะแนน เพื่อให้ผู้เรียนทราบว่าต้องปรับปรุงแก้ไขในส่วนใด ซึ่งส่งผลให้ผู้เรียนเห็นถึงความสำคัญของการประเมิน 

5. ให้ Feedback ที่ไม่ซ้ำซ้อน เช่น การให้แบบฝึกหัดหนึ่งครั้ง ผู้เรียนอาจผิดพลาดในประเด็นเดียวกันหลายครั้ง ผู้สอนควรพิจารณาประเด็นดังกล่าวและให้ Feedback แบบรวบยอดเพียงครั้งเดียว ไม่ย้ำประเด็นเดิม 

6. ให้ Feedback ที่เข้าใจได้ง่าย เน้น Feedback เพื่อให้เกิดการพัฒนา ไม่วิพากษ์หรือเน้นจุดอ่อนมากจนเกินไป 

7. ผู้สอนควรให้ Feedback โดยตรงกับผู้เรียน เพื่อให้เกิดการสื่อสารที่ชัดเจนและเข้าใจตรงกัน 

8. ผู้สอนควรให้ Positive Feedback เสมอ เช่น สร้างแรงจูงใจหรือการเสริมแรงบวก โดยชมเชยหรือให้รางวัล เพื่อสร้างกำลังใจในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมแก่ผู้เรียน 

นอกจากคำแนะนำสำหรับการให้ Feedback แล้ว Nancy Frey and Douglas Fisher ได้นำเสนอกระบวนการให้ข้อมูลป้อนกลับในการประเมินระหว่างเรียนที่มีประสิทธิภาพ โดยประกอบด้วย 4 ขั้นตอน ดังนี้ 

ขั้นที่ 1 Feed up คือการกระตุ้นและสร้างแรงจูงใจในการเรียน โดยแจ้งจุดประสงค์การเรียนรู้ และการประเมินที่ชัดเจนเพื่อให้ผู้เรียนเห็นคุณค่าในการเรียนรู้และการประเมิน 

ขั้นที่ 2 Checking for understanding คือการตรวจสอบความเข้าใจเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ โดยการพูด การตอบคำถาม การนำเสนอ การเขียน ตลอดการจัดการเรียนการสอน 

ขั้นที่ 3 Feedback คือ การให้ข้อมูลสารสนเทศเกี่ยวกับความสำเร็จและสิ่งที่จำเป็นต้องได้รับการพัฒนาหรือปรับปรุงแก้ไขแก่ผู้เรียน 

ขั้นที่ 4 Feed forward คือ การให้คำแนะนำ ชี้แนะแนวทางบนพื้นฐานของข้อมูลจริง เพื่อกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดพัฒนาการเรียนรู้ที่สูงขึ้น 

คัตเอาต์เมคอัพ ฟินิกซ์สตาร์อวอร์ดคอนโทรล จตุคามโทรอัลมอนด์เซ็นเซอร์บอร์ด เครปควิกว่ะ ภควัทคีตาแซ็กโอเคอึ๋ม เดบิตชาร์จบ๊อกซ์บ๊อกซ์ อ่อนด้อยมอคค่าไฮเวย์วาทกรรมออดิทอเรียม โบ้ยภารตะแพตเทิร์น

feather-calendarPosted on 17 พฤศจิกายน 2023 document ข่าวกิจกรรมข่าวสาร/ประกาศ
แชร์

อพาร์ทเมนต์แซนด์วิชคูลเลอร์ อุรังคธาตุเลคเชอร์ก๊วนดีเจวัคค์ เซ็กซ์ ความหมายเครปปูอัดตรวจสอบแอสเตอร์ ฟรุตแอ๊บแบ๊ว เทวาโรแมนติคจอหงวนวิกปาสเตอร์ พล็อตบัตเตอร์รีไทร์ กุมภาพันธ์โบรกเกอร์สเตย์ฟอร์ม สถาปัตย์โหลยโท่ยสามช่าเอสเพรสโซ ไลฟ์ รีไทร์บลูเบอร์รีตู้เซฟ ทำงานมะกันวอล์ค เซี้ยวลาตินนางแบบ ซูฮกแทงกั๊ก ภูมิทัศน์ เบลอซีอีโอว่ะซ้อเธค

อพาร์ทเมนต์แซนด์วิชคูลเลอร์ อุรังคธาตุเลคเชอร์ก๊วนดีเจวัคค์ เซ็กซ์ ความหมายเครปปูอัดตรวจสอบแอสเตอร์ ฟรุตแอ๊บแบ๊ว เทวาโรแมนติคจอหงวนวิกปาสเตอร์ พล็อตบัตเตอร์รีไทร์ กุมภาพันธ์โบรกเกอร์สเตย์ฟอร์ม สถาปัตย์โหลยโท่ยสามช่าเอสเพรสโซ ไลฟ์ รีไทร์บลูเบอร์รีตู้เซฟ ทำงานมะกันวอล์ค เซี้ยวลาตินนางแบบ ซูฮกแทงกั๊ก ภูมิทัศน์ เบลอซีอีโอว่ะซ้อเธค

Constructive alignment

feather-calendarPosted on 16 พฤศจิกายน 2023 document คลังความรู้Pedagogy
แชร์

เรียบเรียงโดย
นายณัฐวุฒิ คุ้มทอง นักพัฒนาการศึกษา สถาบันการเรียนรู้

Constructive Alignment มีองค์ประกอบที่สำคัญ 3 ส่วนการออกแบบการเรียนรู้ระดับบทเรียน

Constructive Alignment มาจากคำว่า Constructive มีพื้นฐานมาจาก Constructivism หรือผู้เรียนสร้างความรู้ผ่านกิจกรรมการเรียนรู้ และคำว่า Alignment เป็นสิ่งที่ผู้สอนออกแบบการเรียนรู้ให้เกิดความเชื่อมโยงกันระหว่างกิจกรรมการเรียนรู้ และการประเมิน กับผลลัพธ์การเรียนรู้

ดังนั้น Constructive Alignment คือ หลักการออกแบบการจัดการเรียนรู้ตามแนวทางของ Outcomes-based Education ซึ่งเป็นแนวทางการจัดการศึกษาที่เน้นการออกแบบกระบวนการเรียนรู้เพื่อการันตีว่าหลังสิ้นสุดการเรียนรู้ ผู้เรียนจะบรรลุ Learning Outcome โดยมีหลักสำคัญ คือ การกำหนดผลลัพธ์การเรียนรู้ หรือ Learning Outcome ที่เราเรียกย่อ ๆ ว่า LO ซึ่งเป็นเป้าหมายที่ชัดเจนที่แสดงถึงสิ่งที่คาดหวังให้ผู้เรียนทำได้เมื่อสิ้นสุดกระบวนการเรียนรู้ โดย Learning Activity และ Assessment จะต้องมีความสอดคล้องกัน เพื่อนำพาผู้เรียนให้บรรลุได้ตาม Learning Outcome

ส่วนที่ 1. Learning Outcome

คือ สิ่งที่ผู้เรียนสามารถทำได้หรือทำเป็นหลังจากสิ้นสุดการเรียนรู้ ก่อนการจัดการเรียนรู้ ผู้สอนจะต้องกำหนด Learning Outcome ไว้อย่างชัดเจน

ดังนั้นการเขียน Learning Outcome จึงต้องระบุพฤติกรรมที่ผู้เรียนสามารถแสดงออกเป็นรูปธรรม เพื่อการสังเกต วัดและประเมินเมื่อจบการเรียนรู้ โดยอ้างอิงระดับการเรียนรู้ตามหลักการหรือทฤษฎีที่เชื่อถือได้

เทคนิคการเขียน Learning Outcome
รูปแบบการเขียน Learning Outcome แบ่งออกเป็น 3 ส่วน ดังนี้
ส่วนที่ 1.Action Verb คือ คำกริยาที่สะท้อนพฤติกรรมผู้เรียน
ส่วนที่ 2.Object คือ ความรู้ ทักษะ และคุณลักษณะที่จะเกิดขึ้นกับผู้เรียน
และส่วนที่ 3.Qualifying Phrase คือส่วนขยายที่สะท้อนการประเมิน

ตัวอย่างการออกแบบและเขียน Learning Outcome
ผู้สอนต้องการออกแบบ Learning Outcome ด้านความรู้ เพื่อแสดงถึงความสามารถระดับความจำตัวอักษรภาษาอังกฤษของนักเรียนระดับอนุบาล 3 โดยอ้างอิงหรือใช้แนวคิด Cognitive Domain ระดับความเข้าใจ ใน Bloom’s Taxonomy

โดยมี Learning Outcome คือ หลังสิ้นสุดบทเรียน นักเรียนสามารถท่อง A-Z ได้ครบ 26 ตัว เป็นต้น

เมื่อผู้สอนเขียน Learning Outcome แล้ว ก่อนที่จะออกแบบการประเมินและการสอน ให้พิจารณาว่า Learning Outcome ที่ออกแบบไว้เป็นไปตามแนวคิด SMART(TT) หรือไม่

โดยแนวคิด SMART(TT) มีรายละเอียดดังต่อไปนี้
1.SPEAK TO THE LEARNER หมายถึง Learning Outcomeจะต้องระบุสิ่งที่ผู้เรียนสามารถทำได้ โดยมีความเฉพาะ ไม่กว้างเกินขอบเขตที่ทำได้จริง
2.MEASURABLE หมายถึง Learning Outcome สามารถวัดหรือสังเกตได้
3.APPLICABLE หมายถึง การบ่งชี้ว่าผู้เรียนจะพัฒนาความสามารถตาม Learning Outcome ได้อย่างไร

4.REALISTIC หมายถึง ผู้เรียนสามารถพัฒนาและแสดงออกซึ่งความสามารถตาม Learning Outcome ได้
5.TIME-BOUND หมายถึง Learning Outcome มีการกำหนดเงื่อนไขเวลาที่ชัดเจน
6.TRANSPARENT หมายถึง Learning Outcome อ่านแล้วเข้าใจความหมายได้ง่าย
7.TRANSFERABLE หมายถึง Learning Outcome เป็นความสามารถที่มีประโยชน์กับบริบทอื่น ๆ

ส่วนที่ 2 Assessment
คือ การออกแบบการประเมินที่ผู้สอนจะต้องกำหนด Evidence of Learning หรือหลักฐานการเรียนรู้ และ Assessment Criteria หรือเกณฑ์การประเมิน เพื่อเป็นแนวทางในการนำไปวัดประเมินผู้เรียนว่ามีสมรรถนะตรงตาม Learning Outcome ที่กำหนดไว้มากน้อยเพียงใด

Evidence of Learning หรือหลักฐานการเรียนรู้ คือ ชิ้นงานหรือสิ่งที่ผู้เรียนจะทำออกมาหลังจากจบกระบวนการเรียนรู้ เพื่อสะท้อนความรู้ทักษะหรือคุณลักษณะ ตามที่ระบุไว้ใน Learning Outcome โดย Evidence of Learning สามารถเป็นได้ทั้งชิ้นงาน กระบวนการ หรือคุณลักษณะ

ทั้งนี้ 1 Learning Outcome ควรมีอย่างน้อย 1 Evidence และในขณะเดียวกัน 1 Evidence อาจตอบได้มากกว่า 1 Learning Outcome

Assessment Criteria คือ
เกณฑ์สำหรับการประเมินหลักฐานการเรียนรู้เพื่อตัดสินว่าผู้เรียนบรรลุตาม Learning Outcome หรือไม่ นอกจากนี้ยังใช้ในการให้ความหมายของเกรดต่าง ๆ ได้ เช่น เกรด C เป็นการระบุเกณฑ์การประเมินสำหรับผู้เรียนที่ผ่านการเรียนรู้ เกรด B และ A เป็นการระบุเกณฑ์สำหรับผู้ที่ผ่านการเรียนรู้ได้ดี และดีมากตามลำดับ

ส่วนที่ 3 Learning Activity

คือ กระบวนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาสมรรถนะของผู้เรียนให้บรรลุตาม Learning Outcome เช่น ถ่ายทอดองค์ความรู้แก่ผู้เรียน การฝึกปฏิบัติ เป็นต้น

การออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ควรมีความหลากหลาย คำนึงถึงข้อจำกัด อาทิ เวลา ทรัพยากร สภาพแวดล้อมการเรียนรู้ มีความต่อเนื่องและไล่ระดับการเรียนรู้ตามหลักการ ทฤษฎี และเอื้อให้ผู้เรียนได้พัฒนาสมรรถนะและแสดงหลักฐานการเรียนรู้ที่ผู้สอนกำหนดไว้ใน Assessment

โดยกิจกรรมการเรียนการสอนสามารถแบ่งออกเป็น 5 ประเภท ได้แก่

1. Direct instruction เป็นการส่งต่อข้อมูลโดยตรงจากผู้สอน เหมาะกับการสอนที่เป็นการถ่ายทอดข้อมูล หรือการอธิบายทีละขั้นตอน อาทิ การสอนบรรยาย, การสาธิต เอื้อให้ง่ายต่อการสอนเนื้อหา กฎ หรือระเบียบที่ถูกกำหนดไว้แล้ว หรือการสอนในระดับความจำและเข้าใจเบื้องต้น แต่ในการพัฒนาความสามารถ กระบวนการ ทัศนคติ หรือความเข้าใจในเนื้อหาระดับสูง ผู้สอนยังจำเป็นจะต้องใช้กลยุทธ์วิธีสอนที่หลากหลาย ที่สอดคล้องกับวิธีประเมินเพื่อให้ตอบโจทย์ผลลัพธ์ที่คาดหวังไว้

2. Indirect instruction เป็นรูปแบบการสอนที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้แสวงหาและสร้างความรู้ด้วยตัวเอง ผ่านการเชื่อมโยงความรู้และจัดระบบเรียบเรียงมาเป็นแนวคิดที่ตนเองเข้าใจ แล้วนำมาถ่ายทอดอย่างมีที่มาที่ไปและเหตุผลประกอบ เช่น การเรียนแบบสืบค้นหรือ, การเรียนแบบค้นพบ เป็นต้น

3. Experiential Learning เป็นการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ ที่เน้นให้ผู้เรียนเรียนรู้จากการสังเกตหรือได้ลงมือปฏิบัติจริง เช่น ทัศนศึกษา, การจำลองสถานการณ์ ซึ่งช่วยให้ผู้เรียนได้เห็นภาพและแนวทางในการประยุกต์ใช้ความรู้หรือการทำงานจริง อีกทั้งยังช่วยกระตุ้นความสนใจ พัฒนาแนวคิด และเสริมทัศนคติที่ดีต่อสิ่งที่ได้เรียนมากขึ้น

4. Independent Study คือ การให้ผู้เรียนได้ศึกษาค้นคว้าอย่างอิสระในหัวข้อหรือประเด็นที่ตนสนใจ เริ่มตั้งแต่การกำหนดประเด็นปัญหาซึ่งอาจเป็น Public Issue เช่น ความปลอดภัยบนทางม้าลาย และ Global Issue เช่น โลกร้อน ความเท่าเทียมทางเพศ ผ่านการทำเรียงความ , รายงาน หรือโครงงานวิจัย เหมาะกับการเรียนการสอนแบบตัวต่อตัวหรือกลุ่มเล็ก

การเรียนแบบ Independent Study จะช่วยให้ผู้เรียนเกิดความรับผิดชอบ เข้าใจรูปแบบการเรียนรู้ของตนเองได้อย่างดี และเป็นการเปิดโอกาสให้สามารถเรียนรู้ตามความถนัดของแต่ละคน โดยมีผู้สอนคอยแนะแนวทางและสร้างแรงบันดาลใจให้แก่ผู้เรียน

5. Interactive instruction เป็นรูปแบบการเรียนรู้ที่ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์ ตอบโต้กับการเรียนได้ เช่น Brainstorming , Role Playing Interactive instruction สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 รูปแบบ ดังนี้

Classroom Group Interaction เป็นการสร้างความมีส่วนร่วมทั้งชั้นเรียน เหมาะกับการใช้ตรวจสอบเรื่องทั่วไปในการเรียน เช่น ความรู้พื้นฐานของผู้เรียน บรรยากาศของชั้นเรียน หรือกระตุ้นผู้เรียน ผ่านกิจกรรมการถาม-ตอบ หรือการ Discussion

Small Group Interaction เป็นการสร้างความมีส่วนร่วมแบบห้องเล็กหรือกลุ่มย่อย เหมาะสำหรับใช้กระตุ้นการเรียนรู้เชิงวิชาการและพัฒนาทักษะทางสังคม เนื่องจากเปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมผ่านการพูด ฟัง หรือรับข้อมูลป้อนกลับได้อย่างทั่วถึงมากกว่า Classroom Group Interaction

วิธีการและเทคนิคการสร้างข้อสอบ 

feather-calendarPosted on 3 พฤศจิกายน 2023 document คลังความรู้Pedagogy
แชร์

เรียบเรียงโดย ดร.สกุลกาญจน์ วลีอิทธิภัสร์ นักวิจัย สถาบันการเรียนรู้

ข้อสอบ เป็นเครื่องมือที่พบกันได้บ่อยในการวัดผลลัพธ์การเรียนรู้ด้านพุทธิพิสัย (Cognitive Domain) หรือการวัดความรู้ความสามารถทางสมองหลังจากผ่านกระบวนการเรียนรู้มาแล้ว  

การสร้างข้อสอบจะต้องคำนึงถึงผลลัพธ์การเรียนรู้ เพื่อให้ทราบถึงระดับความรู้ของผู้เรียนว่าเป็นตามระดับมาตรฐานที่ตั้งไว้หรือไม่ และยังช่วยให้ทราบพัฒนาการด้านความรู้ของผู้เรียน หากมีการทดสอบอย่างต่อเนื่อง  

นอกจากนี้ ผู้สอนยังสามารถนำผลการสอบที่ได้ มาวิเคราะห์กับกลุ่มผู้เรียนอื่น เพื่อพิจารณาความเหมือนหรือความต่าง แล้วสังเคราะห์เป็นแนวทางพัฒนาการสอนหรือพัฒนาผู้เรียนในอนาคต 

โดยการออกแบบข้อสอบในเบื้องต้น ผู้สอนจะต้องวางเป้าหมายว่าต้องการสร้างข้อสอบประเภทใด เช่น ผู้สอนต้องการวัดความรู้ขั้นสูงหรือระดับการประยุกต์ใช้ขึ้นไปของ Bloom’s taxonomy ข้อสอบควรจะมีลักษณะที่ใช้ความคิดองค์รวม และให้เวลาในการทำข้อสอบที่มากพอสมควร เรียกว่า แบบทดสอบใช้เวลามาก หรือ Power Test

ในขณะเดียวกัน หากผู้สอนต้องการวัดความรู้ระดับความจำไปถึงการประยุกต์ใช้ ที่วัดความคล่องแคล่ว เน้นความถูกต้องและแม่นยำภายใต้ระยะเวลาที่จำกัด ควรใช้แบบทดสอบที่เรียกว่า แบบทดสอบใช้ความเร็ว หรือ Speed Test เป็นต้น 

นอกจากการวางเป้าหมายเพื่อให้ทราบถึงระดับการเรียนรู้ของผู้เรียนแล้ว ข้อสอบจะต้องมีการวัดให้หลากหลายระดับการเรียนรู้  เพื่อให้รู้ว่าผู้เรียนมีความรู้อยู่ในระดับใด มีสิ่งใดบ้างที่ทำได้ดีแล้วหรือสิ่งใดบ้างที่สามารถพัฒนาเพิ่มเติมได้ 

ขั้นตอนในการสร้างข้อสอบ มีทั้งหมด 4 ขั้นตอนดังนี้ 

  1. กำหนดผลลัพธ์การเรียนรู้หรือ Learning Outcomes 
  2. จัดทำตารางวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของผลลัพธ์การเรียนรู้กับระดับพฤติกรรมที่มุ่งวัดและผังการสร้างข้อสอบ ที่เรียกว่า พิมพ์เขียวข้อสอบ หรือ Test Blue Print 
  3. สร้างข้อสอบให้สอดคล้องกับผลลัพธ์การเรียนรู้ที่วิเคราะห์ไว้  
  4. วิเคราะห์คุณภาพข้อสอบ 

ขั้นตอนที่ 1 กำหนดผลลัพธ์การเรียนรู้หรือ Learning Outcomes  

สำหรับการสร้างข้อสอบด้าน Cognitive ให้เขียนผลลัพธ์การเรียนรู้ในลักษณะของพฤติกรรมที่สังเกตได้ ตามระดับขั้นการเรียนรู้ด้านพุทธิพิสัยของ Blooms โดยแบ่งเป็น 6 ระดับ 

ในการสร้างข้อสอบนั้นสามารถเลือกระดับการเรียนรู้ที่เน้นให้สอดคล้องกับผลลัพธ์การเรียนรู้และเนื้อหา โดยไม่จำเป็นต้องมีครบทุกระดับในข้อสอบชุดเดียว ซึ่งแต่ละระดับการเรียนรู้ด้านพุทธพิสัยของ Blooms มีรายละเอียดดังต่อไปนี้ 

ระดับที่ 1 การจำ (Remember) ซึ่งเป็นระดับล่างสุด หมายถึง ความสามารถในการระลึก จดจำในสมอง สามารถทำการทดสอบในส่วนของ ชื่อ วัน ความหมาย คุณลักษณะ เวลา เหตุการณ์ บุคคล ข้อเท็จจริง ระเบียบ แบบแผน ขั้นตอนแนวโน้ม ประเภท เกณฑ์ ทฤษฎี เป็นต้น 

ระดับที่ 2 การเข้าใจ (Understand) หมายถึง ความสามารถในการสร้างความหมายหรือความรู้จากการศึกษาด้วยตนเอง สามารถทำการทดสอบในส่วนของ อธิบาย เหตุการณ์ เรื่องราว นิยาม ความน่าจะเป็น หลักการจุดมุ่งหมายความสำคัญของเรื่อง เป็นต้น 

ระดับที่ 3 การประยุกต์ใช้ (Apply) หมายถึง ความสามารถในการใช้กระบวนการที่ได้เรียนรู้มาในสถานการณ์ใหม่ หรือสถานการณ์ที่คล้ายคลึงกัน สามารถทำการทดสอบในส่วนของ โจทย์ปัญหา หรือการนำใช้ประโยชน์ในสถานการณ์ต่าง ๆ เป็นต้น 

ระดับที่ 4 การวิเคราะห์ (Analyze) หมายถึง ความสามารถในการแยกความรู้ออกเป็นส่วน ๆ โดยสามารถให้เหตุผลได้ว่าความรู้ส่วนย่อยที่แยกแต่ละส่วนมีความเกี่ยวข้องกับโครงสร้างของความรู้ทั้งหมดอย่างไร สามารถทำการทดสอบในส่วนที่ ต้องการให้ระบุความสำคัญ ต้นตอ สาเหตุ ความสัมพันธ์ ความแตกต่าง ข้อดีและข้อด้อย 

ระดับที่ 5 การประเมินค่า (Evaluate) หมายถึง ความสามารถในการตรวจสอบ วิพากษ์ และตัดสิน  

สามารถทำการทดสอบตัดสิน วิพากษ์ เปรียบเทียบว่าสิ่งไหนดีกว่า คุ้มค่ากว่า พิสูจน์น่าถูกต้อง สนับสนุนด้วยเหตุผล 

ระดับที่ 6 การสร้างสรรค์ (Create) หมายถึง ความสามารถในการสร้างสิ่งใหม่จากสิ่งที่เคยเรียนรู้หรือสิ่งที่พบเห็นในบริบทต่าง ๆ สามารถสร้างสรรค์งาน แผนงาน หรือผลิตภัณฑ์ หรือชิ้นงานที่แปลกใหม่ โดยจะใช้เมื่อต้องการทดสอบที่ต้องการรวบรวมความรู้รอบยอด วางแผน ปรับปรุง แก้ปัญหา ออกแบบผลงาน หรือการนำไปใช้ประโยชน์ เป็นต้น 

ขั้นตอนที่ 2 จัดทำตารางวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของผลลัพธ์การเรียนรู้กับระดับพฤติกรรมที่มุ่งวัดและผังการสร้างข้อสอบ ที่เรียกว่า พิมพ์เขียวข้อสอบ หรือ Test Blue Print 

    เมื่อกำหนดผลลัพธ์การเรียนรู้เรียบร้อยแล้ว จะนำมาสร้างตารางวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของผลลัพธ์การเรียนรู้กับระดับพฤติกรรมที่มุ่งวัดด้วยวิธีการดังนี้ 

1.วิเคราะห์ในลักษณะตารางสองทาง แนว Roll จะจำแนกตามผลลัพธ์การเรียนรู้ และแนว Column แสดงระดับพฤติกรรมที่มุ่งวัดตามระดับการเรียนรู้ทั้ง 6 ระดับ 

2.ระบุเครื่องหมายเพื่อแสดงความสัมพันธ์ของผลลัพธ์การเรียนรู้ว่าสอดคล้องกับระดับพฤติกรรมที่มุ่งวัดตามระดับใดบ้าง 

3. นับความถี่ในแต่ละระดับการเรียนรู้ และกำหนดสัดส่วนที่ Roll สุดท้ายของตาราง โดยนำผลการนับความถี่มาใส่ตัวคูณแล้วแสดงผลเป็นอัตราส่วนที่สื่อความเข้าใจได้ง่าย เช่น รวมกันแล้วได้เต็ม 100 หรือแสดงผลในรูปของจำนวนเต็ม 

เมื่อได้สัดส่วนของระดับพฤติกรรมที่มุ่งวัดแล้ว ให้นำไปกำหนดใน Test Blue Print  

โดยตารางแนว Column จะแบ่งตามระดับพฤติกรรมที่มุ่งวัด และแนว Roll จะแบ่งตามเนื้อหาและระยะเวลาในการเรียน จากนั้นระบุจำนวนข้อสอบด้วยวิธีการหาสัดส่วน แบ่งออกเป็น  แนว Column รวมจำนวนข้อ แบ่งตามระยะเวลาในการเรียนแต่ละเนื้อหา และ Roll รวมจำนวนข้อ แบ่งตามสัดส่วนของระดับของพฤติกรรมที่มุ่งวัด  

ขั้นตอนสุดท้ายในการทำ Test Blue Print คือระบุจำนวนข้อย่อยตามระดับพฤติกรรมที่มุ่งวัดให้สอดคล้องกับสัดส่วนของระยะเวลาในการเรียนแต่ละเนื้อหา ซึ่งการสร้าง Test Blue Print นั้น จะช่วยกำกับการออกข้อสอบให้ครอบคลุม และจัดลำดับความสำคัญตามทางที่สอนและตามที่หลักสูตรกำหนด พร้อมทั้งจะให้ข้อมูลที่สะท้อนถึงระดับการเรียนรู้ของผู้เรียนที่ชัดเจนได้อีกด้วย 

ขั้นตอนที่ 3 สร้างข้อสอบให้สอดคล้องกับผลลัพธ์การเรียนรู้ที่วิเคราะห์ไว้ 

การออกข้อสอบมีสิ่งที่ควรคำนึงดังต่อไปนี้ 

  1. อายุผู้เรียนที่ถูกทดสอบ 

ผู้สอนควรเลือกชนิดของแบบสอบ ระยะเวลาการสอบ และระดับพฤติกรรมที่มุ่งวัดให้เหมาะสมกับอายุ เช่น ข้อสอบสำหรับผู้เรียนปฐมวัยควรใช้คำที่เข้าใจง่าย ไม่ซับซ้อน มีระยะเวลาการสอบไม่มากนักและระดับพฤติกรรมที่มุ่งวัดอาจระบุที่ระดับความจำ ความเข้าใจ  

  • ระยะเวลาในการทดสอบ 

โดยพิจารณาระยะเวลาในการทำข้อสอบว่าผู้เรียนสามารถทำข้อสอบได้ภายในระยะเวลาที่กำหนด และไม่ทำเสร็จก่อนเวลามาก 

  • ชนิดของแบบสอบที่ใช้ 

ควรเลือกใช้ชนิดของแบบสอบที่ผู้เรียนสามารถแสดงพฤติกรรมที่มุ่งวัดตามระดับการเรียนรู้ได้ 

โดยข้อสอบแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ  

ข้อสอบอัตนัยหรือแบบเขียนตอบ และข้อสอบปรนัยหรือแบบเลือกตอบ 

ข้อสอบอัตนัย มี 2 ลักษณะคือ ข้อสอบแบบความเรียง (Essay Questions) และข้อสอบแบบตอบสั้น (Short Answer) 

ข้อสอบอัตนัยแบบความเรียง (Essay Questions) คือข้อสอบที่ให้อิสระแก่ผู้เรียนในการประมวล สรุป คัดเลือกความรู้ความสามารถที่มี นำมาสังเคราะห์ เรียบเรียงและเขียนเป็นคำตอบ ภายใต้ระยะเวลาที่กำหนด จึงเหมาะสมกับการวัดความสามารถระดับการวิเคราะห์ สังเคราะห์  และประเมิน

ข้อสอบอัตนัยแบบตอบสั้น (Short Answer) คือข้อสอบที่ผู้เรียนต้องคิดคำตอบขึ้นมาเอง แต่เป็นคำตอบสั้น ๆ หรือคำสำคัญ ที่เหมาะสม การออกข้อสอบในลักษณะนี้เหมาะสำหรับวัดความรู้ ความจำ หลักการและกฎเกณฑ์ต่าง ๆ

ข้อสอบอัตนัย จะต้องมีการกำหนดรายละเอียดและคุณภาพ โดยสร้างเกณฑ์การประเมิน ซึ่งจำแนกเป็น 2 ประเภทตามลักษณะของการให้คะแนน คือ 

1. เกณฑ์การประเมินแบบภาพรวม  (Holistic Scoring) 

2. เกณฑ์การประเมินแบบแยกส่วน (Analytic Scoring) 

ข้อสอบปรนัย คือการกำหนดคำตอบมาให้ผู้เรียนเลือกตอบ โดยมีคำตอบที่ตายตัว ผู้เรียนมักไม่มีโอกาสแสดงความคิดเห็นส่วนตัว  เหมาะสำหรับวัดความรู้ ความจำ หลักการและกฎเกณฑ์ต่าง ๆ

การสร้างคำถามสำหรับข้อสอบปรนัย มีข้อควรคำนึง 4 ข้อ ดังนี้

    1. คำถามนั้นควรอ่านแล้วเข้าใจง่าย ไม่กำกวม 

ถ้าหากข้อคำถามมีข้อความทางลบ เช่น ไม่ ยกเว้น ไม่ใช่ ไม่ถูกต้อง ให้เน้นคำหรือข้อความนั้น โดย การขีดเส้นใต้ ทำเป็นอักษรตัวเอียง หรือทำตัวทึบ หากเป็นภาษาอังกฤษ สามารถเขียนเป็นตัวพิมพ์ ใหญ่ได้ 

ข้อคำถามไม่ควรใช้คำถามทางลบซ้อนทางลบ ที่ทำให้เกิดความสับสน เช่น ครูที่ไม่ดีต้องไม่มีคุณสมบัติใด

2. ควรหลีกเลี่ยงการสร้างคำถามที่ชี้นำคำตอบ หรือ คำถามที่สามารถตอบได้จากคำถามข้ออื่น ๆ 

3. หลีกเลี่ยงการใช้คำย่อโดยไม่ได้อธิบาย เว้นเสียแต่ว่าคำย่อนั้นเป็นคำที่รู้จักกันโดยทั่วไป

4. ทบทวนและปรับปรุงข้อคำถามอยู่เสมอ พร้อมทั้งให้บุคคลที่เกี่ยวข้องช่วยตรวจสอบความถูกต้องอีกครั้ง

การสร้างตัวเลือก ( Choices or Responses) สำหรับข้อสอบปรนัย มีข้อคำนึง ดังนี้

1. ตัวเลือกต้องมีลักษณะคำตอบที่สมเหตุสมผลและเกี่ยวข้องกับข้อคำถาม 

2. สร้างตัวเลือกเพียงตัวเลือกเดียวเท่านั้นที่เป็นคำตอบที่ถูกต้อง

ขั้นตอนที่ 4  การวิเคราะห์คุณภาพข้อสอบ

ข้อคำนึงเบื้องต้นในการวิเคราะห์คุณภาพข้อสอบ มีดังนี้ 

1. ผู้สอนควรตรวจสอบว่าข้อสอบที่สร้างขึ้นสอดคล้องกับตารางวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของผลลัพธ์การเรียนรู้กับระดับพฤติกรรมที่มุ่งวัด และผังการสร้างข้อสอบหรือไม่?

2. เมื่อทำการทดสอบแล้วพบข้อสอบที่ผู้เข้าสอบผิดพลาดจำนวนมาก

อาจารย์ต้องพิจารณาในประเด็นเหล่านี้

   -ข้อสอบข้อนั้นสามารถอ่านเข้าใจในสิ่งที่ต้องการวัด หากพบว่าข้อคำถามยังผิดพลาดในประเด็นนี้ ผู้สอนควรปรับปรุงข้อคำถามให้เข้าใจมากขึ้น

   -ระดับความยากเหมาะสมแล้วหรือไม่ โดยพิจารณาเบื้องต้นจากความสอดคล้องของข้อสอบกับเนื้อหาที่สอน หากพบว่าความยากเหมาะสมกับเนื้อหาแล้ว แสดงให้เห็นว่าผู้เรียนยังขาดองค์ความรู้ตามข้อคำถามที่ทำผิด ผู้สอนจะต้องนำประเด็นดังกล่าวมาปรับปรุงหรือพัฒนาการสอนต่อไป

– หากมีตัวลวงที่ไม่มีผู้เรียนตอบหรือตอบน้อยมาก ๆ ควรพิจารณาปรับปรุงตัวลวง เพื่อให้ข้อสอบมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

กรณีค่าเฉลี่ยของคะแนนภาพรวมทั้งชั้นเรียนอยู่ในระดับน้อย ผู้สอนควรพิจารณาว่าข้อสอบมีความยากเกินไปหรือไม่ หรือข้อสอบดังกล่าวยังสามารถบอกจุดด้อยของผู้เรียนได้หรือไม่