แนวทางการพัฒนาบุคลากร มจธ. โดย สำนักงานพัฒนาทรัพยากรบุคคล (HRD) ร่วมกับสถาบันการเรียนรู้ (LI)

feather-calendarPosted on 25 มิถุนายน 2024 document คลังความรู้Other Knowledge
แชร์

Academic Fair Presentation by CELT KMUTT

ขอเชิญบุคลากร มจธ. และผู้ที่สนใจ เข้าร่วมกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนเรียนรู้ “แลกเปลี่ยนแนวคิด พิชิต PSF”

feather-calendarPosted on 8 มิถุนายน 2024 document 2024ข่าวและกิจกรรม
แชร์

📢📢📢 ขอเชิญบุคลากร มจธ. และผู้ที่สนใจ เข้าร่วมกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนเรียนรู้ “แลกเปลี่ยนแนวคิด พิชิต PSF”

เพื่อเตรียมความพร้อมในการยื่นขอรับรอง PSF (Professional Standard framework) และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ประโยชน์ที่ได้รับ รวมทั้งอุปสรรคและวิธีแก้ไขปัญหาที่พบ

📌 ในวันพุธที่ 31 กรกฎาคม 2567 เวลา 9.00 -12.00 น.

รูปแบบ Online ผ่าน Application ZOOM

วิทยากรโดย

💎 รศ. ดร.สุรวุฒิ ช่วงโชติ รองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะวิศวกรรมศาสตร์, SFHEA

💎 รศ. ดร.ปริญญา เสงี่ยมสุนทร รองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะวิทยาศาสตร์, SFHEA

💎 ผศ. ดร.พิเชษฐ์ พินิจ หัวหน้าสาขาวิชาครุศาสตร์เครื่องกล, SFHEA

ดำเนินรายการโดย

อ.คชานนท์ นิรันดร์พงศ์ นักวิจัยประจำสถาบันการเรียนรู้, SFHEA

🎉 สามารถลงทะเบียนได้ที่ https://bit.ly/psf-sharing

กิจกรรมฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

นายไพฑูรย์ อนันต์ทเขต โทร. 02-470-8424

การจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ (Critical thinking)

feather-calendarPosted on 4 มิถุนายน 2024 document คลังความรู้Pedagogy
แชร์

เรียบเรียงโดย นายไพฑูรย์ อนันต์ทเขต นักพัฒนาการศึกษา สถาบันการเรียนรู้

หลักและกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ในห้องเรียน

          ปีเตอร์ เอลเลอร์ตัน (Peter Ellerton) อาจารย์สอนวิชา Critical Thinking มหาวิทยาลัยควีนส์แลนด์ ได้เสนอแนวทางการสอนพื้นฐานที่จำเป็นต้องคำนึงถึง 4 ข้อหลัก คือ

  1. หลักในการหาข้อพิสูจน์ (The Nature of Science) เพื่อประเมินว่าข้อมูลที่มีอยู่มากมายในปัจจุบันมีคุณภาพหรือไม่ สองสิ่งที่จะช่วยสกรีนได้คือ การหาข้อพิสูจน์ด้วยการทดลอง และสถิติ หรือมีแนวทาง วิธีการในการค้นคว้าข้อมูล ความจริงเพิ่มเติม
  2. หลักการใช้ตรรกะเหตุผล (Logic) เป็นหลักการคิด เพื่อให้ได้มาซึ่งเหตุผลที่เป็นความจริง น่าเชื่อถือ สมเหตุสมผล
  3. หลักของการโต้แย้ง (Argumentation) บริบทที่ดีที่สุดที่จะกระตุ้นให้มนุษย์สามารถ วิเคราะห์ หาข้อมูล และสังเคราะห์เป็นข้อสรุปได้ มักอยู่ในรูปของการโต้แย้ง ถกเถียงกัน ซึ่งผู้เรียนต้องรู้หลักการโต้แย้งที่ดีและจำเป็นต้องค้นหาความจริง หลักฐาน ค้นคว้าข้อมูลมาสนับสนุนความเห็น จุดยืนของตนเอง อย่างเป็นเหตุเป็นผล น่าเชื่อถือ
  4. หลักจิตวิทยา (Psychology) บางครั้งการใช้ข้อมูลอาจมาจากความสนใจเฉพาะตัว ความเชื่อส่วนบุคคล ค่านิยม อคติบางอย่าง โดยไม่ได้ฉุกคิด ผู้สอนจะต้องคำนึงและให้คำแนะนำในส่วนนี้ด้วย

ตัวอย่างแนวทางและกิจกรรมการเรียนรู้ที่ช่วยกระตุ้นทักษะการคิดวิพากษ์

โดยในบทความนี้จะรวบรวมไว้ 5 กิจกรรม ดังนี้

1. กิจกรรมอภิปราย (Debates)

การจัดเวทีอภิปรายในชั้นเรียนเป็นอีกวิธีการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพในการส่งเสริมทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ได้ เพราะการเรียนรู้ในรูปแบบนี้จะกระตุ้นให้ผู้เรียนได้ค้นคว้า วิเคราะห์ข้อมูล และนำมาสนับสนุนในจุดยืนของฝั่งตนเอง หรือของกลุ่ม และมีการถกเถียงเพื่อให้เห็นมุมมองของฝ่ายที่แตกต่างกันได้

2. กิจกรรมเรียนรู้จากปัญหา (Problem-Based Learning : PBL)

การเรียนรู้ในรูปแบบนี้จะมีการกำหนดประเด็นปัญหาในโลกความจริง และมอบหมายให้กลุ่มผู้เรียนไปค้นคว้าข้อมูล และสรุปเป็นวิธีแก้ พร้อมกลับมานำเสนอวิธีนั้น

3.การตั้งคำถามปลายเปิด (Questioning)

ผู้สอนสามารถใช้คำถามปลายเปิด การใช้คำถาม 5W1H ในการตั้งคำถาม แทนการถามว่าถูกหรือผิด เพื่อให้ผู้เรียนได้มีการค้นคว้าความรู้ ข้อมูลเพิ่มเติม เพื่อนำมาทบทวน วิเคราะห์ อธิบายให้เหตุผลในการตอบคำถามของตนเอง เช่น สภาวะโลกร้อนเกิดจากอะไรบ้าง ส่งผลกับมนุษย์และสัตว์โลกอย่างไร หรือควรแก้ปัญหานี้อย่างไร เป็นต้น

4.การทำแผนที่ความคิด (Mind Mapping)

การทำแผนที่ความคิดช่วยให้ผู้เรียนได้ค้นคว้าข้อมูล ในประเด็นที่กำหนด และจัดระเบียบวิเคราะห์ข้อมูลที่ซับซ้อนได้ จึงเป็นอีกหนึ่งวิธีการเรียนรู้ที่ช่วยให้ผู้เรียนได้ฝึกฝนการพิจารณาข้อมูลให้ครบถ้วนในแต่ละประเด็นซึ่งเป็นพื้นฐานของการคิดเชิงวิพากษ์

5.กิจกรรมเรียนรู้จากกรณีศึกษา (Case study)

กรณีศึกษาเป็นเทคนิคการสอนที่มีการกำหนดประเด็นคำถามเกี่ยวกับเหตุการณ์สมมติหรือเหตุการณ์ที่มีเค้าโครงจากเรื่องจริง โดยมีคำตอบได้หลากหลาย ไม่ได้มีการจำกัดคำตอบที่ถูกเพียงคำตอบเดียว ซึ่งการเรียนรูปแบบที่กระตุ้นให้ผู้เรียนได้ฝึกการคิดวิเคราะห์ และการอภิปรายสภาพการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมทั้งเชื่อมโยงความรู้หรือทักษะที่ได้เรียนรู้เข้ากับเหตุการณ์นั้น

อ้างอิง

การคิดเชิงวิพากษ์ (Critical thinking)คืออะไร มีแนวทางการพัฒนาทักษะนี้อย่างไร

feather-calendarPosted on 16 พฤษภาคม 2024 document คลังความรู้Pedagogy
แชร์

Critical thinking หรือการคิดเชิงวิพากษ์

Critical Thinking มีคำเรียกในภาษาไทยว่า การคิดเชิงวิพากษ์ หรือ การคิดอย่างมีวิจารณญาณ หมายถึง  ความตั้งใจที่จะพิจารณาตัดสินเรื่องใดเรื่องหนึ่ง โดยการไม่เห็นคล้อยตามข้ออ้างที่นำเสนอ แต่ตั้งคำถามหรือโต้แย้งข้ออ้างนั้น เพื่อนำไปสู่การแสวงหาคำตอบที่สมเหตุสมผลมากกว่าข้ออ้างเดิม

ความสำคัญของการคิดเชิงวิพากษ์

  1. มีความสามารถไตร่ตรองแยกแยะข้อเท็จจริงได้ดีขึ้น

ข้อมูลในยุคดิจิทัลนั้นเข้าถึงได้ง่ายดาย ซึ่งอาจจะมีทั้งข้อมูลเท็จ ข้อมูลที่ถูกบิดเบือนไป ปะปนมากับข้อมูลจริง ทำให้การเสพข้อมูลจำเป็นต้องใช้วิจารณญาณของตนเองมากขึ้น เพื่อให้สามารถแยกแยะข้อมูลจริง ออกมาจากข้อมูลเหล่านั้นได้

  • เพื่อให้มีความสามารถรับมือกับเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ไม่แน่นอนได้ดีขึ้น

ทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ (Critical Thinking) ก็เป็นอีกหนึ่ง Soft skills ที่มีความจำเป็นต่อการทำงานในอนาคต โดยจะเห็นว่าการประกาศรับสมัครงานของบริษัทต่าง ๆ มักจะมีการใส่ทักษะนี้อยู่บ่อยครั้ง และสภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum: WEF) ก็ได้ประกาศว่าทักษะนี้เป็น 1 ใน 10 ทักษะแห่งอนาคตที่เป็นที่ต้องการสูงในปี 2025 อีกด้วย

  • ช่วยให้สามารถออกจาก Comfort Zone เดิมและเกิดเป็นทักษะการเรียนรู้ตลอดเวลาได้

การคิดเชิงวิพากษ์เป็นกระบวนการคิดเพื่อให้ได้ข้อสรุป แนวทางในการตัดสินใจที่มีเหตุผล มี ทฤษฎีมารองรับ ไม่คล้อยตามต่อข้อมูลหรือปรากฏการณ์ใด ๆ โดยง่าย ผ่านการตั้งข้อสงสัย การตั้งคำถาม การค้นข้อมูลใหม่ และมีการถกเถียงกัน แม้ว่าคนส่วนใหญ่จะเชื่อว่ามีข้อมูลที่ดีที่สุดอยู่แล้วก็ตาม บุคคลที่มีทักษะการคิดเชิงวิพากษ์นี้ จะเป็นคนกล้าคิด กล้ามองในมุมใหม่ กล้าออกจาก Comfort Zone หรือความเชื่อเดิม แม้การฝึกฝนทักษะนี้จะทำได้ค่อนข้างยาก แต่การพยายามพัฒนาทักษะนี้จะช่วยกระตุ้นให้มีการเปิดรับ เปิดใจและเรียนรู้ได้

  • ทำให้เกิดความคิดสร้างสรรค์

การคิดวิพากษ์นับได้ว่าเป็น “จุดเริ่มต้น” ของความคิดสร้างสรรค์ เพราะเมื่อมีการตั้งข้อสงสัย ไม่เชื่อสิ่งเดิม จะส่งผลให้มีการหาข้อมูล หาแนวทาง ข้อสรุปที่ดีกว่า จนเกิดเป็นความคิดสร้างสรรค์ และนวัตกรรมใหม่ ๆ ขึ้นได้

  • มุ่งสู่การเป็นผู้นำที่ดี

หากมีการพัฒนาทักษะการคิดเชิงวิพากษ์อย่างสม่ำเสมอ จะทำให้เราสามารถพัฒนาคุณสมบัติของการเป็นผู้นำที่ดีได้ เช่น

  • มีทักษะการสื่อสารและการรับฟังที่ดี เพราะในทุกครั้งที่มีการถกเถียง โต้แย้งนั้น จำเป็นต้องมีการรับฟังข้อมูลจากอีกฝ่ายด้วยเช่นกัน
  • มีการเรียนรู้ตลอดชีวิต ดังที่กล่าวในข้างต้นไว้ว่าเมื่อมีการตั้งคำถาม ข้อสงสัยจะเป็นการกระตุ้นให้เปิดรับและเรียนรู้ได้
  • สามารถมอบหมายงานที่เหมาะสมแก่สมาชิกทีมได้ ด้วยการวิเคราะห์ เพื่อหาข้อสรุปจะทำให้คนเป็นผู้นำสามารถมองเห็นภาพรวมได้ครบทุกด้าน ซึ่งจะส่งผลให้ผู้นำสามารถบริหารจัดการทีม และองค์กรได้ดี

5 ขั้นตอนเพื่อพัฒนากระบวนการคิดเชิงวิพากษ์

การพัฒนาทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ (Critical thinking) สามารถทำได้ในชีวิตประจำวัน โดยมีกระบวนการพัฒนา 5 ขั้นตอน ดังต่อไปนี้

  1. ตั้งคำถาม (Formulate your Question) เมื่อมีเหตุการณ์ใด ๆ เกิดขึ้น ให้มองในมุมอื่นที่แตกต่างออกไปจากเดิม หรือตั้งข้อสงสัยต่อเหตุการณ์นั้น โดยเหตุการณ์ที่เราควรวิพากษ์ก่อนสรุปมีดังนี้
  2. เป็นข้อสมมติที่ยอมรับกันทั่วไป แต่เรามีข้อสงสัย ไม่ปักใจเชื่อหรือไม่ยอมรับ เพราะปกติมนุษย์จะมีแนวโน้มเชื่อโดยไม่ตั้งคำถามต่อที่สิ่งที่เกิดความเคยชินในวัฒนธรรม ระบบ ประเพณีแบบเดียวกัน ตัวอย่างเช่น มนุษย์เชื่อว่าโลกของเรามีลักษณะที่แบน หรือผู้ชายเป็นช้างเท้าหน้า ผู้หญิงเป็นช้างเท้าหลัง
  3. ข้อคิดเห็นหรือข้อสรุปโดยมีการอ้างเหตุผลที่ต้องตรวจสอบความถูกต้อง โดยปกติการเสนอข้อคิดเห็น ข้อสรุปเกี่ยวกับเรื่องใดก็ตาม มักจะมีการอ้างเหตุผลหรือหลักฐานสนับสนุนเพื่อให้เกิดความน่าเชื่อถือ โดยสิ่งที่ควรวิพากษ์คือเหตุผลหรือหลักฐานสนับสนุนนั้นเป็นความจริงหรือไม่ มีความน่าเชื่อถือ หรือสอดคล้อง สมเหตุสมผลกับข้อคิดเห็น ข้อสรุปนั้นหรือไม่
  4. ข้อเสนอหรือทางเลือกที่จำเป็นต้องพิจารณาก่อนตัดสินใจ โดยอาจจะเป็นสิ่งเล็ก ๆ เช่น การเลือกอาหารที่เราจะทานในแต่ละวัน ว่าจะเลือกแค่ของที่อร่อยหรือจำเป็นต้องมีคุณค่าทางอาหารที่ครบถ้วน ไปจนถึงเรื่องที่มีข้อมูลปริมาณมากหรือซับซ้อน ดังนั้นก่อนตัดสินใจ เราควรวิพากษ์ พิจารณา หาข้อมูล มาเป็นเหตุผลให้ครบถ้วนทุกด้าน
  5. ปัญหาที่เราจำเป็นต้องแก้ไขหรือตัดสินใจ บ่อยครั้งที่เกิดเหตุที่ไม่ได้คาดคิด ซึ่งจำเป็นต้องหาวิธีการที่เหมาะสมที่สุดมาแก้ไข หรือตัดสินใจว่าจะแก้ไขอย่างไร
  6. รวบรวมข้อมูล (Gather your information) เมื่อมีสมมติฐาน หรือคำถามใด ๆ ชัดเจนแล้ว ให้ดำเนินการค้นคว้าข้อมูลสนับสนุนในทุกด้าน โดยอาจจะเป็นการค้นคว้าจาก ตำรา งานวิจัย หรือผู้เชี่ยวชาญที่มีความน่าเชื่อถือ
  7. ใช้ข้อมูลนั้น (Apply the information) เมื่อได้รับข้อมูลจากขั้นตอนที่ 2 ให้นำข้อมูลนั้นมาวิเคราะห์ อย่างเป็นกลาง เพื่อแยกแยะระหว่างข้อเท็จจริง ความคิดเห็น ความเชื่อ หรือข้อมูลที่ถูกบิดเบือนออกจากกัน ก่อนจะทำการสังเคราะห์เป็นทางเลือก
  8. พิจารณาเงื่อนไข (Consider the implications) พิจารณาผลกระทบที่เกิดจากตัวเลือก หรือการตัดสินใจในทุกด้าน ข้อดี ข้อเสียที่เกิดขึ้น เช่น การเลือกใช้งานรถยนต์ไฟฟ้า แม้จะช่วยลดมลภาวะบนท้องถนนลงกว่ารถยนต์แบบสันดาป แต่ข้อเสียที่เกิดขึ้นกับรถไฟฟ้าจะมีอะไรอีกบ้าง
  9. สำรวจความเห็นอื่น ๆ (Explore other points of view) ลองพิจารณาตัวเลือกอื่น โดยเฉพาะตัวเลือกที่ขัดแย้ง หรืออยู่ด้านตรงข้าม ว่ามีผลกระทบอะไรบ้าง มีข้อดี ข้อเสียอย่างไร หรือจะทำการตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับทางเลือกที่ได้เลือกไป เพื่อให้เราสามารถพิจารณาได้ครบถ้วนที่สุด หรือสามารถพัฒนาตัวเลือกที่ดียิ่งขึ้นไปได้

แนวทางการพัฒนานิสัยตนเองเพื่อให้เกิดทักษะการวิพากษ์

  1. ฝึกวิพากษ์ความคิดตนเอง เพราะจะเป็นการลดอคติหรือการเอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง ทำได้โดยการตั้งคำถามถึงผลกระทบต่อการตัดสินใจของเรา ว่ามีข้อดี ข้อเสีย อย่างไรบ้าง
  2. เปิดใจกว้าง คือการวางตัวให้เป็นกลาง ลดอคติ ไม่ลำเอียง เปิดใจถึงสิ่งที่เราอาจจะไม่รู้ หรือสิ่งที่ยังไม่ถูกค้นพบ พยายามพิจารณาข้อมูลต่าง ๆ เพื่อค้นหาความจริง
  3. รอบคอบไม่ด่วนสรุป คือการชะลอการตัดสินใจ หรือการแสดงความคิดเห็นของเรา แล้วค้นคว้าหาความรู้ ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนั้นให้ถี่ถ้วนก่อน
  4. มีสติไม่หวั่นไหวง่าย คือการมีสติมีสัมปชัญญะ ไม่หวั่นไหวไปตามสิ่งเร้า สิ่งกระตุ้นที่เข้ามาทำให้เราคล้อยตามอย่างไม่มีเหตุผลเชื่อข้อมูลที่ถูกบิดเบือน หรือเชื่อไปตามคนส่วนใหญ่
  5. แสวงหาความรู้เพื่อตอบข้อสงสัย การแสดงความคิดเห็น การมีทัศนคติ หรือตัดสินใจโดยไม่มีความรู้ อาจส่งผลให้เกิดความผิดพลาดง่าย
  6. อย่ารู้สึก “ฉันดีกว่า” หรือ “ฉันถูกต้องกว่า” เพื่อลดการเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางของทุกสิ่ง ความลำเอียง อคติ ซึ่งจะทำให้ไม่สามารถเปิดรับข้อมูลใหม่ ๆ ได้
  7. อย่าเลือกรับข้อมูลเฉพาะที่สนใจ ระลึกไว้เสมอว่าควรรับข้อมูลในทุกด้าน ทุกฝ่าย ไม่ใช่แค่การเลือกรับข้อมูลที่สนใจ เพื่อให้ได้ข้อมูลมาครบถ้วนที่สุด
  8. อย่าลำเอียง ตรงไปตรงมา ไม่ขึ้นต่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เพราะไม่จำเป็นว่าฝ่ายที่มีอำนาจมาก หรือฝ่ายคนส่วนใหญ่ จะถูกต้องเป็นจริงเสมอไป
  9. อย่าแสร้งรู้ คนเรามีความเชื่อว่า “การไม่รู้ หรือ สารภาพว่าไม่รู้” จะทำให้เป็นคนไร้ประสิทธิภาพ ไม่เป็นที่ยอมรับ หรือเสียหน้าได้ แต่เมื่อต้องการวิพากษ์แล้วมีการแสร้งรู้จะส่งผลให้ไม่สามารถเปิดรับข้อมูล ความจริงใหม่ หรือเกิดความสับสนได้
  10. อย่ามีอคติต่อการเปลี่ยนแปลง ในทุกการเปลี่ยนแปลงมักจะทำให้รู้สึกถึงความไม่มั่นคง ดังนั้นแนวโน้มคนส่วนมากมักจะไม่ชอบที่จะเปลี่ยนแปลง เมื่อต้องการวิพากษ์ในเรื่องใด การมีความรู้สึกไม่มั่นคงอาจเป็นข้ออ้างที่ทำให้เกิดความลำเอียงได้
  11. ระวังการคิดแบบสองขั้วตรงข้าม การคิดแบบนี้จะทำให้เรายึดเหนี่ยวในเรื่องใดเรื่องหนึ่งอย่างสุดโต่ง หรือมีความเชื่ออย่างไม่สมเหตุสมผล ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการวิพากษ์

วิธีการตอบสนองเมื่อถูกวิพากษ์

  1. ซื่อสัตย์ยอมรับความจริง โดยส่วนมากคนเรามักปฏิเสธความเห็นจากอีกฝ่าย หรือข้อมูลที่ขัดกับความเชื่อเดิม หรือทำให้เราเสียผลประโยชน์ แม้ว่าข้อมูลนั้นจะเป็นความจริงก็ตาม แต่การวิพากษ์นั้นจำเป็นต้องมีความซื่อสัตย์ต่อความจริงเสมอ
  2. ถ่อมตัวถ่อมใจไม่ยึดมั่นถือมั่น มนุษย์ทุกคนจะมีอัตตา (Ego) อยู่แล้วเพราะจะทำให้เรามีความมั่นใจ อดทนต่อแรงกดดันจากสังคมได้ แต่หากมีมากเกินไปจะทำให้เย่อหยิ่ง และเอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง ดังนั้นเราจำเป็นต้องควบคุมอัตตา เพื่อให้สามารถเปิดรับข้อมูลความจริงได้
  3. อย่าโต้แย้งแบบเบี่ยงประเด็น เมื่อเราเชื่อหรือยึดมั่นสิ่งใดแล้ว เรามักจะตอบสนองด้วยการโต้แย้ง เพื่อให้เราเป็นฝ่ายถูกหรือชนะอีกฝ่าย ซึ่งจะส่งผลให้เราไม่สามารถพิจารณาข้อมูลจากอีกฝ่ายได้เลย เราควรพิจารณาถึง หลักฐาน แหล่งอ้างอิงในเหตุผลของฝ่ายตรงข้ามว่าสมเหตุสมผล น่าเชื่อถือหรือไม่
  4. อย่าโจมตีตัวบุคคล เมื่อมีการวิพากษ์ขึ้น เราอาจจะมีความรู้สึกไม่พอใจอีกฝ่าย หากเราตอบโต้ด้วยการโจมตีตัวบุคคล เช่น คุณลักษณะ สถานะ ประสบการณ์ข้อผิดพลาดในอดีต อาจจะทำให้เราพลาดข้อมูลที่ดีจากความคิดเห็นของเขาได้
  5. กล้าที่จะเปลี่ยนความคิด การเป็นนักคิดวิพากษ์ที่ดีนั้น จะไม่ยึดติดกับความคิดใด ๆ โดยไม่เปลี่ยนแปลง เขาจะต้องตระหนักไว้เสมอว่า หากพิสูจน์แล้วว่าเป็นความจริง ก็สามารถทิ้งความคิดเดิมและเปลี่ยนความคิดต่อเรื่องนั้นได้เสมอ

อ้างอิง

เทคนิคการจัดกลุ่มผู้เรียนเพื่อการทำงานกลุ่มที่มีประสิทธิภาพ

feather-calendarPosted on 5 เมษายน 2024 document คลังความรู้Pedagogy
แชร์

การแบ่งกลุ่มผู้เรียนสำหรับการทำงานกลุ่มหรือทำกิจกรรมร่วมกัน เป็นส่วนช่วยให้ผู้เรียนในชั้นเรียนหรือเพื่อนร่วมกลุ่มเกิดปฏิสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน เกิดการเรียนรู้จากการพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น รับฟังความคิดเห็นจากมุมมองที่แตกต่าง รวมทั้งการฝึกฝนทักษะการบริหารจัดการการทำงานภายในกลุ่ม นอกจากนี้ยังช่วยลดภาระในการจัดการชั้นเรียนของผู้สอนอีกด้วย อย่างไรก็ตาม ผู้สอนควรมีกระบวนการจัดกลุ่มผู้เรียนที่เหมาะสม โดยคำนึงถึงปัจจัยต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง อาทิ บริบทของผู้เรียน บริบทของรายวิชา ทักษะที่ต้องการพัฒนา พื้นที่การเรียนรู้ ฯลฯ เพื่อให้ผู้เรียนสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และลดปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นภายในกลุ่ม อาทิ การเกี่ยงงาน การไม่ช่วยเหลืองานภายในกลุ่ม การทะเลาะเบาะแว้ง ฯลฯ  โดยผู้สอนสามารถเลือกใช้เทคนิคการจัดกลุ่มที่แนะนำทั้ง 9 เทคนิค โดยมีการเปรียบเทียบจุดเด่นและข้อจำกัดไว้ ดังนี้

เทคนิคการจัดกลุ่มผู้เรียน

1. ผู้เรียนจัดกลุ่มด้วยตนเอง

กระบวนการ

ผู้สอนมอบหมายให้ผู้เรียนเลือกสมาชิกในกลุ่มด้วยตนเอง

จุดเด่น

  • ผู้เรียนเกิดความสบายใจ มีความอิสระเมื่อได้รับอนุญาตให้เลือกสมาชิกด้วยตนเอง โดยมักจัดกลุ่มกับเพื่อนสนิทที่สามารถพุดคุยกันได้ง่าย
  • มักไม่มีปัญหาในการทำงาน เนื่องจากเป็นการจัดกลุ่มที่เกิดจากมิตรภาพที่ดีของสมาชิกในกลุ่มและสมาชิกในกลุ่มมีความสนใจร่วมกัน
  • ง่ายต่อการบริหารจัดการสำหรับผู้สอน

ข้อจำกัด

  • ขาดองค์ความรู้ใหม่ ๆ ที่หลากหลาย จากการรับฟังความคิดเห็นของผู้เรียนกลุ่มสาขาวิชาอื่นหรือกลุ่มที่มีประสบการณ์แตกต่างกัน
  • อาจไม่เหมาะกับรายวิชาที่ต้องการพัฒนาทักษะความคิดสร้างสรรค์
  • ผู้เรียนบางคนที่ไม่สนิทกับเพื่อน อาจถูกละเลย
  • กระบวนการทำงาน การแก้ไขปัญหาภายในกลุ่มอาจคล้อยตามความคิดโดยส่วนใหญ่ของกลุ่ม ซึ่งจะปิดกั้นการแก้ไขปัญหาในวิธีการใหม่ ๆ ขัดขวางการคิดอย่างมีวิจารณญาณ

กระบวนการเสริม

เพื่อลดปัญหาที่เกิดขึ้นจากรูปแบบการจัดกลุ่มดังกล่าว และช่วยให้ผู้เรียนเกิดการกระจายกลุ่มมากขึ้น ผู้สอนสามารถตั้งเงื่อนไขเพิ่มเติม เช่น สมาชิกในกลุ่มจะต้องมีจำนวนผู้เรียนเพศชาย และเพศหญิง อย่างละเท่า ๆ กัน, ภายในกลุ่มให้มีหลายคณะ คณะเดียวกันไม่ควรมีจำนวนเกินครึ่งหนึ่ง เป็นต้น

2. ผู้สอนกำหนดกลุ่มไว้ล่วงหน้า

กระบวนการ

ผู้สอนจัดกลุ่มผู้เรียนตามคุณลักษณะบางอย่าง เช่น คะแนนเฉลี่ย เพศ สถานะของผู้เรียน (ชาวไทย คนต่างชาติ) ภาควิชา สาขาวิชา เป็นต้น

จุดเด่น

  • ผู้สอนจัดเตรียมกลุ่มไว้ล่วงหน้าแล้ว ทำให้ง่ายต่อการดำเนินการ
  • เป็นประโยชน์ในแง่ของการศึกษาวิจัย โดยผู้สอนสามารถกำหนดตัวแปร จัดกลุ่มผู้เรียนตามที่ต้องการศึกษา
  • เป็นการสร้างความสมดุลของสมาชิกภายในกลุ่ม

ข้อจำกัด

  • สำหรับขั้นต้นของการเรียน ผู้สอนต้องใช้เวลามากขึ้นในการรวมข้อมูลภูมิหลังของผู้เรียน
  • ผู้เรียนอาจไม่พึงพอใจในการจัดกลุ่ม เนื่องจากไม่สามารถเลือกสมาชิกในกลุ่มด้วยตนเอง

3. จัดกลุ่มแบบคู่ผสม

กระบวนการ

เป็นกระบวนการที่ผสมผสานระหว่างเทคนิคที่ 1 และ 2 โดยให้ผู้เรียนจับคู่กับเพื่อนก่อน จากนั้นผู้สอนทำการรวมคู่เข้าเป็นกลุ่มใหญ่ โดยอิงเกณฑ์ที่ผู้สอนกำหนดหรือจากการสุ่ม

จุดเด่น

  • ผู้เรียนจะมีเพื่อนที่สนิทอย่างน้อย 1 คนในทีม
  • ช่วยลดกระบวนการคิดแบบกลุ่มที่คล้อยตามกัน

4. จัดกลุ่มตามสภาพแวดล้อมการเรียนรู้

กระบวนการ

ผู้สอนให้ผู้เรียนจับคู่ จัดกลุ่ม โดยพิจารณาจากสถานการณ์และสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ เช่น จัดกลุ่มตามแถว ตามโต๊ะที่นั่ง การจับคู่จากการหันซ้าย หันขวา หันหลัง

จุดเด่น

  • เหมาะกับการจัดกลุ่มแบบรวดเร็วในพื้นที่จำกัด 
  • ผู้สอนสามารถใช้สำหรับการจัดกลุ่มการทำงานที่สามารถยืดหยุ่นได้

ข้อจำกัด

  • ไม่เหมาะกับกระบวนการทำงานที่มีระยะยาวและใช้กระบวนการคิดซับซ้อน เพราะอาจขาดความสมดุลของสมาชิกภายในกลุ่ม

5. ใช้กิจกรรมสันทนาการในการจัดกลุ่ม

กระบวนการ

ผู้สอนใช้กิจกรรมสันทนาการเพื่อช่วยในการจัดกลุ่มผู้เรียน เช่น การแบ่งกลุ่มแพ้ ชนะจากการเล่นเกม, วัน เดือน ปีเกิด, เลขลงท้ายเบอร์โทรศัพท์, สิ่งที่ชอบ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินกิจกรรมสันทนาการ เป็นต้น

จุดเด่น

  • ง่ายต่อการดำเนินการ
  • เหมาะกับการจัดกลุ่มแบบรวดเร็ว
  • ผู้เรียนสนุกสนาน มีความกระตือรือร้นในการร่วมกิจกรรม

ข้อจำกัด

  • ควบคุมจำนวนสมาชิกในกลุ่มค่อนข้างยาก ผู้สอนต้องแน่ใจว่าข้อมูลของผู้เรียนมีความกระจายตัวมากพอ
  • ผู้สอนควรมีทักษะการนำกิจกรรม

6. จัดกลุ่มแบบโต้วาที

กระบวนการ

ใช้กระบวนการโต้วาที มาประยุกต์ใช้ในการจัดกลุ่มผู้เรียน นั่นคือการจัดกลุ่มจากสองฝ่ายคือฝ่ายเสนอและฝ่ายค้าน จากความคิดเห็นที่ต่างกันของผู้เรียนในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง และโต้วาจาตามเวลาที่กำหนด

จุดเด่น

  • สามารถใช้ในกระบวนการเรียนรู้ ที่ต้องการให้ผู้เรียนฝึกฝนทักษะการคิด รับฟัง แสดงความคิดเห็นแบบไม่ตัดสิน ผู้เรียนมีโอกาสรับฟังความคิดเห็นระหว่างกันทั้งที่คล้อยตามและแตกต่างกัน

ข้อจำกัด

  • ควบคุมจำนวนสมาชิกในกลุ่มค่อนข้างยาก

7. จัดกลุ่มแบบสุ่ม

กระบวนการ

ผู้สอนจัดกลุ่มให้ผู้เรียน โดยไม่มีลำดับ ระบบ หรือเกณฑ์ใด ๆ ซึ่งเทคนิคนี้ถือเป็นวิธีการจัดกลุ่มที่ยุติธรรมที่สุดเพราะผู้เรียนมีโอกาสเท่าเทียมกันในการถูกมอบหมายเข้ากลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง โดยผู้สอนสามารถใช้อุปกรณ์ในห้องเรียนหรือเครื่องมือต่าง ๆ มาใช้ในการสุ่ม เช่น การสุ่มจากใบจับฉลาก หรือการใช้แอปพลิเคชันวงล้อสุ่ม

จุดเด่น

  • ลดอคติทั้งจากผู้เรียนและผู้สอนที่ส่งผลต่อการจัดกลุ่ม
  • ผู้เรียนมีโอกาสได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ทำงานร่วมกับเพื่อนที่ไม่สนิท

ข้อจำกัด

  • ผู้สอนไม่สามารถควบคุมการจัดกลุ่มให้มีความสมดุล เหมาะสมกับบริบทต่าง ๆ ที่ควรคำนึงได้ อาทิ กรณีที่ผู้เรียนที่มีความสามารถสูงอยู่กลุ่มเดียวกัน และผู้เรียนที่มีความสามารถต่ำกว่าอยู่กลุ่มเดียวกัน ก็จะส่งผลต่อความเร็ว ความช้าของการทำงานได้
  • การจัดกลุ่มแบบสุ่มมักเป็นประสบการณ์ที่ไม่ดีสำหรับผู้เรียน

8. เลือกหัวหน้ากลุ่ม แล้วหาลูกทีม

กระบวนการ

ผู้สอนให้ผู้เรียนเสนอรายชื่อหัวหน้ากลุ่ม  จากนั้นให้หัวหน้ากลุ่มสรรหาลูกทีม ทั้งนี้ กรณีที่การทำงานกลุ่มใช้ระยะเวลานาน สมาชิกในทีมก็สามารถสลับบทบาทกันได้ เพื่อให้มีความสามารถในการทำงานที่หลากหลาย

จุดเด่น

  • ผู้เรียนทั้งห้องมีโอกาสได้เสนอชื่อหัวหน้ากลุ่มที่คิดว่าน่าเชื่อถือ มีความสามารถในการบริหารจัดการทีม และมีโอกาสเลือกสมาชิกในกลุ่ม

ข้อจำกัด

  • ผู้เรียนบางคนที่ไม่สนิทกับเพื่อน อาจถูกละเลย

9. ใช้บัตรเสี่ยงทาย

ตัวอย่างการนำไปใช้ของ อ.ธงชัย โรจน์กังสดาล ในรายวิชาการคิดเชิงนวัตกรรมหรือ Innovative Thinking วิชาการศึกษาทั่วไป (GenEd)

กระบวนการ

ผู้สอนให้ผู้เรียนหยิบบัตรนักศึกษาวางที่โต๊ะ และให้หยิบบัตรที่มีคณะไม่ซ้ำกันจำนวน 4 ใบ เพื่อทำงานกลุ่มร่วมกัน ทั้งนี้ ผู้สอนมีการแจ้งให้ผู้เรียนทราบไว้ตั้งแต่ต้นเทอมแล้วว่าจะมีการทำงานกลุ่มที่สมาชิกในกลุ่มเป็นผู้เรียนจากต่างคณะ และให้ผู้เรียนนั่งโต๊ะที่ไม่ซ้ำเดิมในครั้งถัดไปเสมอ เพื่อเป็นการสร้างทัศนคติของผู้เรียนก่อนเริ่มการเรียนการสอน นอกจากนี้เมื่อทำงานเสร็จสิ้นในคาบเรียนแล้ว ให้ผู้เรียนประเมินการมีส่วนร่วมของเพื่อนร่วมกลุ่มด้วย โดยคะแนนในภาพรวมจะมาจากครูผู้สอนและเพื่อนร่วมกลุ่ม

จุดเด่น

  • เหมาะสำหรับการจัดกลุ่ม 3-4 คน ในรายวิชาที่มีผู้เรียนหลายคณะ และต้องการพัฒนาทักษะความคิดสร้างสรรค์
  • การทำ Peer – Group Assessment  ทำให้ผู้เรียนกระตือรือร้นในการทำงาน ไม่มีปัญหาการทิ้งงาน

ข้อจำกัด

  • ผู้เรียนบางคนอาจกังวลใจที่ต้องทำงานร่วมกับเพื่อนใหม่อยู่เสมอ

วิธีลดปัญหาการที่เพื่อนสมาชิกไม่ร่วมทำงานกลุ่ม

โดยพื้นฐานแล้ว สิ่งที่ทำให้เกิดปัญหาและข้อขัดแย้งกันในกระบวนการทำงานกลุ่มมักเกิดจากการแบ่งปันผลประโยชน์ไม่สอดคล้องตามสัดส่วนการทำงานของสมาชิกในกลุ่ม โดยผู้สอนสามารถเตรียมความพร้อมเพื่อลดการเกิดปัญหาดังกล่าวได้โดยมีคำแนะนำดังนี้

คำแนะนำสำหรับข้อควรปฏิบัติสำหรับผู้สอน

  • ใช้การประเมินแบบ Peer – Group Assessment  โดยให้ผู้เรียนในกลุ่มประเมินการมีส่วนร่วมในการทำงานของสมาชิกในกลุ่ม
  • แจกแจงส่วนงานในแต่ละงาน โดยมอบหมายให้สมาชิกแต่ละคนมีส่วนรับผิดชอบในส่วนงานย่อย และติดตามความก้าวหน้าของงานแต่ละส่วน
  • สมาชิกแต่ละคนมีโอกาสได้นำเสนอผลงานของตนเอง แม้ว่าวิธีนี้ผู้สอนจะใช้ต้องใช้เวลานาน และเป็นการเพิ่มภาระมากขึ้น แต่การนำเสนองานในแต่ละส่วนจะช่วยลดการทิ้งงานของสมาชิกในกลุ่มได้
  • มอบหมายงานที่น่าสนใจและมีความท้าทายด้วยเทคนิคการสอนและการประเมินต่างๆ เช่น  Problem-based Learning, Authentic Assessment หรือ Nested Learning Activities ซึ่งหากงานที่มีความท้าทายน้อย สมาชิกในกลุ่มหนึ่งหรือสองคนสามารถทำให้สำเร็จได้อย่างง่ายดาย ก็จะเพิ่มโอกาสการทิ้งงานของสมาชิกที่เหลือ วิธีการประเมินในรูปแบบนี้จะช่วยส่งเสริมให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในงานที่ได้รับมอบหมายเป็นระยะๆ ตลอดภาคการศึกษา ผู้สอนมีโอกาสได้ให้ผลสะท้อนกลับ (Feedback) แก่ผู้เรียนอยู่เสมอ และช่วยให้ผู้สอนสามารถประเมินการมีส่วนร่วมของสมาชิกในกลุ่มได้เช่นกัน

การจัดกลุ่มแต่ละแบบ ล้วนมีทั้งจุดเด่นและข้อจำกัดอยู่ ซึ่งผู้สอนสามารถเลือกใช้โดยพิจารณาจากปัจจัยต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง อาทิ บริบทของผู้เรียน บริบทของรายวิชา ทักษะที่ต้องการพัฒนา พื้นที่การเรียนรู้ ฯลฯ โดยจากงานศึกษาวิจัยส่วนใหญ่พบว่า กลุ่มที่มีการจัดกลุ่มแบบผู้เรียนเลือกเองจะมีผลการเรียนที่ดีกว่า เนื่องจากผู้เรียนมีความมุ่งมั่นมากขึ้น กระตือรือร้นกับการทำงานกลุ่ม และมีการสื่อสารภายในกลุ่มที่ดี  อย่างไรก็ตาม กลุ่มที่มีความแตกต่างกันจะช่วยให้ผู้เรียนได้รับความคิดเห็นที่แตกต่าง มีความหลากหลายในการแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อน ดังนั้นผู้สอนควรเลือกวิธีจัดกลุ่มให้เหมาะสมกับวัตถุประสงค์การเรียนรู้และปัจจัยอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

อ้างอิง

  • Kifle, T., & Bonner, S. (2023, June 12). Successful group work is all in the selection process. Time Higher Education.จาก https://www.timeshighereducation.com/campus/successful-group-work-all-selection-process
  • Plook Teacher (2019, March 27). วิธีในการจัดเรียงนักเรียนเพื่อทำงานกลุ่ม. True Plook Panya. จาก https://www.trueplookpanya.com/education/content/72362/-teaartedu-teaart-teamet-

ธงชัย โรจน์กังสดาล (2019, June 21). วิธีจัดกลุ่มผู้เรียนในมหาวิทยาลัย. Medium.จาก https://thongchairoj.medium.com/%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%B5%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B8%9C%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%A2-fcc9b9a51c45

งานวิจัยการหาแนวทางพัฒนาระบบการเลี้ยงสัตว์น้ำ 

feather-calendarPosted on 1 เมษายน 2024 document กลุ่มงานวิจัย
แชร์

งานวิจัยพื้นฐานและงานวิจัยประยุกต์เพื่อตอบโจทย์ในการหาแนวทางการพัฒนาระบบการเลี้ยงสัตว์น้ำที่มีประสิทธิภาพ ปลอดเชื้อก่อโรค และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมทั้งศึกษาผลองสภาพแวดล้อม เช่น คุณภาพน้ำ มีผลอย่างไรต่อการทำงานของระบบในร่างกายของสัตว์น้ำ โดยเฉพาะสัตว์น้ำเศรษฐกิจ  ซึ่งการบริหารจัดการระบบที่ดีมีโอกาสทำให้ได้ผลผลิตสัตว์น้ำที่เป็นแหล่งอาหารและรายได้เพิ่มขึ้น ตัวอย่างงานวิจัยที่กำลังศึกษา ได้แก่ การศึกษาประชาคมแบคทีเรียจากน้ำในการเลี้ยงปลานิลด้วยระบบน้ำหมุนเวียนแบบปิดร่วมกับการปลูกผัก  

งานวิจัยด้านประสาทวิทยาศาสตร์ 

feather-calendarPosted on 1 เมษายน 2024 document กลุ่มงานวิจัยUncategorized
แชร์

กลุ่มงานวิจัยด้านประสาทวิทยาศาสตร์ ถูกก่อตั้งและบริหารจัดการโดย ดร. ศิรวัช อิทธิปุระพัฒน์ ภายใต้ชื่อ ศูนย์วิจัยและนวัตกรรมประสาทวิทยาศาสตร์ Neuroscience Centre for Research and Innovation (NX) มุ่งเน้นศึกษากลไกของสมองที่สนับสนุนการเรียนรู้ ความสนใจ และความจำในกลุ่มประชากรปกติ และทางคลินิก เช่น โรคจิตเภท สมาธิสั้น เพื่อแก้ปัญหาการทำงานของสมอง โดยวิธีการ ทางประสาทวิทยาแบบผสมผสาน ได้แก่ EEG, fMRI, การกระตุ้นสมอง, จิตวิทยาฟิสิกส์, การติดตามสายตาและแบบจำลองการคำนวณ 

กรุ๊ปวิจัยนาโนเซลลูโลส และวัสดุจากธรรมชาติ 

feather-calendarPosted on 1 เมษายน 2024 document กลุ่มงานวิจัย
แชร์

กรุ๊ปวิจัยนาโนเซลลูโลส และวัสดุจากธรรมชาติได้ถูกก่อตั้งโดย ผศ. ดร.สุภโชค ตันพิชัย โดยมีจุดมุ่งหมายที่จะผลิตนาโนเซลลูโลส และลิกโนนาโนเซลลูโลสในระดับอุตสาหกรรมจากวัสดุเหลือใช้จากกระบวนการเกษตร เช่น ใบสับปะรด ชานอ้อน ผักตบชวา เป็นต้น และเป็นการเพิ่มมูลค่าให้แก่วัสดุเหลือใช้อีกทางหนึ่งด้วย เนื่องจากประเทศไทยมีวัสดุเหลือใช้จากกระบวนการเกษตรในแต่ละปีในปริมาณมาก นอกจากนี้การนำนาโนเซลลูโลส และลิกโนนาโนเซลลูโลสไปใช้ในงานประเภทวัสดุเชิงประกอบ อุปกรณิอิเล็กทรอนิกส์ โซลาร์เซลล์ บรรจุภัณฑ์ กระดาษ และเครื่องสำอางค์ และการพัฒนาวัสดุจากวัสดุจากธรรมชาติประเภทอื่น เช่น ไคติน ไคโตซาน แป้ง เจลาตินก็เป็นอีกเป้าหมายหนึ่งของกรุ๊ปวิจัยที่มีความพยายามหาวัสดุมาใช้ทดแทนพอลิเมอร์จากปิโตรเลียม