แนวทางการพัฒนาบุคลากร มจธ. โดย สำนักงานพัฒนาทรัพยากรบุคคล (HRD) ร่วมกับสถาบันการเรียนรู้ (LI)



![]()
![]()
ขอเชิญบุคลากร มจธ. และผู้ที่สนใจ เข้าร่วมกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนเรียนรู้ “แลกเปลี่ยนแนวคิด พิชิต PSF”
เพื่อเตรียมความพร้อมในการยื่นขอรับรอง PSF (Professional Standard framework) และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ประโยชน์ที่ได้รับ รวมทั้งอุปสรรคและวิธีแก้ไขปัญหาที่พบ
ในวันพุธที่ 31 กรกฎาคม 2567 เวลา 9.00 -12.00 น.
รูปแบบ Online ผ่าน Application ZOOM
วิทยากรโดย
รศ. ดร.สุรวุฒิ ช่วงโชติ รองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะวิศวกรรมศาสตร์, SFHEA
รศ. ดร.ปริญญา เสงี่ยมสุนทร รองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะวิทยาศาสตร์, SFHEA
ผศ. ดร.พิเชษฐ์ พินิจ หัวหน้าสาขาวิชาครุศาสตร์เครื่องกล, SFHEA
ดำเนินรายการโดย
อ.คชานนท์ นิรันดร์พงศ์ นักวิจัยประจำสถาบันการเรียนรู้, SFHEA
สามารถลงทะเบียนได้ที่ https://bit.ly/psf-sharing
กิจกรรมฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
นายไพฑูรย์ อนันต์ทเขต โทร. 02-470-8424

เรียบเรียงโดย นายไพฑูรย์ อนันต์ทเขต นักพัฒนาการศึกษา สถาบันการเรียนรู้
หลักและกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ในห้องเรียน
ปีเตอร์ เอลเลอร์ตัน (Peter Ellerton) อาจารย์สอนวิชา Critical Thinking มหาวิทยาลัยควีนส์แลนด์ ได้เสนอแนวทางการสอนพื้นฐานที่จำเป็นต้องคำนึงถึง 4 ข้อหลัก คือ
ตัวอย่างแนวทางและกิจกรรมการเรียนรู้ที่ช่วยกระตุ้นทักษะการคิดวิพากษ์
โดยในบทความนี้จะรวบรวมไว้ 5 กิจกรรม ดังนี้
1. กิจกรรมอภิปราย (Debates)
การจัดเวทีอภิปรายในชั้นเรียนเป็นอีกวิธีการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพในการส่งเสริมทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ได้ เพราะการเรียนรู้ในรูปแบบนี้จะกระตุ้นให้ผู้เรียนได้ค้นคว้า วิเคราะห์ข้อมูล และนำมาสนับสนุนในจุดยืนของฝั่งตนเอง หรือของกลุ่ม และมีการถกเถียงเพื่อให้เห็นมุมมองของฝ่ายที่แตกต่างกันได้
2. กิจกรรมเรียนรู้จากปัญหา (Problem-Based Learning : PBL)
การเรียนรู้ในรูปแบบนี้จะมีการกำหนดประเด็นปัญหาในโลกความจริง และมอบหมายให้กลุ่มผู้เรียนไปค้นคว้าข้อมูล และสรุปเป็นวิธีแก้ พร้อมกลับมานำเสนอวิธีนั้น

3.การตั้งคำถามปลายเปิด (Questioning)
ผู้สอนสามารถใช้คำถามปลายเปิด การใช้คำถาม 5W1H ในการตั้งคำถาม แทนการถามว่าถูกหรือผิด เพื่อให้ผู้เรียนได้มีการค้นคว้าความรู้ ข้อมูลเพิ่มเติม เพื่อนำมาทบทวน วิเคราะห์ อธิบายให้เหตุผลในการตอบคำถามของตนเอง เช่น สภาวะโลกร้อนเกิดจากอะไรบ้าง ส่งผลกับมนุษย์และสัตว์โลกอย่างไร หรือควรแก้ปัญหานี้อย่างไร เป็นต้น
4.การทำแผนที่ความคิด (Mind Mapping)
การทำแผนที่ความคิดช่วยให้ผู้เรียนได้ค้นคว้าข้อมูล ในประเด็นที่กำหนด และจัดระเบียบวิเคราะห์ข้อมูลที่ซับซ้อนได้ จึงเป็นอีกหนึ่งวิธีการเรียนรู้ที่ช่วยให้ผู้เรียนได้ฝึกฝนการพิจารณาข้อมูลให้ครบถ้วนในแต่ละประเด็นซึ่งเป็นพื้นฐานของการคิดเชิงวิพากษ์
5.กิจกรรมเรียนรู้จากกรณีศึกษา (Case study)
กรณีศึกษาเป็นเทคนิคการสอนที่มีการกำหนดประเด็นคำถามเกี่ยวกับเหตุการณ์สมมติหรือเหตุการณ์ที่มีเค้าโครงจากเรื่องจริง โดยมีคำตอบได้หลากหลาย ไม่ได้มีการจำกัดคำตอบที่ถูกเพียงคำตอบเดียว ซึ่งการเรียนรูปแบบที่กระตุ้นให้ผู้เรียนได้ฝึกการคิดวิเคราะห์ และการอภิปรายสภาพการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมทั้งเชื่อมโยงความรู้หรือทักษะที่ได้เรียนรู้เข้ากับเหตุการณ์นั้น
อ้างอิง

Critical thinking หรือการคิดเชิงวิพากษ์
Critical Thinking มีคำเรียกในภาษาไทยว่า การคิดเชิงวิพากษ์ หรือ การคิดอย่างมีวิจารณญาณ หมายถึง ความตั้งใจที่จะพิจารณาตัดสินเรื่องใดเรื่องหนึ่ง โดยการไม่เห็นคล้อยตามข้ออ้างที่นำเสนอ แต่ตั้งคำถามหรือโต้แย้งข้ออ้างนั้น เพื่อนำไปสู่การแสวงหาคำตอบที่สมเหตุสมผลมากกว่าข้ออ้างเดิม
ความสำคัญของการคิดเชิงวิพากษ์
ข้อมูลในยุคดิจิทัลนั้นเข้าถึงได้ง่ายดาย ซึ่งอาจจะมีทั้งข้อมูลเท็จ ข้อมูลที่ถูกบิดเบือนไป ปะปนมากับข้อมูลจริง ทำให้การเสพข้อมูลจำเป็นต้องใช้วิจารณญาณของตนเองมากขึ้น เพื่อให้สามารถแยกแยะข้อมูลจริง ออกมาจากข้อมูลเหล่านั้นได้
ทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ (Critical Thinking) ก็เป็นอีกหนึ่ง Soft skills ที่มีความจำเป็นต่อการทำงานในอนาคต โดยจะเห็นว่าการประกาศรับสมัครงานของบริษัทต่าง ๆ มักจะมีการใส่ทักษะนี้อยู่บ่อยครั้ง และสภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum: WEF) ก็ได้ประกาศว่าทักษะนี้เป็น 1 ใน 10 ทักษะแห่งอนาคตที่เป็นที่ต้องการสูงในปี 2025 อีกด้วย

การคิดเชิงวิพากษ์เป็นกระบวนการคิดเพื่อให้ได้ข้อสรุป แนวทางในการตัดสินใจที่มีเหตุผล มี ทฤษฎีมารองรับ ไม่คล้อยตามต่อข้อมูลหรือปรากฏการณ์ใด ๆ โดยง่าย ผ่านการตั้งข้อสงสัย การตั้งคำถาม การค้นข้อมูลใหม่ และมีการถกเถียงกัน แม้ว่าคนส่วนใหญ่จะเชื่อว่ามีข้อมูลที่ดีที่สุดอยู่แล้วก็ตาม บุคคลที่มีทักษะการคิดเชิงวิพากษ์นี้ จะเป็นคนกล้าคิด กล้ามองในมุมใหม่ กล้าออกจาก Comfort Zone หรือความเชื่อเดิม แม้การฝึกฝนทักษะนี้จะทำได้ค่อนข้างยาก แต่การพยายามพัฒนาทักษะนี้จะช่วยกระตุ้นให้มีการเปิดรับ เปิดใจและเรียนรู้ได้
การคิดวิพากษ์นับได้ว่าเป็น “จุดเริ่มต้น” ของความคิดสร้างสรรค์ เพราะเมื่อมีการตั้งข้อสงสัย ไม่เชื่อสิ่งเดิม จะส่งผลให้มีการหาข้อมูล หาแนวทาง ข้อสรุปที่ดีกว่า จนเกิดเป็นความคิดสร้างสรรค์ และนวัตกรรมใหม่ ๆ ขึ้นได้
หากมีการพัฒนาทักษะการคิดเชิงวิพากษ์อย่างสม่ำเสมอ จะทำให้เราสามารถพัฒนาคุณสมบัติของการเป็นผู้นำที่ดีได้ เช่น
5 ขั้นตอนเพื่อพัฒนากระบวนการคิดเชิงวิพากษ์
การพัฒนาทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ (Critical thinking) สามารถทำได้ในชีวิตประจำวัน โดยมีกระบวนการพัฒนา 5 ขั้นตอน ดังต่อไปนี้
แนวทางการพัฒนานิสัยตนเองเพื่อให้เกิดทักษะการวิพากษ์
วิธีการตอบสนองเมื่อถูกวิพากษ์
อ้างอิง

การแบ่งกลุ่มผู้เรียนสำหรับการทำงานกลุ่มหรือทำกิจกรรมร่วมกัน เป็นส่วนช่วยให้ผู้เรียนในชั้นเรียนหรือเพื่อนร่วมกลุ่มเกิดปฏิสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน เกิดการเรียนรู้จากการพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น รับฟังความคิดเห็นจากมุมมองที่แตกต่าง รวมทั้งการฝึกฝนทักษะการบริหารจัดการการทำงานภายในกลุ่ม นอกจากนี้ยังช่วยลดภาระในการจัดการชั้นเรียนของผู้สอนอีกด้วย อย่างไรก็ตาม ผู้สอนควรมีกระบวนการจัดกลุ่มผู้เรียนที่เหมาะสม โดยคำนึงถึงปัจจัยต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง อาทิ บริบทของผู้เรียน บริบทของรายวิชา ทักษะที่ต้องการพัฒนา พื้นที่การเรียนรู้ ฯลฯ เพื่อให้ผู้เรียนสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และลดปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นภายในกลุ่ม อาทิ การเกี่ยงงาน การไม่ช่วยเหลืองานภายในกลุ่ม การทะเลาะเบาะแว้ง ฯลฯ โดยผู้สอนสามารถเลือกใช้เทคนิคการจัดกลุ่มที่แนะนำทั้ง 9 เทคนิค โดยมีการเปรียบเทียบจุดเด่นและข้อจำกัดไว้ ดังนี้
เทคนิคการจัดกลุ่มผู้เรียน
1. ผู้เรียนจัดกลุ่มด้วยตนเอง
กระบวนการ
ผู้สอนมอบหมายให้ผู้เรียนเลือกสมาชิกในกลุ่มด้วยตนเอง
จุดเด่น
ข้อจำกัด
กระบวนการเสริม
เพื่อลดปัญหาที่เกิดขึ้นจากรูปแบบการจัดกลุ่มดังกล่าว และช่วยให้ผู้เรียนเกิดการกระจายกลุ่มมากขึ้น ผู้สอนสามารถตั้งเงื่อนไขเพิ่มเติม เช่น สมาชิกในกลุ่มจะต้องมีจำนวนผู้เรียนเพศชาย และเพศหญิง อย่างละเท่า ๆ กัน, ภายในกลุ่มให้มีหลายคณะ คณะเดียวกันไม่ควรมีจำนวนเกินครึ่งหนึ่ง เป็นต้น
2. ผู้สอนกำหนดกลุ่มไว้ล่วงหน้า
กระบวนการ
ผู้สอนจัดกลุ่มผู้เรียนตามคุณลักษณะบางอย่าง เช่น คะแนนเฉลี่ย เพศ สถานะของผู้เรียน (ชาวไทย คนต่างชาติ) ภาควิชา สาขาวิชา เป็นต้น
จุดเด่น
ข้อจำกัด
3. จัดกลุ่มแบบคู่ผสม
กระบวนการ
เป็นกระบวนการที่ผสมผสานระหว่างเทคนิคที่ 1 และ 2 โดยให้ผู้เรียนจับคู่กับเพื่อนก่อน จากนั้นผู้สอนทำการรวมคู่เข้าเป็นกลุ่มใหญ่ โดยอิงเกณฑ์ที่ผู้สอนกำหนดหรือจากการสุ่ม
จุดเด่น
4. จัดกลุ่มตามสภาพแวดล้อมการเรียนรู้
กระบวนการ
ผู้สอนให้ผู้เรียนจับคู่ จัดกลุ่ม โดยพิจารณาจากสถานการณ์และสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ เช่น จัดกลุ่มตามแถว ตามโต๊ะที่นั่ง การจับคู่จากการหันซ้าย หันขวา หันหลัง
จุดเด่น
ข้อจำกัด
5. ใช้กิจกรรมสันทนาการในการจัดกลุ่ม
กระบวนการ
ผู้สอนใช้กิจกรรมสันทนาการเพื่อช่วยในการจัดกลุ่มผู้เรียน เช่น การแบ่งกลุ่มแพ้ ชนะจากการเล่นเกม, วัน เดือน ปีเกิด, เลขลงท้ายเบอร์โทรศัพท์, สิ่งที่ชอบ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินกิจกรรมสันทนาการ เป็นต้น
จุดเด่น
ข้อจำกัด
6. จัดกลุ่มแบบโต้วาที
กระบวนการ
ใช้กระบวนการโต้วาที มาประยุกต์ใช้ในการจัดกลุ่มผู้เรียน นั่นคือการจัดกลุ่มจากสองฝ่ายคือฝ่ายเสนอและฝ่ายค้าน จากความคิดเห็นที่ต่างกันของผู้เรียนในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง และโต้วาจาตามเวลาที่กำหนด
จุดเด่น
ข้อจำกัด
7. จัดกลุ่มแบบสุ่ม
กระบวนการ
ผู้สอนจัดกลุ่มให้ผู้เรียน โดยไม่มีลำดับ ระบบ หรือเกณฑ์ใด ๆ ซึ่งเทคนิคนี้ถือเป็นวิธีการจัดกลุ่มที่ยุติธรรมที่สุดเพราะผู้เรียนมีโอกาสเท่าเทียมกันในการถูกมอบหมายเข้ากลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง โดยผู้สอนสามารถใช้อุปกรณ์ในห้องเรียนหรือเครื่องมือต่าง ๆ มาใช้ในการสุ่ม เช่น การสุ่มจากใบจับฉลาก หรือการใช้แอปพลิเคชันวงล้อสุ่ม
จุดเด่น
ข้อจำกัด
8. เลือกหัวหน้ากลุ่ม แล้วหาลูกทีม
กระบวนการ
ผู้สอนให้ผู้เรียนเสนอรายชื่อหัวหน้ากลุ่ม จากนั้นให้หัวหน้ากลุ่มสรรหาลูกทีม ทั้งนี้ กรณีที่การทำงานกลุ่มใช้ระยะเวลานาน สมาชิกในทีมก็สามารถสลับบทบาทกันได้ เพื่อให้มีความสามารถในการทำงานที่หลากหลาย
จุดเด่น
ข้อจำกัด
9. ใช้บัตรเสี่ยงทาย
ตัวอย่างการนำไปใช้ของ อ.ธงชัย โรจน์กังสดาล ในรายวิชาการคิดเชิงนวัตกรรมหรือ Innovative Thinking วิชาการศึกษาทั่วไป (GenEd)
กระบวนการ
ผู้สอนให้ผู้เรียนหยิบบัตรนักศึกษาวางที่โต๊ะ และให้หยิบบัตรที่มีคณะไม่ซ้ำกันจำนวน 4 ใบ เพื่อทำงานกลุ่มร่วมกัน ทั้งนี้ ผู้สอนมีการแจ้งให้ผู้เรียนทราบไว้ตั้งแต่ต้นเทอมแล้วว่าจะมีการทำงานกลุ่มที่สมาชิกในกลุ่มเป็นผู้เรียนจากต่างคณะ และให้ผู้เรียนนั่งโต๊ะที่ไม่ซ้ำเดิมในครั้งถัดไปเสมอ เพื่อเป็นการสร้างทัศนคติของผู้เรียนก่อนเริ่มการเรียนการสอน นอกจากนี้เมื่อทำงานเสร็จสิ้นในคาบเรียนแล้ว ให้ผู้เรียนประเมินการมีส่วนร่วมของเพื่อนร่วมกลุ่มด้วย โดยคะแนนในภาพรวมจะมาจากครูผู้สอนและเพื่อนร่วมกลุ่ม
จุดเด่น
ข้อจำกัด
วิธีลดปัญหาการที่เพื่อนสมาชิกไม่ร่วมทำงานกลุ่ม
โดยพื้นฐานแล้ว สิ่งที่ทำให้เกิดปัญหาและข้อขัดแย้งกันในกระบวนการทำงานกลุ่มมักเกิดจากการแบ่งปันผลประโยชน์ไม่สอดคล้องตามสัดส่วนการทำงานของสมาชิกในกลุ่ม โดยผู้สอนสามารถเตรียมความพร้อมเพื่อลดการเกิดปัญหาดังกล่าวได้โดยมีคำแนะนำดังนี้
คำแนะนำสำหรับข้อควรปฏิบัติสำหรับผู้สอน
การจัดกลุ่มแต่ละแบบ ล้วนมีทั้งจุดเด่นและข้อจำกัดอยู่ ซึ่งผู้สอนสามารถเลือกใช้โดยพิจารณาจากปัจจัยต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง อาทิ บริบทของผู้เรียน บริบทของรายวิชา ทักษะที่ต้องการพัฒนา พื้นที่การเรียนรู้ ฯลฯ โดยจากงานศึกษาวิจัยส่วนใหญ่พบว่า กลุ่มที่มีการจัดกลุ่มแบบผู้เรียนเลือกเองจะมีผลการเรียนที่ดีกว่า เนื่องจากผู้เรียนมีความมุ่งมั่นมากขึ้น กระตือรือร้นกับการทำงานกลุ่ม และมีการสื่อสารภายในกลุ่มที่ดี อย่างไรก็ตาม กลุ่มที่มีความแตกต่างกันจะช่วยให้ผู้เรียนได้รับความคิดเห็นที่แตกต่าง มีความหลากหลายในการแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อน ดังนั้นผู้สอนควรเลือกวิธีจัดกลุ่มให้เหมาะสมกับวัตถุประสงค์การเรียนรู้และปัจจัยอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง
อ้างอิง
ธงชัย โรจน์กังสดาล (2019, June 21). วิธีจัดกลุ่มผู้เรียนในมหาวิทยาลัย. Medium.จาก https://thongchairoj.medium.com/%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%B5%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B8%9C%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%A2-fcc9b9a51c45

งานวิจัยพื้นฐานและงานวิจัยประยุกต์เพื่อตอบโจทย์ในการหาแนวทางการพัฒนาระบบการเลี้ยงสัตว์น้ำที่มีประสิทธิภาพ ปลอดเชื้อก่อโรค และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมทั้งศึกษาผลองสภาพแวดล้อม เช่น คุณภาพน้ำ มีผลอย่างไรต่อการทำงานของระบบในร่างกายของสัตว์น้ำ โดยเฉพาะสัตว์น้ำเศรษฐกิจ ซึ่งการบริหารจัดการระบบที่ดีมีโอกาสทำให้ได้ผลผลิตสัตว์น้ำที่เป็นแหล่งอาหารและรายได้เพิ่มขึ้น ตัวอย่างงานวิจัยที่กำลังศึกษา ได้แก่ การศึกษาประชาคมแบคทีเรียจากน้ำในการเลี้ยงปลานิลด้วยระบบน้ำหมุนเวียนแบบปิดร่วมกับการปลูกผัก

กลุ่มงานวิจัยด้านประสาทวิทยาศาสตร์ ถูกก่อตั้งและบริหารจัดการโดย ดร. ศิรวัช อิทธิปุระพัฒน์ ภายใต้ชื่อ ศูนย์วิจัยและนวัตกรรมประสาทวิทยาศาสตร์ Neuroscience Centre for Research and Innovation (NX) มุ่งเน้นศึกษากลไกของสมองที่สนับสนุนการเรียนรู้ ความสนใจ และความจำในกลุ่มประชากรปกติ และทางคลินิก เช่น โรคจิตเภท สมาธิสั้น เพื่อแก้ปัญหาการทำงานของสมอง โดยวิธีการ ทางประสาทวิทยาแบบผสมผสาน ได้แก่ EEG, fMRI, การกระตุ้นสมอง, จิตวิทยาฟิสิกส์, การติดตามสายตาและแบบจำลองการคำนวณ

กรุ๊ปวิจัยนาโนเซลลูโลส และวัสดุจากธรรมชาติได้ถูกก่อตั้งโดย ผศ. ดร.สุภโชค ตันพิชัย โดยมีจุดมุ่งหมายที่จะผลิตนาโนเซลลูโลส และลิกโนนาโนเซลลูโลสในระดับอุตสาหกรรมจากวัสดุเหลือใช้จากกระบวนการเกษตร เช่น ใบสับปะรด ชานอ้อน ผักตบชวา เป็นต้น และเป็นการเพิ่มมูลค่าให้แก่วัสดุเหลือใช้อีกทางหนึ่งด้วย เนื่องจากประเทศไทยมีวัสดุเหลือใช้จากกระบวนการเกษตรในแต่ละปีในปริมาณมาก นอกจากนี้การนำนาโนเซลลูโลส และลิกโนนาโนเซลลูโลสไปใช้ในงานประเภทวัสดุเชิงประกอบ อุปกรณิอิเล็กทรอนิกส์ โซลาร์เซลล์ บรรจุภัณฑ์ กระดาษ และเครื่องสำอางค์ และการพัฒนาวัสดุจากวัสดุจากธรรมชาติประเภทอื่น เช่น ไคติน ไคโตซาน แป้ง เจลาตินก็เป็นอีกเป้าหมายหนึ่งของกรุ๊ปวิจัยที่มีความพยายามหาวัสดุมาใช้ทดแทนพอลิเมอร์จากปิโตรเลียม