ขั้นตอนการบริหารจัดการโครงการอย่างเป็นระบบ

feather-calendarPosted on 17 มิถุนายน 2022 document Other KnowledgeUncategorized
แชร์

(Project Management Part 1)

โดย ดร.วินัย หอมสมบัติ  บัณฑิตวิทยาลัยการจัดการและนวัตกรรม มจธ.

เรียบเรียงโดย ทีม CELT 

การทำงานทั่วไปนั้นจะสามารถจัดแบ่งประเภทงานเป็นกลุ่มใหญ่ ๆ ได้ 2 ประเภท ได้แก่ งานประจำ และงานโครงการ โดยนิยามงานแต่ละประเภทมี ดังนี้

งานประจำ คือ งานที่มีลักษณะการทำงานที่ต่อเนื่อง ทำงานซ้ำ ๆ ไม่ค่อยมีการเปลี่ยนแปลงขั้นตอนการทำงานมาก มีกรอบเวลาในการทำงานต่อเนื่องไม่สิ้นสุด ผลตอบแทนแน่นอน และมีโอกาสเพิ่มค่าตอบแทนขึ้นเมื่อทำงานไปนาน ๆ

งานโครงการ คือ งานที่มีจุดมุ่งหมายชัดเจน มุ่งเน้นการเปลี่ยนแปลงพัฒนา มีขอบเขตการทำงานชัดเจนเพื่อตอบจุดมุ่งหมาย

งานประจำกับงานโครงการ  เราสามารถแยกแยะงานที่ทำว่าเป็นงานประเภทใดด้วยการสังเกตจากมุมมองต่าง ๆ ของงานได้ ดังนี้

  • ขอบข่ายของงาน งานประจำจะมีขอบข่ายของงานชัดเจน สามารถปฏิบัติงานซ้ำได้  ส่วนงานโครงการจะมีลักษณะการทำงานที่แตกต่างกันออกไปตามวัตถุประสงค์ของแต่ละโครงการ
    • เวลา งานประจำจะมีเวลาในการทำงานต่อเนื่องไม่มีสิ้นสุด ส่วนงานโครงการนั้นจะมีเวลาเริ่มต้นและจุดจบที่ชัดเจน
    • ความเปลี่ยนแปลง งานประจำจะไม่เปลี่ยนแปลง หรือเปลี่ยนเล็กน้อยและเป็นไปอย่างช้า ๆ ค่อยเป็นค่อยไป ส่วนงานโครงการนั้นจะเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วตามแต่แนวทางการทำงานของโครงการเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์
    • วัตถุประสงค์ งานประจำมีวัตถุประสงค์การทำงานให้ครอบคลุมทั้งห่วงโซ่การดำเนินงาน ส่วนงานโครงการมีวัตถุประสงค์เพื่อเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะ
    • ทรัพยากร การใช้ทรัพยากร หรืองบประมาณของงานประจำนั้นสามารถเพิ่มได้ตามความจำเป็นไม่สามารถขาดได้ เพราะหากไม่สามารถดำเนินงานประเภทนี้แล้วองค์กรจะได้รับผลกระทบทันที ส่วนงานโครงการสามารถจัดสรรได้ตามที่มี หรือตามข้อจำกัด เพราะหากหยุดดำเนินการอาจจะไม่เกิดผลกระทบกับองค์กรในทันที
    • ผลลัพธ์ของงาน งานประจำนั้นจะเน้นผลลัพธ์การทำงานด้านประสิทธิภาพ ส่วนงานโครงการจะเน้นที่ประสิทธิผลของการดำเนินการตามโครงการ
    • ทีมงาน งานประจำจะใช้ทีมงานกลุ่มเดิม ทำหน้าที่ตามตำแหน่งและบทบาทที่กำหนดไว้ ส่วนงานโครงการจะใช้ทีมงานที่หลากหลาย บทบาท ตำแหน่งการทำงานจะเปลี่ยนแปลงได้เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ของโครงการ

ใครคือผู้ทำหน้าที่บริหารโครงการ

ปัจจุบันผู้ที่จะทำหน้าที่บริหารโครงการได้นั้นอาจจะไม่จำเป็นต้องจบการบริหารมาก็ได้ กล่าวคือ ทุกคนสามารถทำหน้าที่บริหารโครงการได้ ถ้ามีสมรรถนะ หรือ Competency ดังต่อไปนี้

  • องค์ความรู้ที่ใช้ในการบริหารโครงการ (Project Management Body of Knowledge :PMBOK) ผู้ทำหน้าที่ควรมีองค์ความรู้ในการบริหารโครงการ ซึ่งองค์ความรู้นี้สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้จากสถาบันการศึกษาด้านบริหารโครงการที่มีการสรุปและเผยแพร่ไว้ หรือมีการเปิดรับรองสมรรถนะให้กับผู้สนใจเรียนรู้
  • ทักษะทางเทคนิคที่เกี่ยวข้อง (Related Technical Skills) คือ ผู้ที่มีทักษะความสามารถในลักษณะงานที่มีความจำเพาะและเป็นทักษะที่มีความจำเป็นต่อการดำเนินงานโครงการ เช่น การเขียนโปรแกรม  การสร้างเว็บไซต์ แอพพลิเคชั่น เป็นต้น
  • ความเข้าใจสภาพแวดล้อมโครงการ (Project Environment Understanding) ผู้บริหารโครงการจะต้องสามารถมองเห็นภาพรวมของโครงการได้
  • ทักษะการจัดการทั่วไป (General Management Skills) ควรมีทักษะในการมอบหมายงานให้กลุ่มบุคคล วางแผนงาน แบ่งทรัพยากร เทคโนโลยี เพื่อให้โครงการบรรลุวัตถุประสงค์
  • ทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล (Interpersonal Skills) เนื่องจากการทำงานโครงการนั้นจะเป็นการร่วมมือกันระหว่างทีมงานที่มีความแตกต่างหลากหลาย ผู้บริหารโครงการควรมีทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล กล่าวคือ มีทักษะในการสั่งการ มอบหมายงาน สื่อสาร ติดตามทีมงานที่ดี

The 5 Project Management Process Groups

การบริหารโครงการ (Project Management) คือ การใช้ความรู้เฉพาะ ทักษะ เครื่องมือ และเทคนิค ดำเนินโครงการให้มีความเป็นระเบียบ เป็นระบบมากขึ้น สำเร็จได้ตามวัตถุประสงค์ หรือมีคุณค่าต่อผู้คน ผู้จ้างวาน หัวหน้า หรือลูกค้า  

มาตรฐานการบริหารโครงการ เครื่องมือสำหรับการควบคุมคุณภาพในการบริหาร (Quality of Management) ที่เผยแพร่ สอน อบรมตามสถาบันฯ ต่าง ๆ นั้นมีหลากหลาย อาทิเช่น 7S TQA  5S BSC Six-Sigma ISO HNQA เป็นต้น ซึ่งกระบวนการบริหารโครงการอย่างเป็นมาตรฐานจะถูกแบ่งออกเป็น 5 ขั้นตอน ดังนี้

ขั้นที่ 1 ริเริ่ม (Initiating) คือ การนิยามโครงการใหม่ วิสัยทัศน์ และขอบเขตโครงการ กล่าวคือจะต้องทราบว่าโครงการนี้มีที่มาอย่างไร มีประเด็นปัญหาอะไร (Pain Point) ต้องการพัฒนาอย่างไร มีจุดคุ้มทุนอย่างไร หรือมีวัตถุประสงค์เป็นอย่างไร ถึงแม้ว่าอาจจะได้รับมอบเป้าหมายจากผู้บริหารมา ก็ยังจำเป็นต้องทำการวิเคราะห์ เพื่อทราบรายละเอียดต่าง ๆ ข้างต้น ที่เรียกว่า “Project Charter

สิ่งที่ต้องทำ: กฎบัตรโครงการ (Project Charter)

กฎบัตรโครงการ (Project Charter)คือ แผนปฏิบัติงานที่มีความชัดเจน บอกรายละเอียดในการใช้ทรัพยากร ชี้แจงให้ทีมงานเข้าใจขอบเขตของโครงการตรงกันแต่แรก ทำให้จัดการใช้ประโยชน์ทีมงานได้ ติดตามความเสี่ยง ความก้าวหน้าและแก้ไขปัญหาในโครงการได้ นอกจากนี้ยังใช้สร้างความรู้สำหรับจัดการโครงการอื่น ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้อีกด้วย

ขั้นที่ 2 วางแผน (Planning) คือ การสร้างขอบเขตโครงการในรายละเอียด และวางแผนกระบวนการทำงาน ปริมาณทรัพยากร จำนวนทีมงานหรือบุคคล และกำหนดเวลาที่ใช้ เพื่อจะบรรลุวัตถุประสงค์ของโครงการ รวมถึง Output – Outcome ที่จะได้ วิธีการ เครื่องมือที่จะนำมาวัดประเมินผลโครงการด้วย

สิ่งที่ต้องทำ: วัตถุประสงค์ ขอบเขต งบประมาณ กำหนดการ ขั้นตอน แผนสื่อสาร ตัวชี้วัด และแผนความเสี่ยง

วัตถุประสงค์ของโครงการ (Purpose – Objective)

          การเขียนวัตถุประสงค์ของโครงการ ควรให้ความสำคัญ ใส่ใจในรายละเอียด โดยมากหลัก ๆ สิ่งที่เขียนในวัตถุประสงค์จะเป็น Outcome โดยควรจะต้องเขียนให้ครบตามหลักSMART” กล่าวคือ หลักการเขียนวัตถุประสงค์ให้มีมาตรฐานที่จะนำมาใช้ตรวจสอบการเขียนวัตถุประสงค์เพื่อให้สามารถปฏิบัติได้จริง วัดผลได้ ตามรายละเอียดดังต่อไปนี้

          Specific         ต้องเฉพาะเจาะจงรู้ว่าสิ่งที่ต้องการคืออะไร

          Measurable   วัดผลได้ มีวิธีวัดประเมินผล โดยจะสามารถวัดผลได้จาก KPI หรือ Success Criteria

          Achievable    เกิดภารกิจ รู้ว่าต้องทำอย่างไรเพื่อไปถึงเป้าหมาย

Realistic        เป็นไปได้สมเหตุสมผล ไม่เกินเอื้อม สามารถตรวจสอบได้จาก KPI

          Time-bound  มีกรอบเวลาชัดเจนว่าต้องทำให้ถึงเป้าเมื่อไหร่

          นอกจากนี้ หลักการ SMART นี้ยังสามารถนำมาใช้มองภาพรวมโครงการเพื่อประเมินโครงการว่าสามารถดำเนินการต่อหรือไม่อีกด้วย

ขอบเขตโครงการ

สิ่งที่ควรจะต้องระบุในขอบเขตโครงการ มีดังนี้

  • ปริมาณงาน เช่น สิ่งที่ต้องส่งมอบ และกำหนดเวลา จะต้องระบุให้ครอบคลุมตามที่กำหนดในวัตถุประสงค์
  • การกำหนดขอบเขตของโครงการควรดำเนินการเมื่อเริ่มต้นโครงการ เพื่อให้แน่ใจว่าทีมของปฏิบัติตามแผนโครงการและหลีกเลี่ยงงานที่ไม่จำเป็นเพื่อให้โครงการเสร็จสมบูรณ์

ขั้นที่ 3 ดำเนินการ (Executing) คือ การดำเนินงานให้สำเร็จตามที่ได้กำหนดไว้ในแผนโครงการ

สิ่งที่ต้องทำ: การติดตามสถานะโครงการ  ระบุ KPIs คุณภาพงาน และการคาดการณ์ผลลัพธ์

ซึ่งจะอธิบายรายละเอียดการนำ KPIs มาเป็นตัวชี้วัดผลการดำเนินงานในบทความ Project Management Part 2

ขั้นที่ 4 ตรวจสอบและควบคุม (Monitoring & Controlling) คือ การติดตาม ทบทวน กำกับกระบวนการทำงาน และประเมินผลการดำเนินงานของโครงการ ตลอดจนการตัดสินใจสั่งการ เปลี่ยนแปลง แก้ไข เมื่อมีเหตุจำเป็น

สิ่งที่ต้องทำ: คุณภาพ การควบคุมต้นทุน และผลการดำเนินงานให้เป็นตามวัตถุประสงค์

ขั้นที่ 5 ปิด (Closing) คือ การปิด จบโครงการอย่างเป็นทางการ เมื่อได้รับการตอบรับจากลูกค้า หรือสปอนเซอร์ หรือสามารถดำเนินโครงการจนบรรลุ Outcome ได้

สิ่งที่ต้องทำ: ตรวจเช็คตามรายละเอียด และรายงานโครงการ

การบริหารความเสี่ยงและการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

ความเสี่ยง (Risk) คือ เหตุการณ์ การกระทำใด ๆ ที่อาจเกิดขึ้นภายใต้สถานการณ์ที่ไม่แน่นอนและจะส่งผลกระทบ หรือสร้างความเสียหาย ล้มเหลว ลดโอกาสที่จะบรรลุเป้าหมายตามภารกิจหลัก จึงต้องมีแผนการบริหารความเสี่ยง (Risk Management) มีกระบวนการทำดังนี้

  1. ระบุความเสี่ยง ว่าจะเกิดความเสี่ยงอะไรขึ้นบ้าง ปัจจัย หรือสาเหตุที่ทำให้เกิดมีอะไรบ้าง
  2. ประเมินความเสี่ยง เป็นการประเมินว่าเมื่อเกิดเหตุจากความเสี่ยงนั้นจะมีผลกระทบอย่างไร รุนแรงแค่ไหน
  3. กำหนดมาตรการ เป็นการควบคุมความเสี่ยงไม่ให้เกิดขึ้น
  4. ติดตาม ประเมินผลความเสี่ยงว่ามีเกิดขึ้นหรือไม่และจัดการแก้ไขตามมาตรการ
  5. ประเมินผลที่ได้รับ จากการจัดการความเสี่ยง
  6. ทบทวน แผนจัดการความเสี่ยง ปรับปรุงเพื่อนำไปใช้ในโครงการอื่นอย่างไร

การพัฒนาอย่างต่อเนื่อง (Continue Improvement)

          PDCA คือ วงจรการบริหารงานที่นิยมนำมาใช้ ประกอบกด้วย 4 ขั้นตอน ได้แก่ Plan-Do-Check-Act เป็นกระบวนการที่ใช้ปรับปรุงการทำงานขององค์กรอย่างเป็นระบบ มีเป้าหมายเพื่อแก้ปัญหาและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

______________________________________________________________________

สาระจากกิจกรรมการบริหารจัดการโครงการ

โดย ดร.วินัย หอมสมบัติ  บัณฑิตวิทยาลัยการจัดการและนวัตกรรม มจธ.

ในวันศุกร์ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2565 และวันศุกร์ที่ 4 กุมภาพันธ์ 2565 เวลา 09.00 น. ถึง 12.00 น. ผ่าน Application Zoom

การวัดและประเมินผลตามสภาพจริง (Authentic Assessment)

feather-calendarPosted on 25 พฤษภาคม 2022 document
แชร์

โดย ผศ. ดร.มนตา ตุลย์เมธาการ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

Assessment กับ Evaluation ต่างกันอย่างไร

เมื่อพูดถึงการประเมิน เรามักเกิดความสับสนหรือเข้าใจผิดระหว่างคำว่า Assessment กับ Evaluation โดยทั้งสองคำนี้มีความแตกต่างกันที่วัตถุประสงค์ของการประเมิน ดังนี้
Evaluation คือ การประเมินด้วยการตัดสินจากคุณภาพ ที่ได้จากการวัด และเปรียบเทียบกับเกณฑ์ (Criteria) ที่กำหนด เพื่อประเมินการเรียนรู้ของผู้เรียนว่าบรรลุผลลัพธ์ที่ต้องการหรือไม่ มากน้อยเพียงใด
Assessment
คือ การประเมินจากการเพิ่มคุณภาพ เพื่อให้ผู้เรียนรู้ว่าตนเองสามารถทำอะไรได้ และมีแนวทางการพัฒนาต่อไปได้อย่างไร

การวัดและประเมินผลตามสภาพจริง (Authentic Assessment)

การวัดและประเมินผลตามสภาพจริงนั้น ภาระงานของผู้เรียนที่ผู้สอนให้ไปจะต้องสามารถปฏิบัติได้ในชีวิตจริงมีความหมาย และเกี่ยวกับชีวิตประจำวันของผู้เรียน ซึ่งในหนังสือ ตำราส่วนใหญ่ ต่างยอมรับว่าวิธีการวัดและประเมินผลตามสภาพจริงเป็นวิธีที่ดีที่สุด

ตัวอย่าง การประเมินทั่วไป และ การประเมินตามสภาพจริง

ในการประเมินทั่วไป เมื่อต้องการประเมินผลการเรียนจะต้องหยุดการเรียนการสอน เพื่อให้ผู้เรียนสอบประเมินผลการเรียน แต่สำหรับการประเมินตามสภาพจริง การประเมินผลไม่จำเป็นต้องหยุดการเรียนการสอน แต่สามารถประเมินผลในระหว่างการเรียนการสอน

ในการประเมินทั่วไป ผู้เรียนจะทราบผลคะแนนจากการประเมินผลการเรียน เช่น ได้ 3 คะแนน จากคะแนนเต็ม 10 เป็นต้น แต่สำหรับการประเมินตามสภาพจริงนั้น ผู้สอนจะต้องแสดงคะแนน และข้อความในการสื่อสารว่าผู้เรียนต้องปรับปรุง แก้ไขในส่วนใด

ในการประเมินผลทั่วไป ผู้สอนจะเป็นผู้บอกว่าสิ่งใดถูกหรือผิด แต่ในการประเมินผลตามสภาพจริงนั้น ผู้เรียนสามารถประเมินตนเองได้ และตอบได้ว่าสิ่งใดถูกหรือผิด เพราะอะไร เช่น ครูเล่นโน้ตเพลงผิด ผู้เรียนสามารถบอกได้ว่าผิด และผิดอย่างไร

ในการประเมินผลทั่วไปจะมุ่งเน้นไปที่การสอบเท่านั้น แต่สำหรับการประเมินผลตามสภาพจริงนั้น ไม่มีเครื่องมือในการประเมินผลชิ้นเดียว แต่จะต้องประเมินหลายครั้ง ติดตามเป็นระยะ ทั้งในรูปแบบการสังเกต สัมภาษณ์ การสอบ ปฏิบัติ และอื่นๆ จากนั้นนำมาประเมินในตอนสุดท้ายอีกครั้ง โดยเครื่องมือที่ใช้ในการประเมินผลนั้นมีหลากหลาย

ประเภทของการการทดสอบ (Type of Tests)

  1. Performance Test การวัดประเมินผลงานปฏิบัติ โดยดูจากกระบวนการและชิ้นงาน
  2. Paper-pencil Test การสอบในรูปแบบต่างๆ เช่น Essay, Short Answer, True-False, Completion, Matching และ Multiple choice
  3. Oral Test การสอบปากเปล่า เช่น สอบวิทยานิพนธ์

การประเมินตามสภาพจริงนั้นทั้งการสอน การเรียน และการประเมินผลนั้นจะต้องร้อยเรียงไปพร้อมกัน

ความสัมพันธ์ระหว่างการประเมินกับกระบวนการจัดการเรียนรู้ (OLE)

(Ralph W.Tyler,1930)

ประกอบด้วย

O: Objective จุดมุ่งหมาย

L: Learning Experience การจัดประสบการณ์เรียนรู้

E: Measurement and Evaluation การวัดและประเมินผลการเรียนรู้

โดยทั้ง 3 ส่วนประกอบจะมีความเชื่อมโยงซึ่งกันและกัน

ความสัมพันธ์ระหว่างการประเมินกับกระบวนการจัดการเรียนรู้ (OLE)

(Fink,2003:62)

มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบให้ทันสมัยและดียิ่งขึ้นโดยเปลี่ยนจาก

O: Objective เปลี่ยนเป็นLearning Goals จุดมุ่งหมาย

L: Learning Experience เปลี่ยนเป็น Teaching and Learning Activities การจัดประสบการณ์เรียนรู้

E: Measurement and Evaluation เปลี่ยนเป็น Feedback and Assessment การให้ข้อมูลป้อนกลับและประเมินผลการเรียนรู้

เกณฑ์การให้คะแนน: การประเมินตามสภาพจริง

ตัวอย่างเกณฑ์การให้คะแนนการประเมินของผู้สอนว่าเป็นไปตามการประเมินตามสภาพจริงหรือไม่ สามารถพิจารณาได้จากเกณฑ์ 9 ด้าน ดังนี้

 สูง ต่ำ
บริบทของการประเมิน
Realistic Activity or context
ชิ้นงานและวิธีการประเมินใกล้เคียงกับชีวิตจริงนอกห้องเรียน
20151050
     
Cognitive complex
ต้องใช้ทักษะการคิดขั้นสูงในการทำชิ้นงานให้สำเร็จ
108520
     
Performance-based
ประเมินทักษะและความสามารถจากการปฏิบัติหรือสร้างสรรค์ผลผลิต
54320
     
บทบาทของผู้เรียน
Formative Assessment
การประเมินให้ feedback ผู้เรียนเพื่อกำกับการเรียนรู้ของตนเอง คะแนนไม่มีผลต่อเกรด
108520
Collaborative
ผู้เรียนร่วมกันกับผู้เรียน หรือครู ในการทำชิ้นงาน การประเมินการปฏิบัติ และอาจรวมถึงการออกแบบการประเมิน
108520
     
Defense is required
ผู้เรียนนำเสนอคำตอบหรือผลการปฏิบัติชิ้นงานและตอบข้อซักค้าน ซึ่งอาจนำเสนอหน้าชั้นเรียน หรือเป็นข้อเขียนในส่วนหนึ่งของการประเมิน
54320
     
กระบวนการให้คะแนน
Multiple indicators or portfolio
คะแนนจากการประเมินมาจากการสะท้อนคะแนนหลายส่วน หลายองค์ประกอบ หรือจากแฟ้มสะสมงานและผลงานผู้เรียน
20151050
     
Criteria known by students
ผู้เรียนทราบกฎการให้คะแนน หรือเป็นส่วนหนึ่งการกำหนดกฎการให้คะแนน ครูอาจใช้เกณฑ์การให้คะแนนเป็น ส่วนหนึ่งของการเรียนการสอน
1512840
     
Mastery expectation
ชิ้นงานและคะแนนถูกออกแบบมาเพื่อสะท้อนการรอบรู้ของผู้เรียนทั้งในส่วนทักษะและความสามารถ(เน้นอิงเกณฑ์ ไม่อิงกลุ่ม)
54320
     
รวม (คะแนนเต็ม=100)     

Formative VS Summative

สำหรับการประเมินแบบ Formative จะเป็นการติดตามความก้าวหน้าระหว่างกระบวนการทำงาน ส่วน Summative เป็นการดูจากผลสรุปในตอนสุดท้าย ซึ่งผู้สอนจะต้องติดตามความก้าวหน้าแบบ Formative Assessment เป็นที่ละขั้นเหมือนการปีนขึ้นบันไดและวัดประเมินผลในตอนสุดท้าย (Summative Assessment)

ตัวอย่าง รายการเชฟกระทะเหล็ก จะเห็นกระบวนการในการปรุงอาหารของเชฟ แต่ยังไม่สามารถบอกได้ว่าอร่อยหรือไม่ ทำได้เพียงติดตามความก้าวหน้า ถือว่าเป็น Formative  แต่เมื่อเชฟนำไปเสิร์ฟแก่แขก (Guest) แล้วสรุปผลในตอนสุดท้ายว่าอร่อยหรือไม่ ถือว่าเป็น Summative

ซึ่งผู้สอนจะต้องติดตามความก้าวหน้าแบบ Formative Assessment เป็นที่ละขั้นเหมือนการปีนขึ้นบันได (ดังรูป) และวัดประเมินผลในตอนสุดท้าย (Summative Assessment) ซึ่งจุดประสงค์ของการวัดประเมินผลในชั้นเรียน แบ่งได้ 3 จุดประสงค์ ได้แก่

  1. Assessment for learning จะเป็นการวัดประเมินผลที่เป็นผลดีต่อผู้เรียนและผู้สอน เมื่อผู้สอนวัดประเมินหลังการสอน แล้วนำมาปรับปรุง พัฒนาวิธีการเรียนการสอนให้ดียิ่งขึ้น 
  2. Assessment as learning จะเป็นการวัดประเมินผลขณะที่เกิดการเรียนรู้ (Formative Assessment) ซึ่งจะเกิดผลดีต่อผู้เรียนเป็นหลัก โดยผู้เรียนนั้นจะสามารถกำกับการเรียนรู้ของตนเองได้ว่าทำถูกต้องหรือไม่ ผิดพลาดและแก้ไขอย่างไร
  3. Assessment of learning จะเป็นการวัดประเมินผลในตอนสุดท้ายจากผลงาน (Summative Assessment)

จากรูป ในอดีตจะนิยมวัดและประเมินผลในรูปแบบ Assessment of learning ซึ่งจะเป็นการวัดประเมินผลในตอนสุดท้ายจากผลงาน (Summative Assessment) ส่วนในปัจจุบันได้ปรับฐานความคิดเป็นการวัดและประเมินผลในรูปแบบ Assessment as Learning จะเป็นการวัดประเมินผลขณะที่เกิดการเรียนรู้ (Formative Assessment) ซึ่งจะต้องเกิดผลดีต่อผู้เรียนเป็นหลัก จากนั้น ผู้สอนนำ Assessment for Learning มาปรับปรุงการเรียนการสอนของตนเอง และวัดและประเมินผล Assessment of Learning สุดท้ายของผลงาน

ประเภทของการประเมินความก้าวหน้า Formative Assessment

  1. รูปแบบทางการ (Formal): ควิซ, แบบทดสอบ, คะแนน 0 – 100
  2. รูปแบบไม่ทางการ (Informal): การถามคำถาม, การสังเกต, การรับฟัง, การตรวจงานของผู้เรียนขณะเรียนรู้

ประเภทของคำถาม (Powerful types of questions)

ในห้องเรียนรูปแบบเดิม ผู้สอนยังคิดยึดติดกับคำถามปลายปิด ใช่ หรือ ไม่ใช่? ซึ่งเป็นการปิดโอกาสการคิด วิเคราะห์ของผู้เรียน ผู้สอนสามารถใช้คำถามด้วย อะไร? (What?) ทำไม (Why?) เมื่อไร (When?) อย่างไร (How?)  ที่ไหน (Where?) ใคร (Who?) จะเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้คิด วิเคราะห์มากยิ่งขึ้น

จากรูปจะเห็นได้ว่า เครื่องมือที่ใช้ในการวัดประเมินผลนั้นมีการนำมาเลือกใช้ที่แตกต่างกัน  เครื่องมือที่เหมาะสมกับ Summative Assessment เช่น การทดสอบเมื่อจบบทเรียน, การสอบปลายภาค, ควิซ, แบบทดสอบ เครื่องมือที่เหมาะสมกับ Formative Assessment เช่น การอภิปรายในชั้นเรียน, ติดตามความคืบหน้าชิ้นงาน

นอกจากนี้ยังมีเครื่องมือที่สามารถประเมินร่วมกันได้ทั้ง Formative และ Summative เช่น การมอบหมายงาน Project ผู้สอนสามารถประเมินความก้าวหน้าจากการปฏิบัติระหว่างทางได้ และเมื่อจบ Project ก็สามารถประเมินเพื่อตัดเกรดได้

ชวนคิด เงื่อนไขของการวัดประเมิน

ในอดีตการวัดประเมินรูปแบบ Summative Assessment จะเป็น paper-and-pencil test การสอบท้ายบท, การสอบกลางภาค การสอบปลายภาค ที่ผู้เรียนต้องมาสอบในวันเดียวกัน และการทดสอบเป็นความลับ แต่ในปัจจุบันการวัดประเมินรูปแบบ Summative Assessment ไม่ได้จำกัดเพียง paper-and-pencil test อาจเป็นการปฏิบัติ ชิ้นงาน โครงงาน การสาธิต หรือการนำเสนอก็ได้ ซึ่งผู้เรียนควรรู้ล่วงหน้าว่าประเมินความรู้ ทักษะใด และมีเวลาเพียงพอที่จะตระเตรียมพัฒนาตนเอง

รูบริคประเมินคุณภาพของการประเมินเพื่อติดตามความก้าวหน้า (Formative Assessment)

ตัวอย่างเกณฑ์การให้คะแนนการประเมินของผู้สอนว่าเป็นไปตามการประเมินเพื่อติดตามความก้าวหน้าหรือไม่ สามารถพิจารณาได้จากเกณฑ์ 7 ด้าน ดังนี้

คะแนนเต็ม 14 คะแนน

กรณีศึกษา Assessment for Learning in KS3/4 Science – Andy and Physics

ซึ่งจากกรณีศึกษา ครู Andy เป็นครูที่ให้กำลังใจแก่ผู้เรียนได้อย่างดีมาก

ในระหว่างการสอนในห้องเรียนครู Andy จะใช้เกมวงล้อความพิโรธในการดำเนินการสอน ซึ่งลักษณะเกมนั้นผู้เรียนจะสุ่มหยิบกระดาษมาคนละ 1 แผ่น ในกระดาษจะมีคำถาม 1 ข้อ และคำตอบ 1 ข้อ ซึ่งเป็นคำตอบของคำถามข้ออื่น เมื่อเพื่อนร่วมชั้นอ่านคำถามจบ คำตอบของใครตรงกับคำถามนั้นจะยกมือตอบและอ่านคำถามของตนเองวนต่อไปเรื่อยๆ จบครบทั้งห้อง

ส่วนอีกเกมที่ครู Andy ได้นำมาใช้ระหว่างการสอนในห้องเรียนคือเกมแต่งประโยค บนกระดานมีกระดาษ 30 ชิ้น ใต้แผ่นกระดาษจะมีคำศัพท์ใหม่ๆ ทางวิทยาศาสตร์ที่ได้เรียนไปในปีนี้ จากนั้นให้ผู้เรียนเลือกสุ่มมา 1 แผ่น และทำการแต่งประโยค ซึ่งเกมต่างๆ นี้จัดเป็น Formative Assessment

กรณีศึกษา Assessment for learning in KS3/4 Science – Anita and Biology

ในระหว่างการสอนครู Anita เมื่อครูตั้งคำถามในชั้นเรียนจะให้ผู้เรียนเขียนคำตอบแล้วยกให้ดู วิธีนี้เป็นการติดตามผลการเรียนรู้ของผู้เรียนระหว่างเรียน (Formative Assessment)

ครู Anita ประกาศเกณฑ์การให้คะแนนผู้เรียนตั้งแต่คาบแรก คือการใช้เทคนิค “ขั้นบันได” เพื่อช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจการเรียนรู้ของตนเอง ครู Anita ได้ให้ผู้เรียนมีโอกาสประเมินผลงานของผู้เรียนรุ่นก่อนโดยใช้ระบบขั้นบันได ซึ่งจะทำให้ผู้เรียนได้เห็นในแบบที่ครูเห็น ซึ่งเมื่อผู้เรียนปฏิบัติงานของตนเองก็จะเข้าใจและสามารถประเมินผลงานของตนเองได้ รวมถึงทราบว่าทำอย่างไรถึงจะไปยังขั้นบันไดที่สูงขึ้นได้

ครู Anita ได้ใช้ประสบการณ์จากการทำงานกระตุ้นให้ผู้เรียนสนใจวิทยาศาสตร์ รวมถึงการสร้างสถานการณ์ที่สามารถเกิดขึ้นได้จริงเมื่อประกอบอาชีพและเชื่องโยงไปสู่งานปฏิบัติงานในชั้นเรียน

จากกรณีศึกษาของครู Andy และครู Anita จะเห็นได้ชัดในเรื่องของการให้ Feedback แก่ผู้เรียนได้ดี

การให้ Feedback (The Power of feedback)

การให้ Feedback ที่ดีนั้นจะต้องให้ในเวลาที่เหมาะสม และผู้เรียนจะต้องสามารถนำไปกำกับการเรียนรู้ของตนเองได้

การกำกับการเรียนรู้ของตนเอง Self-directed learning (Costa & Kallick. 2009)

  • Self-Managing ผู้เรียนสามารถจัดการตนเองได้
  • Self-Monitoring ผู้เรียนสามารถติดตามตนเอง
  • Self-Modifying ผู้เรียนสามารถปรับปรุงตนเองได้

หลักการในการให้ Feedback

1.เมื่อตอนเริ่ม จะต้องทำการบอกผู้เรียนก่อนว่าจะไปไหน ทำอะไร (Feed Up)

2.จากนั้น ระหว่างทางจะต้องบอกผู้เรียนว่าทำแล้วเป็นอย่างไร ดีหรือไม่ (Feed Back)

3.เมื่องานเสร็จเรียบร้อย จะทำอะไรต่อไป (Feed forward)

ซึ่งในการ Feed Up, Feed Back และ Feed Forward สามารถกระทำได้ 4 ระดับ ได้แก่

  1. Task level การให้ Feedback ต่องานหรือชิ้นงานว่าเป็นอย่างไร ดีหรือไม่
  2. Process Level กระบวนการทำงาน
  3. Self-regulation Level คุณลักษณะพึงประสงค์ต่างๆ ของตนเอง
  4. Self-level ประเมินตนเอง

 “แซนด์วิชฟีดแบค” (Sandwich Feedback Technique)

เทคนิคการให้ Feedback ใน 3 กระบวนการคือ  ยกย่อง ติเตียน ยกย่อง

ตัวอย่าง ผมได้อ่านรายงานของคุณเมื่อเช้า สำนวนการเขียนดีมากๆ อ่านแล้วเข้าใจง่าย สรุปครบ ตรงประเด็นดี ผมชอบ (ชม) ติดที่ส่งช้าไปหน่อย ถ้าเร็วกว่านี้จะเยี่ยมเลย (ติ) ยังไงก็พัฒนาต่อไป เพื่อนๆ ก็บอกว่าคุณมีความสามารถด้านนี้นะ (ชม/ให้กำลังใจ)

การวัดและประเมินผลตามสภาพจริง (Authentic Assessment)

การวัดและประเมินผลตามสภาพจริง (Authentic Assessment) แท้จริงแล้วไม่จำเป็นต้องเป็นไปตามสภาพจริงทั้งหมด แต่ยังสามารถใช้รูปแบบ paper-and-pencil tests ร่วมได้ เช่น หากต้องการทราบความรู้พื้นฐานของผู้เรียนโดยใช้ Paper Test

หลักการให้ Assignment

1. บอกผู้เรียนให้ชัดเจนว่าจะต้องทำอะไร

2. แสดงให้เห็นว่ามีวิธีการปฏิบัติงานอย่างไร

3. ทำให้ผู้เรียนเห็นว่าทำไมเขาถึงควรทำงานนี้

4. เชื่อมโยงบทเรียนก่อนหน้าและบทเรียนใหม่ เพื่อให้ผู้เรียนเห็นภาพรวมของรายวิชา

5. สร้างทัศนคติที่ดีต่อการปฏิบัติงาน

6. คาดคะเนถึงปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นและแนะนำวิธีการแก้ไขแก่ผู้เรียน

7. คำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล

เครื่องมือที่ใช้ในการวัดและประเมินผลตามสภาพจริง (Authentic Assessment)

Microsoft Team สามารถเก็บสถิติในการเข้าร่วมกิจกรรมขณะเรียนของผู้เรียนระหว่างการเรียนการสอนออนไลน์ผ่าน Microsoft Team ได้

Before a Lesson or Unit

1.Wordwall.net

2.Google Jam Board

3.Mentimetor

After a Lesson or Unit

1.Coggle ใช้สำหรับการทำ Mind map ในการสรุปบทเรียน

                    2.Super Soomm                               3.Wheel of names

4.Fipgrid.com สรุปคลิปไม่เกิน 1 นาที

5.Google Form โดยแนบใบประกาศโดยใช้ Certify’em Add on ผ่าน Google Forms

6.ZipGrade

รูบริค Rubrics

เครื่องมือในการให้คะแนนที่เกิดจากการรวมกันระหว่างเกณฑ์การให้คะแนน (Scoring criteria) กับ มาตราประมาณค่าหรือระดับคะแนน (Rating Scale) เพื่อระบุถึงความแตกต่างของผลงาน ซึ่งเกณฑ์การให้คะแนน (Scoring Rubric) มี 2 ชนิด ดังนี้

1.เกณฑ์การให้คะแนนแบบภาพรวม (Holistic Score) เกณฑ์การให้คะแนนผลงานหรือกระบวนการที่จะประเมินในภาพรวมของผลงานหรือกระบวนการ

2.เกณฑ์การให้คะแนนที่แยกส่วนหรือองค์ประกอบคุณลักษณะของผลงาน (Analytic Rubrics) เกณฑ์การให้คะแนนที่แยกส่วนหรือองค์ประกอบคุณลักษณะของผลงานหรือกระบวนการ แล้วนำแต่ละส่วนหรือองค์ประกอบของคุณลักษณะมารวมกันเป็นคะแนนรวม

วัตถุประสงค์ของการใช้ Rubrics

มุ่งประเมินความคิดขั้นสูง หรือทักษะที่ซับซ้อน ไม่เหมาะจะประเมินด้วยเครื่องมืออื่น

องค์ประกอบของ Scoring Rubric ประกอบไปด้วย 3 องค์ประกอบ ได้แก่

1.ระดับคะแนนหรือความสามารถ (Performance levels) สามารถกำหนดเป็นตัวเลข หรือคำแสดงคุณภาพ เช่น ดีมาก ดี พอใช้ ต้องปรับปรุง

ระดับคะแนนหรือความสามารถ (Performance levels)

  1. คะแนนแต่ละระดับแตกต่างกัน
  2. ระดับคะแนนครอบคลุมตั้งแต่แย่ที่สุด (poor) จนถึงดีเลิศที่สุด (excellent)
  3. ระดับคะแนนต่อเนื่องและเท่ากัน เช่น ความแตกต่างระหว่างระดับคะแนน 5 กับ 4 จะต้องมีขนาดเท่ากับความแตกต่างระหว่างระดับคะแนน 2 กับ 1

ตัวอย่าง จาก The Hamburger Rubric จะมีช่วงระดับการความแตกต่างการให้คะแนนต่อเนื่องและเท่ากัน

2.คำอธิบายคุณภาพของแต่ละระดับความสามารถ (Quality Descriptors) นั้นจะเป็นข้อความที่อธิบายคุณภาพของความสามารถที่คาดหวัง แต่ละระดับนั้นต้องใช้ข้อความที่มีความชัดเจนในการใช้ภาษาเข้าใจง่าย สั้นกระชับ และเห็นความแตกต่างระหว่างระดับคะแนนอย่างชัดเจน

คำอธิบายคุณภาพของแต่ละระดับความสามารถ (Quality Descriptors)
1. คำอธิบายคุณภาพเป็นรูปธรรม สามารถมองเห็นและสังเกตได้ หลีกเลี่ยงคำอธิบายที่เป็นนามธรรม
2. คำอธิบายคุณภาพมีความเป็นปรนัย อ่านแล้วเข้าใจตรงกัน
3. คำอธิบายคุณภาพใช้คำสั้นกระชับ ไม่ฟุ่มเฟือย
4. ใช้คำหรือภาษาที่คู่ขนาดกันตลอดทุกช่วงของมาตรวัด

3.เกณฑ์การประเมิน (Criteria) ประเด็นในการประเมินคือสิ่งสะท้อนผลหรือมาตรฐานที่เป็นเป้าหมายของแต่ละภาระงาน

เกณฑ์การประเมิน (Criteria)

1. เป็นหัวใจสำคัญของเรื่องนั้น
2.มีจุดเน้นที่ผลการเรียนรู้ (Learning Outcome)
3.ใช้คำเชิงบวก
4.กระตุ้นผู้เรียน
5.กำหนดน้ำหนักความสำคัญของเกณฑ์ตามจุดเน้นหนักเบาของผลงาน หรือสมรรถภาพ

Common Misconception about Rubrics

1. Confusing learning outcomes with requirements or quantities

รูบริคไม่เหมาะสมในกรณีที่ผลลัพธ์การเรียนรู้คือ ความรู้ความเข้าใจ ควรใช้การทดสอบ ควิซ แบบทดสอบ จะเหมาะสมมากกว่า

2. Confusing learning outcomes with tasks

รูบริคไม่ควรประเมินที่ลักษณะของชิ้นงาน เช่น ปก, ภาพ, การอ้างอิง, การรายงานบุคคลที่มีชื่อเสียง แต่ควรประเมินจากลักษณะของผลการเรียนรู้ เช่น การเลือกหัวข้อ, การวิเคราะห์บุคคลที่มีชื่อเสียงเชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์

3. Confusing rubrics with evaluative rating scales

Rating Scales เช่น ดีมาก ดี ปานกลาง ปรับปรุง ไม่ได้ให้ feedback สำหรับการพัฒนา ส่วนของ Rubric จะให้ feedback เช่น เลือกใช้สมการที่เหมาะสม, เลือกใช้สมการ 2x + 5 = 15 เป็นต้น

ความเที่ยงตรงของเกณฑ์การให้คะแนน (Validity of rubrics):

การประเมินได้ประเมินในสิ่งที่ตั้งใจประเมินหรือไม่? รวมถึงการพิจารณาถึงความเหมาะสมของภาษาและเนื้อหาของเกณฑ์การให้คะแนน

ความเชื่อมั่นของเกณฑ์การให้คะแนน (Reliability of rubrics):

1) inter-rater reliability

ความคงเส้นคงวาของการให้คะแนนโดยผู้ประเมิน 2_คนซึ่งเป็นอิสระจากกัน

2) intra-rater reliability

ความคงเส้นคงว่าของการให้คะแนนของผู้ประเมินคนเดียวกัน ณ เวลาที่ต่างกัน

รวบรวมบันทึกการประชุม

feather-calendarPosted on 24 พฤษภาคม 2022 document Highlight
แชร์

ดาวน์โหลดไฟล์บันทึกการประชุม 

วิดีโอบันทึกการประชุม “การบรรยาย Outcome Base Education Module, OBEM โดย รศ.ดร.บัณฑิต ทิพากรรองอธิการบดีอาวุโสฝ่ายวิชาการ” ในวันพฤหัสบดีที่ 23 กันยายน 2564 เวลา 09.30-12.30 น. ผ่านการประชุมออนไลน์ Zoom Meeting

ชีวิต กับ เป้าหมายที่เขียนลงบนกระดาษเมื่อวันปีใหม่

feather-calendarPosted on 18 เมษายน 2022 document Other Knowledge
แชร์

ผศ. ดร.สุภโชค ตันพิชัย รองผู้อำนวยการสถาบันการเรียนรู้

ปีนี้ฉันจะ…

ลดน้ำหนัก 10 กิโล

อ่านหนังสือพัฒนาตนเอง 10 เล่ม
ออกไปท่องโลกกว้าง 3 ครั้ง

ออกกำลังกายวันละ 30 นาทีทุกวัน

บางครั้งเป้าที่วางไว้มันก็เป็นจริง บางครั้งเป้าที่วางไว้มันก็เป็นเพียงแค่คำพูดที่จดลงบนกระดาษที่ไม่มีวันเป็นจริง

“การมีเป้าหมายในชีวิตย่อมเป็นสิ่งที่ดี แต่จะทำอย่างไรให้เราไม่ล้มเลิกกลางคัน”

ถ้าเราลองมโนว่า การใช้ชีวิตของเราในแต่ละวันที่เราพยายามจะมุ่งไปสู่จุดหมายที่เราวางไว้ มันก็เหมือนกับการเล่นเกม โดยเฉพาะเกมมาริโอ้ ที่พระเอกใส่เอี้ยมสีแดงต้องตะลุยผ่านด่านมากมาย สู้กับลูกสมุนนานาชนิด เพื่อไปช่วยเจ้าหญิงจากสัตว์ประหลาดที่แสนน่ากลัว

มันก็เหมือนกับชีวิตคนเราที่ต้องพยายามฝ่าฟันความยากลำบากเพื่อไปถึงเป้าหมายปลายทาง แต่บังเอิญว่า ในเกม ที่มีหนทางยาวไกลนั้น มันแบ่งเป็นด่านย่อย ๆ ที่ค่อย ๆ เพิ่มความยากและท้าทายขึ้นทีละน้อย เมื่อเราเล่นพลาด ก็เล่นด่านนั้นซ้ำ ๆ ไปจนกว่าจะผ่าน

ทำไมล่ะ? ทำไมเราจึงไม่ใช้ชีวิตให้เหมือนกับการเล่นเกม เอาเป้าหมายที่มีมาทำให้เป็นด่าน ๆ และค่อย ๆ เพิ่มความยากขึ้นไปเรื่อย ๆ

ตั้งเป้าหมายให้เหมือนการวิ่งมาราธอน

ข้อดีอีกอย่างของการวางแผนระยะสั้น คือการที่เราสามารถเห็นถึงความสำเร็จในแต่ละขั้นของชีวิต ทำให้เราเห็นถึงพัฒนาการว่าสิ่งที่เรากำลังทำอยู่นั้นมันสามารถทำให้ประสบความสำเร็จได้ และเมื่อเราสามารถพิชิตด่านสุดท้ายได้เป้าหมายที่ตั้งเอาไว้ก็จะกลายเป็นจริง

ข้อมูลป้อนกลับเพื่อการปรับปรุง (Feed forward)

feather-calendarPosted on 30 มีนาคม 2022 document Intervention
แชร์

“การให้ข้อมูลป้อนกลับ (Feedback) เป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาการเรียนรู้ให้แก่ผู้เรียน”

การประเมินเพื่อการปรับปรุงหรือการประเมินระหว่างการเรียน (formative assessment) เป็นกระบวนการสำคัญที่ทำให้เกิดการปรับปรุงและพัฒนาผู้เรียนในระหว่างกระบวนการเรียนรู้ และช่วยให้ผู้สอนเห็นว่าผู้เรียนเกิดการเรียนรู้หรือไม่ ผู้เรียนมีความเข้าใจมากน้อยเพียงใดและผู้เรียนมีสมรรถนะที่พึงประสงค์ในระดับใด

เป็นการให้ข้อมูลในลักษณะข้อความ เสียง รูปภาพหรือสัญลักษณ์ หลังจากการประเมินการเรียน เพื่อให้ผู้เรียนทราบ

ผลการทดสอบของตนเองว่าถูกต้องหรือไม่

ตนเองมีจุดอ่อน/ข้อบกพร่องตรงไหนและนำไปสู่การปรับปรุง

รับรู้ถึงความก้าวหน้าของตนและเป็นการเสริมสร้างแรงจูงใจในการพัฒนาความสามารถต่อไป

การให้ข้อมูลป้อนกลับที่ประสบความสำเร็จ

ประกอบไปด้วยคุณลักษณะ 4 ด้าน ดังนี้

1) การให้ข้อมูลป้อนกลับทันที (Timeliness of feedback)

เพื่อให้ผู้เรียนได้ทำความเข้าใจที่ถูกต้องได้อย่างต่อเนื่องจากการเรียนในห้องเรียน ทั้งนี้ผู้สอนควรให้ข้อมูลป้อนกลับอย่างสม่ำเสมอและทั่วถึงผู้เรียนทุกคน

2) การให้ข้อมูลป้อนกลับที่มีคุณภาพ (Quality of feedback)

จะช่วยในการพัฒนาผลงานของผู้เรียนในอนาคต หากการให้ข้อมูลป้อนกลับเป็นเพียงคะแนนเท่านั้นอาจทำให้ความสนใจต่อการประเมินลดลงเนื่องจากผู้เรียนไม่ทราบว่าจะต้องปรับปรุงแก้ไขในส่วนใดบ้าง

3) การให้ข้อมูลป้อนกลับไม่ซ้ำซ้อนในประเด็นเดียวกัน

การให้ข้อมูลป้อนกลับของผู้สอนไม่ควรให้ข้อเสนอแนะที่ย้ำความผิดพลาดซ้ำ

4) การให้ข้อมูลป้อนกลับที่เข้าใจได้ง่าย

ไม่วิพากษ์มากเกินไป ไม่เน้นจุดเฉพาะ ไม่ระบุสิ่งที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้หรือไม่ระบุถ้อยคำที่ผู้เรียนไม่เข้าใจ ซึ่งจะส่งผลกระทบทางลบต่อการเรียนรู้ของผู้เรียน

รูปแบบการให้ข้อมูลป้อนกลับ

สามารจำแนกตามระดับของรายละเอียดในการให้ข้อมูล ดังนี้

1) การให้ข้อมูลป้อนกลับแบบบอกผลการกระทำ (Knowledge of Result Feedback; KORE หมายถึง ข้อมูลป้อนกลับแบบเฉลยคำตอบ (Correct/Incorrect Message) ซึ่งจะบอกผู้เรียนว่าคำตอบของ ผู้เรียนถูกหรือผิด ถ้าผิดจะมีการเฉลยคำตอบ

2) การให้ข้อมูลป้อนกลับแบบบอกคำตอบที่ถูกต้อง (Corrective Feedback หรือ Knowledge of Corrective Result Feedback; KCRF) หมายถึง การให้ข้อมูลป้อนกลับที่ให้ข้อมูลหรืออธิบายเกี่ยวกับการ กระทำของผู้เรียนว่าถูกหรือผิด พร้อมทั้งบอกแนวทางที่ถูกต้องให้กับผู้เรียน

3) การให้ข้อมูลป้อนกลับแบบแสดงรายละเอียด (Elaborated Feedback/Explanatory Feedback) หมายถึง การบอกข้อมูลผลการตอบคำถามของผู้เรียนว่ามีความถูกต้องหรือไม่ อธิบาย รายละเอียดว่าทำไมคำตอบที่ถูกจึงถูกหรือทำไมคำตอบที่ผิดจึงผิด อีกทั้งยังบอกขั้นตอนการแก้ปัญหาอย่างละเอียดและหลากหลายวิธี

Hattie & Timperley (2007) Gorard & Siddiqui (2016) ได้จัดประเภทการให้ข้อมูลป้อนกลับไว้ในโมเดล A Model of Feedback to Enhance Learning ซึ่งประกอบด้วย

1) Where am I going? (Feed up) เป็นการให้ข้อมูลป้อนกลับในประเด็นที่เน้นสิ่งที่ผู้ถูกประเมินควรจะทราบความถูกหรือผิดของข้อมูลที่กำลังวัด

2) How am I going? (Feedback) บอกวิธีการแก้ไข/ปรับปรุง/พัฒนาชิ้นงาน รวมถึงวิธีการค้นคว้าความรู้เพิ่มเติมเพื่อให้ผู้เรียนเกิดการพัฒนาศักยภาพของตน

3) Where to next? (Feed forward) การข้อมูลป้อนกลับเพื่อชี้แนะแนวทางในการต่อยอดและพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียน

ตัวอย่างการให้ข้อมูลป้อนกลับแบบเสียง

การให้ข้อมูลป้อนกลับFeed upFeedbackFeed forward
สถานการณ์:
เมื่อนักศึกษา
เขียนโปรแกรมยืมคืนหนังสือห้องสมุด
ใช่เลย ลำดับความคิดถูกต้องแล้ว โปรแกรมดำเนินงานได้ดีค่ะโปรแกรมโอเคแล้วนะคะ ถ้าอยากให้โปรแกรมดำเนินงานเร็วขึ้นสามารถหา  syntax เพิ่มได้ใน stock workflow นะคะครูคิดว่า ส่วนนี้ที่นักศึกษาทำมาสามารถต่อยอดเป็นแอฟพลิเคชั่นเพื่อนำไปใช้จริงได้เลยนะคะ

มิติความรู้ของ Bloom’s Taxonomy

ประกอบด้วย

1) ความรู้ที่เป็นข้อเท็จจริงและความรู้เชิงมโนทัศน์ (Factual Knowledge & Conceptual Knowledge) คือการมีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับเนื้อหา และเข้าใจความสัมพันธ์ จัดประเภท หลักการของเรื่องที่กำลังศึกษา

2) ความรู้ในการดำเนินการ (Procedural Knowledge) คือ การเข้าใจเทคนิคการทำงาน ทักษะเฉพาะ และ

3) ความรู้อภิปัญญา (Metacognitive Knowledge) คือ ความรู้ความเข้าใจ สรุปความคิด สามารถแก้ปัญหาภายใต้เงื่อนไข และทราบจุดแข็งจุดอ่อนตนเอง

ผู้สอนสามารถนำมิติความรู้ดังกล่าว  มาปรับใช้ในกระบวนการสอบถาม การกำกับตนเองในการให้ข้อมูลป้อนกลับได้

การให้โจทย์และการให้ข้อมูลป้อนกลับที่มีประสิทธิภาพตามมิติความรู้ของ Bloom’s Taxonomy

มิติความรู้การให้โจทย์และการให้ข้อมูลป้อนกลับที่มีประสิทธิภาพ
Feed upFeedbackFeed forward
ความรู้ที่เป็นข้อเท็จจริงและความรู้เชิงมโนทัศน์ (Factual Knowledge & Conceptual Knowledge)    ก่อนมอบหมายงานจะยกตัวอย่าง “ให้ผู้เรียนบอกอวัยวะที่เกี่ยวข้องกับระบบย่อยอาหาร และให้นักเรียนจัดลำดับพร้อมทั้งอธิบายเหตุผล”เมื่อทำการตรวจงานนักเรียน จะหลีกเลี่ยงการการตรวจและเฉลยทีละข้อ แต่จะให้นักเรียนทราบจำนวนข้อที่ถูกและผิด เช่น “ถูกเจ็ดข้อ ผิดสามข้อ จงหาข้อที่ผิดและทำการแก้ไข”ให้ข้อมูลนักเรียนเกี่ยวกับเนื้อหาเพิ่มเติมที่จำเป็นในการทำงานที่สั่ง “ความจำเป็นที่ต้องทราบเกี่ยวกับสาเหตุของการเกิดสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง” ภาพหลังการเรียนเรื่อง สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง
ความรู้ในการดำเนินการ
(Procedural Knowledge)
ให้นักเรียนมีอิสระในการออกแบบคำตอบของพวกเขาช่วยเหลือนักเรียนโดยการให้คำสั่งที่เฉพาะเจาะจงแก่นักเรียน เช่น “ไม่ควรลืมระบุประเด็น หลักฐาน และคำอธิบาย ควรมีคำอธิบายของประเด็นต่างๆ ในงานของนักเรียน”บอกนักเรียนว่า “ลองดูหัวข้อถัดไปของหนังสือเรื่องของสมการกำลังสอง อะไรคือขั้นตอนที่ใช้ในการแก้โจทย์สมการ เราจะเรียนส่วนถัดมากันในลำดับต่อไป”
ความรู้อภิปัญญา
(Metacognitive Knowledge)  
ให้ตัวอย่างของงานแล้วถามนักเรียนถึงเงื่อนไขในการสร้างสรรค์ผลงานที่ “โดดเด่น”ให้ความสำเร็จก่อนจะส่งงาน ให้นักเรียนประเมินตนเองหรือให้เพื่อนประเมินงานโดยใช้เงื่อนไขหรือข้อชี้แนะในการปรับปรุงงานนักเรียนควรสร้างแผนการดำเนินงานสำหรับขั้นตอนต่อไปของโครงการด้วยตนเองหรือเป็นกลุ่มเพื่อยกระดับงานให้สูงขึ้น

ประโยชน์ของการให้ข้อมูลป้อนกลับชี้แนะเพื่อการปรับปรุง (Feed forward)

  • ผู้เรียนมีเป้าหมายในการทำงานที่ท้าทายความรู้ ความสามารถของตนมากขึ้น
  • ผู้เรียนเกิดแรงจูงใจในการทำงาน เกิดความพยายามที่จะทำงานให้ประสบความสำเร็จ
  • ส่งเสริมการแสวงหาความรู้ด้วยตนเองเพื่อก่อให้เกิดความรู้และประสบการณ์ที่เป็นประโยชน์

นอกจากการให้ข้อมูลป้อนกลับที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาที่กำลังเรียนรู้นั้น จะสามารถเพิ่มเติมรายละเอียดอื่น ๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนรู้ให้แก่ผู้เรียนได้ดียิ่งขึ้น เช่น

การให้ข้อมูลป้อนกลับแบบจูงใจหรือเสริมแรง (Motivational Feedback) โดยให้การชมเชยหรือรางวัลเพื่อเสริมแรงให้ผู้เรียนเกิดความคงทนในการทำงานและสร้างกําลังใจในการเรียนรู้

การให้ข้อมูลป้อนกลับในเชิงบวก (Positive Feedback) การบรรยาย/อธิบายถึงพฤติกรรมต่างๆ ของผู้ที่ได้รับข้อมูลป้อนกลับว่ามีพฤติกรรมที่ดีอย่างไร สิ่งใดเป็นการกระทำที่ถูกต้องเหมาะสม เพื่อให้ผู้ที่ได้รับข้อมูลป้อนกลับเกิดแรงจูงใจที่จะปฏิบัติพฤติกรรมนั้นอย่างต่อเนื่อง เป็นต้น

Reference:

Goldsmith, M. (2003). Try feedforward instead of feedback. Journal for Quality and Participation, 38-40.

Hattie, J., & Timperley, H. (2007). The power of feedback. Review of educational research77(1), 81-112.

Scherer, M. (Ed.). (2009). Engaging the whole child: Reflections on best practices in learning, teaching, and leadership. ASCD.

Penn, P., & Wells, I. (2017). Enhancing Feedback and Feed-Forward via Integrated Virtual Learning Environment Based Evaluation and Support. Psychology Teaching Review23(2), 60-65.

Sutton, P., & Gill, W. (2010). Engaging Feedback: Meaning, Identity and Power. Practitioner Research in Higher Education4(1), 3-13.

Govaerts, M. J., van de Wiel, M. W., & van der Vleuten, C. P. (2013). Quality of feedback following performance assessments: does assessor expertise matter?. European Journal of Training and Development. 37(1), 105-125.

Shute, V. J. (2008). Focus on formative feedback. Review of educational research78(1), 153-189.

Carless, D., Salter, D., Yang, M., & Lam, J. (2011). Developing sustainable feedback practices. Studies in higher education36(4), 395-407.

Carless, D. (2006). Differing perceptions in the feedback process. Studies in higher education31(2), 219-233.

See, B. H., Gorard, S., & Siddiqui, N. (2016). Teachers’ use of research evidence in practice: A pilot study of feedback to enhance learning. Educational Research58(1), 56-72.

Butler, A. (2022, March 1). When Feedback Met Bloom. https://leadinglearner.me/2013/12/08/when-feedback-meet-bloom/

การประเมินสมรรถนะ (Competency Assessment) คืออะไร ทำไมจึงสำคัญ?

feather-calendarPosted on 11 มีนาคม 2022 document Pedagogyคลังความรู้Uncategorized
แชร์

สาระจากกิจกรรม การประเมินสมรรถนะ (Competency Assessment)

โดย คุณสุกฤตา ปรีชาว่อง และคุณขวัญฤทัย รอบุญ Skill Shape Company Limited

เรียบเรียงโดย ทีม CELT

______________________________________________________________________

สมรรถนะ (Competency)

คือ กลุ่มของคุณลักษณะใด ๆ ที่อยู่ภายในบุคคล ประกอบด้วย ความรู้ (Knowledge) ทักษะ (Skills) และเจตคติ (Attitudes) ที่จำเป็นในการปฏิบัติงานใดงานหนึ่ง (Job Roles) ให้ประสบความสำเร็จและมีความโดดเด่นกว่าคนอื่น ๆ ในเชิงพฤติกรรม

องค์ประกอบของสมรรถนะ

สมรรถนะประกอบด้วย 3 องค์ประกอบสำคัญ ได้แก่

ความรู้ (Knowledge) หมายถึง ความสามารถในการอธิบาย ถ่ายทอดความรู้ที่มีอยู่ให้เพื่อนร่วมงาน หรือผู้ใต้บังคับบัญชา และสามารถนำความรู้เหล่านั้นมาประยุกต์ ใช้ในการปฏิบัติงานได้จนเป็นผลสำเร็จ

ทักษะ (Skills) หมายถึง ความชำนาญ หรือความเชี่ยวชาญในการปฏิบัติงานจนสำเร็จตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ ด้วยความมุ่งมั่นจากจิตใจ และร่างกาย

เจตคติ (Attitudes) ได้แก่แนวคิดส่วนตน (Self –concept) แรงผลักดันภายใน (Motive) อุปนิสัย (Traits) หรือภาพลักษณ์ส่วนตน (Self –image) ซึ่งสังเกตได้จากพฤติกรรมที่แสดงออกมา โดยเจตคติเป็นส่วนที่มีความท้าทายสำหรับการพัฒนาคน เนื่องจากเจตคติเป็นสภาวะทางความคิด ความรู้สึก ที่ผ่านการปลูกฝังมาตามช่วงวัยและขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของแต่ละบุคคล

 

ทฤษฎีภูเขาน้ำแข็ง (Competency Iceberg)

สิ่งที่อยู่เหนือน้ำ คือ ความรู้และทักษะ (Knowledge & Skill) ซึ่งเป็นสิ่งที่สามารถแสดงออกทางพฤติกรรมที่เรามองเห็นได้ แต่ใต้ภูเขาน้ำแข็งมีหลายอย่างที่ขับเคลื่อนอยู่ นั่นคือ เจตคติ (Attitudes) ไม่ว่าจะเป็น บทบาทที่แสดงออกต่อสังคม (Social Role) ภาพลักษณ์ภายใน (Self-Image) อุปนิสัย (Traits) และแรงผลักดันเบื้องลึก (Motive) ซึ่งทั้งหมดนี้คือคุณลักษณะที่ต้องพิจารณาเพื่อตอบว่าบุคคลใดบุคคลหนึ่งนั้นมีสมรรถนะตามที่ระบุไว้หรือไม่

ประโยชน์ของสมรรถนะ (ในองค์กร)

การที่องค์กรให้ความสำคัญต่อสมรรถนะของบุคลากรจะช่วยก่อให้เกิดประโยชน์อันหลากหลายด้าน ดังต่อไปนี้

• ช่วยให้องค์กรสามารถคัดสรรบุคคลที่มีคุณสมบัติที่ดี ทั้งด้านความรู้ ทักษะ และความสามารถตลอดจนพฤติกรรมที่เหมาะสมกับงาน

• ช่วยให้ผู้ปฏิบัติทราบถึงระดับความรู้ ทักษะ และความสามารถของตนเองว่าอยู่ในระดับใดและจำเป็นต้องพัฒนาในเรื่องใด

• นำไปใช้ในการจัดฝึกอบรมและพัฒนาสมรรถนะของบุคลากร

• สมรรถนะช่วยสนับสนุนตัวชี้วัดหลักของผลงาน (Key Performance Indicators: KPIs)

• ใช้ตรวจสอบผลการปฏิบัติงานของบุคลากร

• เพื่อให้ประสิทธิภาพของบุคลากรในองค์กรมีมาตรฐานไปในทิศทางเดียวกันด้วยสมรรถนะหลักขององค์กร

การจัดกลุ่มประเภทของสมรรถนะ

สมรรถนะ (Competency) แบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลักๆ ได้แก่

  • สมรรถนะหลัก (Core Competency) คือ สมรรถนะพื้นฐานที่ตรงตามความต้องการขององค์กร และเป็นสมรรถนะที่ทุกคนในองค์กรต้องมีร่วมกัน
  • สมรรถนะประจำหน้าที่งาน (Functional Competency) คือ สมรรถนะที่กำหนดเฉพาะเจาะจงตามลักษณะงานที่ปฏิบัติ ส่งผลต่อความสำเร็จของงาน โดยสามารถแบ่งออกเป็น 2 สมรรถนะย่อย ได้แก่ สมรรถนะด้านการบริหาร (Managerial Competency) คือ สมรรถนะในการบริหารจัดการงานที่ปฏิบัติ รวมถึงบริการจัดการบุคคลที่เกี่ยวข้อง และสมรรถนะในอาชีพ (Technical Competency) คือ สมรรถนะเชิงเทคนิคเฉพาะที่แตกต่างกันตามลักษณะงาน

การประเมินสมรรถนะ (Competency Assessment)

หมายถึง การประเมินว่าบุคลากรขององค์การ มีความรู้ ทักษะและความสามารถหรือแสดงพฤติกรรมในการปฏิบัติงานได้มากน้อยเหมาะสมหรือเพียงพอที่จะปฏิบัติงานให้บรรลุตามที่ได้รับมอบหมายและผลักดันการดำเนินงานตามกลยุทธ์ได้หรือไม่

เป็นการประเมินความสามารถของบุคลากรแต่ละตำแหน่งงานเพื่อสรุปสมรรถนะของพนักงานที่ควรปรับปรุงหรือพัฒนา (Competency Gap) ซึ่งสามารถใช้เป็นแนวทางในการกำหนดหลักสูตรหรือโปรแกรมที่จำเป็นในการพัฒนาตามสมรรถนะที่ต้องการปรับปรุง

เทคนิคในการประเมินสมรรถนะ

  • การประเมินตนเองและการประเมินร่วมกับผู้บังคับบัญชา (Self Assessment and Boss Assessment) อาจใช้ การประเมิน 180 หรือ 360 องศา (360 Degrees Evaluation) เช่น การประเมินจากเพื่อนร่วมงาน การประเมินจากลูกค้า
  • การสังเกตพฤติกรรม (Observation)
  • แบบทดสอบสมรรถนะ (Knowledge and Skills Test) เช่น แบบทดสอบความรู้หรือทักษะความชำนาญ
  • การสัมภาษณ์ (Interview)
  • แบบสอบถาม (Questionnaire)

ไม่ว่าจะใช้รูปแบบใดในการประเมินให้พิจารณาว่ารูปแบบประเมินที่ใช้เหมาะสมหรือไม่ และอาจใช้หลากหลายรูปแบบในการประเมินให้สามารถทราบสมรรถนะที่แท้จริงได้

ประโยชน์ของสมรรถนะที่นำมาใช้ในเชิงการศึกษา

  • ส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพรายบุคคล (Personalization) เนื่องจากผู้เรียนแต่ละคนมีความแตกต่างกัน ทั้งในเรื่องของศักยภาพ ความพร้อม และความสนใจส่วนตน ดังนั้น การเรียนรู้ต้องสอดคล้องกับศักยภาพของผู้เรียนรายบุคคล
  • พัฒนาให้ผู้เรียนเกิดสุขภาวะ (Well-being) ทั้งในด้านสุขภาพ ความฉลาดรู้ สังคมและอารมณ์อย่างสมดุลรอบด้านและเป็นองค์รวม โดยยึดหลักความเสมอภาค
  • พัฒนาสมรรถนะที่จำเป็นเพื่อใช้ในการดำรงชีวิต สมรรถนะ คือการผสมผสานการใช้ความรู้ ทักษะ เจตคติ และคุณลักษณะ เกิดเป็นความสามารถมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน
  • พัฒนาผู้เรียนให้รู้เท่าทันและสามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลง โลกปัจจุบันมีการผันผวนไม่แน่นอน สลับซับซ้อนและคลุมเครือหรือที่เรียกว่า VUCA World

องค์ประกอบสำคัญของหลักสูตรฐานสมรรถนะ

ในด้านการศึกษาหลักสูตรฐานสมรรถนะ จะประกอบไปด้วย 7 องค์ประกอบ ดังนี้

  • ความรู้ (Knowledge)
  • ทักษะ (Skill)
  • คุณลักษณะ / เจตคติ (Attribute/Attitude)
  • การประยุกต์ใช้ (Application)
  • การกระทำ / การปฏิบัติ (Performance)
  • งานและสถานการณ์ต่าง ๆ (Task/Job/Situations)
  • ผลสำเร็จ (Success) ตามเกณฑ์ที่กำหนด (Performance Criteria)

จะเห็นได้ว่าในทางการศึกษานอกจาก องค์ประกอบสำคัญ 3 องค์ประกอบ ได้แก่ ความรู้ ทักษะ และเจตคติ แล้ว จะลงลึกไปถึงการที่ผู้เรียนจะต้องสามารถนำความรู้ความสามารถนั้นไปประยุกต์ใช้ ปฏิบัติ แก้ไข้ปัญหาในสถานการณ์หรือชีวิตประจำวันได้จริง จนเกิดผลสำเร็จในท้ายสุด

ที่มา : เข้าใจสมรรถนะอย่างง่าย ๆ ฉบับประชาชนและเข้าใจหลักสูตรฐานสมรรถนะอย่างง่าย ๆ ฉบับครู ผู้บริหาร และบุคลากรทางการศึกษา กรุงเทพฯ : สกศ.,2562 หน้า 11

______________________________________________________________________

สาระจากกิจกรรมการประเมินสมรรถนะ (Competency Assessment)

โดย คุณสุกฤตา ปรีชาว่อง และคุณขวัญฤทัย รอบุญ Skill Shape Company Limited

ในวันอังคารที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2565 เวลา 9.00 น. ถึง 16.00 น. ผ่าน Application ZOOM

การผสมผสานหลักการ Design Thinking ในการออกแบบการเรียนการสอน Hybrid

feather-calendarPosted on 23 กุมภาพันธ์ 2022 document Pedagogyคลังความรู้Pedagogyคลังความรู้คลังความรู้คลังความรู้Pedagogyคลังความรู้Pedagogyคลังความรู้
แชร์

สาระจากกิจกรรม Design Thinking for Hybrid Teaching Methodologies

โดย อ.วรงค์  ถาวระ อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญและนักวิชาการอิสระ        

เรียบเรียงโดย ทีม CELT

______________________________________________________________________

          ปัจจุบันกระบวนการที่นิยมนำมาใช้ในการพัฒนาองค์กร ปรับปรุงกระบวนการ หรือคิดค้นผลิตภัณฑ์ใหม่ ก็คือ Design Thinking หรือ “กระบวนการคิดเชิงออกแบบ” โดย Design Thinking  คือ กระบวนการคิดค้นพัฒนาสิ่งใหม่ แก้ไขปัญหาให้ตรงกับความต้องการของผู้ใช้งานเป็นหลัก การนำกระบวนการนี้มาใช้ออกแบบจะทำให้ทราบถึงปัญหา ความต้องการ หรือ Pain point สำคัญ ทำให้วิธีการแก้ไขปัญหา หรือผลิตภัณฑ์ที่คิดค้นขึ้นถูกนำมาใช้ประโยชน์ได้อย่างแท้จริง

          ในบริบทของมหาวิทยาลัยนั้นถึงแม้ว่าจะไม่ได้เป็นองค์กรที่แสวงหาผลประโยชน์ แต่ก็สามารถนำกระบวนการ Design Thinking นี้มาใช้ได้ทั้งกับการพัฒนาศักยภาพของบุคลากร การแก้ไขปัญหาการทำงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ตลอดจนการปรับปรุงหลักสูตร วิธีการสอนเพื่อให้ตอบความต้องการของนักศึกษา และการพัฒนานักศึกษาให้มีสมรรถนะที่สูงขึ้นได้อีกด้วย ส่วนแนวคิด วิธีการประยุกต์ใช้ Design Thinking มาปรับปรุงวิธีการจัดการเรียนการสอนของอาจารย์จะทำอย่างไรได้บ้าง สามารถติดตามได้ที่บทความนี้

Design Thinking Process

Design Thinking นั้นมีขั้นตอนออกแบบ 5 ขั้นตอน ดังต่อไปนี้

1. Empathize [ทำความเข้าใจ] คือ การทำความเข้าใจปัญหาที่แท้จริงของกลุ่มเป้าหมาย โดยการสังเกต พูดคุย หรือทดสอบ

2. Define [กำหนดปัญหาให้ชัดเจน] คือ นำเอาข้อมูลปัญหาที่ได้มาวิเคราะห์อย่างรอบด้าน ก่อนกำหนดประเด็นในการแก้ไข

3. Ideate [ระดมความคิด] คือ แสวงหาความคิดในการแก้ไขปัญหาอย่างไม่มีกรอบจำกัด

4. Prototype [การพัฒนาต้นแบบ] คือ การนำแนวคิดหรือไอเดียที่ได้ไปสร้างแบบจำลองเพื่อทดสอบจริง
5. Test [ทดสอบ]
คือ นำต้นแบบหรือข้อสรุปที่ได้ไปใช้งานในสถานการณ์จำลอง เก็บข้อมูลปรับปรุงแก้ไข ก่อนนำไปใช้จริง

การผสมผสานหลักการ Design Thinking ในการออกแบบการเรียนการสอน Hybrid

Empathize [ทำความเข้าใจ] เดิมชั้นเรียนส่วนใหญ่มักจะไม่ได้ใช้หลักการ Design Thinking เนื่องจากขาดการทำขั้นตอนนี้ โดยมากจะเป็นการออกแบบการเรียนการสอนจากเนื้อหา (Content) ดังนั้นหากต้องการนำหลักการไปประยุกต์ใช้ออกแบบการเรียนการสอนจึงจำเป็นต้องทำความเข้าใจ User ที่มาใช้ Product หรือ Service ในที่ นี้ก็คือจะเป็นการทำความเข้าใจผู้เรียนจากการเก็บข้อมูลเชิงปริมาณผ่านการสังเกต (Observe) หรือสอบถาม และเพื่อให้ได้ข้อมูลที่แท้จริงจะต้องปราศจากอคติหรือไม่ใช้ประสบการณ์ตัวเองเข้าไปแปรผลข้อมูล เช่น เก็บข้อมูลว่าผู้เรียนคือใคร ความคาดหวังต่อการเรียนคืออะไร อะไรคือ Pain Points ของผู้เรียน เป็นต้น

วิธีการที่นิยมใช้ได้แก่ สังเกต, ทำแบบสอบถาม, พูด-คุย (interview) ซึ่งสามารถประยุกต์ใช้เทคนิคการให้คำปรึกษา (Counselling) ในกระบวนการนี้ได้เช่นกัน อ่านบทความที่เกี่ยวข้องได้ที่ https://www.facebook.com/media/set/?set=a.3333400226739134&type=3

Define [กำหนดปัญหาให้ชัดเจน] การนำข้อมูลที่ได้จากขั้น Empathize มาวิเคราะห์แยกย่อย แจกแจงรายละเอียด เพื่อให้ชัดเจนเพียงพอที่จะสามารถสร้างชิ้นงานหรือวิธีการแก้ปัญหานั้น โดยมีเทคนิคในการวิเคราะห์ ดังนี้

  • ควรมีการกำหนดบริบทของขอบเขตปัญหาให้ชัดเจน เช่น ปัญหาจากการเรียน Face to Face หรือ ปัญหาจากการเรียน Online เพราะจะทำให้การวิเคราะห์ถึงปัญหา แนวทางแก้ไขแตกต่างกันออกไปได้
  • การตั้งคำถามต่อปัญหาหรือข้อมูลจะช่วยเป็นแนวทางวิเคราะห์ประเด็นปัญหา จัดกลุ่มข้อมูลได้
  • ควรมีการแยกย่อยคำใหญ่หรือคำที่มีขอบเขตกว้าง (Universal) ให้มีขอบเขตแคบลง (Local) หรือมีขอบเขตชัดเจน จำเพาะให้มากขึ้น (คลี่คำใหญ่) เพื่อค้นหา Pain Point ที่แท้จริงของปัญหานั้น

หลังจากที่ทำการวิเคราะห์ข้อมูลแล้วสุดท้ายจึงทำการเลือก หรือกำหนดปัญหา เพื่อเป็นโจทย์ในการแก้ไข

Ideate [ระดมความคิด] เป็นการกำหนดแนวทางแก้ไขปัญหาให้มีความชัดเจนและเป็นแนวคิดที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อผู้คนหมู่มาก หลังจากการวิเคราะห์ข้อมูลและกำหนดปัญหาแล้วเสร็จ เช่น ลดการทำรายงาน โดยการใช้ Podcast แทน เป็นต้น

  • สามารถใช้เทคนิคระดมสมองได้ (Brainstorming) เพื่อให้ได้แนวคิดที่หลากหลาย
    • ในกรณีที่มีหลายแนวคิด จำเป็นต้องมีการจัดลำดับ คัดเลือกแนวคิดที่ดีที่สุดไปทำเป็น Prototype

Prototype [การพัฒนาต้นแบบ] สำหรับการเรียนการสอน Prototype อาจจะไม่จำเป็นต้องออกมาเป็นชิ้นงานเสมอไป อาจจะเป็นกระบวนการสอน หรือวิธีการเทคนิคการสอนได้เช่นกัน ทั้งนี้จุดหมายสำคัญของ Prototype จะต้องสามารถแก้ปัญหา Pain Point ได้

  • นอกจากนี้ Prototype ด้านการสอนจะต้องตอบ หรือสามารถบรรลุ Learning Outcome (LO) ด้วยเช่นกัน
    • ในขั้น Prototype กรณีที่เป็นวิธีการหรือกระบวนการนั้นจะต้องมีการกำหนดรายละเอียดในการจัดทำอย่างละเอียด หรือจัดทำจนเป็น Mock up class ได้
    • ควรคำนึงถึงการเก็บข้อมูลที่ได้จากการใช้งานเพื่อนำมาปรับปรุงด้วย

Test [ทดสอบ] จะเป็นขั้นตอนเก็บข้อมูลจากการนำ Prototype ไปใช้ หรือลอง Mockup การสอนเพื่อนำมาปรับปรุงกระบวนการที่ออกแบบ หรือเทคนิควิธีที่ได้คิดค้นนั้นให้สมบูรณ์มากยิ่งขึ้นก่อนขยายผลใช้งานต่อไป

______________________________________________________________________

สาระจากกิจกรรม Design Thinking for Hybrid Teaching Methodologies

โดย อ.วรงค์  ถาวระ อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญและนักวิชาการอิสระ        

ในวันวันอังคารที่ 21 ธันวาคม 2564 เวลา 9.00 น. ถึง 16.00 น. ผ่าน Application ZOOM

เทคนิคการจัดการเรียนการสอนตาม TPACK แบบง่าย ๆ

feather-calendarPosted on 3 กุมภาพันธ์ 2022 document
แชร์

สาระจากกิจกรรม  Designing TPACK-OBE based course for the 21st Century

โดย รศ. ดร.ขจรศักดิ์ บัวระพันธ์ ผู้เชี่ยวชาญการออกแบบการเรียนรู้เชิงรุก

และดร.จิรัฐิติกาล พิมพ์วิชัย บัวระพันธ์ นักวิจัยและผู้ช่วยวิทยากรสถาบันนวัตกรรมการเรียนรู้

เรียบเรียงโดย ทีม CELT

______________________________________________________________________

TPACK (Koehler, Mishra, Kereluik, shin & Graham, 2014) หรือTechnological Pedagogical Content Knowledge คือแนวคิดการบูรณาการที่ใช้ในการออกแบบวิธีสอน ซึ่งจะเป็นตัวช่วยในการตั้งคำถามให้แก่ผู้สอนเวลาออกแบบ อาทิเช่น ผู้สอนจะสอนอะไร มีวิธีสอนอย่างไร ใช้เครื่องมืออะไร มีตัวอย่างประกอบอะไรบ้าง เป็นต้น

องค์ประกอบของ TPACK

TPACK เกิดจากองค์ประกอบ 3 ด้านที่มีความสัมพันธ์กัน และก่อให้เกิดความสัมพันธ์ 6 รูปแบบด้วยกัน ได้แก่

1. ความรู้ด้านเทคโนโลยี (Technological Knowledge : TK) คือ ผู้สอนสามารถค้นหาเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับสไตล์การสอนของตนเอง ผู้สอนสามารถใช้เครื่องมือในการกระตุ้นผู้เรียนให้เกิดความกระตือรือร้นและสนุกกับการเรียนในระยะแรก หลังจากนั้นให้ผู้สอนเปลี่ยนแอปพลิเคชันอยู่เสมอ เพื่อไม่ให้เกิดความเบื่อหน่าย เนื่องด้วยแต่ละแอปพลิเคชันจะมีข้อดีและข้อเสียแตกต่างกัน

2. ความรู้ด้านเนื้อหา (Content Knowledge : CK) คือ สาระ ความรู้เนื้อหาองค์ประกอบสำคัญทั้งหมดที่จะทำให้ผู้เรียนบรรลุได้ตามผลการเรียนรู้ ซึ่งต้องอาศัยความเชี่ยวชาญด้านเนื้อหาของผู้สอนเป็นอย่างมาก

3. ความรู้ด้านวิธีการสอน (Pedagogical Knowledge : PK) คือ ความรู้ด้านกระบวนการ วิธีสอน กลยุทธ์ในการถ่ายทอดความรู้ไปสู่ผู้เรียนและวิธีการจัดการเรียนรู้ที่หลากหลาย

4. ความรู้ด้านเทคโนโลยีเพื่อวิธีสอน (Technological Pedagogical Knowledge : TPK) ตัวอย่างเช่น การใช้ YouTube โดยผู้สอนจะต้องมีความรู้ด้านเทคนิควิธีสอนและการเรียนรู้ที่มีการเปลี่ยนแปลงไปตามเทคโนโลยี

5. ความรู้ด้านเทคโนโลยีเพื่อเนื้อหา (Technological Content Knowledge : TCK) ตัวอย่างเช่น การใช้ Google โดยผู้สอนจำเป็นต้องมีความรู้ ความเข้าใจการใช้เทคโนโลยีที่หลากหลายและเหมาะสมกับเนื้อหา

6. ความรู้ด้านเนื้อหาผสานวิธีสอน (Pedagogical Content Knowledge : PCK) คือ ความรู้เกี่ยวกับการบูรณาการระหว่างความรู้ด้านเนื้อหากับความรู้ด้านการสอนในการสอนเนื้อหาเฉพาะเรื่องเพื่อช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้อย่างลึกซึ้ง (Shulman,1986)

การประยุกต์ใช้เทคนิคและวงจรการเรียนรู้ร่วมกับ TPACK

การออกแบบวิธีสอนสามารถนำ TPACK มาจับกับกรอบ/วงจรการเรียนรู้ต่าง ๆ เพื่อให้เป็นวิถีหรือขั้นตอนในการสอนได้ อาทิ

1. เทคนิคการสอน POE ได้แก่

  • ขั้นทำนาย (Predict) คือ การสำรวจความรู้เดิม เพื่อให้ทราบพื้นฐานความรู้ของผู้เรียน
  • ขั้นสังเกต (Observe) คือ การลงมือปฏิบัติ ทดลอง เพื่อหาคำตอบจากสิ่งที่ได้ทำนายไว้
  • ขั้นอธิบาย (Explain) คือ การสร้างองค์ความรู้ผ่านการอธิบาย ให้นักศึกษาพยากรณ์ สังเกต และอธิบาย ฝึกสร้างความรู้จากการอธิบาย

2. Model C2G ประกอบด้วย การเรียนรู้แบบร่วมมือ (Cooperative Learning)  การเรียนรู้แบบเกม (Game Based Learning) และการเรียนรู้อย่างมีความหมายด้วยเทคนิคผังกราฟิก (Graphic Organizer) โดยทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ตาม Bloom’s Taxonomy 6 ขั้น และผู้เรียนมีความสุขในการเรียนรู้

3. Kolb’s Cycle เป็นการเรียนรู้ที่เน้นประสบการณ์ มี Cycle ดังนี้

  • รับประสบการณ์เชิงรูปธรรม (Concrete Experience)
  • สังเกตและเชื่อมโยงกับความรู้และประสบการณ์เดิม (Reflective Observation)
  • สร้างแนวคิดเชิงนามธรรม (Abstract Conceptualization)
  • ทดสอบแนวคิดใหม่ (Active Experimentation)

4. Roger Bybee 5E Learning Cycle

  • กระตุ้นความสนใจ (Engagement) เช่น การ Pretest ด้วยแอปพลิเคชัน Kahoot การเปิดคลิปวิดีโอข่าว ที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาการสอน
  • สำรวจและค้นหา (Exploration)
  • อธิบายความรู้ (Explanation) ให้ผู้เรียนได้ฝึกอธิบาย
  • ขยายความเข้าใจ (Elaboration) เช่น ทำการบ้าน แบบฝึกหัด
  • ตรวจสอบผล (Evaluation) จากการทดลอง การอธิบาย

Tips ในการออกแบบการสอน

  1. ใช้ Bloom taxonomy ในการตั้ง Learning Outcome เพื่อบอกว่าเราเน้นให้ผู้เรียนเรียนรู้ไปถึงระดับใด ได้แก่ จำ เข้าใจ นำไปใช้ วิเคราะห์ ประเมินค่า สร้าง
  2. การสอนแบบ Active learning ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติ เกิดการคิดขั้นสูง (Higher Order Thinking) รู้คิด รู้ตัดสินใจด้วยตนเอง (Metacognition) สามารถทำงานกับผู้อื่นอย่างร่วมมือจนนำไปสู่ความสำเร็จ กล้าแสดงออก มีแรงจูงใจในการเรียนรู้ ผู้เรียนได้ใช้ความแตกต่างระหว่างบุคคล และพัฒนาพหุปัญญา จนเกิดความคงทนในการเรียนรู้ จากการปฏิบัติจริง ซึ่งการเรียนรู้ในลักษณะนี้จะอยู่ในความจำระยะยาว (Long-term Memory)
  3. เลือกเครื่องมือให้เหมาะสม เน้นให้นักศึกษาได้จับสัมผัส และชวนให้นักศึกษาหาเหตุผลประกอบตามหลักการ
  4. มีกิจกรรมที่นำด้วยปัญหา (Creative Problem Base Learning) ให้ผู้เรียนหาวิธีแก้ไขปัญหาด้วยความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการ
  5. มีคำถาม Check Misconception หรือ Alternative Conception นักเรียน แล้วนำผลมาวิเคราะห์ เพื่อปรับรูปแบบการสอนที่ทำให้ผู้เรียนสามารถเข้าใจได้ถูกต้องหรือเกิด Possible Misconception
  6. ใช้วงจร PT2R Plan-teach-Reflect-Revise สำหรับการพัฒนาการสอน

______________________________________________________________________

สาระจากกิจกรรม Designing TPACK-OBE based course for the 21st Century

โดย รศ. ดร.ขจรศักดิ์ บัวระพันธ์ ผู้เชี่ยวชาญการออกแบบการเรียนรู้เชิงรุก

และดร.จิรัฐิติกาล พิมพ์วิชัย บัวระพันธ์ นักวิจัยและผู้ช่วยวิทยากรสถาบันนวัตกรรมการเรียนรู้

วันพุธที่ 22 ธันวาคม 2564 เวลา: 13.30 – 16.30 น. ผ่าน Application ZOOM