“ปรากฏการณ์วอชแบค” (washback effect) กับการพัฒนาผู้เรียนอย่างแท้จริง”

feather-calendarPosted on 11 สิงหาคม 2022 document คลังความรู้InterventionPedagogyUncategorized
แชร์

โดย ดร.สุขุมาลย์ หนกหลัง

ในการจัดการเรียนการสอนนอกเหนือจากการถ่ายทอดองค์ความรู้แล้ว การวัดประเมินผลการเรียนรู้ก็เป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่สามารถสะท้อนผลการเรียนรู้ของผู้เรียนและเป็นประโยชน์ต่อผู้สอนในแง่ของการให้ ข้อมูลป้อนกลับ (Feedback) และสามารถนำผลประเมินมาออกแบบและพัฒนาการจัดการเรียนการสอนของตนเองให้ผู้เรียนสามารถบรรลุตามวัตถุประสงค์การเรียนรู้ได้

โดยนอกเหนือจากการประเมินในระดับหลักสูตรผ่านการประเมินระหว่างเรียน (formative assessment) และการประเมินเพื่อสรุปผลการเรียนรู้ (Summative Assessment) แล้ว จะเห็นได้ว่าผู้เรียนส่วนใหญ่จะได้รับการประเมินจากการทดสอบในระดับชาติเกือบทุกปี ดังภาพ

นั่นแสดงให้เห็นว่าผู้เรียนจะถูกวัดประเมินคุณภาพอย่างสม่ำเสมอ นอกจากนี้ผู้สอนจะมีข้อมูลจากการวัดประเมินผลการเรียนรู้และผลการสอบเป็นจำนวนมาก โดยข้อมูลนี้จะสะท้อนให้เห็นคุณภาพการจัดการเรียนการสอน คุณภาพของครูผู้สอนและสถานศึกษาเช่นกัน ซึ่งถือได้ว่าสถานศึกษาและครูผู้สอนมีส่วนได้ส่วนเสียกับผลการวัดประเมินและการสอบนี้ ผู้สอนจึงควรนำข้อมูลเหล่านี้กลับมาปรับวิธีการจัดการเรียนการสอนของตนเองใหม่ โดยจะเรียกพฤติกรรมเหล่านี้ว่า “ปรากฏการณ์วอชแบค” (washback effect)

นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยที่ระบุว่าปรากฏการณ์วอชแบค (washback effect) จะส่งผลกระทบต่อการเรียนรู้ของผู้เรียน เช่น ความพร้อมสำหรับการสอบ ประสบการณ์ของการทำข้อสอบ แรงจูงใจ ความวิตกกังวล และความคาดหวังของในการสอบด้วย 

ปรากฏการณ์วอชแบค (washback effect) มีด้วยกัน 2 ลักษณะ ดังนี้
วอชแบคทางบวก (positive washback) คือ ปรากฏการณ์ที่ครูผู้สอนนำข้อมูลผลการวัดประเมินและผลการสอบมาวิเคราะห์จุดอ่อนและจุดแข็งของผู้เรียนในความรับผิดชอบของตนเอง แล้วนำไปออกแบบ ปรับปรุง และพัฒนาการจัดการเรียนการสอนที่ทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้อย่างแท้จริง ส่งเสริมการเรียนรู้ของผู้เรียนให้บรรลุเป้าหมายหลักสูตร (teach to goal) ซึ่งเป็นแนวคิดที่ไปในทิศทางเดียวกันกับแนวคิดการสอนโดยการประเมินเป็นฐานและแนวคิดการประเมินเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ (assessment as learning: AaL) 

วอชแบคทางลบ (negative washback) คือ ปรากฏการณ์ที่ครูผู้สอนนำข้อมูลเหล่านี้ไปออกแบบ ปรับปรุง พัฒนาการสอน เพื่อวัตถุประสงค์ที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้คะแนนสูงสุด หรือเป็นการสอนเพื่อการสอบ (teach to the test) ยกตัวอย่างเช่น การลดเนื้อหาบางอย่างลงเพื่อเน้นการติวข้อสอบ สอนสูตรลัด ให้ผู้เรียนสามารถทำคะแนนสอบที่ดี ส่งผลให้ความรู้ที่ผู้เรียนได้รับอาจไม่เพียงพอที่จะนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตจริงได้ 

“ดังนั้น การจัดการเรียนรู้ที่เน้นให้ผู้เรียนสามารถบรรลุตามวัตถุประสงค์การเรียนรู้ได้นั้น ครูผู้สอนควรนำผลการวัดประเมินและการสอบมาใช้ในการออกแบบ ปรับปรุง และพัฒนาการจัดการเรียนการสอนด้วยวอชแบคทางบวก (Positive Washback)” 

5 แนวทางในการส่งเสริมการเรียนรู้ของผู้เรียนให้เกิดวอชแบคทางบวก (positive washback)

แนวทางการจัดการเรียนการสอนให้เกิดวอชแบคทางบวก คือการที่ผู้สอนใช้ข้อมูลจากผลการวัดประเมินและผลการสอบมาพัฒนาผู้เรียนให้ได้รับองค์ความรู้ครบถ้วนตามเป้าหมายของหลักสูตร สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตจริงได้ และมีความคุ้นเคยกับการสอบด้วย มีด้วยกัน 5 แนวทาง ดังนี้

1) การจัดการเรียนการสอนจะต้องมีการเตรียมความพร้อมสำหรับการทดสอบ โดยครูผู้สอนจะต้องชี้แจงให้ผู้เรียนทราบเกี่ยวกับวัตถุประสงค์ ขั้นตอนการประเมิน เกณฑ์การให้คะแนน และการนำใช้ผลคะแนนของการสอบไปใช้ประโยชน์อย่างไร เมื่อผู้เรียนมีเข้าใจในวัตถุประสงค์และขั้นตอนต่าง ๆ ในการสอนแล้ว จะทำให้ผู้เรียนมีความมุ่งมั่นในการเรียนรู้ที่ชัดเจน

2) ผู้สอนและผู้เรียนทำความเข้าใจถึงเป้าหมายการศึกษาของหลักสูตรและการประเมินผลร่วมกัน ผู้สอนสร้างความเข้าใจในเป้าประสงค์ของหลักสูตรให้แก่ผู้เรียน เพื่อให้มองเห็นภาพและทิศทางการเรียนรู้ร่วมกัน

3) ผู้สอนออกแบบหลักสูตร บทเรียน วิธีการสอน งานที่มอบหมาย และรูปแบบการสอบในห้องเรียนให้ครอบคลุมทั้งตามวัตถุประสงค์ของหลักสูตรและการสอบที่จะเกิดขึ้น เพื่อให้เกิดการเรียนรู้อย่างแท้จริง หรือนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตจริงได้

4) ผู้เรียนได้ประเมินตนเอง แนวทางนี้จะเป็นการส่งเสริมวอชแบคทางบวกเนื่องจากผู้เรียนจะสามารถวินิจฉัยจุดแข็งหรือจุดอ่อนของตนเอง พร้อมทั้งระบุความสามารถ ความคาดหวังและเป้าหมายในขณะนั้นได้

5) ผู้สอนให้ข้อมูลป้อนกลับรายบุคคล (feedback) เป็นแนวทางที่ผู้สอนได้นำข้อมูลจากการสอบและการวัดประเมินผลการเรียนรู้ในประเด็นต่าง ๆ มาสะท้อนกลับแก่ผู้เรียน เช่น การแก้ไขความเข้าใจคลาดเคลื่อนด้านเนื้อหาของผู้เรียน วางแผนการเรียนรู้ การปฏิบัติตน การให้กำลังใจ และแนะแนวทางการศึกษาในส่วนต่อไป 

รายการอ้างอิง

  • Ahmad, S., & Rao, C. (2012). Examination Washback Effect: Syllabus, Teaching Methodology and the Learners’ Communicative Competence. Journal of Education and Practice, 3(15), 173-183.
  • Akpinar, K. D., & Cakildere, B. (2013). Washback effects of high-stakes language tests of Turkey (KPDS and‹ DS) on productive and receptive skills of academic personnel. Journal of Language and Linguistic Studies, 9(2), 81-94.
  • Bailey, K. M. (1996). Working for washback: A review of the washback concept in language testing. Language testing, 13(3), 257-279. https://doi.org/10.1177/026553229601300303
  • Hung, S. T. A. (2012). A washback study on e-portfolio assessment in an English as a Foreign Language teacher preparation program. Computer Assisted Language Learning, 25(1), 21-36. https://doi.org/10.1080/09588221.2010.551756
  • Salehi, H., & Yunus, M. M. (2012). The washback effect of the Iranian universities entrance exam: Teachers’ insights. GEMA Online Journal of Language Studies, 12(2). 609-628.
  • Wilson, A. T. (2009). Assessment-based instruction applied to a course and lab in digital signal processing. Paper presented at the ASEE Southeast Section Conference. Southern Polytechnic State University, Marietta, GA.
  • Yi-Ching, P. (2009). A review of washback and its pedagogical implications. VNU Journal of Foreign Studies, 25(4), 257-263.
  • ปาริฉัตร ปิติสุทธิ สุวิมล ว่องวาณิช. (2558). วอชแบคของครูในโรงเรียนที่มีบริบทต่างกัน, วารสารอิเล็กทรอนิกส์ทางการศึกษา, 11(2), 277-291. 

ขั้นตอนการบริหารจัดการโครงการอย่างเป็นระบบ

feather-calendarPosted on 20 กรกฎาคม 2022 document คลังความรู้Other Knowledge
แชร์

(Project Management Part2)

โดย ดร.วินัย หอมสมบัติ  บัณฑิตวิทยาลัยการจัดการและนวัตกรรม มจธ.

เรียบเรียงโดย ทีม CELT 

งานประเภทโครงการนั้นจำเป็นต้องมีจุดเริ่มต้น จุดจบ โดยระบุขอบเขตของงานที่ชัดเจน ดังนั้น สิ่งหนึ่งที่มีความจำเป็นคือการวัดผลการดำเนินงานของโครงการ ด้วยการระบุตัวชี้วัดและเกณฑ์ที่จะบอกได้ว่าโครงการดังกล่าวมีการดำเนินการจนบรรลุวัตถุประสงค์ตามเกณฑ์ที่กำหนด (Success Criteria) หรือไม่

ทำไมต้องมีการวัดผลการดำเนินงานของโครงการ

  • ใช้ในการบอกผลการดำเนินงาน เพื่อติดตามโครงการให้เป็นไปตามเป้าหมาย กรอบเวลา ที่กำหนดไว้
    • ใช้เพื่อเป็นสัญญาณเตือนภัยล่วงหน้า ถ้าความก้าวหน้าของโครงการไม่เป็นไปตามเป้าหมายจะได้พร้อมดำเนินการแก้ไขต่อไป
    • ใช้เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของสมาชิก เช่น ขอบเขตการทำงานไม่ชัดเจน การมีปัญหาส่วนตัว
    • ใช้เป็นเครื่องมือในการแปลงกลยุทธ์ไปสู่การปฏิบัติ
    • ใช้ในการพิจารณาแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของการดำเนินโครงการ
    • ใช้ในการจัดลำดับความสำคัญของงาน
    • ใช้ในการวัดผลความสำเร็จของโครงการ และปิดโครงการ

พัฒนาการของการบริหารผลการปฏิบัติงาน

หลักการวัดผลการดำเนินงานและพัฒนาการของการบริหารผลการปฏิบัติงาน เป็นดังนี้

  • PA (Performance Appraisal) เริ่มเมื่อปี 1981 เป็นยุคแรงงานล้นตลาด เน้นการผลิตเป็นหลัก แต่การสร้างมูลค่าเพิ่มมีน้อย ดังนั้นการวัดจะเน้นว่าทำได้ตามเป้าหมายหรือไม่
  • PM (Performance Measurement) เริ่มเมื่อปี 1998จะเป็นยุคที่นำเอาการดำเนินการที่เกิดขึ้นแล้วมาวัดผล มีการนำมาตรวัดอื่น ๆ มาวัดประสิทธิภาพ
  • PM (Performance Management) เริ่มเมื่อปี 2009 การวัดผลการดำเนินการอย่างเดียวเริ่มไม่พอ จะต้องมีการจัดการหลังการวัดเข้ามาด้วย ว่าผลที่ได้เป็นไปตามวัตถุประสงค์หรือกลยุทธ์หรือไม่ และต้องการให้มีการดำเนินการต่อเนื่องที่สอดคล้องกับเป้าหมายขององค์กร
  • SPM (Strategic Performance Management) จะคล้ายและคาบเกี่ยวกับหลักการ PM แต่จะมีความชัดเจนในการวัดมากขึ้น

โดยสรุปแล้วนั้นการดำเนินโครงการใด ๆ จะต้องสำเร็จตามวัตถุประสงค์โครงการ Output Outcome หรือสามารถดำเนินการได้ครบถ้วนตาม Success Criteria ที่กำหนดไว้ หากไม่มีการกำหนดสิ่งนี้ไว้อย่างชัดเจนมากพอ หรือไม่ได้กำหนดไว้ ขอบเขตการดำเนินงานอาจจะมีการขยายออกไปเรื่อย ๆ จนไม่สามารถปิดโครงการได้

ข้อควรระมัดระวังในการวัดผลการดำเนินงาน

  • ควรหลีกเลี่ยงการทำโทษพนักงานจากการวัดประเมินผล ให้โอกาสพนักงานได้พัฒนางานและแสดงศักยภาพก่อน
  • ค่าเป้าหมายอาจกลายเป็นเพดานของการดำเนินงาน
  • ผู้ถูกวัดผลย่อมคาดหวังที่จะได้รับทราบผล
  • การวัดผลไม่จำเป็นต้องได้ค่าที่ถูกต้อง 100% โดยเฉพาะงานนวัตกรรม หรืองานท้าทายใหม่ ๆ
  • การวัดที่ใช้การตัดสินใจของคน (Subjective Measure) เป็นสิ่งที่ปกติเกิดขึ้นเสมอ และอาจจะมีความผิดพลาดหรือคลาดเคลื่อนได้ จึงควรมีเหตุผลมารองรับการวัดผลด้วย
  • การวัดผลองค์กรอาจสร้างความเครียดให้กับผู้ที่ปฏิบัติงาน
  • ผู้ที่ทำได้ไม่ดีอาจจะหาข้อแก้ตัว แทนที่จะหาทางปรับปรุง

ประวัติที่มาของเครื่องมือวัดผลและตัวชี้วัด

  • MBOs (1967) เป็นการกำหนดวัตถุประสงค์โครงการขึ้นมา แล้วบริหารโครงการและวัดผลตามวัตถุประสงค์นั้น
  • SMART (1981) เป็นการทำให้โครงการมีวัตถุประสงค์ ขอบเขตชัดเจนและสามารถวัดผลได้ชัดเจน โดยได้นำ KPIs มาใช้เป็นตัวชี้วัดโครงการ
  • OKRs (1999) เนื่องจากผู้ปฏิบัติงานตาม KPIs มีความเครียดและมีแนวโน้มที่จะทำการวัดผลตอนใกล้ปิดโครงการเท่านั้น ดังนั้น OKRs จึงเกิดขึ้นเพื่อให้ผู้บังคับบัญชา หัวหน้า และผู้ปฏิบัติงานได้มีการพูดคุยกันแลกเปลี่ยนมุมมองกำหนดเป้าประสงค์ตัวชี้วัดร่วมกันก่อให้เกิดการพัฒนาโครงการ

ผลที่เกิดขึ้นจากการดำเนินงาน มี 3 ประเภทหลัก ดังนี้

Output (ผลผลิต) คือ ผลที่เกิดขึ้นทันที ผลที่เกิดขึ้นโดยตรงจากการดำเนินโครงการเสร็จสิ้น เช่น ผู้เรียนผ่านฝึกอบรม ผู้เรียนที่จบการศึกษา รายงาน ผลิตภัณฑ์ กระบวนการ แผนงาน งานวิจัย เป็นต้น มักจะเขียนในส่วนสิ่งที่ต้องส่งมอบในโครงการ หรือขอบเขตของโครงการ

Outcome (ผลลัพธ์) คือ ผลที่เกิดขึ้นต่อยอดจากผลผลิตหรือผลระยะยาว ซึ่งเกิดเป็นผลจุดหมายปลายทาง หรือผลต่อเนื่องจากผลกระทบ อาจจะบอกได้ว่าเป็น คุณค่า ประโยชน์ ที่ลูกค้าจะได้รับจากโครงการหรือ Output ที่กำหนด

Impact (ผลกระทบ) คือ ผลที่เกิดต่อเนื่องจากผลผลิต แต่ผลผลิตนั้นจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระดับสังคม โดยมากจะเป็นประโยชน์ที่เป็นวงกว้างกว่า Outcome หรือมีคนเห็นคุณค่าแล้วมีคนนำไปใช้เช่นเดียวกัน

การนำ KPIs มาเป็นตัวชี้วัดผลการดำเนินงาน

KPI (Key Performance Indicator) คือ ตัวชี้วัดหลักของผลการดำเนินงาน เป็นเครื่องมือสำคัญที่บ่งบอกถึงข้อมูลที่แสดงสถานะความเป็นจริงขององค์กร โครงการ หรือกิจกรรมในปัจจุบัน เพื่อประโยชน์ในการกำกับ ตรวจสอบการดำเนินการตามแผนที่กำหนด ครอบคลุมสิ่งต่าง ๆ ดังนี้

  • ประสิทธิผลเชิงต้นทุน
  • ประสิทธิผลซึ่งสัมพันธ์ระหว่างผลลัพธ์กับเป้าหมาย
  • ประสิทธิภาพวัดจากต้นทุน
  • ประสิทธิภาพวัดจากแรงงาน
  • คุณภาพ
  • ความสามารถในการให้บริการได้ตามเวลาที่กำหนด

นอกจากนี้ในองค์กรจะต้องมีการวางแผนการปฏิบัติ (OS Matrix: Owner – Supporter Matrix) เพื่อให้ระดับพนักงานที่ทำหน้าที่สามารถทำงานได้สอดคล้องกับทิศทาง วิสัยทัศน์ พันธกิจ แผนยุทธศาสตร์ขององค์กร และจึงควรมีตัวชี้วัด (KPIs) มาประเมินการปฏิบัติงานของบุคลากรในองค์กรด้วย

ประเภท KPIs

โดยทั่วไปการเขียน KPI นั้นจะสามารถเขียนแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท ดังนี้   

  • Leading Indicators (ตัวชี้วัดนำ) คือ ตัวชี้วัดที่ใช้วัดถึงเงื่อนไข หรือปัจจัยที่เป็นตัวขับเคลื่อนให้เกิดผลการปฏิบัติงานที่ดี (Performance Drivers) โดยมากจะเป็น Output ของโครงการหรือกิจกรรม
  • Lag Indicators (ตัวชี้วัดตาม) คือ ตัวชี้วัดที่เป็นผลการทำงานที่สามารถวัดได้อย่างเป็นรูปธรรม และเป็นผลลัพธ์ของการปฏิบัติงานขององค์การ (Outcome Measures)

แนวทางการเขียน KPI

แนวทางการเขียน KPI จะเป็นตามโครงสร้าง 3 ส่วน ประกอบด้วย คำขึ้นต้น (เชิงตัวเลข) สิ่งที่ต้องการวัด (ต้องนับได้) และเกณฑ์ที่ใช้ในการวัด

ตัวอย่างการเขียนตัวชี้วัด

รายละเอียการเขียน KPI มีดังต่อไปนี้

  • ชื่อและความหมายของตัวชี้วัด
  • สูตรการคำนวณตัวชี้วัด
  • ความถี่ในการเก็บรวบรวมของตัวชี้วัด
  • ความพร้อมของข้อมูล ณ ปัจจุบัน 3 ระดับ ได้แก่ มีแล้ว คาดว่าจะมี และยังไม่มี
  • ข้อมูลที่มีอยู่แล้วหรือตัวชี้วัดเดิมที่ผ่านมาวิเคราะห์ว่าเป็นอย่างไร
  • แหล่งข้อมูล
  • ความพึงพอใจของนายจ้าง หรือลูกค้านั้น ค่าสูง-ต่ำ ที่ยอมรับได้เป็นอย่างไร

ข้อพึงระวังในการจัดทำ KPI

  • ผู้บริหารระดับสูงต้องสนับสนุนเต็มที่
    • ทุกคนในองค์กรจะต้องมีส่วนรับรู้และให้การสนับสนุน
    • เมื่อเริ่มนำมาใช้ จะต้องให้เกิดผลโดยเร็วในระยะหนึ่ง
    • ต้องระวังว่า KPI ไม่ใช่เครื่องมือในการจับผิด
    • ต้องระวังว่า KPI ไม่ใช่เป็นเพียงโครงการ ไม่ต่อเนื่อง แต่ต้องทำไปเรื่อย ๆ อย่างสม่ำเสมอ ปัจจุบันจึงได้มีการนำ OKR มาใช้
    • ต้องระวังว่า ตัววัดและเป้าหมาย จะไม่ง่าย หรือยากเกินไป
    • เป็นเรื่องใหม่ มีแรงต้านจากผู้เสียประโยชน์ การสื่อสารจึงจำเป็นมาก
    • หากต้องการผูกกับระบบการจ่ายผลตอบแทนต้องยุติธรรมและสมดุล เช่น การประเมินการทำงาน
    • เป็นเพียงสมมุติฐาน สามารถเปลี่ยนแปลงได้

OKRs (Objective and Key Results)

OKRs เป็นดัชนีชี้วัดผลลัพธ์หลัก (Key Results) เพื่อติดตามการดำเนินโครงการที่เชื่อมโยงกับคุณค่าและความหมายของวัตถุประสงค์ของโครงการ (Objectives) หรือ Outcome

ข้อแตกต่างระหว่าง KPIs และ OKRs  (KPIs Vs OKRs  )

1. ที่มาของตัววัด KPIs นั้นจะมีที่มาจากองค์กรเป็นส่วนใหญ่ โดยอาจจะส่งผลให้ตัวชี้วัดที่กำหนดนั้นไม่ตรงกับงานที่ทำจริงแต่ OKRs จะเน้นการสร้างตัวชี้วัดจากผู้ปฏิบัติงานหรือพนักงานทำให้การวัดผลตอบโจทย์ ตรงกับงานมากกว่า พนักงานมีส่วนร่วมกับการวัดผลมากกว่า และรู้สึกว่าการทำงานมีความหมายมากขึ้น

2. รายละเอียดของตัววัด ในการชี้แจง สื่อสาร ภายในองค์กรระหว่างระดับชั้น อาจจะมีความคลาดเคลื่อนทำให้ ฃบางครั้ง KPIs ที่ใช้วัดไม่ตรงกับทิศทางขององค์กรได้ แต่ OKRs จะมี Objective ที่สอดคล้องกับทิศทางองค์กรเสมอ

3. ปริมาณหรือค่าของตัววัด พนักงานจะมีการต่อรองค่าเป้าหมายและปริมาณของ KPIs ได้ แต่ OKRs นั้นจะมีความยืดหยุ่นในการวัด เปลี่ยนแปลงได้จนกว่าจะบรรลุวัตถุประสงค์ที่กำหนด จึงไม่จำเป็นต้องมีการต่อรองค่าเป้าหมาย นอกจากนี้ OKRs จะช่วยลดแรงกดดัน ความเครียดในการวัดประเมินได้อีกด้วย

4. การพัฒนางาน ในการปฏิบัติงานนั้นพนักงานจะมุ่งเน้นเฉพาะสิ่งที่ถูกวัดใน KPIs ทำให้โอกาสพัฒนางาน หรือการใช้ความคิดสร้างสรรค์เป็นไปได้ยาก ในขณะที่ OKRs จะเปิดโอกาสให้ได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการทำงานเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ที่กำหนด

5. ความร่วมมือกันในองค์กร การใช้ KPIs วัดผลจะส่งผลต่อบรรยากาศการทำงานที่เป็นลักษณะ Silo ไม่ค่อยเกิดความร่วมมือกันของพนักงานในองค์กร ซึ่งตรงกันข้ามกับ OKRs ที่จะทำให้เกิดความร่วมมือกันใช้ศักยภาพร่วมกันเพื่อบรรลุเป้าหมาย บรรลุวัตถุประสงค์

แนวทางการตั้ง OKRs

ระดับสูงสุดขององค์กร จะต้องกำหนดทิศทางองค์กร ยุทธศาสตร์ขององค์กร แล้วจึงทำการสร้าง OKRs ออกมาให้สอดคล้องกับทิศทาง ยุทธศาสตร์ขององค์กร

ระดับรองและระดับปฏิบัติงาน จะต้องคิด OKRs ของระดับตนเองให้สอดคล้องกับ OKRs ในระดับที่เหนือกว่าเสมอ
การกำหนด Objective

  1. ควรมี Objective ประมาณ 3 – 5 ข้อ แต่ก็สามารถเพิ่มหรือลดได้ถ้ายังไม่ครอบคลุมกับทิศทาง ยุทธศาสตร์ขององค์กร
  2. ควรเป็น Objective ที่สร้างความท้าทาย สร้างแรงบันดาลใจ แรงจูงใจ อยากทำงานของพนักงานในองค์กร
  3. สามารถระบุชัดเจนว่า Objective ของระดับต่อ ๆ มามีความสัมพันธ์กับระดับสูงขึ้นไปอย่างไร เพื่อให้สอดคล้องกันทั้งองค์กร
  4. การจัดทำ Objectives ด้วยการนำ Key Results ของระดับบนกว่ามาใช้เป็น Objectives จะทำให้เกิดความสอดคล้องกันกับทิศทางขององค์กรแน่นอน แต่อาจจะส่งผลต่อความสร้างสรรค์ในการทำงาน
  5. สร้าง Objectives ที่สอดคล้องกับระดับบนขึ้นมาได้เอง อาจจะเป็นทั้งเชิงคุณภาพหรือปริมาณก็ได้ ซึ่งวิธีการนี้จะทำให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ได้มากกว่า

ข้อแนะนำในการกำหนด Key Results

  1. เป็นคำถามหลักว่า Objective นั้นได้ประสบความสำเร็จแล้ว หรือดำเนินการถึงจุดไหนแล้ว
  2. เป็นตัววัดเชิงปริมาณ ที่บ่งบอกถึงความสำเร็จ
  3. ทุกคนสามารถมองเห็น OKRs ของคนอื่น ๆ ได้ด้วย เพื่อให้เป็นความคืบหน้า ปัญหา และแก้ไข ช่วยเหลือได้
  4. OKRs ไม่ใช่ To-do List แต่จะมุ่งเน้นการทำงานที่มีการพัฒนา
  5. OKRs ตามปกติจะทำเป็นรายปี หรือไตรมาส แต่สำหรับพนักงานหรือหน่วยงานย่อยมักจะทำภายในระยะเวลาที่สั้นลง เพื่อให้เห็นความก้าวหน้าในการดำเนินงานระหว่างทาง หรือทำการปรับเปลี่ยนได้ทัน

การประเมินผลด้วย OKRs

  • โดยทั่วไปจะไม่นำ OKRs ไปผูกติดกับระบบการประเมินพนักงาน ประเมินเงินเดือน
  • OKRs นับเป็นเครื่องมือที่มีส่วนเพิ่มเติม และปกปิดจุดอ่อนบางประการจากการใช้ KPIs เช่น การติดตาม แก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างการดำเนินงาน
  • ระหว่างทางควรมีการทบทวน OKRs ของพนักงานเพื่อกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาและแก้ไข
  • มีส่วนช่วยให้เกิด Feedback กับพนักงาน
  • ควรระวังในการใช้ OKRs และประเมินความสำเร็จ ซึ่งไม่จำเป็นต้องสำเร็จก็ได้ หากมุ่งเน้นความสำเร็จเกินไปอาจจะทำให้การตั้งเป้าหมายของ OKRs ต่ำเกินไปทันที และไม่ท้าทายพอที่จะเกิดการปรับปรุงพัฒนา

______________________________________________________________________

สาระจากกิจกรรมการบริหารจัดการโครงการ

โดย ดร.วินัย หอมสมบัติ  บัณฑิตวิทยาลัยการจัดการและนวัตกรรม มจธ.

ในวันศุกร์ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2565 และวันศุกร์ที่ 4 กุมภาพันธ์ 2565 เวลา 09.00 น. ถึง 12.00 น. ผ่าน Application Zoom

ฟรุตแอ๊บแบ๊ว เทวาโรแมนติคจอหงวนวิกปาสเตอร์

feather-calendarPosted on 21 มิถุนายน 2022 document ข่าวสาร/ประกาศ
แชร์

อุรังคธาตุเลคเชอร์ก๊วนดีเจวัคค์ เซ็กซ์ ความหมายเครปปูอัดตรวจสอบแอสเตอร์ ฟรุตแอ๊บแบ๊ว เทวาโรแมนติคจอหงวนวิกปาสเตอร์ พล็อตบัตเตอร์รีไทร์ กุมภาพันธ์โบรกเกอร์สเตย์ฟอร์ม

ขั้นตอนการบริหารจัดการโครงการอย่างเป็นระบบ

feather-calendarPosted on 17 มิถุนายน 2022 document คลังความรู้Other KnowledgeUncategorized
แชร์

(Project Management Part 1)

โดย ดร.วินัย หอมสมบัติ  บัณฑิตวิทยาลัยการจัดการและนวัตกรรม มจธ.

เรียบเรียงโดย ทีม CELT 

การทำงานทั่วไปนั้นจะสามารถจัดแบ่งประเภทงานเป็นกลุ่มใหญ่ ๆ ได้ 2 ประเภท ได้แก่ งานประจำ และงานโครงการ โดยนิยามงานแต่ละประเภทมี ดังนี้

งานประจำ คือ งานที่มีลักษณะการทำงานที่ต่อเนื่อง ทำงานซ้ำ ๆ ไม่ค่อยมีการเปลี่ยนแปลงขั้นตอนการทำงานมาก มีกรอบเวลาในการทำงานต่อเนื่องไม่สิ้นสุด ผลตอบแทนแน่นอน และมีโอกาสเพิ่มค่าตอบแทนขึ้นเมื่อทำงานไปนาน ๆ

งานโครงการ คือ งานที่มีจุดมุ่งหมายชัดเจน มุ่งเน้นการเปลี่ยนแปลงพัฒนา มีขอบเขตการทำงานชัดเจนเพื่อตอบจุดมุ่งหมาย

งานประจำกับงานโครงการ  เราสามารถแยกแยะงานที่ทำว่าเป็นงานประเภทใดด้วยการสังเกตจากมุมมองต่าง ๆ ของงานได้ ดังนี้

  • ขอบข่ายของงาน งานประจำจะมีขอบข่ายของงานชัดเจน สามารถปฏิบัติงานซ้ำได้  ส่วนงานโครงการจะมีลักษณะการทำงานที่แตกต่างกันออกไปตามวัตถุประสงค์ของแต่ละโครงการ
    • เวลา งานประจำจะมีเวลาในการทำงานต่อเนื่องไม่มีสิ้นสุด ส่วนงานโครงการนั้นจะมีเวลาเริ่มต้นและจุดจบที่ชัดเจน
    • ความเปลี่ยนแปลง งานประจำจะไม่เปลี่ยนแปลง หรือเปลี่ยนเล็กน้อยและเป็นไปอย่างช้า ๆ ค่อยเป็นค่อยไป ส่วนงานโครงการนั้นจะเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วตามแต่แนวทางการทำงานของโครงการเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์
    • วัตถุประสงค์ งานประจำมีวัตถุประสงค์การทำงานให้ครอบคลุมทั้งห่วงโซ่การดำเนินงาน ส่วนงานโครงการมีวัตถุประสงค์เพื่อเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะ
    • ทรัพยากร การใช้ทรัพยากร หรืองบประมาณของงานประจำนั้นสามารถเพิ่มได้ตามความจำเป็นไม่สามารถขาดได้ เพราะหากไม่สามารถดำเนินงานประเภทนี้แล้วองค์กรจะได้รับผลกระทบทันที ส่วนงานโครงการสามารถจัดสรรได้ตามที่มี หรือตามข้อจำกัด เพราะหากหยุดดำเนินการอาจจะไม่เกิดผลกระทบกับองค์กรในทันที
    • ผลลัพธ์ของงาน งานประจำนั้นจะเน้นผลลัพธ์การทำงานด้านประสิทธิภาพ ส่วนงานโครงการจะเน้นที่ประสิทธิผลของการดำเนินการตามโครงการ
    • ทีมงาน งานประจำจะใช้ทีมงานกลุ่มเดิม ทำหน้าที่ตามตำแหน่งและบทบาทที่กำหนดไว้ ส่วนงานโครงการจะใช้ทีมงานที่หลากหลาย บทบาท ตำแหน่งการทำงานจะเปลี่ยนแปลงได้เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ของโครงการ

ใครคือผู้ทำหน้าที่บริหารโครงการ

ปัจจุบันผู้ที่จะทำหน้าที่บริหารโครงการได้นั้นอาจจะไม่จำเป็นต้องจบการบริหารมาก็ได้ กล่าวคือ ทุกคนสามารถทำหน้าที่บริหารโครงการได้ ถ้ามีสมรรถนะ หรือ Competency ดังต่อไปนี้

  • องค์ความรู้ที่ใช้ในการบริหารโครงการ (Project Management Body of Knowledge :PMBOK) ผู้ทำหน้าที่ควรมีองค์ความรู้ในการบริหารโครงการ ซึ่งองค์ความรู้นี้สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้จากสถาบันการศึกษาด้านบริหารโครงการที่มีการสรุปและเผยแพร่ไว้ หรือมีการเปิดรับรองสมรรถนะให้กับผู้สนใจเรียนรู้
  • ทักษะทางเทคนิคที่เกี่ยวข้อง (Related Technical Skills) คือ ผู้ที่มีทักษะความสามารถในลักษณะงานที่มีความจำเพาะและเป็นทักษะที่มีความจำเป็นต่อการดำเนินงานโครงการ เช่น การเขียนโปรแกรม  การสร้างเว็บไซต์ แอพพลิเคชั่น เป็นต้น
  • ความเข้าใจสภาพแวดล้อมโครงการ (Project Environment Understanding) ผู้บริหารโครงการจะต้องสามารถมองเห็นภาพรวมของโครงการได้
  • ทักษะการจัดการทั่วไป (General Management Skills) ควรมีทักษะในการมอบหมายงานให้กลุ่มบุคคล วางแผนงาน แบ่งทรัพยากร เทคโนโลยี เพื่อให้โครงการบรรลุวัตถุประสงค์
  • ทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล (Interpersonal Skills) เนื่องจากการทำงานโครงการนั้นจะเป็นการร่วมมือกันระหว่างทีมงานที่มีความแตกต่างหลากหลาย ผู้บริหารโครงการควรมีทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล กล่าวคือ มีทักษะในการสั่งการ มอบหมายงาน สื่อสาร ติดตามทีมงานที่ดี

The 5 Project Management Process Groups

การบริหารโครงการ (Project Management) คือ การใช้ความรู้เฉพาะ ทักษะ เครื่องมือ และเทคนิค ดำเนินโครงการให้มีความเป็นระเบียบ เป็นระบบมากขึ้น สำเร็จได้ตามวัตถุประสงค์ หรือมีคุณค่าต่อผู้คน ผู้จ้างวาน หัวหน้า หรือลูกค้า  

มาตรฐานการบริหารโครงการ เครื่องมือสำหรับการควบคุมคุณภาพในการบริหาร (Quality of Management) ที่เผยแพร่ สอน อบรมตามสถาบันฯ ต่าง ๆ นั้นมีหลากหลาย อาทิเช่น 7S TQA  5S BSC Six-Sigma ISO HNQA เป็นต้น ซึ่งกระบวนการบริหารโครงการอย่างเป็นมาตรฐานจะถูกแบ่งออกเป็น 5 ขั้นตอน ดังนี้

ขั้นที่ 1 ริเริ่ม (Initiating) คือ การนิยามโครงการใหม่ วิสัยทัศน์ และขอบเขตโครงการ กล่าวคือจะต้องทราบว่าโครงการนี้มีที่มาอย่างไร มีประเด็นปัญหาอะไร (Pain Point) ต้องการพัฒนาอย่างไร มีจุดคุ้มทุนอย่างไร หรือมีวัตถุประสงค์เป็นอย่างไร ถึงแม้ว่าอาจจะได้รับมอบเป้าหมายจากผู้บริหารมา ก็ยังจำเป็นต้องทำการวิเคราะห์ เพื่อทราบรายละเอียดต่าง ๆ ข้างต้น ที่เรียกว่า “Project Charter

สิ่งที่ต้องทำ: กฎบัตรโครงการ (Project Charter)

กฎบัตรโครงการ (Project Charter)คือ แผนปฏิบัติงานที่มีความชัดเจน บอกรายละเอียดในการใช้ทรัพยากร ชี้แจงให้ทีมงานเข้าใจขอบเขตของโครงการตรงกันแต่แรก ทำให้จัดการใช้ประโยชน์ทีมงานได้ ติดตามความเสี่ยง ความก้าวหน้าและแก้ไขปัญหาในโครงการได้ นอกจากนี้ยังใช้สร้างความรู้สำหรับจัดการโครงการอื่น ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้อีกด้วย

ขั้นที่ 2 วางแผน (Planning) คือ การสร้างขอบเขตโครงการในรายละเอียด และวางแผนกระบวนการทำงาน ปริมาณทรัพยากร จำนวนทีมงานหรือบุคคล และกำหนดเวลาที่ใช้ เพื่อจะบรรลุวัตถุประสงค์ของโครงการ รวมถึง Output – Outcome ที่จะได้ วิธีการ เครื่องมือที่จะนำมาวัดประเมินผลโครงการด้วย

สิ่งที่ต้องทำ: วัตถุประสงค์ ขอบเขต งบประมาณ กำหนดการ ขั้นตอน แผนสื่อสาร ตัวชี้วัด และแผนความเสี่ยง

วัตถุประสงค์ของโครงการ (Purpose – Objective)

          การเขียนวัตถุประสงค์ของโครงการ ควรให้ความสำคัญ ใส่ใจในรายละเอียด โดยมากหลัก ๆ สิ่งที่เขียนในวัตถุประสงค์จะเป็น Outcome โดยควรจะต้องเขียนให้ครบตามหลักSMART” กล่าวคือ หลักการเขียนวัตถุประสงค์ให้มีมาตรฐานที่จะนำมาใช้ตรวจสอบการเขียนวัตถุประสงค์เพื่อให้สามารถปฏิบัติได้จริง วัดผลได้ ตามรายละเอียดดังต่อไปนี้

          Specific         ต้องเฉพาะเจาะจงรู้ว่าสิ่งที่ต้องการคืออะไร

          Measurable   วัดผลได้ มีวิธีวัดประเมินผล โดยจะสามารถวัดผลได้จาก KPI หรือ Success Criteria

          Achievable    เกิดภารกิจ รู้ว่าต้องทำอย่างไรเพื่อไปถึงเป้าหมาย

Realistic        เป็นไปได้สมเหตุสมผล ไม่เกินเอื้อม สามารถตรวจสอบได้จาก KPI

          Time-bound  มีกรอบเวลาชัดเจนว่าต้องทำให้ถึงเป้าเมื่อไหร่

          นอกจากนี้ หลักการ SMART นี้ยังสามารถนำมาใช้มองภาพรวมโครงการเพื่อประเมินโครงการว่าสามารถดำเนินการต่อหรือไม่อีกด้วย

ขอบเขตโครงการ

สิ่งที่ควรจะต้องระบุในขอบเขตโครงการ มีดังนี้

  • ปริมาณงาน เช่น สิ่งที่ต้องส่งมอบ และกำหนดเวลา จะต้องระบุให้ครอบคลุมตามที่กำหนดในวัตถุประสงค์
  • การกำหนดขอบเขตของโครงการควรดำเนินการเมื่อเริ่มต้นโครงการ เพื่อให้แน่ใจว่าทีมของปฏิบัติตามแผนโครงการและหลีกเลี่ยงงานที่ไม่จำเป็นเพื่อให้โครงการเสร็จสมบูรณ์

ขั้นที่ 3 ดำเนินการ (Executing) คือ การดำเนินงานให้สำเร็จตามที่ได้กำหนดไว้ในแผนโครงการ

สิ่งที่ต้องทำ: การติดตามสถานะโครงการ  ระบุ KPIs คุณภาพงาน และการคาดการณ์ผลลัพธ์

ซึ่งจะอธิบายรายละเอียดการนำ KPIs มาเป็นตัวชี้วัดผลการดำเนินงานในบทความ Project Management Part 2

ขั้นที่ 4 ตรวจสอบและควบคุม (Monitoring & Controlling) คือ การติดตาม ทบทวน กำกับกระบวนการทำงาน และประเมินผลการดำเนินงานของโครงการ ตลอดจนการตัดสินใจสั่งการ เปลี่ยนแปลง แก้ไข เมื่อมีเหตุจำเป็น

สิ่งที่ต้องทำ: คุณภาพ การควบคุมต้นทุน และผลการดำเนินงานให้เป็นตามวัตถุประสงค์

ขั้นที่ 5 ปิด (Closing) คือ การปิด จบโครงการอย่างเป็นทางการ เมื่อได้รับการตอบรับจากลูกค้า หรือสปอนเซอร์ หรือสามารถดำเนินโครงการจนบรรลุ Outcome ได้

สิ่งที่ต้องทำ: ตรวจเช็คตามรายละเอียด และรายงานโครงการ

การบริหารความเสี่ยงและการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

ความเสี่ยง (Risk) คือ เหตุการณ์ การกระทำใด ๆ ที่อาจเกิดขึ้นภายใต้สถานการณ์ที่ไม่แน่นอนและจะส่งผลกระทบ หรือสร้างความเสียหาย ล้มเหลว ลดโอกาสที่จะบรรลุเป้าหมายตามภารกิจหลัก จึงต้องมีแผนการบริหารความเสี่ยง (Risk Management) มีกระบวนการทำดังนี้

  1. ระบุความเสี่ยง ว่าจะเกิดความเสี่ยงอะไรขึ้นบ้าง ปัจจัย หรือสาเหตุที่ทำให้เกิดมีอะไรบ้าง
  2. ประเมินความเสี่ยง เป็นการประเมินว่าเมื่อเกิดเหตุจากความเสี่ยงนั้นจะมีผลกระทบอย่างไร รุนแรงแค่ไหน
  3. กำหนดมาตรการ เป็นการควบคุมความเสี่ยงไม่ให้เกิดขึ้น
  4. ติดตาม ประเมินผลความเสี่ยงว่ามีเกิดขึ้นหรือไม่และจัดการแก้ไขตามมาตรการ
  5. ประเมินผลที่ได้รับ จากการจัดการความเสี่ยง
  6. ทบทวน แผนจัดการความเสี่ยง ปรับปรุงเพื่อนำไปใช้ในโครงการอื่นอย่างไร

การพัฒนาอย่างต่อเนื่อง (Continue Improvement)

          PDCA คือ วงจรการบริหารงานที่นิยมนำมาใช้ ประกอบกด้วย 4 ขั้นตอน ได้แก่ Plan-Do-Check-Act เป็นกระบวนการที่ใช้ปรับปรุงการทำงานขององค์กรอย่างเป็นระบบ มีเป้าหมายเพื่อแก้ปัญหาและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

______________________________________________________________________

สาระจากกิจกรรมการบริหารจัดการโครงการ

โดย ดร.วินัย หอมสมบัติ  บัณฑิตวิทยาลัยการจัดการและนวัตกรรม มจธ.

ในวันศุกร์ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2565 และวันศุกร์ที่ 4 กุมภาพันธ์ 2565 เวลา 09.00 น. ถึง 12.00 น. ผ่าน Application Zoom

การวัดและประเมินผลตามสภาพจริง (Authentic Assessment)

feather-calendarPosted on 25 พฤษภาคม 2022 document คลังความรู้Pedagogy
แชร์

โดย ผศ. ดร.มนตา ตุลย์เมธาการ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

Assessment กับ Evaluation ต่างกันอย่างไร

เมื่อพูดถึงการประเมิน เรามักเกิดความสับสนหรือเข้าใจผิดระหว่างคำว่า Assessment กับ Evaluation โดยทั้งสองคำนี้มีความแตกต่างกันที่วัตถุประสงค์ของการประเมิน ดังนี้
Evaluation คือ การประเมินด้วยการตัดสินจากคุณภาพ ที่ได้จากการวัด และเปรียบเทียบกับเกณฑ์ (Criteria) ที่กำหนด เพื่อประเมินการเรียนรู้ของผู้เรียนว่าบรรลุผลลัพธ์ที่ต้องการหรือไม่ มากน้อยเพียงใด
Assessment
คือ การประเมินจากการเพิ่มคุณภาพ เพื่อให้ผู้เรียนรู้ว่าตนเองสามารถทำอะไรได้ และมีแนวทางการพัฒนาต่อไปได้อย่างไร

การวัดและประเมินผลตามสภาพจริง (Authentic Assessment)

การวัดและประเมินผลตามสภาพจริงนั้น ภาระงานของผู้เรียนที่ผู้สอนให้ไปจะต้องสามารถปฏิบัติได้ในชีวิตจริงมีความหมาย และเกี่ยวกับชีวิตประจำวันของผู้เรียน ซึ่งในหนังสือ ตำราส่วนใหญ่ ต่างยอมรับว่าวิธีการวัดและประเมินผลตามสภาพจริงเป็นวิธีที่ดีที่สุด

ตัวอย่าง การประเมินทั่วไป และ การประเมินตามสภาพจริง

ในการประเมินทั่วไป เมื่อต้องการประเมินผลการเรียนจะต้องหยุดการเรียนการสอน เพื่อให้ผู้เรียนสอบประเมินผลการเรียน แต่สำหรับการประเมินตามสภาพจริง การประเมินผลไม่จำเป็นต้องหยุดการเรียนการสอน แต่สามารถประเมินผลในระหว่างการเรียนการสอน

ในการประเมินทั่วไป ผู้เรียนจะทราบผลคะแนนจากการประเมินผลการเรียน เช่น ได้ 3 คะแนน จากคะแนนเต็ม 10 เป็นต้น แต่สำหรับการประเมินตามสภาพจริงนั้น ผู้สอนจะต้องแสดงคะแนน และข้อความในการสื่อสารว่าผู้เรียนต้องปรับปรุง แก้ไขในส่วนใด

ในการประเมินผลทั่วไป ผู้สอนจะเป็นผู้บอกว่าสิ่งใดถูกหรือผิด แต่ในการประเมินผลตามสภาพจริงนั้น ผู้เรียนสามารถประเมินตนเองได้ และตอบได้ว่าสิ่งใดถูกหรือผิด เพราะอะไร เช่น ครูเล่นโน้ตเพลงผิด ผู้เรียนสามารถบอกได้ว่าผิด และผิดอย่างไร

ในการประเมินผลทั่วไปจะมุ่งเน้นไปที่การสอบเท่านั้น แต่สำหรับการประเมินผลตามสภาพจริงนั้น ไม่มีเครื่องมือในการประเมินผลชิ้นเดียว แต่จะต้องประเมินหลายครั้ง ติดตามเป็นระยะ ทั้งในรูปแบบการสังเกต สัมภาษณ์ การสอบ ปฏิบัติ และอื่นๆ จากนั้นนำมาประเมินในตอนสุดท้ายอีกครั้ง โดยเครื่องมือที่ใช้ในการประเมินผลนั้นมีหลากหลาย

ประเภทของการการทดสอบ (Type of Tests)

  1. Performance Test การวัดประเมินผลงานปฏิบัติ โดยดูจากกระบวนการและชิ้นงาน
  2. Paper-pencil Test การสอบในรูปแบบต่างๆ เช่น Essay, Short Answer, True-False, Completion, Matching และ Multiple choice
  3. Oral Test การสอบปากเปล่า เช่น สอบวิทยานิพนธ์

การประเมินตามสภาพจริงนั้นทั้งการสอน การเรียน และการประเมินผลนั้นจะต้องร้อยเรียงไปพร้อมกัน

ความสัมพันธ์ระหว่างการประเมินกับกระบวนการจัดการเรียนรู้ (OLE)

(Ralph W.Tyler,1930)

ประกอบด้วย

O: Objective จุดมุ่งหมาย

L: Learning Experience การจัดประสบการณ์เรียนรู้

E: Measurement and Evaluation การวัดและประเมินผลการเรียนรู้

โดยทั้ง 3 ส่วนประกอบจะมีความเชื่อมโยงซึ่งกันและกัน

ความสัมพันธ์ระหว่างการประเมินกับกระบวนการจัดการเรียนรู้ (OLE)

(Fink,2003:62)

มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบให้ทันสมัยและดียิ่งขึ้นโดยเปลี่ยนจาก

O: Objective เปลี่ยนเป็นLearning Goals จุดมุ่งหมาย

L: Learning Experience เปลี่ยนเป็น Teaching and Learning Activities การจัดประสบการณ์เรียนรู้

E: Measurement and Evaluation เปลี่ยนเป็น Feedback and Assessment การให้ข้อมูลป้อนกลับและประเมินผลการเรียนรู้

เกณฑ์การให้คะแนน: การประเมินตามสภาพจริง

ตัวอย่างเกณฑ์การให้คะแนนการประเมินของผู้สอนว่าเป็นไปตามการประเมินตามสภาพจริงหรือไม่ สามารถพิจารณาได้จากเกณฑ์ 9 ด้าน ดังนี้

 สูง ต่ำ
บริบทของการประเมิน
Realistic Activity or context
ชิ้นงานและวิธีการประเมินใกล้เคียงกับชีวิตจริงนอกห้องเรียน
20151050
     
Cognitive complex
ต้องใช้ทักษะการคิดขั้นสูงในการทำชิ้นงานให้สำเร็จ
108520
     
Performance-based
ประเมินทักษะและความสามารถจากการปฏิบัติหรือสร้างสรรค์ผลผลิต
54320
     
บทบาทของผู้เรียน
Formative Assessment
การประเมินให้ feedback ผู้เรียนเพื่อกำกับการเรียนรู้ของตนเอง คะแนนไม่มีผลต่อเกรด
108520
Collaborative
ผู้เรียนร่วมกันกับผู้เรียน หรือครู ในการทำชิ้นงาน การประเมินการปฏิบัติ และอาจรวมถึงการออกแบบการประเมิน
108520
     
Defense is required
ผู้เรียนนำเสนอคำตอบหรือผลการปฏิบัติชิ้นงานและตอบข้อซักค้าน ซึ่งอาจนำเสนอหน้าชั้นเรียน หรือเป็นข้อเขียนในส่วนหนึ่งของการประเมิน
54320
     
กระบวนการให้คะแนน
Multiple indicators or portfolio
คะแนนจากการประเมินมาจากการสะท้อนคะแนนหลายส่วน หลายองค์ประกอบ หรือจากแฟ้มสะสมงานและผลงานผู้เรียน
20151050
     
Criteria known by students
ผู้เรียนทราบกฎการให้คะแนน หรือเป็นส่วนหนึ่งการกำหนดกฎการให้คะแนน ครูอาจใช้เกณฑ์การให้คะแนนเป็น ส่วนหนึ่งของการเรียนการสอน
1512840
     
Mastery expectation
ชิ้นงานและคะแนนถูกออกแบบมาเพื่อสะท้อนการรอบรู้ของผู้เรียนทั้งในส่วนทักษะและความสามารถ(เน้นอิงเกณฑ์ ไม่อิงกลุ่ม)
54320
     
รวม (คะแนนเต็ม=100)     

Formative VS Summative

สำหรับการประเมินแบบ Formative จะเป็นการติดตามความก้าวหน้าระหว่างกระบวนการทำงาน ส่วน Summative เป็นการดูจากผลสรุปในตอนสุดท้าย ซึ่งผู้สอนจะต้องติดตามความก้าวหน้าแบบ Formative Assessment เป็นที่ละขั้นเหมือนการปีนขึ้นบันไดและวัดประเมินผลในตอนสุดท้าย (Summative Assessment)

ตัวอย่าง รายการเชฟกระทะเหล็ก จะเห็นกระบวนการในการปรุงอาหารของเชฟ แต่ยังไม่สามารถบอกได้ว่าอร่อยหรือไม่ ทำได้เพียงติดตามความก้าวหน้า ถือว่าเป็น Formative  แต่เมื่อเชฟนำไปเสิร์ฟแก่แขก (Guest) แล้วสรุปผลในตอนสุดท้ายว่าอร่อยหรือไม่ ถือว่าเป็น Summative

ซึ่งผู้สอนจะต้องติดตามความก้าวหน้าแบบ Formative Assessment เป็นที่ละขั้นเหมือนการปีนขึ้นบันได (ดังรูป) และวัดประเมินผลในตอนสุดท้าย (Summative Assessment) ซึ่งจุดประสงค์ของการวัดประเมินผลในชั้นเรียน แบ่งได้ 3 จุดประสงค์ ได้แก่

  1. Assessment for learning จะเป็นการวัดประเมินผลที่เป็นผลดีต่อผู้เรียนและผู้สอน เมื่อผู้สอนวัดประเมินหลังการสอน แล้วนำมาปรับปรุง พัฒนาวิธีการเรียนการสอนให้ดียิ่งขึ้น 
  2. Assessment as learning จะเป็นการวัดประเมินผลขณะที่เกิดการเรียนรู้ (Formative Assessment) ซึ่งจะเกิดผลดีต่อผู้เรียนเป็นหลัก โดยผู้เรียนนั้นจะสามารถกำกับการเรียนรู้ของตนเองได้ว่าทำถูกต้องหรือไม่ ผิดพลาดและแก้ไขอย่างไร
  3. Assessment of learning จะเป็นการวัดประเมินผลในตอนสุดท้ายจากผลงาน (Summative Assessment)

จากรูป ในอดีตจะนิยมวัดและประเมินผลในรูปแบบ Assessment of learning ซึ่งจะเป็นการวัดประเมินผลในตอนสุดท้ายจากผลงาน (Summative Assessment) ส่วนในปัจจุบันได้ปรับฐานความคิดเป็นการวัดและประเมินผลในรูปแบบ Assessment as Learning จะเป็นการวัดประเมินผลขณะที่เกิดการเรียนรู้ (Formative Assessment) ซึ่งจะต้องเกิดผลดีต่อผู้เรียนเป็นหลัก จากนั้น ผู้สอนนำ Assessment for Learning มาปรับปรุงการเรียนการสอนของตนเอง และวัดและประเมินผล Assessment of Learning สุดท้ายของผลงาน

ประเภทของการประเมินความก้าวหน้า Formative Assessment

  1. รูปแบบทางการ (Formal): ควิซ, แบบทดสอบ, คะแนน 0 – 100
  2. รูปแบบไม่ทางการ (Informal): การถามคำถาม, การสังเกต, การรับฟัง, การตรวจงานของผู้เรียนขณะเรียนรู้

ประเภทของคำถาม (Powerful types of questions)

ในห้องเรียนรูปแบบเดิม ผู้สอนยังคิดยึดติดกับคำถามปลายปิด ใช่ หรือ ไม่ใช่? ซึ่งเป็นการปิดโอกาสการคิด วิเคราะห์ของผู้เรียน ผู้สอนสามารถใช้คำถามด้วย อะไร? (What?) ทำไม (Why?) เมื่อไร (When?) อย่างไร (How?)  ที่ไหน (Where?) ใคร (Who?) จะเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้คิด วิเคราะห์มากยิ่งขึ้น

จากรูปจะเห็นได้ว่า เครื่องมือที่ใช้ในการวัดประเมินผลนั้นมีการนำมาเลือกใช้ที่แตกต่างกัน  เครื่องมือที่เหมาะสมกับ Summative Assessment เช่น การทดสอบเมื่อจบบทเรียน, การสอบปลายภาค, ควิซ, แบบทดสอบ เครื่องมือที่เหมาะสมกับ Formative Assessment เช่น การอภิปรายในชั้นเรียน, ติดตามความคืบหน้าชิ้นงาน

นอกจากนี้ยังมีเครื่องมือที่สามารถประเมินร่วมกันได้ทั้ง Formative และ Summative เช่น การมอบหมายงาน Project ผู้สอนสามารถประเมินความก้าวหน้าจากการปฏิบัติระหว่างทางได้ และเมื่อจบ Project ก็สามารถประเมินเพื่อตัดเกรดได้

ชวนคิด เงื่อนไขของการวัดประเมิน

ในอดีตการวัดประเมินรูปแบบ Summative Assessment จะเป็น paper-and-pencil test การสอบท้ายบท, การสอบกลางภาค การสอบปลายภาค ที่ผู้เรียนต้องมาสอบในวันเดียวกัน และการทดสอบเป็นความลับ แต่ในปัจจุบันการวัดประเมินรูปแบบ Summative Assessment ไม่ได้จำกัดเพียง paper-and-pencil test อาจเป็นการปฏิบัติ ชิ้นงาน โครงงาน การสาธิต หรือการนำเสนอก็ได้ ซึ่งผู้เรียนควรรู้ล่วงหน้าว่าประเมินความรู้ ทักษะใด และมีเวลาเพียงพอที่จะตระเตรียมพัฒนาตนเอง

รูบริคประเมินคุณภาพของการประเมินเพื่อติดตามความก้าวหน้า (Formative Assessment)

ตัวอย่างเกณฑ์การให้คะแนนการประเมินของผู้สอนว่าเป็นไปตามการประเมินเพื่อติดตามความก้าวหน้าหรือไม่ สามารถพิจารณาได้จากเกณฑ์ 7 ด้าน ดังนี้

คะแนนเต็ม 14 คะแนน

กรณีศึกษา Assessment for Learning in KS3/4 Science – Andy and Physics

ซึ่งจากกรณีศึกษา ครู Andy เป็นครูที่ให้กำลังใจแก่ผู้เรียนได้อย่างดีมาก

ในระหว่างการสอนในห้องเรียนครู Andy จะใช้เกมวงล้อความพิโรธในการดำเนินการสอน ซึ่งลักษณะเกมนั้นผู้เรียนจะสุ่มหยิบกระดาษมาคนละ 1 แผ่น ในกระดาษจะมีคำถาม 1 ข้อ และคำตอบ 1 ข้อ ซึ่งเป็นคำตอบของคำถามข้ออื่น เมื่อเพื่อนร่วมชั้นอ่านคำถามจบ คำตอบของใครตรงกับคำถามนั้นจะยกมือตอบและอ่านคำถามของตนเองวนต่อไปเรื่อยๆ จบครบทั้งห้อง

ส่วนอีกเกมที่ครู Andy ได้นำมาใช้ระหว่างการสอนในห้องเรียนคือเกมแต่งประโยค บนกระดานมีกระดาษ 30 ชิ้น ใต้แผ่นกระดาษจะมีคำศัพท์ใหม่ๆ ทางวิทยาศาสตร์ที่ได้เรียนไปในปีนี้ จากนั้นให้ผู้เรียนเลือกสุ่มมา 1 แผ่น และทำการแต่งประโยค ซึ่งเกมต่างๆ นี้จัดเป็น Formative Assessment

กรณีศึกษา Assessment for learning in KS3/4 Science – Anita and Biology

ในระหว่างการสอนครู Anita เมื่อครูตั้งคำถามในชั้นเรียนจะให้ผู้เรียนเขียนคำตอบแล้วยกให้ดู วิธีนี้เป็นการติดตามผลการเรียนรู้ของผู้เรียนระหว่างเรียน (Formative Assessment)

ครู Anita ประกาศเกณฑ์การให้คะแนนผู้เรียนตั้งแต่คาบแรก คือการใช้เทคนิค “ขั้นบันได” เพื่อช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจการเรียนรู้ของตนเอง ครู Anita ได้ให้ผู้เรียนมีโอกาสประเมินผลงานของผู้เรียนรุ่นก่อนโดยใช้ระบบขั้นบันได ซึ่งจะทำให้ผู้เรียนได้เห็นในแบบที่ครูเห็น ซึ่งเมื่อผู้เรียนปฏิบัติงานของตนเองก็จะเข้าใจและสามารถประเมินผลงานของตนเองได้ รวมถึงทราบว่าทำอย่างไรถึงจะไปยังขั้นบันไดที่สูงขึ้นได้

ครู Anita ได้ใช้ประสบการณ์จากการทำงานกระตุ้นให้ผู้เรียนสนใจวิทยาศาสตร์ รวมถึงการสร้างสถานการณ์ที่สามารถเกิดขึ้นได้จริงเมื่อประกอบอาชีพและเชื่องโยงไปสู่งานปฏิบัติงานในชั้นเรียน

จากกรณีศึกษาของครู Andy และครู Anita จะเห็นได้ชัดในเรื่องของการให้ Feedback แก่ผู้เรียนได้ดี

การให้ Feedback (The Power of feedback)

การให้ Feedback ที่ดีนั้นจะต้องให้ในเวลาที่เหมาะสม และผู้เรียนจะต้องสามารถนำไปกำกับการเรียนรู้ของตนเองได้

การกำกับการเรียนรู้ของตนเอง Self-directed learning (Costa & Kallick. 2009)

  • Self-Managing ผู้เรียนสามารถจัดการตนเองได้
  • Self-Monitoring ผู้เรียนสามารถติดตามตนเอง
  • Self-Modifying ผู้เรียนสามารถปรับปรุงตนเองได้

หลักการในการให้ Feedback

1.เมื่อตอนเริ่ม จะต้องทำการบอกผู้เรียนก่อนว่าจะไปไหน ทำอะไร (Feed Up)

2.จากนั้น ระหว่างทางจะต้องบอกผู้เรียนว่าทำแล้วเป็นอย่างไร ดีหรือไม่ (Feed Back)

3.เมื่องานเสร็จเรียบร้อย จะทำอะไรต่อไป (Feed forward)

ซึ่งในการ Feed Up, Feed Back และ Feed Forward สามารถกระทำได้ 4 ระดับ ได้แก่

  1. Task level การให้ Feedback ต่องานหรือชิ้นงานว่าเป็นอย่างไร ดีหรือไม่
  2. Process Level กระบวนการทำงาน
  3. Self-regulation Level คุณลักษณะพึงประสงค์ต่างๆ ของตนเอง
  4. Self-level ประเมินตนเอง

 “แซนด์วิชฟีดแบค” (Sandwich Feedback Technique)

เทคนิคการให้ Feedback ใน 3 กระบวนการคือ  ยกย่อง ติเตียน ยกย่อง

ตัวอย่าง ผมได้อ่านรายงานของคุณเมื่อเช้า สำนวนการเขียนดีมากๆ อ่านแล้วเข้าใจง่าย สรุปครบ ตรงประเด็นดี ผมชอบ (ชม) ติดที่ส่งช้าไปหน่อย ถ้าเร็วกว่านี้จะเยี่ยมเลย (ติ) ยังไงก็พัฒนาต่อไป เพื่อนๆ ก็บอกว่าคุณมีความสามารถด้านนี้นะ (ชม/ให้กำลังใจ)

การวัดและประเมินผลตามสภาพจริง (Authentic Assessment)

การวัดและประเมินผลตามสภาพจริง (Authentic Assessment) แท้จริงแล้วไม่จำเป็นต้องเป็นไปตามสภาพจริงทั้งหมด แต่ยังสามารถใช้รูปแบบ paper-and-pencil tests ร่วมได้ เช่น หากต้องการทราบความรู้พื้นฐานของผู้เรียนโดยใช้ Paper Test

หลักการให้ Assignment

1. บอกผู้เรียนให้ชัดเจนว่าจะต้องทำอะไร

2. แสดงให้เห็นว่ามีวิธีการปฏิบัติงานอย่างไร

3. ทำให้ผู้เรียนเห็นว่าทำไมเขาถึงควรทำงานนี้

4. เชื่อมโยงบทเรียนก่อนหน้าและบทเรียนใหม่ เพื่อให้ผู้เรียนเห็นภาพรวมของรายวิชา

5. สร้างทัศนคติที่ดีต่อการปฏิบัติงาน

6. คาดคะเนถึงปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นและแนะนำวิธีการแก้ไขแก่ผู้เรียน

7. คำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล

เครื่องมือที่ใช้ในการวัดและประเมินผลตามสภาพจริง (Authentic Assessment)

Microsoft Team สามารถเก็บสถิติในการเข้าร่วมกิจกรรมขณะเรียนของผู้เรียนระหว่างการเรียนการสอนออนไลน์ผ่าน Microsoft Team ได้

Before a Lesson or Unit

1.Wordwall.net

2.Google Jam Board

3.Mentimetor

After a Lesson or Unit

1.Coggle ใช้สำหรับการทำ Mind map ในการสรุปบทเรียน

                    2.Super Soomm                               3.Wheel of names

4.Fipgrid.com สรุปคลิปไม่เกิน 1 นาที

5.Google Form โดยแนบใบประกาศโดยใช้ Certify’em Add on ผ่าน Google Forms

6.ZipGrade

รูบริค Rubrics

เครื่องมือในการให้คะแนนที่เกิดจากการรวมกันระหว่างเกณฑ์การให้คะแนน (Scoring criteria) กับ มาตราประมาณค่าหรือระดับคะแนน (Rating Scale) เพื่อระบุถึงความแตกต่างของผลงาน ซึ่งเกณฑ์การให้คะแนน (Scoring Rubric) มี 2 ชนิด ดังนี้

1.เกณฑ์การให้คะแนนแบบภาพรวม (Holistic Score) เกณฑ์การให้คะแนนผลงานหรือกระบวนการที่จะประเมินในภาพรวมของผลงานหรือกระบวนการ

2.เกณฑ์การให้คะแนนที่แยกส่วนหรือองค์ประกอบคุณลักษณะของผลงาน (Analytic Rubrics) เกณฑ์การให้คะแนนที่แยกส่วนหรือองค์ประกอบคุณลักษณะของผลงานหรือกระบวนการ แล้วนำแต่ละส่วนหรือองค์ประกอบของคุณลักษณะมารวมกันเป็นคะแนนรวม

วัตถุประสงค์ของการใช้ Rubrics

มุ่งประเมินความคิดขั้นสูง หรือทักษะที่ซับซ้อน ไม่เหมาะจะประเมินด้วยเครื่องมืออื่น

องค์ประกอบของ Scoring Rubric ประกอบไปด้วย 3 องค์ประกอบ ได้แก่

1.ระดับคะแนนหรือความสามารถ (Performance levels) สามารถกำหนดเป็นตัวเลข หรือคำแสดงคุณภาพ เช่น ดีมาก ดี พอใช้ ต้องปรับปรุง

ระดับคะแนนหรือความสามารถ (Performance levels)

  1. คะแนนแต่ละระดับแตกต่างกัน
  2. ระดับคะแนนครอบคลุมตั้งแต่แย่ที่สุด (poor) จนถึงดีเลิศที่สุด (excellent)
  3. ระดับคะแนนต่อเนื่องและเท่ากัน เช่น ความแตกต่างระหว่างระดับคะแนน 5 กับ 4 จะต้องมีขนาดเท่ากับความแตกต่างระหว่างระดับคะแนน 2 กับ 1

ตัวอย่าง จาก The Hamburger Rubric จะมีช่วงระดับการความแตกต่างการให้คะแนนต่อเนื่องและเท่ากัน

2.คำอธิบายคุณภาพของแต่ละระดับความสามารถ (Quality Descriptors) นั้นจะเป็นข้อความที่อธิบายคุณภาพของความสามารถที่คาดหวัง แต่ละระดับนั้นต้องใช้ข้อความที่มีความชัดเจนในการใช้ภาษาเข้าใจง่าย สั้นกระชับ และเห็นความแตกต่างระหว่างระดับคะแนนอย่างชัดเจน

คำอธิบายคุณภาพของแต่ละระดับความสามารถ (Quality Descriptors)
1. คำอธิบายคุณภาพเป็นรูปธรรม สามารถมองเห็นและสังเกตได้ หลีกเลี่ยงคำอธิบายที่เป็นนามธรรม
2. คำอธิบายคุณภาพมีความเป็นปรนัย อ่านแล้วเข้าใจตรงกัน
3. คำอธิบายคุณภาพใช้คำสั้นกระชับ ไม่ฟุ่มเฟือย
4. ใช้คำหรือภาษาที่คู่ขนาดกันตลอดทุกช่วงของมาตรวัด

3.เกณฑ์การประเมิน (Criteria) ประเด็นในการประเมินคือสิ่งสะท้อนผลหรือมาตรฐานที่เป็นเป้าหมายของแต่ละภาระงาน

เกณฑ์การประเมิน (Criteria)

1. เป็นหัวใจสำคัญของเรื่องนั้น
2.มีจุดเน้นที่ผลการเรียนรู้ (Learning Outcome)
3.ใช้คำเชิงบวก
4.กระตุ้นผู้เรียน
5.กำหนดน้ำหนักความสำคัญของเกณฑ์ตามจุดเน้นหนักเบาของผลงาน หรือสมรรถภาพ

Common Misconception about Rubrics

1. Confusing learning outcomes with requirements or quantities

รูบริคไม่เหมาะสมในกรณีที่ผลลัพธ์การเรียนรู้คือ ความรู้ความเข้าใจ ควรใช้การทดสอบ ควิซ แบบทดสอบ จะเหมาะสมมากกว่า

2. Confusing learning outcomes with tasks

รูบริคไม่ควรประเมินที่ลักษณะของชิ้นงาน เช่น ปก, ภาพ, การอ้างอิง, การรายงานบุคคลที่มีชื่อเสียง แต่ควรประเมินจากลักษณะของผลการเรียนรู้ เช่น การเลือกหัวข้อ, การวิเคราะห์บุคคลที่มีชื่อเสียงเชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์

3. Confusing rubrics with evaluative rating scales

Rating Scales เช่น ดีมาก ดี ปานกลาง ปรับปรุง ไม่ได้ให้ feedback สำหรับการพัฒนา ส่วนของ Rubric จะให้ feedback เช่น เลือกใช้สมการที่เหมาะสม, เลือกใช้สมการ 2x + 5 = 15 เป็นต้น

ความเที่ยงตรงของเกณฑ์การให้คะแนน (Validity of rubrics):

การประเมินได้ประเมินในสิ่งที่ตั้งใจประเมินหรือไม่? รวมถึงการพิจารณาถึงความเหมาะสมของภาษาและเนื้อหาของเกณฑ์การให้คะแนน

ความเชื่อมั่นของเกณฑ์การให้คะแนน (Reliability of rubrics):

1) inter-rater reliability

ความคงเส้นคงวาของการให้คะแนนโดยผู้ประเมิน 2_คนซึ่งเป็นอิสระจากกัน

2) intra-rater reliability

ความคงเส้นคงว่าของการให้คะแนนของผู้ประเมินคนเดียวกัน ณ เวลาที่ต่างกัน

รวบรวมบันทึกการประชุม

feather-calendarPosted on 24 พฤษภาคม 2022 document Highlight
แชร์

ดาวน์โหลดไฟล์บันทึกการประชุม 

วิดีโอบันทึกการประชุม “การบรรยาย Outcome Base Education Module, OBEM โดย รศ.ดร.บัณฑิต ทิพากรรองอธิการบดีอาวุโสฝ่ายวิชาการ” ในวันพฤหัสบดีที่ 23 กันยายน 2564 เวลา 09.30-12.30 น. ผ่านการประชุมออนไลน์ Zoom Meeting

ชีวิต กับ เป้าหมายที่เขียนลงบนกระดาษเมื่อวันปีใหม่

feather-calendarPosted on 18 เมษายน 2022 document คลังความรู้Other Knowledge
แชร์

ผศ. ดร.สุภโชค ตันพิชัย รองผู้อำนวยการสถาบันการเรียนรู้

ปีนี้ฉันจะ…

ลดน้ำหนัก 10 กิโล

อ่านหนังสือพัฒนาตนเอง 10 เล่ม
ออกไปท่องโลกกว้าง 3 ครั้ง

ออกกำลังกายวันละ 30 นาทีทุกวัน

บางครั้งเป้าที่วางไว้มันก็เป็นจริง บางครั้งเป้าที่วางไว้มันก็เป็นเพียงแค่คำพูดที่จดลงบนกระดาษที่ไม่มีวันเป็นจริง

“การมีเป้าหมายในชีวิตย่อมเป็นสิ่งที่ดี แต่จะทำอย่างไรให้เราไม่ล้มเลิกกลางคัน”

ถ้าเราลองมโนว่า การใช้ชีวิตของเราในแต่ละวันที่เราพยายามจะมุ่งไปสู่จุดหมายที่เราวางไว้ มันก็เหมือนกับการเล่นเกม โดยเฉพาะเกมมาริโอ้ ที่พระเอกใส่เอี้ยมสีแดงต้องตะลุยผ่านด่านมากมาย สู้กับลูกสมุนนานาชนิด เพื่อไปช่วยเจ้าหญิงจากสัตว์ประหลาดที่แสนน่ากลัว

มันก็เหมือนกับชีวิตคนเราที่ต้องพยายามฝ่าฟันความยากลำบากเพื่อไปถึงเป้าหมายปลายทาง แต่บังเอิญว่า ในเกม ที่มีหนทางยาวไกลนั้น มันแบ่งเป็นด่านย่อย ๆ ที่ค่อย ๆ เพิ่มความยากและท้าทายขึ้นทีละน้อย เมื่อเราเล่นพลาด ก็เล่นด่านนั้นซ้ำ ๆ ไปจนกว่าจะผ่าน

ทำไมล่ะ? ทำไมเราจึงไม่ใช้ชีวิตให้เหมือนกับการเล่นเกม เอาเป้าหมายที่มีมาทำให้เป็นด่าน ๆ และค่อย ๆ เพิ่มความยากขึ้นไปเรื่อย ๆ

ตั้งเป้าหมายให้เหมือนการวิ่งมาราธอน

ข้อดีอีกอย่างของการวางแผนระยะสั้น คือการที่เราสามารถเห็นถึงความสำเร็จในแต่ละขั้นของชีวิต ทำให้เราเห็นถึงพัฒนาการว่าสิ่งที่เรากำลังทำอยู่นั้นมันสามารถทำให้ประสบความสำเร็จได้ และเมื่อเราสามารถพิชิตด่านสุดท้ายได้เป้าหมายที่ตั้งเอาไว้ก็จะกลายเป็นจริง

ข้อมูลป้อนกลับเพื่อการปรับปรุง (Feed forward)

feather-calendarPosted on 30 มีนาคม 2022 document คลังความรู้InterventionPedagogy
แชร์

“การให้ข้อมูลป้อนกลับ (Feedback) เป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาการเรียนรู้ให้แก่ผู้เรียน”

การประเมินเพื่อการปรับปรุงหรือการประเมินระหว่างการเรียน (formative assessment) เป็นกระบวนการสำคัญที่ทำให้เกิดการปรับปรุงและพัฒนาผู้เรียนในระหว่างกระบวนการเรียนรู้ และช่วยให้ผู้สอนเห็นว่าผู้เรียนเกิดการเรียนรู้หรือไม่ ผู้เรียนมีความเข้าใจมากน้อยเพียงใดและผู้เรียนมีสมรรถนะที่พึงประสงค์ในระดับใด

เป็นการให้ข้อมูลในลักษณะข้อความ เสียง รูปภาพหรือสัญลักษณ์ หลังจากการประเมินการเรียน เพื่อให้ผู้เรียนทราบ

ผลการทดสอบของตนเองว่าถูกต้องหรือไม่

ตนเองมีจุดอ่อน/ข้อบกพร่องตรงไหนและนำไปสู่การปรับปรุง

รับรู้ถึงความก้าวหน้าของตนและเป็นการเสริมสร้างแรงจูงใจในการพัฒนาความสามารถต่อไป

การให้ข้อมูลป้อนกลับที่ประสบความสำเร็จ

ประกอบไปด้วยคุณลักษณะ 4 ด้าน ดังนี้

1) การให้ข้อมูลป้อนกลับทันที (Timeliness of feedback)

เพื่อให้ผู้เรียนได้ทำความเข้าใจที่ถูกต้องได้อย่างต่อเนื่องจากการเรียนในห้องเรียน ทั้งนี้ผู้สอนควรให้ข้อมูลป้อนกลับอย่างสม่ำเสมอและทั่วถึงผู้เรียนทุกคน

2) การให้ข้อมูลป้อนกลับที่มีคุณภาพ (Quality of feedback)

จะช่วยในการพัฒนาผลงานของผู้เรียนในอนาคต หากการให้ข้อมูลป้อนกลับเป็นเพียงคะแนนเท่านั้นอาจทำให้ความสนใจต่อการประเมินลดลงเนื่องจากผู้เรียนไม่ทราบว่าจะต้องปรับปรุงแก้ไขในส่วนใดบ้าง

3) การให้ข้อมูลป้อนกลับไม่ซ้ำซ้อนในประเด็นเดียวกัน

การให้ข้อมูลป้อนกลับของผู้สอนไม่ควรให้ข้อเสนอแนะที่ย้ำความผิดพลาดซ้ำ

4) การให้ข้อมูลป้อนกลับที่เข้าใจได้ง่าย

ไม่วิพากษ์มากเกินไป ไม่เน้นจุดเฉพาะ ไม่ระบุสิ่งที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้หรือไม่ระบุถ้อยคำที่ผู้เรียนไม่เข้าใจ ซึ่งจะส่งผลกระทบทางลบต่อการเรียนรู้ของผู้เรียน

รูปแบบการให้ข้อมูลป้อนกลับ

สามารจำแนกตามระดับของรายละเอียดในการให้ข้อมูล ดังนี้

1) การให้ข้อมูลป้อนกลับแบบบอกผลการกระทำ (Knowledge of Result Feedback; KORE หมายถึง ข้อมูลป้อนกลับแบบเฉลยคำตอบ (Correct/Incorrect Message) ซึ่งจะบอกผู้เรียนว่าคำตอบของ ผู้เรียนถูกหรือผิด ถ้าผิดจะมีการเฉลยคำตอบ

2) การให้ข้อมูลป้อนกลับแบบบอกคำตอบที่ถูกต้อง (Corrective Feedback หรือ Knowledge of Corrective Result Feedback; KCRF) หมายถึง การให้ข้อมูลป้อนกลับที่ให้ข้อมูลหรืออธิบายเกี่ยวกับการ กระทำของผู้เรียนว่าถูกหรือผิด พร้อมทั้งบอกแนวทางที่ถูกต้องให้กับผู้เรียน

3) การให้ข้อมูลป้อนกลับแบบแสดงรายละเอียด (Elaborated Feedback/Explanatory Feedback) หมายถึง การบอกข้อมูลผลการตอบคำถามของผู้เรียนว่ามีความถูกต้องหรือไม่ อธิบาย รายละเอียดว่าทำไมคำตอบที่ถูกจึงถูกหรือทำไมคำตอบที่ผิดจึงผิด อีกทั้งยังบอกขั้นตอนการแก้ปัญหาอย่างละเอียดและหลากหลายวิธี

Hattie & Timperley (2007) Gorard & Siddiqui (2016) ได้จัดประเภทการให้ข้อมูลป้อนกลับไว้ในโมเดล A Model of Feedback to Enhance Learning ซึ่งประกอบด้วย

1) Where am I going? (Feed up) เป็นการให้ข้อมูลป้อนกลับในประเด็นที่เน้นสิ่งที่ผู้ถูกประเมินควรจะทราบความถูกหรือผิดของข้อมูลที่กำลังวัด

2) How am I going? (Feedback) บอกวิธีการแก้ไข/ปรับปรุง/พัฒนาชิ้นงาน รวมถึงวิธีการค้นคว้าความรู้เพิ่มเติมเพื่อให้ผู้เรียนเกิดการพัฒนาศักยภาพของตน

3) Where to next? (Feed forward) การข้อมูลป้อนกลับเพื่อชี้แนะแนวทางในการต่อยอดและพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียน

ตัวอย่างการให้ข้อมูลป้อนกลับแบบเสียง

การให้ข้อมูลป้อนกลับFeed upFeedbackFeed forward
สถานการณ์:
เมื่อนักศึกษา
เขียนโปรแกรมยืมคืนหนังสือห้องสมุด
ใช่เลย ลำดับความคิดถูกต้องแล้ว โปรแกรมดำเนินงานได้ดีค่ะโปรแกรมโอเคแล้วนะคะ ถ้าอยากให้โปรแกรมดำเนินงานเร็วขึ้นสามารถหา  syntax เพิ่มได้ใน stock workflow นะคะครูคิดว่า ส่วนนี้ที่นักศึกษาทำมาสามารถต่อยอดเป็นแอฟพลิเคชั่นเพื่อนำไปใช้จริงได้เลยนะคะ

มิติความรู้ของ Bloom’s Taxonomy

ประกอบด้วย

1) ความรู้ที่เป็นข้อเท็จจริงและความรู้เชิงมโนทัศน์ (Factual Knowledge & Conceptual Knowledge) คือการมีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับเนื้อหา และเข้าใจความสัมพันธ์ จัดประเภท หลักการของเรื่องที่กำลังศึกษา

2) ความรู้ในการดำเนินการ (Procedural Knowledge) คือ การเข้าใจเทคนิคการทำงาน ทักษะเฉพาะ และ

3) ความรู้อภิปัญญา (Metacognitive Knowledge) คือ ความรู้ความเข้าใจ สรุปความคิด สามารถแก้ปัญหาภายใต้เงื่อนไข และทราบจุดแข็งจุดอ่อนตนเอง

ผู้สอนสามารถนำมิติความรู้ดังกล่าว  มาปรับใช้ในกระบวนการสอบถาม การกำกับตนเองในการให้ข้อมูลป้อนกลับได้

การให้โจทย์และการให้ข้อมูลป้อนกลับที่มีประสิทธิภาพตามมิติความรู้ของ Bloom’s Taxonomy

มิติความรู้การให้โจทย์และการให้ข้อมูลป้อนกลับที่มีประสิทธิภาพ
Feed upFeedbackFeed forward
ความรู้ที่เป็นข้อเท็จจริงและความรู้เชิงมโนทัศน์ (Factual Knowledge & Conceptual Knowledge)    ก่อนมอบหมายงานจะยกตัวอย่าง “ให้ผู้เรียนบอกอวัยวะที่เกี่ยวข้องกับระบบย่อยอาหาร และให้นักเรียนจัดลำดับพร้อมทั้งอธิบายเหตุผล”เมื่อทำการตรวจงานนักเรียน จะหลีกเลี่ยงการการตรวจและเฉลยทีละข้อ แต่จะให้นักเรียนทราบจำนวนข้อที่ถูกและผิด เช่น “ถูกเจ็ดข้อ ผิดสามข้อ จงหาข้อที่ผิดและทำการแก้ไข”ให้ข้อมูลนักเรียนเกี่ยวกับเนื้อหาเพิ่มเติมที่จำเป็นในการทำงานที่สั่ง “ความจำเป็นที่ต้องทราบเกี่ยวกับสาเหตุของการเกิดสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง” ภาพหลังการเรียนเรื่อง สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง
ความรู้ในการดำเนินการ
(Procedural Knowledge)
ให้นักเรียนมีอิสระในการออกแบบคำตอบของพวกเขาช่วยเหลือนักเรียนโดยการให้คำสั่งที่เฉพาะเจาะจงแก่นักเรียน เช่น “ไม่ควรลืมระบุประเด็น หลักฐาน และคำอธิบาย ควรมีคำอธิบายของประเด็นต่างๆ ในงานของนักเรียน”บอกนักเรียนว่า “ลองดูหัวข้อถัดไปของหนังสือเรื่องของสมการกำลังสอง อะไรคือขั้นตอนที่ใช้ในการแก้โจทย์สมการ เราจะเรียนส่วนถัดมากันในลำดับต่อไป”
ความรู้อภิปัญญา
(Metacognitive Knowledge)  
ให้ตัวอย่างของงานแล้วถามนักเรียนถึงเงื่อนไขในการสร้างสรรค์ผลงานที่ “โดดเด่น”ให้ความสำเร็จก่อนจะส่งงาน ให้นักเรียนประเมินตนเองหรือให้เพื่อนประเมินงานโดยใช้เงื่อนไขหรือข้อชี้แนะในการปรับปรุงงานนักเรียนควรสร้างแผนการดำเนินงานสำหรับขั้นตอนต่อไปของโครงการด้วยตนเองหรือเป็นกลุ่มเพื่อยกระดับงานให้สูงขึ้น

ประโยชน์ของการให้ข้อมูลป้อนกลับชี้แนะเพื่อการปรับปรุง (Feed forward)

  • ผู้เรียนมีเป้าหมายในการทำงานที่ท้าทายความรู้ ความสามารถของตนมากขึ้น
  • ผู้เรียนเกิดแรงจูงใจในการทำงาน เกิดความพยายามที่จะทำงานให้ประสบความสำเร็จ
  • ส่งเสริมการแสวงหาความรู้ด้วยตนเองเพื่อก่อให้เกิดความรู้และประสบการณ์ที่เป็นประโยชน์

นอกจากการให้ข้อมูลป้อนกลับที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาที่กำลังเรียนรู้นั้น จะสามารถเพิ่มเติมรายละเอียดอื่น ๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนรู้ให้แก่ผู้เรียนได้ดียิ่งขึ้น เช่น

การให้ข้อมูลป้อนกลับแบบจูงใจหรือเสริมแรง (Motivational Feedback) โดยให้การชมเชยหรือรางวัลเพื่อเสริมแรงให้ผู้เรียนเกิดความคงทนในการทำงานและสร้างกําลังใจในการเรียนรู้

การให้ข้อมูลป้อนกลับในเชิงบวก (Positive Feedback) การบรรยาย/อธิบายถึงพฤติกรรมต่างๆ ของผู้ที่ได้รับข้อมูลป้อนกลับว่ามีพฤติกรรมที่ดีอย่างไร สิ่งใดเป็นการกระทำที่ถูกต้องเหมาะสม เพื่อให้ผู้ที่ได้รับข้อมูลป้อนกลับเกิดแรงจูงใจที่จะปฏิบัติพฤติกรรมนั้นอย่างต่อเนื่อง เป็นต้น

Reference:

Goldsmith, M. (2003). Try feedforward instead of feedback. Journal for Quality and Participation, 38-40.

Hattie, J., & Timperley, H. (2007). The power of feedback. Review of educational research77(1), 81-112.

Scherer, M. (Ed.). (2009). Engaging the whole child: Reflections on best practices in learning, teaching, and leadership. ASCD.

Penn, P., & Wells, I. (2017). Enhancing Feedback and Feed-Forward via Integrated Virtual Learning Environment Based Evaluation and Support. Psychology Teaching Review23(2), 60-65.

Sutton, P., & Gill, W. (2010). Engaging Feedback: Meaning, Identity and Power. Practitioner Research in Higher Education4(1), 3-13.

Govaerts, M. J., van de Wiel, M. W., & van der Vleuten, C. P. (2013). Quality of feedback following performance assessments: does assessor expertise matter?. European Journal of Training and Development. 37(1), 105-125.

Shute, V. J. (2008). Focus on formative feedback. Review of educational research78(1), 153-189.

Carless, D., Salter, D., Yang, M., & Lam, J. (2011). Developing sustainable feedback practices. Studies in higher education36(4), 395-407.

Carless, D. (2006). Differing perceptions in the feedback process. Studies in higher education31(2), 219-233.

See, B. H., Gorard, S., & Siddiqui, N. (2016). Teachers’ use of research evidence in practice: A pilot study of feedback to enhance learning. Educational Research58(1), 56-72.

Butler, A. (2022, March 1). When Feedback Met Bloom. https://leadinglearner.me/2013/12/08/when-feedback-meet-bloom/