การจัดการเรียนรู้ในยุคดิจิทัลด้วย iPad และ Mac

feather-calendarPosted on 27 ธันวาคม 2021 document คลังความรู้Education technology
แชร์

สำหรับ iPadOS15

โดยคุณภานุวิชญ์ จันทระ

Apple Professional Learning Provider (APLP)

เรียบเรียงโดย ทีม CELT

เทรนการศึกษาในยุคปัจจุบันได้ถูกเปลี่ยนแปลงและพัฒนาเพื่อสอดรับกับวิถีชีวิตและสถานการณ์โลกในปัจจุบัน สถานการณ์วิกฤติโควิด-19 เป็นแรงกระตุ้นที่ทำให้ภาคการศึกษาต้องเกิดการปรับรูปแบบการเรียนการสอนอย่างเร่งด่วน โดยการเรียนการสอนนั้นจะไม่ถูกจำกัดแค่ในชั้นเรียน แต่ยังสามารถจัดการเรียนรู้ให้แก่ผู้เรียนได้ เทคโนโลยีจึงเป็นหนึ่งกลไกสำคัญที่สถาบันการศึกษาพยายามผลักดันให้ผู้สอนนำมาปรับใช้ในกระบวนการสอนและการเรียนรู้

4 หัวใจหลักในการนำเทคโนโลยีไปใช้ ตามแนวคิดของ Apple

  • เชื่อมโยง จัดสรรนักเรียนในแง่ของเครื่องมือค้นหาเพื่อสำรวจเนื้อหาคุณภาพดีที่สุดที่จำเป็นต่อการเรียนรู้ในชีวิต
  • เรียนรู้ร่วมกัน เป็นมากกว่าการประชุมทางไกลหรือการแชร์ข้อมูลออนไลน์ แต่เป็นเรื่องของการร่วมมือเพื่อเป้าหมายร่วมกันจากที่ไหนก็ได้และกับใครก็ได้
  • คิดสร้างสรรค์ ด้วยเทคโนโลยีที่ช่วยส่งเสริมจินตนาการจะทำให้นักเรียนได้ค้นพบสิ่งใหม่ ๆ หรืออาจทำผิดพลาดซึ่งจะได้เรียนรู้ทักษะการแก้ปัญหา
  • มีความเฉพาะตัว เพื่อการเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์ แสดงมุมมองของแต่ละบุคคลในแบบที่แตกต่างเฉพาะตัว นักเรียนสามารถกำหนดแนวทางการเรียนของตนเองได้ เป็นการปลูกฝังนิสัยความเป็นอิสระและการพึ่งพากันและกัน

วิธีค้นหา Application ด้านการเรียนการสอน

ผู้สอนสามารถค้นหา Application ใหม่ ๆ บน Appstore โดยมีขั้นตอนดังนี้

1. เข้าไปที่ App Store

2. ไปที่แถบแอป (Apps)  หน้าจอจะแสดงหมวดหมู่ของแอป ให้เลื่อนหาหมวดหมู่ ประเภทที่ได้รับความนิยม(Top Categories) และเลือก การศึกษา (Education)

3. หน้าจอจะแสดงแอปทางการศึกษาที่มีการแบ่งหมวดหมู่ไว้ โดยมีทั้งแอปฟรีและเสียค่าใช้จ่าย

หากผู้สอนต้องการค้นหาแอปที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงกัน เช่น ต้องการค้นหาแอปที่คล้ายกับ Kahoot สามารถทำได้ดังนี้

1. ไปที่แถบค้นหา (Search) และพิมพ์ค้นหาแอป Kahoot

2. เมื่อเข้าไปที่แอป Kahoot แล้ว ให้เลื่อนมาล่างสุดในแถบ รายการที่คุณน่าจะชอบ (You Might Also Like) จะแสดงแอปที่มีฟีเจอร์ใกล้เคียงกัน

การจัดระเบียบแอปบนหน้าจอ

ผู้สอนสามารถจัดระเบียบแอปบนหน้าจอเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการสอน ได้ดังนี้

การเคลื่อนย้ายแอป

1. แตะค้างที่แอปใด ๆ บนหน้าจอ แอปจะสามารถขยับและเคลื่อนย้ายได้

2. ลากแอปที่ต้องการไปยังโฟลเดอร์หรือหน้าที่ต้องการ

การจัดระเบียบหลายแอปในคราวเดียว

1. ใช้ 1 นิ้ว แตะที่แอปใดแอปหนึ่งให้สามารถขยับและเคลื่อนย้ายได้

2. ใช้อีก 1 นิ้ว แตะที่แอปอื่น ๆ ลากเข้าหาแอปแรก จะทำให้สามารถย้ายแอปทั้งหมดที่เลือกไว้ได้

การรวมแอปในโฟลเดอร์

1. หลังจากแตะหน้าจอค้างให้แอปสามารถเคลื่อนย้ายได้แล้ว ให้ลาก 1 แอป วางทับอีกแอปหนึ่ง

2. สามารถเปลี่ยนชื่อหมวดหมู่ได้โดยแตะช่องชื่อแล้วพิมพ์ชื่อโฟลเดอร์ที่ต้องการ

การจัดการหน้าจอโดยใช้ฟีเจอร์โฟกัส (Focus)

ฟีเจอร์ที่ผู้สอนสามารถตั้งค่าการแจ้งเตือนจากบุคคลหรือแอป เพื่อป้องกันการแจ้งเตือนต่าง ๆ เช่น การโทรเข้า การแจ้งเตือนจาก Application เพื่อให้นักศึกษาจดจ่อกับเนื้อหาการสอนเป็นหลัก โดยเมื่อเปิดใช้งาน โฟกัสใดจาก 1 อุปกรณ์นั้น จะมีผลกับอุปกรณ์อื่นที่ใช้ Apple ID เดียวกัน

การสร้างโฟกัส

1. เปิดศูนย์ควบคุม (Control Center) โดยปัดที่มุมขวาบนของหน้าจอลงมา และแตะค้างที่โฟกัส (Focus)

2. กดสร้างโฟกัสใหม่ (New Focus)

3. เลือกแบบกำหนดเอง (Custom) สามารถตั้งชื่อโฟกัส เลือกไอคอนและสีที่ต้องการ จากนั้นกดถัดไป (Next)

4. เลือกบุคคลและแอปที่อนุญาตให้แจ้งเตือนได้เมื่ออยู่ในหมวดนี้ และกดอนุญาต (Allow) หากไม่อนุญาตเลยให้กด ไม่อนุญาตเลย (Allow None)

5. เมื่อตั้งค่าเรียบร้อยแล้ว กดเสร็จสิ้น (Done)

6. สามารถลบโฟกัสโดยกดลบโฟกัส (Delete Focus)

วิธีเปิด ปิดใช้งานโฟกัส

1. เปิดปิดที่แอปตั้งค่า (Setting) > โฟกัส > เลือกโฟกัสที่ต้องการ และกดแถบเปิดปิด

2. เปิดปิดที่ศูนย์ควบคุม (Control Center) โดยแตะที่โฟกัสที่ต้องการเปิดหรือปิดใช้งาน

การตั้งค่าปิดการแจ้งเตือน (Notification)

1. เข้ามาที่การตั้งค่าโฟกัสที่ต้องการ และเลือกหน้าจอโฮม (Home Screen)

2. เปิดการซ่อนป้ายกำกับการแจ้งเตือน (Hide Notification Badges) จะเห็นว่าการแจ้งเตือนแอปจะหายไป

3. สามารถเลือกกำหนดหน้า (Custom Pages) เพื่อเลือกว่าจะให้หน้าไหนแสดงได้บ้าง

การบันทึกและแชร์หน้าเว็บไซต์เป็นไฟล์ PDF

ผู้สอนสามารถอ่านเนื้อหาบนเว็บไซต์โดยไม่มีโฆษณารบกวน สามารถดาวน์โหลดหน้าเว็บไซต์เป็นไฟล์ PDF รวมทั้งเขียนบันทึกเพิ่มเติม และแชร์ให้กับนักศึกษาได้ โดยมีขั้นตอนดังนี้

1. เปิดหน้าเว็บไซต์ที่ต้องการบนแอป Safari

2. กดปุ่ม กก (aA) เลือก แสดงตัวอ่าน (Show Reader) หากหน้าเว็บไซต์ไม่รองรับมุมมองการอ่านจะไม่สามารถกดแสดงตัวอ่านได้

3. ดาวน์โหลดไฟล์ PDF โดย Capture หน้าจอ

หากมี Apple Pencil สามารถ Capture หน้าจอโดยลากปากกาจากมุมซ้ายล่างมาที่กลางจอ

4. เลือกแถบ ทั้งหมด (Full Page) จะแสดงเนื้อหาของหน้าเว็บทั้งหมด สามารถใช้ปากกาเขียนอธิบายเพิ่มเติมในเอกสารได้

5. กดปุ่ม Share > บันทึกไปยังแอปไฟล์ (Save to Files) หรือ กด เสร็จสิ้น (Done) > บันทึก PDF ไปยังแอปไฟล์ (Save PDF to Files)

เทคนิคการใช้งานแอป Notes

แอปที่ช่วยในการจดบันทึก รองรับทั้งรูปแบบการพิมพ์ การเขียน การแทรกรูปภาพ และแสกนเอกสาร โดยมีฟังก์ชันการใช้งานง่ายและหลากหลาย

การจดโน้ต

1. เมื่อสร้างโน้ตแล้ว สามารถจดโน้ตโดยใช้ Apple Pencil การพิมพ์แป้นคีบอร์ด หรือกดปุ่มพิมพ์ด้วยเสียงได้ ซึ่งรองรับทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ

2. สามารถกดปุ่มกล้อง เพื่อแนบภาพและวิดีโอ หรือสแกนเอกสาร เพื่อแชร์ พิมพ์ หรือบันทึกบนแอปไฟล์ได้

3. ปุ่มเขียน สามารถใช้ปากกาแปลงข้อความ โดยระบบจะแปลงข้อความที่เขียนเป็นตัวอักษร ซึ่งปัจจุบันระบบรองรับเฉพาะภาษาอังกฤษ

การใส่ภาพจากอินเทอร์เน็ตลงบนแอปโน้ต

1. Spit หน้าจอ โดยปัดหน้าจอจากด้านล่างขึ้น แล้วลากแอป Safari มาปล่อยทางขวามือ

2. กดค้างที่ภาพบนหน้าเว็บไซต์ที่ต้องการ แล้วลากมายังแอปโน้ต ซึ่งเทคนิคนี้สามารถใช้สำหรับการคัดลอกข้อความได้ด้วยเช่นกัน

บันทึกย่อ (Quick Note)

ฟีเจอร์ที่ช่วยให้สามารถจดโน้ตได้อย่างรวดเร็ว สามารถเรียกใช้งานได้ตลอด โดยไม่ต้องเปิดแอป Notes

การใช้งาน Quick Note

1. เมื่อเปิดหน้าเว็บไซต์บน Safari สามารถจดโน้ตได้อย่างรวดเร็วโดยเปิด Quick Note ด้วยการแตะหน้าจอโดยลากจากมุมขวาล่าง

2. หากกดปุ่ม Add Link หน้าเว็บไซต์นี้จะถูกแนบใน Quick Note ไว้ และเมื่อกลับมาเปิดหน้าเว็บไซต์นี้อีกครั้ง Quick Note ที่เราเคยจดไว้ก่อนหน้า จะแสดงขึ้นโดยอัตโนมัติ

การใช้งาน Quick Note ขณะหน้าจอล็อค

เมื่อหน้าจอล็อคอยู่และต้องการกดโน้ตอย่างรวดเร็ว สามารถใช้ Apple pencil แตะหน้าจอ จะเป็นการเรียกใช้ Quick Note ทันที

การแชร์โน้ต

1. แตะปุ่มจุด 3 จุด

2. กดพิมพ์ (Print)

3. ใช้ 2 นิ้ว ขยายรูป จะทำให้สามารถบันทึกเป็น PDF ได้

4. กดแชร์ และบันทึกไปยังแอปไฟล์ (Save to Files)

การจัดการไฟล์ด้วยแอป Files

ผู้สอนสามารถจัดการไฟล์ต่าง ๆ ทั้งไฟล์ข้อมูลบนคลาวด์และออฟไลน์ สามารถจัดหมวดหมู่ และเคลื่อนย้ายไฟล์ได้ โดยมีขั้นตอนดังนี้

1. เปิดแอปไฟล์ (Files)

2. สามารถคัดลอกไฟล์จาก Google Drive มาที่ iPad ได้ โดยการแตะไฟล์ที่ต้องการย้ายและลากไปที่ ใน iPad ของฉัน (On my iPad)

3. สามารถสแกนเอกสาร ด้วยการแตะบริเวณที่ว่าง และเลือกสแกนเอกสาร (Scan Documents)

การสร้างลายเซ็น

1. เมื่อเปิดไฟล์ pdf ไปที่แถบเครื่องมือวาด กดบวก และ เลือกลายเซ็น (Signature)

2. สร้างลายเซ็น และกดเสร็จสิ้น ลายเซ็นจะถูกบันทึกไป สามารถนำมาใช้ในครั้งถัดไปได้

การบันทึกหน้าจอ

ผู้สอนสามารถบันทึกหน้าจอ iPad ขณะสอนหรือสร้างสื่อการสอนได้ โดยมีวิธีการดังนี้

การเพิ่มฟังก์ชันบันทึกหน้าจอไว้ที่ศูนย์ควบคุม (Control Center)

1. เปิดแอปการตั้งค่า (Setting) เลือกแถบศูนย์ควบคุม (Control Center) แตะบวกที่การบันทึกหน้าจอ(Screen Recording)

2. เมื่อเปิดศูนย์ควบคุม ก็จะมี Icon สำหรับบันทึกหน้าจอปรากฏขึ้น สามารถกด Icon เพื่อบันทึกหน้าจอได้ทันที

3. หากต้องการบันทึกเสียงผู้พูดด้วย ให้กด Icon ค้าง และเปิดไมโครโฟน เมื่อพร้อมแล้วกดเริ่มบันทึก (Start Recording)

การสร้างสื่อนำเสนอด้วย  Keynote

Keynote เป็นแอปสำหรับสร้างงานนำเสนอด้วยลูกเล่นที่หลากหลาย มีการใช้งานง่าย และมีรูปแบบพื้นฐานให้เลือกใช้ มีเทคนิคและขั้นตอนการใช้งานดังนี้

1. กดปุ่มบวกเพื่อสร้างงานนำเสนอ เลือกชุดรูปแบบ (Choose a Theme) ที่มีอยู่บน Keynote

2. กดปุ่มบวก เมื่อต้องการเพิ่มวัตถุ และกดปุ่มแปรงทาสี เมื่อต้องการแก้ไขวัตถุ โดยแตะเลือกวัตถุก่อนแล้วจึงกดแปรงทาสี

3. เพิ่มสไลด์ โดยกดปุ่มบวก และเลือกรูปแบบ Slide ที่ต้องการ

4. ลบสไลด์ โดยแตะที่สไลด์ 1 ครั้ง และเลือกลบ

การสร้างการเคลื่อนไหว (Animation)

สามารถสร้างการเคลื่อนไหวได้ 2 ลักษณะ ได้แก่ การเคลื่อนไหวของวัตถุบนสไลด์ และ การเคลื่อนไหวขณะเปลี่ยนสไลด์ (Transition)

การสร้าง Animation ของวัตถุ

1.แตะเลือกวัตถุที่ต้องการ จะมีคำสั่งแสดง ให้เลือก ทำให้เคลื่อนไหว (Animate)

2. สามารถเลือกการเคลื่อนไหวได้ 3 อย่าง คือ เพิ่มฉากเข้า (Add Build In), เพิ่มการทำ

งาน (Add Action) และเพิ่มฉากออก (Add Build Out)

3. กดปุ่ม Play เพื่อแสดงการเคลื่อนไหว และสามารถเรียงลำดับการเคลื่อนไหวของวัตถุได้ที่ปุ่มแพนเค้ก

การปรับลักษณะเปลี่ยนผ่าน (Transition)

1. แตะสไลด์ที่ต้องการ และเลือก ลักษณะเปลี่ยนผ่าน (Transition)

2. กดเพิ่มลักษณะเปลี่ยนผ่าน

3. สามารถเลือก Transition ตามต้องการ ในที่นี่ ขอแนะนำการเลือกใช้ การเคลื่อนย้ายมหัศจรรย์ (Magic Move)

4. กดทำสำเนาสไลด์

5. เลือกสไลด์ที่สำเนา และขยับหรือย่อ ขยายขนาดของวัตถุตามต้องการ

6. จากนั้นเริ่มกด Play ในสไลด์ก่อนหน้า และสังเกตการเปลี่ยนแปลง

การเพิ่มกล้องผู้สอนบนงานนำเสนอ

1. กดปุ่ม บวก เลือกแถบรูปภาพ และเลือกวิดีโอสด (Live Video)

2. สามารถปรับแต่งรูปทรงของวิดีโอ โดยกดแปรงทาสี เปลี่ยน Mask เป็น วงกลม

การดึงหน้าจอ iPad หรือ iPhone มาแสดงบน Mac

หากผู้สอนใช้ Mac เป็นอุปกรณ์หลักในการสอน และต้องการแสดงหน้าจอการทำงานของ iPad หรือ iPhone มาประกอบบนงานนำเสนอ มีวิธีการดังนี้

1. เชื่อมต่อ iPad หรือ iPhone กับ Mac โดยการเสียบสายตรง

2. บนงานนำเสนอ กดปุ่ม Media เลือก Live Video

3. ไปที่แปรงทาสี (Format) เลือกแถบ Source และกด บวก

4. เลือก Source ที่ต้องการเพิ่ม สามารถเปลี่ยนชื่อ Source ได้ จากนั้นให้กด Add

5. งานนำเสนอก็จะแสดงหน้าจอการทำงานของ iPad เป็นที่เรียบร้อย

การแสดง Pointer บน iPad

1. ต่อ Mouse Bluetooth กับ iPad

2. เปิดแอปการตั้งค่า ไปที่การช่วยการเข้าถึง (Accessibility) เลือกการควบคุมตัวชี้ (Pointer Control)

3. สามารถปรับสีและขนาดของ Pointer ได้ตามต้องการ

การซูมหน้าจอขณะสอน

1. เปิดแอปการตั้งค่า ไปที่การช่วยการเข้าถึง (Accessibility) เลือกซูม (Zoom)

2. เปิดการใช้งานซูม และปรับบริเวณซูม (Zoom Region) เป็นซูมแบบโหมดเต็มหน้าจอ (Full Screen Zoom)

3. เมื่อต้องการใช้งาน ให้ใช้ 3 นิ้ว แตะหน้าจอ 2 ครั้ง ไปยังบริเวณที่ต้องการ สามารถเลื่อนซูมไปยังตำแหน่งอื่น ๆ ได้ เมื่อต้องการออกจากการซูมให้ใช้ 3 นิ้ว แตะหน้าจอ 2 ครั้ง

แนะนำ Application AR เพื่อการศึกษา

Augmented Reality หรือ AR คือเทคโนโลยีความจริงเสริม ที่ช่วยผสานโลกความจริงเสมือนสู่โลกแห่งความเป็นจริง ผู้สอนสามารถนำ AR มาประยุกต์ใช้ในชั้นเรียน ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ อย่างไร้ขีดจำกัด โดยไม่จำเป็นต้องอยู่ในชั้นเรียนก็สามารถเห็นวัตถุจริง หรืออยู่ในสถานที่จริงได้

1. JigSpace

แอปที่มีโมเดลหลากหลายและให้ข้อมูลความรู้เกี่ยวกับโมเดลนั้น ๆ โดยแสดงวัตถุในรูปแบบของ AR 3 มิติ ผู้สอนสามารถค้นหาและเลือกโมเดลที่มีอยู่บนแอป เพื่อใช้เป็นสื่อการเรียนรู้รูปแบบหนึ่งให้ผู้เรียนได้ศึกษาและเห็นภาพได้ชัดเจนมากขึ้น

2. ARMakr

แอปที่นำภาพ 2 มิติ มาใช้เป็นวัตถุสำหรับการวางบนโลกจริง ผู้สอนสามารถวาดภาพหรือนำรูปภาพของตนเองมาใช้ได้

3. Reality Composer

ผู้สอนสามารถสร้างโมเดลบนแอป หรือ Import ไฟล์มาแหล่งอื่นได้ สามารถใส่ความเคลื่อนไหวและ Export ไฟล์ได้

แอปพลิเคชันฝึกทักษะการคิดเชิงคำนวณและการเขียนโค้ด

แอปพลิเคชัน Swift Playgrounds เป็นแอปสำหรับการเรียนรู้โค้ดภาษา Swift ผ่านเรื่องราวและภารกิจต่าง ๆ โดยมีการมอบโจทย์และพื้นที่สำหรับเขียนโค้ดด้านซ้าย และแสดงผลด้านขวามือ แอปนี้สามารถใช้งานได้ทั้ง iPad และ Mac

______________________________________________________________________

สาระจากกิจกรรม การจัดการเรียนรู้ในยุคดิจิทัลด้วย iPad และ Mac

วิทยากรโดย

คุณภานุวิชญ์ จันทระ

Apple Professional Learning Provider (APLP)

วันศุกร์ที่ 26 พฤศจิกายน 2564

เวลา 13.00 – 15.00 น.

ผ่าน Application Webex

กำหนดการประชุมสภามหาวิทยาลัย ประจำปี พ.ศ.2566

feather-calendarPosted on 26 พฤศจิกายน 2021 document ข่าวสาร/ประกาศ
แชร์

กำหนดการประชุมคณะอนุกรรมการวิชาการ สภาวิชาการ และสภามหาวิทยาลัย ประจำปี พ.ศ. 2566

Hybrid Learning and Assessment as Learning

feather-calendarPosted on 24 พฤศจิกายน 2021 document Pedagogy
แชร์

โดย รศ. ดร.ปราวีณยา สุวรรณณัฐโชติ ภาควิชาเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

เรียบเรียงโดย ทีม CELT
________________________________________________________________________

          ปัจจุบันระบบการศึกษาได้มีการปรับกระบวนการเรียนรู้เป็นแบบ Hybrid มีการใช้ Learning Management System (LMS) เข้ามาช่วยในการจัดการห้องเรียนเป็นพื้นที่สำหรับทำกิจกรรมออนไลน์ ทั้งการฝากไฟล์การเรียนการสอน การรับ-ส่งงานระหว่างผู้สอนกับผู้เรียน การทำแบบฝึกหัดหรือแบบทดสอบ การดูสื่อดิจิทัลเพื่อทบทวนการเรียน รวมทั้งการเก็บหลักฐาน การติดตามพฤติกรรมเพื่อประเมินผลการเรียนและให้ข้อมูลป้อนกลับ นอกจากนี้อาจใช้ในการออกแบบหลักสูตรและประเมินผลลัพธ์การเรียนรู้ได้อีกด้วย

แนวคิดด้านการออกแบบการเรียนการสอน

            การจัดการเรียนรู้แบบ TPACK (Technological Pedagogical Content Knowledge) เป็น Framework หนึ่งที่สามารถนำมาใช้เป็นแนวคิดในการออกแบบกระบวนการจัดการเรียนรู้ออนไลน์ในสภาวะปัจจุบันที่มีการนำเทคโนโลยีมาใช้บูรณาการร่วมกับการสอนมากขึ้น โดยประกอบด้วย 2 ส่วนหลัก ๆ ได้แก่

TCK (Technological Content Knowledge) คือ ผู้สอนจะต้องมีความรู้ ความเข้าใจการใช้เทคโนโลยีที่หลากหลาย น่าสนใจ และเหมาะสมกับเนื้อหา รวมทั้งสามารถพิจารณาได้ว่าเทคโนโลยีสารสนเทศใดที่ช่วยให้ผู้เรียนได้รับความรู้และเข้าใจเนื้อหาตามวัตถุประสงค์การเรียนรู้ (Learning Objective) ที่ตั้งไว้

TPK (Technological Pedagogical Knowledge) คือ ผู้สอนมีความรู้ ความเข้าใจในแนวทางการสอนและการเรียนรู้ โดยสามารถปรับเปลี่ยนแนวทางการสอน เมื่อเทคโนโลยีสารสนเทศที่ใช้เปลี่ยนแปลงไป หรือมีความรู้ เทคนิคการสอนตามระดับความสามารถของผู้เรียน ทราบข้อจำกัดของเทคโนโลยีสารสนเทศที่ใช้ในการเรียนการสอนได้

อุปสรรคในการสอนออนไลน์

มีหลายปัจจัยที่ผู้สอนไม่สามารถควบคุมได้  อาทิ ความพร้อมของอุปกรณ์หรือเครื่องมือการเรียนการสอน ระบบอินเทอร์เน็ต สภาพแวดล้อม การสนับสนุนจากครอบครัว และทักษะการนำตนเองของนักศึกษา ส่งผลให้เกิดความกังวลของผู้สอนและเกิดปัญหากับการสอนออนไลน์ ทั้งการออกแบบกระบวนการเรียนการสอนและการประเมินผลออนไลน์ โดยสามารถแบ่งออกเป็นประเด็นสำคัญ ดังนี้

  • เครื่องมือประชุมทางไกล
  • เครื่องมือจัดสอบออนไลน์
  • ปัญหาการทุจริตการสอบ
  • ระบบจัดการห้องเรียนออนไลน์
  • วิธีการสอนและกิจกรรมออนไลน์

จากปัญหาดังกล่าวนี้จึงเป็นแนวคิดให้เกิดการออกแบบหลักสูตรหรือกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยวิธี Backward Design โดยใช้หลักการ Triangle of Effective Learning และ Addie Model โดยมีลำดับดังนี้

อันดับแรกนั้นจะเป็นการตั้งเป้าหมายการเรียนรู้หรือ Learning Outcome ตัวอย่างเช่น “หลังจากจบหลักสูตรนั้น หรือชั่วโมงเรียนนั้นผู้เรียนจะสามารถทำอะไรได้ทำอะไรเป็น”

จากนั้นจะเป็นการออกแบบวิธีประเมินและเลือกเครื่องมือวัดประเมินที่เหมาะสม

สุดท้ายจึงเป็นการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ให้สอดคล้องกันทั้งสามส่วน (Alignment)

ในการเรียนรู้ออนไลน์นั้นนอกจากแนวคิดการออกแบบ Backward Design แล้วจะมีแนวทางออกแบบกระบวนการเรียนรู้เพิ่มเติมอีก 5 ขั้นตอน ดังต่อไปนี้

1.        Analysis – วิเคราะห์ความพร้อมของผู้เรียน ทบทวนวัตถุประสงค์การเรียน วิธีการประเมิน กิจกรรมและงาน ศึกษา Learning Management System และเทคโนโลยีอื่น ๆ

2.        Design – ออกแบบรูปแบบการประเมินและ วิเคราะห์ Learning Management System กลยุทธ์การสอน ออกแบบวิธีที่เอื้อให้ผู้เรียนเข้าถึงเนื้อหาได้ง่าย โดยต้องคำนึงถึงจำนวนภาระงานที่เหมาะสม (งานใดบ้างที่จัดเป็นการประเมินผล เป็นส่วนหนึ่งของคะแนนการตัดสินผลได้)

3.        Select & Develop – เลือก Platform เทคโนโลยี เครื่องมือ และสร้างกิจกรรมออนไลน์ในระบบ

4.        Utilize – สื่อสารรูปแบบการสอน แจ้งช่วงเวลาเรียน/เวลาที่สามารถติดต่อสื่อสารได้ โดยใช้การถามตอบหรือป้อนกลับข้อมูลผ่านระบบ LMS ดังตัวอย่างในรูปที่ 3

5.        Evaluate – ประเมินผลผู้เรียนและประเมินกระบวนการสอน เพื่อปรับใช้ต่อไป

ตัวอย่าง Diagram การออกแบบการเรียนรู้

นอกจากนี้การออกแบบการเรียนรู้ของทางจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจะมีการใช้หลักการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) โดยสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ได้มีการสรุปไว้ ดังนี้

Engagement (สร้างความสนใจ) เป็นการนำเข้าสู่บทเรียน โดยการกระตุ้นให้เกิดความสนใจใคร่รู้ นำไปสู่ประเด็นที่จะศึกษาค้นคว้าให้ชัดเจนยิ่งขึ้น

Exploration (สำรวจและค้นหา) เป็นการทำความเข้าใจในประเด็นที่ศึกษา วิธีการศึกษาอาจเป็นการตรวจสอบ การทดลอง การปฏิบัติ การสืบค้นความรู้ เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลอย่างพอเพียงในการนำไปใช้ในขั้นต่อไป

Explanation (อธิบายและลงข้อสรุป) เป็นการนำข้อมูลสารสนเทศที่ได้มาวิเคราะห์ แปลผล สรุปผล และนำเสนอในรูปของภาพวาด ตาราง แผนภูมิ การค้นพบในขั้นนี้อาจเป็นการสนับสนุนหรือโต้แย้งสมมติฐานก็ได้ ผลที่ได้สามารถสร้างความรู้และช่วยให้เกิดการเรียนรู้ได้

Elaboration (ขยายความรู้) เป็นการนำความรู้ที่สร้างขึ้นไปเชื่อมโยงกับความรู้เดิม หรือแนวคิดที่ได้ค้นคว้าเพิ่มเติม หรือนำข้อสรุปไปอธิบายสถานการณ์เหตุการณ์ต่าง ๆ ทำให้เกิดความรู้ที่กว้างขึ้น

Evaluation (ประเมิน) เป็นการประเมินการเรียนรู้ด้วยกระบวนการต่าง ๆ ว่ามีความรู้อะไรบ้าง รู้มากน้อยเพียงใดและนำไปประยุกต์ความรู้สู่เรื่องอื่น ๆ

ที่มา: หลักการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ 5E (https://www.gotoknow.org)

การเลือกเครื่องมือการสอนออนไลน์ขึ้นกับรูปแบบการสอน โดยรูปแบบการสอน Synchronous Learning ที่ผู้สอนนัดหมายให้ผู้เรียนทุกคนมาเรียนพร้อมกัน จะมีเครื่องมือการสอนผ่านระบบ Teleconference อาทิ   Zoom, Google Meet หรือ Webex ส่วนการสอนรูปแบบ Asynchronous Learning ที่อาจารย์จะนำเสนอบทเรียนให้ผู้เรียนได้เลือกเวลาเรียนด้วยตนเอง ผ่านระบบต่าง ๆ เช่น ระบบ Moodle ทั้งนี้ไม่ว่าจะเป็นการสอนรูปแบบใดก็ควรมีการจัดใส่ฟอร์ม เพื่อใช้สื่อสารกันในกลุ่มผู้สอน หลักสูตร ผู้ประเมินการสอนหรือผู้ประเมินหลักสูตรด้วย

ตัวอย่างฟอร์มที่ใช้ในการสื่อสาร

แนวคิดการประเมิน

          การประเมินการเรียนการสอนนั้นควรมุ่งเน้นไปในด้าน Assessment to Improve Learning” ซึ่งเป็นการประเมินเพื่อปรับปรุง พัฒนากระบวนการเรียนรู้ โดยใช้หลักการ Redesign Assessment และมีการเก็บหลักฐานการเรียนรู้จากการมอบหมายงานให้แก่นักศึกษาเพื่อระบุระดับขั้นการเรียนรู้ของผู้เรียน พร้อมทั้งแนะแนวทางพัฒนาสมรรถนะ ความสามารถของผู้เรียนต่อได้ ที่สำคัญคือการประเมินนั้นก็จะต้อง Alignment กับเป้าหมายหรือผลลัพธ์การเรียนรู้อย่างเป็นเหตุเป็นผลตามแนวคิดของ Triangle of Effective Learning และ Addie Model อีกด้วย

          โดยรูปแบบการประเมินนั้นจำแนกตามวัตถุประสงค์ของการประเมินออกเป็น 3 หมวดใหญ่ ได้แก่

1.การประเมินขณะเรียนรู้ (Assessment as Learning : AaL) เป็น Formative Assessment ที่มีกระบวนการรวบรวมหลักฐานข้อมูลเชิงประจักษ์เกี่ยวกับการเรียนรู้ของผู้เรียนขณะเรียนรู้ เพื่อช่วยให้ผู้เรียนตระหนักในการเรียนรู้ของตน สามารถวางแผนการเรียนรู้ กํากับการเรียนรู้ วินิจฉัย ประเมิน และปรับปรุงการเรียนของผู้เรียน

2.การประเมินเพื่อเรียนรู้ (Assessment for Learning : AfL) เป็น Formative Assessment ที่มีกระบวนการรวบรวมหลักฐานข้อมูลเชิงประจักษ์ต่าง ๆ ตามสภาพจริงเกี่ยวกับการเรียนรู้ของผู้เรียน เพื่อระบุและวินิจฉัยปัญหาการเรียนรู้ และให้ข้อติชมที่มีคุณภาพแก่ผู้เรียน เพื่อปรับปรุงการเรียนรู้ให้ดีขึ้นผ่านการตรวจสอบ หรือประมาณรายการสิ่งที่สามารถทำได้ตาม Check List เขียนอนุทิน (learning Journal) หรือวิธี Peer Assessment        

3.การประเมินผลการเรียนรู้ (Assessment of Learning : AoL) เป็น Summative Assessment มีกระบวนการรวบรวม หลักฐานข้อมูลเชิงประจักษ์ต่าง ๆ เพื่อตัดสินคุณค่าในการบรรลุวัตถุประสงค์ หรือผลลัพธ์การเรียนรู้ และให้ผู้เรียน รู้ว่า “I can if I …” และพัฒนาตัวเองต่อไป

อีกเป้าหมายหนึ่งของการสอน คือ การนำพาผู้เรียนไปสู่การเป็นผู้มีความสามารถในการเรียนรู้ด้วยตนเอง (Self-Directed Learning Skills) และมี Metacognition (อภิปัญญา) ตามแนวคิด Key Characteristics of Self-directed Learning (King,2011) กระบวนการสอนที่เสริมสร้างให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ด้วยตนเอง มีเคล็ดลับดังนี้

  • การเริ่มต้นกระบวนการเรียนการสอนในคาบเรียนแรกที่ผู้สอนต้องมีการทำข้อตกลง และชี้นำให้ผู้เรียนเห็นถึงวัตถุประสงค์การเรียนที่ชัดเจน
  • ใช้คำถามซักถามที่แสดงถึงความห่วงใยและเข้าใจผู้เรียน และเปิดโอกาสให้ผู้เรียนรู้สึกมีส่วนร่วมในกระบวนการเรียนการสอน
  • ระหว่างการสอนต้องอาศัยการตั้งคำถามสะท้อนการเรียนรู้ (Reflection Question) จากผู้สอนเป็นระยะ ซึ่งมีลำดับตั้งแต่การชวนให้ผู้เรียนประเมินความรู้-ทบทวนคำตอบ-ปรับหรือยืนยันคำตอบ และการสอบถามเพื่อค้นหาความซับซ้อนในมโนทัศน์คลาดเคลื่อน (Misconception)
  • สามารถใช้เทคนิค Peer Assessment หรือ PMI (Plus Minus Interest) ได้ แต่ด้วยระยะเวลาที่หลักสูตรกำหนด การที่อาจารย์ต้องใช้เวลาและพลังงานในการดูแลนักศึกษาค่อนข้างมาก และภาระหน้าที่อื่น ๆ ของอาจารย์ระหว่างภาคการศึกษา อาจไม่เพียงพอต่อการนำเทคนิค PMI ไปใช้ทุกงานได้ เทคนิคนี้จึงเหมาะกับงานที่สำคัญ มีขนาดใหญ่ หรือใช้ระยะเวลาทำนาน อาทิ โครงงานจบภาคการศึกษา โดยจะเป็นการให้ผู้เรียนประเมินผลงานกันเองตาม Rubrics ที่อาจารย์กำหนดพร้อมให้ข้อมูลป้อนกลับ ซึ่ง ด้าน Plus จะเป็นการ Feedback ว่าเพื่อนต้องเติมอะไร ด้าน Minus คือลดทอนให้กระชับการทำงานขึ้น และ Interesting คือการชมสิ่งที่เพื่อนทำได้ดี

รูปแบบการประเมินสามารถแบ่งออกได้ดังนี้

Assessment of Learning Process คือการตั้งคำถามให้ผู้เรียนเกิดการตรวจสอบการเรียนรู้มากกว่าการเก็บคะแนน เช่น มอบแบบฝึกหัดแก่ผู้เรียนเพื่อตรวจสอบความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน และสะท้อนผลข้อที่ผิดพลาดเพื่อปรับปรุง

Evaluation of Learning Success คือการประเมินเพื่อให้ได้ซึ่งคะแนนหรือสัญลักษณ์ตัวแทนระดับความสามารถ แต่กระบวนการนี้ผู้สอนควรทำให้ผู้เรียนทราบว่าการสอบหนึ่งครั้งไม่ได้ชี้ผลทั้งชีวิต ให้ผู้สอนทำให้ผู้เรียนรู้สึกเกิดความสำเร็จเล็ก ๆ สม่ำเสมอกับการเรียนรู้ของตน

          นอกจากนี้ ยังสามารถพิจารณาเครื่องมือสำหรับใช้ประเมินจากแนวคิด Asynchronous Learning โดยสามารถช่วยเสริมสร้างการบริหารจัดการเวลาของตนเอง กระตุ้นทักษะการกำกับตนเองของผู้เรียนผ่านการได้รับคำติชมเพื่อการปรับปรุงงานได้ เช่น การนำเสนอผลงานด้วยการจัดการเรียนออนไลน์แบบต่างเวลา กลุ่มผู้เรียนจะช่วยเตือนกันเองเมื่อใกล้ถึงระยะเวลาส่งงานหรือพบเห็นเพื่อนส่งไฟล์ผิดหรือส่งไฟล์ที่เปิดเข้าชมไม่ได้ และเมื่อนำเสนอก็สามารถใช้เทคนิค กระบวนการที่ผู้สอนกำหนดไว้ เช่น เทคนิคการประเมินตนเอง (Self-Assessment) การสะท้อนคิด (Reflection) หรือการประเมินโดยเพื่อน (Peer Assessment) การวิพากษ์อย่างสร้างสรรค์ (PMI: Plus-Minus-Interesting) ที่ได้กล่าวไปข้างต้นได้

โดยสรุปแล้ว Assessment ที่ดีควรเป็นกระบวนการที่นำพาให้ผู้เรียนประสบความสำเร็จ โดยระหว่างกระบวนการควรทำให้ผู้เรียนเห็นความสำเร็จทีละเล็กทีละน้อย ส่วนวัตถุประสงค์การประเมินที่เหมาะสมกับช่วงการเรียนการสอนออนไลน์ควรจะมุ่งเน้นไปในทาง Assessment for Learning (AfL) และ Assessment as Learning (AaL) เพื่อสนับสนุนให้ผู้เรียนเกิด Metacognitive Skill รู้จักประเมินตนเองเชิงบวก และเสริมสร้างเจตคติที่ดีให้ผู้เรียนมุ่งเน้นไปที่กระบวนการเรียนรู้มากกว่าการผ่านผลประเมินอันจะเสริมให้ผู้เรียนเกิดทักษะการเรียนรู้ด้วยตนเองและอภิปัญญาซึ่งมีความจำเป็นอย่างยิ่งในทุก ๆ การเรียนรู้

______________________________________________________________________

สาระจากกิจกรรม Hybrid Learning และการสร้างนวัตกรรมทางการศึกษา

โดย รศ. ดร.ปราวีณยา สุวรรณณัฐโชติ ภาควิชาเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ในวันอังคารที่ 14 กันยายน 2564 เวลา 13.00 – 16.00 น.

ผ่าน Application ZOOM

Hybrid Learning และการสร้างนวัตกรรมทางการศึกษา

feather-calendarPosted on 28 ตุลาคม 2021 document คลังความรู้คลังความรู้Pedagogy
แชร์

โดย ศ. ดร.เนาวนิตย์ สงคราม อาจารย์ประจำภาควิชาเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

เรียบเรียงโดย ทีม CELT
________________________________________________________________________

ปัจจุบันสถานการณ์โรคระบาด COVID – 19 ทำให้อาจารย์ต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบการสอนให้เป็น Online มากขึ้น และทำความรู้จักเครื่องมือหรือเทคโนโลยีช่วยสอนต่าง ๆ เพิ่มเติมอย่างสม่ำเสมอ อาทิ ZOOM Application จากเดิมที่เป็นเพียงจัด VDO Conference ก็สามารถใช้ประโยชน์จากฟังก์ชันต่าง ๆ ได้อีกมากมายทั้งการสร้าง Poll หรือสร้าง Quiz เป็นต้น หรือแม้กระทั่งการทำวิจัยด้านการศึกษา การสร้างนวัตกรรมทางการศึกษาที่จะนำมาปรับใช้กับบริบทการเรียนการสอนในปัจจุบันและอนาคต และถึงแม้สถานการณ์ของโรคระบาดจะเริ่มดีขึ้นแต่นวัตกรรมทางการศึกษาก็จะยังคงพัฒนาต่อไปเรื่อย ๆ โดยปัจจุบันจะถูก เรียกว่า Hybrid Learning  ในบทความนี้ชี้ให้เห็นถึงความหมาย และแนวทางการจัดการสอนแบบ Hybrid Learning  ในปัจจุบัน

นิยามและทฤษฎี Hybrid Learning มีคนให้ความหมายไว้หลากหลายรูปแบบตามสัดส่วนของการเรียนการสอนในห้อง (Face to Face) และการเรียนการสอน Online โดยสามารถแบ่งตามแนวคิดได้เป็น 3 แบบ ดังนี้

  1. เรียนร่วมกันผ่านห้องเรียนออนไลน์ – พร้อมแบบทดสอบและงานที่ได้รับมอบหมายจากครู แล้วกลับมาทบทวนกับครูอีกครั้งแบบตัวต่อตัวในห้องเรียน
  2. แบ่งกลุ่มนักเรียนสอนออนไลน์กับออฟไลน์ – สลับให้มีนักเรียนหนึ่งกลุ่มเรียนในชั้นเรียนตามปกติแบบรักษาระยะห่าง ส่วนกลุ่มอื่น ๆ เรียนสดร่วมกันผ่านห้องเรียนออนไลน์ในช่วงเวลาเดียวกัน
  3. ผสมผสานกิจกรรมการเรียนรู้ที่โรงเรียนและที่บ้าน – ครูให้คำแนะนำและข้อเสนอแนะต่าง ๆ ในห้องเรียน หลังจากนั้นให้นักเรียนกลับไปทดลองทำที่บ้าน แล้วกลับมาทบทวนอีกครั้งในห้องเรียน

ซึ่งการจัดการสอนแบบ Hybrid Learning ให้มีประสิทธิภาพนั้นจะมีแนวทางดำเนินการจัดการเรียนรู้ 4 ขั้นตอน ดังนี้

ขั้นตอนที่ 1 การสร้างความเข้าใจและจินตนาการ  ผู้สอนจะต้องทำความเข้าใจในเนื้อหาและวัตถุประสงค์การสอน

ขั้นตอนที่ 2 การตัดสินใจและออกแบบ  ผู้สอนจะต้องเลือกว่าจะใช้รูปแบบการสอน Hybrid รูปแบบใด ต้องนำไปทดสอบ เก็บข้อมูล แล้วนำมาปรับปรุงและออกแบบการสอนจริง

ขั้นตอนที่ 3 การเปิดใช้งานและการดำเนินการ  หลังจากเลือกและออกแบบแล้ว ผู้สอนจึงนำมาดำเนินการสอนในชั้นเรียนจริง

ขั้นตอนที่ 4 การตรวจสอบและปรับปรุง ในระหว่างและหลังดำเนินการ ผู้สอนควรมีการตรวจสอบการดำเนินการด้วย เพื่อนำข้อมูลไปพัฒนาหรือปรับแก้การดำเนินการในการสอนครั้งต่อไป

แนวทางการจัดการสอนแบบ Hybrid Learning  ในปัจจุบัน สามารถแบ่งเป็น Model ได้ดังต่อไปนี้

Station Rotation Model  เป็นโมเดลที่มีการจัดการเรียนรู้ในห้องเรียนแบบเวียนกลุ่ม โดยการแบ่งกลุ่มผู้เรียนไปทำกิจกรรมต่าง ๆ ในลักษณะ “ฐานการเรียนรู้” ได้แก่ ฐานการเรียนเนื้อหาผ่านบทเรียนออนไลน์ (Online instruction) ฐานการสอนจากครู (Teacher-led instruction) และฐานการทำกิจกรรมร่วมกัน (Collaborative activities and stations)

 โดย Model นี้จำเป็นต้องมีการกำหนดแผนการเรียนรู้ที่ชัดเจน การจัดเตรียมวัสดุ อุปกรณ์ เนื้อหา และเวลาที่ชัดเจน สำหรับการเวียนกลุ่มผู้เรียนในแต่ละฐาน โดยแนวทางการสอนนี้จะเหมาะกับผู้เรียนระดับชั้นอนุบาล-ประถม

Lab Rotation Model ในโมเดลนี้ผู้เรียนจะถูกแบ่งเป็นกลุ่มโดยมีกลุ่มที่เรียนในห้องแลปออนไลน์ (Learning Lab) และกลุ่มจะเรียนในห้องเรียนปกติ (Direct Instruction) ซึ่งการเรียนในห้องจะมีการทำแลป ในแต่ละกิจกรรมหมุนเวียนกันไป คล้ายกับ Station Rotation Model ซึ่งรูปแบบนี้ก็จำเป็นที่จะต้องมีแผนการเรียนรู้ที่ชัดเจนเช่นกัน

Flipped Classroom Model  แนวทางการสอนนี้เป็นการออกแบบภายใต้แนวคิดที่ว่า “เรียนที่บ้าน ทำงานที่โรงเรียน” โมเดลนี้จะทำให้แผนการสอนมีความยืดหยุ่น ผู้เรียนสามารถเรียนเนื้อหา ออนไลน์ได้ที่บ้าน และมาฝึกปฏิบัติ ทำโครงงาน หรือทำกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันในชั้นเรียน ซึ่งรูปแบบนี้จะต้องมีการออกแบบเนื้อหาออนไลน์ที่ Interactive มากขึ้น

Individual Rotation Model แนวคิดนี้ผู้เรียนจะเรียนเนื้อหาหลักผ่านการเรียนออนไลน์ ส่วนการพัฒนา Social Skill และ Soft Skill จะมีการออกแบบเนื้อหาให้แตกต่างกันไปตามแต่ละบุคคล สามารถแบ่งได้ด้วยการทดสอบ วิเคราะห์ผู้เรียนก่อนทำกิจกรรมกับผู้สอน ซึ่งมีรูปแบบของกิจกรรมต่าง ๆ  เช่น Intervention, Seminar, Direct Instruction, Group Projects, และ Personal training

Flex Model แนวทางจัดการสอนแบบนี้จะมีความยืดหยุ่นสูงมาก ผู้เรียนต้องมีความรับผิดชอบในการเรียนรู้และการปฏิบัติงานด้วยตนเอง โดยผู้สอนจะเป็นผู้ชี้นำ ให้คำปรึกษา ใช้เทคนิควิธีสอน และจัดบรรยากาศการเรียนรู้ให้ผู้เรียนได้เกิดการเรียนรู้ที่เหมาะสม โดยแนวทางนี้จะเหมาะกับผู้เรียนระดับปริญญาตรี หรือบัณฑิตศึกษา สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่หนังสือ “14 วิธีสอน” ของ ศ. ดร.ทิศนา แขมมณี

A La carte Model นักเรียนจะเรียนรู้ผ่านระบบออนไลน์ และสามารถขอคำปรึกษาจากครูผ่านระบบออนไลน์ โทรศัพท์ หรือมาใช้พื้นที่การเรียนรู้กลาง (Cyber lounge) สำหรับการพบปะแลกเปลี่ยน ขอคำปรึกษากับครูได้

Enriched Virtual Model เป็นลักษณะการเรียนการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) โดยมีการนัดเรียนเนื้อหา Online ได้ แต่จะมีการพบกลุ่มเป็น Face to Face Supplementation ตามศูนย์การเรียนรู้ต่าง ๆ

แนวคิดการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการเรียนการสอน

นอกเหนือจากทฤษฎี แนวทางการเรียนการสอนแล้ว เครื่องมือทางเทคโนโลยีผสานทฤษฎีการเรียนรู้ก็เป็นสิ่งสำคัญสำหรับการสอนแบบ Hybrid Learning

ด้านการบริหารจัดการ (Management)

เครื่องมือที่ใช้ในการบริหารจัดการ และใช้ในการสอนจะต้องเป็นเครื่องมือที่ใช้งานง่าย แก้ปัญหาได้ มีความรวดเร็ว และตอลโจทย์การใช้งานได้ทุกที่ทุกเวลา

ด้านการสอน (Instruction)

ผู้เรียนควรจะต้องมี ICT Skills อาทิ การสร้างชิ้นงานด้วยเครื่องมือเทคโนโลยี, การค้นหาข้อมูลที่ตรงตามความต้องการและเป็นจข้อมูลที่ถูกต้อง น่าเชื่อถือ (Searching) การทำกิจกรรมในชั้นเรียน (Activities) และการนำเสนอด้วยเครื่องมือต่าง ๆ (Presenting)

เครื่องมือทางเทคโนโลยีผสานทฤษฎีการเรียนรู้

เครื่องมือทางเทคโนโลยีผสานทฤษฎีการเรียนรู้ที่น่าสนใจ และง่ายต่อการใช้งาน มีดังต่อไปนี้

  • PowerPoint เป็นเครื่องมือสำหรับทำสื่อนำเสนอ (Slide Presentation) ซึ่งการทำสื่อที่ดีจะต้องใส่แค่ข้อมูลที่จำเป็น มีการย่อยข้อมูล หรือการเน้นคำสำคัญ นอกจากนี้ยังช่วยให้ผู้เรียนเกิดการทวนซ้ำ (Redundancy) อีกด้วย

Link:

Template ที่ช่วยในการออกแบบ PowerPoint

http://www.free-powerpoint-templates-design.com/free-powerpoint-templates-design/  

Graphic ที่สามารถนำไปใช้ประกอบสื่อนำเสนอ

https://www.freepik.com
  • Canva เป็นโปรแกรมในการช่วยออกแบบ Infographics ที่ช่วยเสริมสร้างความจำระยะยาว (Long term Memory) ตามทฤษฎีการเรียนรู้กลุ่ม Cognitivism ได้ สามารถใช้เป็นกิจกรรมให้ผู้เรียนสรุปเนื้อหา ในลักษณะของภาพ Slide Infographics หรือ VDO เพื่อให้ผู้เรียนได้สรุปข้อมูลเนื้อหาที่ได้เรียน

Link: https://www.canva.com/templates/infographics/

  • E-Book เป็นเครื่องมือสำหรับจัดทำเอกสารคำสอนหรือหนังสือ ให้ผู้เรียนได้ใช้งาน Download ไว้อ่าน และสืบค้น

Link: https://issuu.com

  • Wix เป็นโปรแกรมสำหรับทำ website ที่ใช้งานง่าย ไม่ว่าจะเป็นผู้สอนหรือผู้เรียนก็สามารถใช้สำหรับนำเสนอเนื้อหาบทเรียนได้

Link: www.wix.com

  • Socrative Teacher เป็นแบบทดสอบหรือ Quiz Online คล้ายกับ KAHOOT โดยสามารถสร้างเป็นพื้นที่ให้ผู้เรียนได้สอบถามหรือตั้งคำถามแบบไม่ระบุตัวตนได้

Link: https://www.socrative.com/

  • Schoology เป็นพื้นที่การเรียนรู้ Learning Management System (LMS) กึ่ง Gamification ที่ผู้สอนได้จัดเตรียมไว้ มีการประเมินที่ระบุเกณฑ์ความรู้และทักษะ ระบบคะแนน มอบเหรียญตรา รางวัลแก่ผู้เรียน และระบบช่วยตรวจจับความสนใจผู้เรียนได้  

Link:  http://www.southwestcoloradoeschool.org/

  • Class dojo เป็นโปรแกรมที่ผู้สอนสามารถตรวจสอบความก้าวหน้าการเรียนรู้ของผู้เรียนแบบรายบุคคลได้ เช่น การส่งการบ้าน การทำกิจกรรม เป็นต้น ซึ่งผู้ปกครองก็สามารถเข้าร่วมได้เช่นกัน

Link: https://www.classdojo.com/

  • Coggle  เป็นโปรแกรมสร้าง Mind map บนระบบออนไลน์ ซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียนสามารถจดจำข้อมูลได้เร็วขึ้น ผ่านการระดมความคิดเห็นรายกลุ่มแบบเรียลไทม์ มีฟังก์ชันสำหรับการปรับแต่งสี ใส่ไอคอน รูปภาพ และวิดีโอ

Link:  https://coggle.it/gallery

แนวโน้มการพัฒนานวัตกรรมทางการศึกษา

ในปัจจุบันมหาวิทยาลัยต้องมีการเปลี่ยนแปลงบทบาทให้สอดคล้องกับความต้องการของโลก ที่ไม่ใช่เพียงเป้าหมายในการสร้างบัณฑิตที่มีความรู้ความสามารถ แต่ต้องเสริมด้วยการสร้างนวัตกรรม (Innovation) ขึ้นภายในมหาวิทยาลัย ซึ่งจะเห็นได้ว่าในทุกวันนี้มีหลาย ๆ มหาวิทยาลัยมีการตื่นตัวและมีการดำเนินงานเพิ่ม Impact ของนวัตกรรมทางการศึกษามากขึ้น เช่น การสร้าง Innovation Hub, Social Hub,  Start-up และ entrepreneur ร่วมกับภาคเอกชน หรือการนำศิษย์เก่าที่ประสบความสำเร็จมาเป็น Partner เป็นต้น

ขณะเดียวกันการประเมินอาจารย์ เริ่มมีความเข้มข้นขึ้น มุ่งเน้นการทำวิจัยระดับนานาชาติ และการทำงานมืออาชีพ โดยจะมีการพัฒนางานวิจัยไปสู่สากล เช่น ได้รับการตีพิมพ์ใน Scopus, Q1, Q2, Tier 1 หรือมีการใช้ฐานข้อมูล TCI (Thai-Journal Citation Index Centre) และการมุ่งเน้น publication Innovation การจดสิทธิบัตร และการขอเงินทุน โดยมีแนวโน้มที่จะนำสิ่งเหล่านี้เข้ามาประกอบการประเมินผลงาน ขอตำแหน่งวิชาการ หรือการขอทุนวิจัย นอกเหนือจากงานวิจัยและเอกสารคำสอนที่มีในปัจจุบัน

______________________________________________________________________

สาระจากกิจกรรม Hybrid Learning และการสร้างนวัตกรรมทางการศึกษา

โดย ศ. ดร.เนาวนิตย์ สงคราม อาจารย์ประจำภาควิชาเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ในวันพฤหัสบดีที่ 9 กันยายน 2564 เวลา 13.00-15.00 น.

ผ่าน Application ZOOM

ประชุมสร้างความเข้าใจ

feather-calendarPosted on 21 เมษายน 2021 document ข่าวกิจกรรม
แชร์

เรื่อง “รับทราบกำหนดการเสนอหลักสูตร และแนวทางการจัดทำบทสรุปผู้บริหารและมคอ.2 (ฉบับปรับปรุงใหม่) สำหรับหลักสูตรระดับปริญญาตรีที่จะครบรอบปรับปรุง เริ่มใช้ในปีการศึกษา 2565” ในวันอังคารที่ 27 เมษายน 2564 เวลา 09.30 – 11.30 น. ผ่าน Zoom Meeting