ทฤษฎีการเรียนรู้ทางสังคม (Social Learning Theory) ของอัลเบิร์ต แบนดูร่า

feather-calendarPosted on 19 พฤศจิกายน 2024 document คลังความรู้Learning TheoryPedagogy
แชร์

เรียบเรียงโดย น.ส.เมตตา มงคลธีระเดช นักพัฒนาการศึกษา สถาบันการเรียนรู้

ทฤษฎีการเรียนรู้ทางสังคม (Social Learning Theory) เป็นทฤษฎีเกี่ยวกับพฤติกรรมทางสังคมที่พัฒนาโดยอัลเบิร์ต แบนดูร่า (Albert Bandura) ซึ่งกล่าวว่าการเรียนรู้เป็นกระบวนการทางปัญญา (Cognitive Process) ที่เกิดขึ้นในบริบททางสังคม มนุษย์เราสามารถเรียนรู้พฤติกรรมต่าง ๆ ได้จากการสังเกต การเลียนแบบ และการมองเห็นจากพฤติกรรมของผู้อื่น นอกเหนือจากการเรียนรู้จากประสบการณ์ตรง (Direct Experience) เพียงอย่างเดียว แล้วนำมาปรับใช้เป็นแบบแผนในการกำหนดพฤติกรรมของตนเอง

นอกเหนือจากการสังเกตพฤติกรรมแล้ว การเรียนรู้ยังเกิดขึ้นจากการสังเกตผลลัพธ์ของการกระทำพฤติกรรมนั้น ไม่ว่าจะเป็นการได้รับรางวัลและการลงโทษ กระบวนการนี้เรียกว่า การเสริมแรงทางอ้อม (Vicarious Reinforcement) เมื่อพฤติกรรมใดได้รับการให้รางวัลอย่างสม่ำเสมอ พฤติกรรมนั้นจะมีแนวโน้มที่จะคงอยู่ต่อไป ในทางตรงกันข้าม หากพฤติกรรมใดถูกลงโทษอยู่ตลอดเวลา พฤติกรรมนั้นจะมีแนวโน้มที่จะหยุดลง

โดยทฤษฎีการเรียนรู้ทางสังคม (Social Learning Theory) เป็นการขยายความจากทฤษฎีการเรียนรู้กลุ่มพฤติกรรมนิยม (Behaviorism) ซึ่งมองว่าพฤติกรรมถูกกำหนดโดยการเสริมแรงเพียงอย่างเดียว

การทดลองตุ๊กตาโบโบ้ (Bobo Doll Experiment)

ในปี ค.ศ. 1961 อัลเบิร์ต แบนดูร่า (Albert Bandura) และทีมวิจัย ได้ทำการทดลองตุ๊กตาโบโบ้ (Bobo Doll) การทดลองนี้มีเป้าหมายเพื่อศึกษาว่าพฤติกรรมก้าวร้าวสามารถเรียนรู้ได้จากการสังเกตและเลียนแบบผู้อื่นหรือไม่ โดยทดลองกับเด็กชาย 36 คนและเด็กหญิง 36 คน อายุ 3-6 ขวบ จากการสังเกตพฤติกรรมต้นแบบของผู้ใหญ่ที่เป็นผู้ชาย 1 คน และผู้หญิง 1 คน โดยมีกระบวนการทดลองดังนี้

วิธีการทดลอง

แบนดูร่า ได้ใช้ตุ๊กตาล้มลุกที่ชื่อว่าโบโบ้ (Bobo Doll) โดยเขาแบ่งเด็กชายและเด็กหญิงออกเป็นกลุ่ม และให้แต่ละกลุ่มสังเกตพฤติกรรมของผู้ใหญ่ที่มีปฏิสัมพันธ์กับตุ๊กตาโบโบ้

  1. กลุ่มทดลองที่ 1: เด็ก ๆ สังเกตผู้ใหญ่ที่ทำพฤติกรรมก้าวร้าวกับตุ๊กตา เช่น ตี เตะ โยนตุ๊กตาโบโบ้ รวมถึงการใช้วาจาที่แสดงถึงความรุนแรง
  2. กลุ่มทดลองที่ 2: เด็กๆ สังเกตผู้ใหญ่ที่แสดงพฤติกรรมสุภาพ ไม่ก้าวร้าวกับตุ๊กตาโบโบ้ และเล่นทิงเกอร์ทอยโดยไม่สนใจตุ๊กตาโบโบ้
  3. กลุ่มควบคุม: เด็กๆ กลุ่มนี้ไม่ได้เห็นตัวอย่างพฤติกรรมใดๆ

เมื่อเด็กๆ ได้โอกาสเล่นกับตุ๊กตาโบโบ้ด้วยตัวเอง กลุ่มที่ได้เห็นพฤติกรรมก้าวร้าวของผู้ใหญ่มักจะแสดงพฤติกรรมก้าวร้าวกับตุ๊กตาเช่นเดียวกับที่พวกเขาได้สังเกต ในขณะที่กลุ่มที่เห็นพฤติกรรมสุภาพหรือไม่ได้เห็นพฤติกรรมใดๆ แทบจะไม่แสดงพฤติกรรมก้าวร้าว

เด็กผู้ชายมีแนวโน้มที่จะเลียนแบบผู้ใหญ่เพศเดียวกันมากกว่าเด็กผู้หญิง และเลียนแบบพฤติกรรมที่ก้าวร้าวทางร่างกายมากกว่าเด็กผู้หญิง ส่วนความก้าวร้าวทางวาจาของเด็กชายและเด็กหญิงมีความแตกต่างกันเล็กน้อย

ข้อสรุป

การทดลองตุ๊กตาโบโบ้ แสดงให้เห็นว่าเด็กๆ สามารถเรียนรู้พฤติกรรมก้าวร้าวผ่านการสังเกตผู้อื่น และทฤษฎีการเรียนรู้ทางสังคมของแบนดูร่าก็เน้นย้ำถึงความสำคัญของ การเสริมแรงทางอ้อม โดยเมื่อเห็นผู้อื่นได้รับรางวัลหรือยอมรับจากพฤติกรรมใด พวกเขามีแนวโน้มที่จะเลียนแบบพฤติกรรมนั้น

อย่างไรก็ตามได้มีการวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการวิจัยนี้ในหลายมุมมอง เช่น การทดลองนี้เป็นการวัดผลลัพธ์ในระยะสั้นของความก้าวร้าวของเด็ก ซึ่งไม่ได้มีการติดตามผลลัพธ์ในระยะยาว  และเป็นการศึกษาที่มุ่งเน้นไปที่ผลกระทบของการเรียนรู้จากการสังเกตพฤติกรรมความก้าวร้าวเท่านั้น ซึ่งไม่ได้พิจารณาปัจจัยอื่น ๆ ที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมและการพัฒนาทักษะทางสังคมได้อย่างครบถ้วน เช่น ความแตกต่างระหว่างบุคคล ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม อารมณ์ หรือความแตกต่างทางวัฒนธรรม

กระบวนการหลักของทฤษฎีการเรียนรู้ทางสังคม (Social Learning Theory)

ทฤษฎีการเรียนรู้ทางสังคม (Social Learning Theory) ได้ผสมผสานทฤษฎีการเรียนรู้กลุ่มพฤติกรรมนิยม (Behavioral Theories) และทฤษฎีการเรียนรู้กลุ่มการรู้คิด (Cognitive theories) เข้าด้วยกัน โดยในปี 1977 แบนดูร่า ได้แก้ไขทฤษฎีนี้ และระบุหลักการสำคัญของทฤษฎีการเรียนรู้ทางสังคม (Social Learning Theory) ไว้ดังนี้

  1. การเรียนรู้ไม่ใช่กระบวนการทางพฤติกรรมเท่านั้น แต่เป็นกระบวนการทางปัญญา (Cognitive Process) ที่เกิดขึ้นในบริบททางสังคม
  2. การเรียนรู้สามารถเกิดขึ้นได้จากการสังเกตพฤติกรรมและการสังเกตผลลัพธ์ของพฤติกรรมนั้น (การเสริมแรงทางอ้อม)
  3. การเรียนรู้ประกอบด้วยการสังเกต การสกัดข้อมูลจากสิ่งที่สังเกต และการตัดสินใจเพื่อปฏิบัติตามพฤติกรรมนั้น (การเรียนรู้จากการสังเกตหรือการจำลองแบบ) ดังนั้น การเรียนรู้สามารถเกิดขึ้นได้โดยไม่จำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่เห็นได้ชัดเจน
  4. การเสริมแรงมีบทบาทในการเรียนรู้ แต่ไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่ทำให้เกิดการเรียนรู้
  5. ผู้เรียนไม่ใช่ผู้รับข้อมูลอย่างเฉยเมย ปัจจัยด้านการรับรู้ สภาพแวดล้อม และพฤติกรรม ล้วนมีอิทธิพลซึ่งกันและกัน

การจำลองแบบ (Modeling)

แบนดูร่า ระบุว่าการจำลองแบบ (Modeling) เป็นกลไกสำคัญในการเรียนรู้ ซึ่งมนุษย์สามารถเรียนรู้พฤติกรรมต่าง ๆ จากการสังเกตผู้อื่น โดยได้เสนอรูปแบบของการจำลองแบบ 3 ประเภท ดังนี้

  1. แบบจำลองสด (Live Models): เมื่อมีบุคคลแสดงพฤติกรรมให้เห็นโดยตรง
  2. คำแนะนำทางวาจา (Verbal Instruction): เมื่อมีบุคคลอธิบายพฤติกรรมที่ต้องการอย่างละเอียด และแนะนำวิธีปฏิบัติตามพฤติกรรมนั้นให้กับผู้สังเกต
  3. แบบจำลองเชิงสัญลักษณ์ (Symbolic Models): การจำลองแบบที่เกิดขึ้นผ่านสื่อ เช่น ภาพยนตร์ โทรทัศน์ อินเทอร์เน็ต วรรณกรรม และวิทยุ โดยแบบจำลองนี้อาจเป็นตัวละครจริงหรือตัวละครสมมุติก็ได้

โดยข้อมูลจากการสังเกตขึ้นอยู่กับประเภทของแบบจำลอง รวมถึงกระบวนการทางปัญญาและพฤติกรรมต่างๆ โดยประกอบด้วย 4 กระบวนการหลัก ดังนี้ :

  1. การให้ความสนใจ (Attention) ผู้เรียนต้องให้ความสนใจกับพฤติกรรมที่ต้องการเรียนรู้ เพราะการให้ความสนใจเป็นขั้นตอนแรกในการนำข้อมูลเข้าสู่การเรียนรู้ โดยการให้ความสนใจขึ้นอยู่กับลักษณะของผู้สังเกตด้วย เช่น ความสามารถในการรับรู้ ความสามารถทางปัญญา ความตื่นตัว และประสบการณ์ที่ผ่านมา รวมถึงลักษณะของพฤติกรรมหรือเหตุการณ์ เช่น ความน่าสนใจ ความแปลกใหม่ และคุณค่าของพฤติกรรม
  2. การจดจำ (Retention) ผู้สังเกตต้องสามารถจดจำรายละเอียดของพฤติกรรมนั้นได้อย่างแม่นยำเพื่อที่จะสามารถทำซ้ำพฤติกรรมได้ โดยการทบทวนด้วยภาพหรือคำพูดจะช่วยให้เกิดการจดจำได้
  3. การนำไปปฏิบัติ (Reproduction) หลังจากจดจำได้แล้ว ผู้เรียนจะต้องนำสิ่งที่เรียนรู้ไปปฏิบัติให้เกิดผล ซึ่งขั้นตอนนี้ต้องใช้ทักษะทางปัญญาและทักษะทางกายภาพในบางครั้ง การปฏิบัติยังอาจต้องใช้การสังเกตตนเองและการรับข้อมูลย้อนกลับจากผู้อื่นเพื่อการปรับปรุงและพัฒนา
  4. แรงจูงใจ (Motivation) การตัดสินใจว่าผู้เรียนจะทำซ้ำพฤติกรรมที่สังเกตได้หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับแรงจูงใจและความคาดหวังของผู้เรียน เช่น ผลลัพธ์ที่คาดว่าจะได้รับ โดยแรงจูงใจนี้อาจได้รับอิทธิพลจากสิ่งแวดล้อม เช่น การได้รับคำชม การได้รับรางวัล หรือการได้รับการยอมรับจากสังคม

การนำทฤษฎีการเรียนรู้ทางสังคม (Social Learning Theory) ไปประยุกต์ใช้ในชั้นเรียน

จากทฤษฎีการเรียนรู้ทางสังคม (Social Learning Theory) ช่วยให้ผู้สอนเห็นว่าการสร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้เรียนและอิทธิพลของสิ่งแวดล้อม เป็นพลังสำคัญที่ช่วยปรับปรุงแนวทางปฏิบัติทางการศึกษาและส่งเสริมประสบการณ์การเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพให้แก่ผู้เรียน

เราสามารถนำทฤษฎีการเรียนรู้ทางสังคม (Social Learning Theory) มาใช้เป็นแนวทางในพัฒนาผู้เรียนผ่านมุมมองต่าง ๆ ได้ดังนี้

  1. ด้านพฤติกรรม

ทฤษฎีการเรียนรู้ทางสังคม (Social Learning Theory) สามารถนำมาใช้ในการส่งเสริมการสอนให้ผู้เรียนแสดงพฤติกรรมที่พึงประสงค์ในห้องเรียนได้โดยใช้การเสริมแรงเชิงบวกและรางวัล

ตัวอย่างเช่น เมื่อนักเรียนมีคำถามและยกมือขออนุญาตก่อนพูด หลังจากนั้นผู้สอนได้เชยชมนักเรียน จะทำให้นักเรียนมีแนวโน้มที่จะทำพฤติกรรมนั้นซ้ำอีก นอกจากนี้ นักเรียนคนอื่น ๆ ก็จะทำตามและยกมือขึ้นหลังจากสังเกตว่าพฤติกรรมดังกล่าวทำให้เกิดผลลัพธ์เชิงบวก

ในทางกลับกัน นักเรียนที่ถูกตำหนิถึงพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ก็มีแนวโน้มที่จะไม่ทำพฤติกรรมนั้นซ้ำอีก เช่นเดียวกับเพื่อนร่วมชั้น ก็จะสังเกตพฤติกรรมดังกล่าวและหลีกเลี่ยงการแสดงพฤติกรรมนั้น

  • ด้านการสอน

ความสนใจของผู้เรียนเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยนำผู้เรียนเข้าสู่เนื้อหาการสอน ดังนั้น ก่อนที่จะสอน สาธิตหรือแสดงตัวอย่างให้นักเรียนดู สิ่งสำคัญที่สุดคือผู้สอนต้องดึงดูดความสนใจให้ได้เสียก่อน เช่น การสร้างความประหลาดใจ การถามคำถามชวนสงสัย การเล่นเกม เป็นต้น นอกจากนี้ การทบทวนเนื้อหาและการใช้สื่อภาพ  หรือการใช้กิจกรรมประกอบบทเรียน จะช่วยเปิดประสาทสัมผัสเพื่อสร้างการจดจำพฤติกรรมให้กับผู้เรียนได้

  • การสร้างแรงจูงใจ

ผู้สอนมีหน้าที่ในการค้นหาวิธีการต่าง ๆ ที่ช่วยกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ การที่ผู้สอนมีความกระตือรือร้นและแสดงถึงความเอาใจใสในการสอน สามารถกระตุ้นให้นักเรียนกระตือรือร้นในการเรียนได้ด้วยเช่นกัน เนื่องจากนักเรียนมีแนวโน้มที่จะเลียนแบบผู้สอน

หากนักเรียนมีความมั่นใจและเชื่อว่าตนเองมีความสามารถที่จะเลียนแบบพฤติกรรมบางอย่างได้ พวกเขาก็มีแนวโน้มที่จะพยายามและประสบความสำเร็จมากขึ้น ในทางกลับกัน หากนักเรียนขาดความมั่นใจและไม่เชื่อว่าตนมีความสามารถที่เพียงพอ เขาก็จะมีความพยายามน้อยลง

  • การทำงานคู่หรืองานกลุ่ม

นอกจากการเรียนรู้จากผู้สอนที่เป็นต้นแบบแล้ว การเรียนรู้ยังเกิดขึ้นได้จากการสังเกตเพื่อนร่วมชั้น ซึ่งเป็นสาเหตุว่าทำไมการทำงานเป็นคู่และการทำงานเป็นกลุ่มในห้องเรียนจึงมีความสำคัญและมีประโยชน์

ตัวอย่างเช่น การจับคู่นักเรียนที่มีความสามารถสูงกับนักเรียนที่มีปัญหา จะทำให้ผู้เรียนสามารถให้คำปรึกษาและรับคำปรึกษาจากเพื่อนร่วมชั้นได้

ในการแบ่งกลุ่ม ผู้สอนอาจให้ผู้เรียนที่มีแรงจูงใจน้อยจับกลุ่มกับนักเรียนที่มีแรงจูงใจสูง โดยผู้เรียนจะเรียนรู้ผ่านการสังเกตพฤติกรรมและทัศนคติของสมาชิกภายในกลุ่ม เพื่อคาดหวังว่านักเรียนที่มีแรงจูงใจสูงจะสามารถเป็นต้นแบบให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมได้

บทสรุป

ทฤษฎีการเรียนรู้ทางสังคม (Social Learning Theory) เป็นกรอบในการเชื่อมโยงผู้เรียนกับประสบการณ์จากมุมมองที่หลากหลาย โดยการสร้างบรรยากาศที่นักเรียนได้เรียนรู้ซึ่งกันและกัน ทั้งจากผู้สอน เพื่อนร่วมชั้น รวมถึงสภาพแวดล้อมรอบตัว

สิ่งหนึ่งที่ทฤษฎีนี้แสดงให้เราเห็นคือ การสังเกตมีบทบาทสำคัญในการหล่อหลอมความรู้ พฤติกรรม และทัศนคติของผู้เรียน ดังนั้น ผู้สอนจึงต้องเป็นแบบอย่างที่ดี เปิดกว้าง มีความเห็นอกเห็นใจ และสร้างแรงบันดาลใจให้แก่ผู้เรียน เพื่อให้ผู้เรียนมีผลลัพธ์ของพฤติกรรมในเชิงบวก

Reference

  1. Bandura, A., Ross, D., & Ross, S. A. (1961). Transmission of aggression through imitation of aggressive models. Journal of Abnormal and Social Psychology, 63(3), 575–582. 
  2. Bandura, A. (1977). Social Learning Theory. Englewood Cliffs, NJ: Prentice Hall.
  3. Saul McLeod, PhD. (February 1, 2024). Bandura’s Bobo Doll Experiment on Social Learning. Simply Psychology.https://www.simplypsychology.org/bobo-doll.html
  4. Becton Loveless (January 15, 2024). Bandura’s Social Learning Theory in Education. Education Corner. https://www.educationcorner.com/social-learning-theory/

การเตรียมความพร้อมในการยื่นขอรับรอง PSF (Professional Standard Framework)

feather-calendarPosted on 21 ตุลาคม 2024 document
แชร์

ถอดองค์ความรู้จากกิจกรรมแลกเปลี่ยนแนวคิดพิชิต PSF

วันพุธที่ 31 กรกฎาคม 2567 เวลา 9.00-12.00 น.

เรียบเรียงโดย นายไพฑูรย์ อนันต์ทเขต นักพัฒนาการศึกษาและนายคชานนท์ นิรันดร์พงศ์ นักวิจัย

1. ทำความเข้าใจเกณฑ์

    อาจารย์อาจพูดคุยหารือกับอาจารย์ที่มีประสบการณ์ในการยื่นขอรับการรับรอง หรือได้รับการรับรองแล้ว อาจารย์พี่เลี้ยง หรือ อาจารย์ที่เคยเข้าอบรมเกี่ยวกับ UK PSF ว่า ระดับที่ต้องการยื่นขอ เช่น Fellow หรือ Senior Fellow มีรายละเอียดของเกณฑ์อย่างไรบ้าง หรือหากอาจารย์ต้องการตรวจสอบว่าสมรรถนะของตนมีความพร้อมสำหรับ UK PSF ระดับใด  อาจารย์สามารถเข้าทำแบบประเมินได้ที่ https://bit.ly/fellowship-decision-tool

    หากอาจารย์สนใจยื่นขอรับรองกับกรอบรับรองสมรรถนะอื่น ๆ เช่น Thailand PSF หรือ KMUTT PSF ก็จะต้องมีการทำความเข้าใจเกณฑ์ของกรอบนั้น ๆ ก่อน เพราะแม้ว่าแต่ละกรอบจะมีความคล้ายกัน แต่ก็มีรายละเอียดที่แตกต่างกันไปตามความต้องการและการตีความที่แตกต่างกัน

    Thailand PSF https://bit.ly/thailand-psf

    KMUTT PSF https://www.c4ed.kmutt.ac.th/kmutt-psf

    2. เตรียมภารกิจให้พร้อมเขียน

      ในการเขียนขอรับรองสมรรถนะของ UK PSF จะมีการเขียนสะท้อนการทำงาน ตัวอย่างเช่น ระดับ Fellow จะเน้นที่การเขียนสะท้อนการทำงานของตนเองอย่างเดียว ในขณะที่ระดับ Senior Fellow นั้นจะต้องเพิ่มเติมส่วนที่เป็น Case Study 2 Case ที่อาจารย์มีบทบาทในการช่วยพัฒนาการเรียนการสอนของอาจารย์ท่านอื่น เช่นเป็นผู้ให้คำปรึกษาด้านการสอน เป็นผู้อบรมเชิงปฏิบัติการ หรือเป็นส่วนสำคัญของทีมผู้สอนที่ทำให้ผู้ร่วมสอนเกิดการเรียนรู้ด้านการพัฒนาการสอน

      “ระหว่างทำภารกิจหรือเตรียมภารกิจ อาจารย์อาจจะทยอยเขียนสิ่งที่ทำและแนวคิดของสิ่งเหล่านั้นเก็บไว้ก่อน เพื่อภายหลังจะสามารถนำมารวมเป็นเรื่องเดียวกันได้การทยอยเขียนนี้จะช่วยลดภาระทางความคิดของอาจารย์ในการย้อนคิดทบทวนสิ่งที่ได้คิดและได้ทำไปแล้ว และนั่นส่งผลให้อาจารย์สามารถจดจ่ออยู่กับความร้อยเรียงเชื่อมโยงของเนื้อความได้ดี”

      3. เขียนสะท้อนคิด

      การเขียนสะท้อนคิดนั้นไม่ใช่การเขียนเล่าถึงสิ่งที่ทำเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอธิบายด้วยว่าทำไมถึงทำแบบนั้น หลักการและแนวคิดที่อยู่เบื้องหลังการทำนั้น ๆ คืออะไร สิ่งที่เราทำและแนวคิดของมันยึดโยงกับหลักการทางการศึกษาต่าง ๆ อย่างไรบ้าง และสิ่งที่เราทำนั้นมีผลป้อนกลับจากผู้เรียนหรืออาจารย์ท่านอื่นอย่างไรบ้าง โดยที่การเขียนทั้งหมดนี้ต้องร้อยเรียงเชื่อมโยงเป็นองค์เดียวกัน

      อาจารย์สามารถประยุกต์ใช้ Gibbs’ Reflective Cycle หรือ DIEP Reflective Model เป็นกรอบแนวคิดในการเขียนสะท้อนคิดได้

      การสร้างห้องเรียนเพื่อพัฒนา Growth Mindset

      feather-calendarPosted on 5 กันยายน 2024 document
      แชร์

      เรียบเรียงโดย นายไพฑูรย์ อนันต์ทเขต นักพัฒนาการศึกษา

      จากการวิจัยเกี่ยวกับ Mindset พบว่า ผู้ที่มีชุดความคิดแบบเติบโตหรือ Growth Mindset นั้นจะมีความต้องการที่จะเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ดี โดยในบทความนี้จะนำเสนอแนวทางการการพัฒนา Growth Mindset ในชั้นเรียนเพื่อให้ครูผู้สอนได้นำไปปรับใช้กับห้องเรียนของตนเอง

      ในระบบการศึกษาหรือสถานศึกษา ครูนั้นจะมีบทบาทในการถ่ายทอดความรู้ มอบประสบการณ์เรียนรู้ต่าง ๆ ให้แก่ผู้เรียน โดยการสอนของครูผู้ยึดหลัก Growth Mindset จะส่งอิทธิพลต่อศักยภาพการเรียนรู้ของนักเรียนในทางที่ดีกว่าครูที่มี Fixed Mindset

               ดังนั้นก่อนจะพัฒนากระบวนการเรียนการสอน ครูต้องมีความเข้าในลักษณะ Mindset ทั้งสองแบบและยังจำเป็นต้องพัฒนา Mindset ของตนเองด้วย ในเบื้องต้นครูจำเป็นต้องสำรวจตนเองก่อนว่าอยู่ท่ามกลางความคิดแบบใด โดยผ่านแบบสำรวจชุดความคิด ดังลิงก์ https://forms.gle/xB9MVj1oce8f52Mg8

                  การสำรวจและการพัฒนา Mindset ของครูนี้ไม่ได้มีวัตถุประสงค์ให้ครูกำจัด Fixed Mindset ให้หมดไป เพราะแต่ละคนนั้นก็จะมี Mindset ทั้งสองแบบอยู่ในตัวเสมอ แต่ความเข้าใจและการยึดหลักของ Growth Mindset จะเป็นตัวช่วยเมื่อครูมีแนวโน้มที่จะมีพฤติกรรมในแบบของ Fixed Mindset ซึ่งการตระหนักหรือการทำเช่นนี้อย่างสม่ำเสมอจะสามารถถ่ายทอดหลักของ Growth Mindset ไปยังนักเรียนได้ รวมทั้งยังสามารถพัฒนาความสัมพันธ์อันดีกับนักเรียน และคนรอบข้างได้

      ความท้าทาย คือแก่นสำคัญของ Growth Mindset การปล่อยให้นักเรียนมีโอกาสได้ลองผิดลองถูก เรียนรู้ที่จะล้มเหลวและลุกขึ้นยืนอีกครั้ง ได้ก้าวหน้า เติบโตขึ้น แทนที่จะเป็นการประสบความสำเร็จในเรื่องง่าย ๆ ตลอดเวลา และมองว่าเป็นคนฉลาดไม่เคยล้มเหลวเลย  ดังนั้นจึงควรปรับเอาความผิดพลาดที่เกิดขึ้นมาใช้ประโยชน์ให้ได้มากที่สุด ด้วยการทำ 3 ขั้นตอน ดังนี้

      1. ความผิดพลาดเป็นเรื่องปกติ โดยการแจ้งแก่นักเรียนว่า ในการเรียนรู้นั้นความผิดพลาดจะเกิดขึ้นได้เสมอ ซึ่งตัวครูจะต้องเปลี่ยนมุมมอง หรือทำให้เรื่องผิดพลาดนั้นเป็นปกติ เช่น เมื่อเกิดข้อผิดพลาดขึ้นก็สอบถามความเห็นนักเรียน ถึงสาเหตุของข้อผิดพลาดนั้นแทนการตำหนิ
      2. ความผิดพลาดเป็นโอกาสในการเรียนรู้ ในทุกการเรียนรู้เมื่อเกิดข้อผิดพลาดใด ๆ ขึ้นมา ครูควรเปลี่ยนการลงโทษ มาเป็นจุดเริ่มต้นในการพูดคุย หาสาเหตุดังข้อ 1 พร้อมกับการหาข้อมูล เรียนรู้ และวางแผนแก้ไข รับมือต่อไปในอนาคตแทน
      3. แนะนำให้นักเรียนก้าวผ่านความล้มเหลว แม้ว่าข้อผิดพลาดนั้นจะทำให้นักเรียนหาทางแก้ไม่ได้ หรือเกิดความล้มเหลว ความลำบากใจขึ้น จุดสำคัญคือ “ห้ามแก้ไขปัญหาให้” เพราะจะเป็นการตัดโอกาสที่นักเรียนจะได้เรียนรู้และรับมือกับความล้มเหลวไป ดังนั้นครูควรต้องสนับสนุน กระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดความพยายาม ความมั่นใจ ผ่านการให้คำแนะนำ เพื่อให้ผู้เรียนได้คิดทบทวน แก้ไขปัญหาได้ด้วยตนเอง

      แคโร ดเว็ก (Carol Dweck) กล่าวว่าการตั้งเป้าหมายมี 2 รูปแบบ คือ เป้าหมายในการประเมิน เช่น การสอบได้เกรด A และเป้าหมายในการเรียนรู้ เช่น การพูดภาษาอังกฤษได้ ซึ่งโดยทั่วไปคนเราจะตั้งเป้าหมายทั้ง 2 รูปแบบนี้อยู่แล้ว แต่จะมีเพียงเป้าหมายในการเรียนรู้เท่านั้นที่จะนำไปสู่การพัฒนาตนเองจนเชี่ยวชาญได้

      โดย แคโรล เอมส์ (Carole Ames) ได้พัฒนาระบบ TARGET ซึ่งเป็นระบบเพื่อวิเคราะห์ปัจจัยแวดล้อมในห้องเรียนว่านักเรียนได้รับการจูงใจให้ตั้งเป้าหมายการวัดประเมินหรือเป้าหมายการเรียนรู้มากกว่ากัน โดยพิจารณาจาก 6 ปัจจัย ดังนี้

      ปัจจัยเป้าหมายในการเรียนรู้เป้าหมายในการประเมิน
      Task (แบบฝึกหัด) ประเภทของแบบฝึกหัด และกิจกรรมการเรียนรู้ ระดับความเข้มงวด การมีส่วนร่วม และผลการเรียนรู้ที่ได้นักเรียนได้รับแบบฝึกหัดที่ท้าทายตามระดับความสามารถ มีความหลากหลายทั้งด้านกระบวนการ ผลลัพธ์ นักเรียนให้ความสนใจสูง รวมทั้งรับรู้ถึงวัตถุประสงค์และคุณค่าของแบบฝึกหัดเป็นแบบฝึกหัดที่ง่าย เน้นการวัดผล คะแนน มีแบบฝึกหัดที่ปรับตามความต้องการของนักเรียนน้อย
      Authority (อำนาจตัดสินใจ) บทบาทของนักเรียนในการตัดสินใจ ผู้ออกแบบและผู้นำในการทำกิจกรรมในชั้นเรียนการเรียนการสอนจะนำโดยผู้เรียน ครูทำหน้าที่กระตุ้นการตัดสินใจในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ นักเรียนได้รับการสนับสนุนให้เป็นผู้นำการเรียนการสอนในชั้นเรียนครูแจกแจงวิธีการทำแบบฝึกหัดอย่างชัดเจน นักเรียนมีส่วนร่วมตัดสินใจน้อย
      Recognition (การยอมรับ) วิธีการและเหตุผลในการได้รับรางวัลหรือการยอมรับนักเรียนจะได้โอกาสทดลองทำสิ่งที่ท้าทายและสร้างสรรค์ นักเรียนจะได้รับรางวัลหรือการยอมรับจากความพยายาม ทักษะ ความรู้ที่เพิ่มขึ้น หรือการบรรลุเป้าหมายการเรียนรู้นักเรียนจะได้รางวัลหรือการยอมรับจากการทำแบบฝึกหัด ได้ถูกต้องสมบูรณ์ และเสร็จตามกำหนด
      Grouping (การจัดกลุ่ม) วิธีการจัดแบ่งกลุ่มนักเรียนในการทำกิจกรรมกลุ่มกลุ่มของนักเรียนมีคุณลักษณะที่หลากหลาย แตกต่างกันทั้งแนวทาง กลวิธี ระดับความสามารถ โดยนักเรียนจะได้รับการส่งเสริมให้ร่วมมือกันอย่างเต็มที่แบ่งกลุ่มให้นักเรียนมีคุณลักษณะเหมือนหรือคล้ายกัน ไม่ค่อยหลากหลาย เช่น ระดับความสามารถ และมักคงที่ นอกจากนี้ยังเน้นการแข่งขันกันภายในกลุ่มหรือระหว่างกลุ่ม
      Evaluation (การประเมิน) แนวทางในการประเมินผลงานนักเรียน การประเมินกระบวนการ ทักษะ ความรู้การประเมินจะดูจากพัฒนาการและความก้าวหน้าด้านทักษะเป็นรายบุคคลเป็นการประเมินเพื่อตัดสิน มีการเปรียบเทียบกันระหว่างบุคคล
      Time (ระยะเวลา) การวางแผน กำหนดการในการเรียน การทำกิจกรรม และแบบฝึกหัดนักเรียนจะได้รับแรงจูงใจให้เรียนรู้ตามระดับความสามารถและจังหวะในการเรียนของตัวเอง กำหนดการสามารถยืดหยุ่นได้เพื่อสอดรับกับช่องว่าง หรือเพื่อพัฒนาความสามารถมีกรอบเวลาที่เข้มงวด ชัดเจน และทุกคนต้องทำตามกำหนดการเดียวกัน ไม่ได้คำนึงถึงความสามารถ จังหวะการเรียนรู้ ให้คุณค่ากับความรวดเร็วมากกว่าความเชี่ยวชาญที่เพิ่มขึ้น

      ดเว็ก เห็นว่าการที่นักเรียนได้เรียนรู้ตามความต้องการหรือความสนใจของตนเองเป็นอีกวิธีที่ดีเยี่ยมในการมอบหมายงานที่ท้าทายและยังมีคุณค่ากับนักเรียน โดยนักเรียนจะมีความผูกพัน รู้สึกเป็นเจ้าของผลงานนั้น พร้อมทั้งมีแรงกระตุ้นให้ทุ่มเทเพื่อให้เรียนรู้ในเรื่องนั้นได้สำเร็จ เรามีวิธีที่จะให้นักเรียนมีส่วนร่วมออกแบบการเรียนรู้ด้วยตนเองมาแนะนำทั้งหมด 4 วิธี ดังนี้

      1. แบ่งเวลา 20 เปอร์เซ็นต์ ของเวลาเรียนทั้งหมด เพื่อให้นักเรียนได้ออกแบบการเรียนรู้ด้วยตนเอง ได้ค้นคว้าหัวข้อที่ตนเองสนใจ หรือได้ลงมือทำโปรเจคที่สนใจ
      2. โปรเจคในฝัน ให้นักเรียนได้เป็นผู้กำหนดโจทย์ หัวข้อโปรเจคด้วยตัวเอง รวมถึงการคิดกระบวนการทำงาน ค้นคว้าความรู้เพิ่มเติมด้วยตนเอง อีกทั้งยังต้องทบทวนบทเรียนจากอุปสรรคต่าง ๆ ในการทำโปรเจคและแบ่งปันองค์ความรู้ให้กับผู้อื่นด้วย
      3. ชั่วโมงอัจฉริยะ จัดสรรเวลาประมาณ 1 ชม. ต่อสัปดาห์เพื่อให้นักเรียนได้มีโอกาสค้นคว้าความรู้ในเรื่องที่ตนเองสนใจ ชื่นชอบ โดยมีครูเป็นผู้คอยแนะนำ สนับสนุนตลอดเวลา
      4. การเรียนแบบเสาะหาความรู้ ครูจะเป็นผู้ตั้งคำถาม หรือกำหนดประเด็นเพื่อเชิญชวนให้นักเรียนในชั้นเรียนค้นคว้า และสรุปองค์ความรู้ร่วมกันเพื่อแก้ไขปัญหา ตอบคำถามจากครูด้วยตนเอง

                  ดเว็ก ได้ศึกษาเอาไว้ว่า การให้คำชมนั้นสามารถเป็นได้ทั้งแรงเสริมและกับดักต่อการพัฒนาชุดความคิดแบบเติบโต โดยคำชมที่จะเป็นกับดักนั้นมักจะเป็นการชมไปถึง ตัวบุคคล ระดับสติปัญญา และไม่มีความชัดเจน เช่น เธอเก่งมาก ดีมาก เยี่ยม เป็นต้น

                  การกล่าวชมที่มีประสิทธิภาพ จะเป็นการชมไปที่กระบวนการ ความพยายาม หรือการกระทำที่จะส่งผลให้นักเรียนสามารถบรรลุความคาดหวังที่ครูได้ตั้งไว้ เช่น เธอมีความตั้งใจ พยายามในการแก้ไขโจทย์ด้วยวิธีที่หลากหลายดีนะ 

                  เช่นเดียวกันการวิจารณ์หรือให้คำแนะนำที่ไม่ส่งผลให้เกิด Growth Mindset ก็จะเป็นกลุ่มที่มุ่งไปที่คุณสมบัติส่วนบุคคล ไม่ชัดเจน เช่น เธออาจจะไม่มีพรสวรรค์ด้านนี้  นี่เป็นสิ่งที่เธอไม่ถนัด หรือเธออาจจะยังทำดีไม่พอ เป็นต้น ดังนั้นการวิจารณ์ หรือให้คำแนะนำที่ดีจะต้องมุ่งไปที่กระบวนการ หรือเป็นการตั้งคำถาม ตั้งประเด็นให้ฉุกคิดถึงวิธีการที่จะสามารถนำไปปฏิบัติต่อได้ เช่น ให้พยายามทำสิ่งนี้ต่อ มันจะชำนาญขึ้นไปเรื่อย ๆ  หรือเธอได้เรียนรู้อะไรในครั้งนี้บ้าง และครั้งต่อไปตั้งใจจะทำอย่างไรต่อ เป็นต้น

                  นอกจากนี้สิ่งที่ดีกว่าการให้คำชื่นชมหรือคำวิจารณ์หลังจากจบกิจกรรมไปแล้วนั้น ก็คือการเข้าไปมีส่วนร่วมกับกิจกรรมที่ผู้เรียนทำ มีปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับผู้เรียน และคอยถามคำถามถึงสิ่งน่าสนใจแก่ผู้เรียน เช่น ข้อผิดพลาด แนวคิดที่น่าสนใจ กระบวนการที่สร้างสรรค์ พูดคุยกับนักเรียนถึงวิธีคิดและวิธีเรียนรู้ด้วยตนเอง

                  นอกเหนือจากการทำแบบทดสอบ ยังสามารถใช้กลวิธีประเมินแบบอื่น ๆ ที่เน้นการพัฒนาชุดความคิดแบบเติบโตได้ ดังนี้

      • ใบสั่งยา หลังการเรียนรู้และทำแบบประเมินผลระหว่างเรียน ให้นักเรียนเขียนแผน วิธีการปรับปรุงพัฒนาตนเองในประเด็นหรือเนื้อหาที่ยังติดขัด
      • ประเมินเพื่อนร่วมชั้น ให้นักเรียนกล่าวติชม ให้คำแนะนำถึงกระบวนการทำงานของเพื่อนเพื่อให้นำไปปฏิบัติ หรือใช้พัฒนาตัวเองได้ต่อไป
      • ใช้สื่อดิจิทัลติดตามความคืบหน้า ใช้ Google Slide หรือ Google Doc ในการติดตาม สอบถาม ให้ข้อเสนอแนะระหว่างการทำโจทย์ แบบฝึกหัด หรือคิดค้นโครงงาน โครงการ
      • Application Nearpod เป็นเครื่องมือบริหารจัดการสื่อการเรียนรู้จากครูไปยังนักเรียน (https://nearpod.com/)
      • แลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างเพื่อนร่วมห้อง ให้นักเรียนอธิบายวิธีการเรียนรู้ ความเข้าใจเนื้อหาและเรื่องที่ยังเข้าใจผิดหรือไม่เข้าใจให้เพื่อนฟัง โดยอาจารย์จะเป็นเพียงผู้ฟังและนำข้อมูลไปใช้ปรับการสอน
      • กิจกรรมกลุ่มย่อย ใช้กลุ่มย่อยในการประเมินความเข้าใจของนักเรียน เปิดให้ถามข้อสงสัยหรือตรวจสอบความเข้าใจของตนเอง และอาจารย์ได้สอนทวน อธิบายเพิ่มเติมให้แก่นักเรียน
      • แบ่งประเภท การให้นักเรียนได้แบ่งประเภท เช่น คำศัพท์ นิยาย ภาพ ฯลฯ จะช่วยให้อาจารย์เห็นถึงความเข้าใจในเนื้อหาของนักเรียนได้
      • ฐานการเรียนรู้ ให้นักเรียนได้เรียนรู้ผ่านกิจกรรมที่จัดไว้ตามฐาน
      • ระบบบริการรวบรวมความคิดเห็นแบบดิจิทัล เป็นการรวบรวมข้อมูลหรือประเมินความเข้าใจโดยการใช้ Application เช่น Clickers, Socrative Teacher, Polls Everywhere etc.
      • แบบสำรวจความเห็นหลังเรียน (Exit Ticket) ก่อนแยกย้ายหลังจบการเรียน จะให้นักเรียนตอบคำถามสักหนึ่งข้อหรือมากกว่า เช่น ฉันได้เรียนรู้ว่า?….. ฉันยังสงสัย?….
      • ประเมินตนเอง ให้นักเรียนประเมินความรู้ความเข้าใจของตนเอง ผ่านแบบสำรวจระดับการเรียนรู้
      • แผนผังความคิดหรือโมเดล ใช้แผนผังความคิด (Mind Mapping, Visual Note, ภาพโมเดล, แผนผัง) ในการจัดเรียงเนื้อหาที่ได้เรียนรู้ไป นอกจากนี้ยังใช้ตรวจสอบความเข้าใจพื้นฐานก่อนเรียนได้อีกด้วย
      • ไฮไลท์จุดสำคัญ ครูไฮไลท์ลงบนงาน แบบฝึดหัด ของนักเรียนในจุดที่ผิดพลาด จุดที่ยังสงสัย หรือต้องการให้นักเรียนอธิบาย ค้นคว้าเพิ่มเติมให้ชัดเจนขึ้น หรือแก้ไขข้อผิดพลาดนั้น

      ในปัจจุบันระบบการศึกษาจะยังไม่สามารถทำให้ระดับผลการศึกษาหรือ เกรด หายไปได้ แต่ก็มีกลวิธีที่จะช่วยให้เกรดหรือผลตัดสินนี้สะท้อนถึงระดับการเรียนรู้ปัจจุบันและช่วยให้ผู้เรียนพัฒนาศักยภาพและชุดความคิดแบบเติบโตได้ ดังนี้

      • เปลี่ยนเป็นเกณฑ์วัดแบบอื่น ใช้คำอื่นแทนการตัดเกรดด้วยตัวอักษร A-F เช่น มีความก้าวหน้า มีพัฒนาการ ยังไม่ผ่านเกณฑ์
      • เกณฑ์การประเมิน มีรายละเอียดของเกณฑ์วัดประเมินเพื่อตัดสินที่ชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระบวนการเรียนรู้จะช่วยให้ผู้เรียนเห็นถึงเส้นทางการเรียนรู้ของตนเองมากกว่าผลลัพธ์หรือคะแนนที่ได้รับ
      • รายงานผลการเรียน เป็นการเขียนรายงานอธิบายถึงผลการเรียนรู้ที่เกิดขึ้น กระบวนการเรียนรู้ที่ผู้เรียนใช้ การพัฒนาต่อยอด โดยจะนำมาใช้ประกอบเพิ่มเติมกับการตัดสินด้วยเกรดปกติ
      • การประชุม มีการจัดประชุมระหว่างครู ผู้ปกครอง และนักเรียนโดยในการประชุมนี้จะมีการให้ผู้เรียนได้บอกเล่าเป้าหมาย กระบวนการเรียนรู้ อุปสรรค และความก้าวหน้าของตนเอง การทำแบบนี้จะช่วยกระตุ้นให้ครู ผู้ปกครองสนใจประสบการณ์ ข้อมูล ข้อคิดเห็นของนักเรียนมากกว่าคะแนนและเกรด

      อีกหนึ่งสิ่งที่จะเป็นปัจจัยสำคัญให้นักเรียนคนหนึ่งเติบโตขึ้นได้นั้นคือ “สิ่งแวดล้อมแบบฟูมฟัก” ประกอบด้วยด้วยสมการ ดังนี้

      สิ่งแวดล้อมแบบฟูมฟัก คือ การสร้างบรรยากาศห้องเรียนให้นักเรียนรู้สึกว่าได้รับการเอาใจใส่ ดูแล สนับสนุนเมื่อเขาผิดพลาดล้มเหลวจนสามารถก้าวข้ามอุปสรรคนั้นไปได้ แต่ก็ไม่ใช่ว่าครูจะต้องคอยเอาอกเอาใจจนละทิ้งกฎเกณฑ์ทั้งหมดไป ซึ่งสภาพแวดล้อมแบบฟูมฟักจะมีลักษณะดังนี้

      1. ความผิดพลาดถือเป็นโอกาสในการเรียนรู้ นักเรียนจะได้รับโอกาสแก้ตัวเป็นครั้งที่สองหรือสาม ไม่ใช่ไม่มีบทลงโทษเลย หรือลงโทษแบบไม่มีมาตรฐานที่ชัดเจน
      2. นักเรียนรักครูเพราะครูคอยสนับสนุนพวกเขาให้ทำสิ่งที่ท้าทายและพร้อมตอบสนองความต้องการของนักเรียน ไม่ใช่ตามใจนักเรียนไปทั้งหมด หรือเกรงกลัวอำนาจของครูจนไม่กล้าทำอะไร
      3. ครูเชื่อว่านักเรียนสามารถประสบความสำเร็จได้ในทุกรายวิชาหากพยายามและฝึกฝน ไม่ใช่ตีตราว่าไม่มีพรสวรรค์ในบางวิชาและปล่อยผ่านไป
      4. นักเรียนสามารถจัดการการเรียนรู้ของตัวเองได้และได้รับการสนับสนุนให้ท้าทายตนเอง ครูจึงเปรียบเสมือนผู้อำนวยความสะดวกและนำทาง ไม่ต้องคอยดูแลอย่างใกล้ชิดเกินไปจนนักเรียนช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ หรือยึดมั่นในกฎเกินไปและมองนักเรียนที่ทำตัวแตกต่างว่าไม่ให้ความร่วมมือ

      โดยการจะสร้างสิ่งแวดล้อมแบบฟูมฟักขึ้นมาได้นั้นจำเป็นต้องอาศัยความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างครูและนักเรียนด้วยเช่นกัน

      ปัจจุบันการออกแบบการเรียนการสอนที่มีความคาดหวังเหมือนกัน มีวิธีการสอนแบบเดียวกัน แบบฝึกหัดที่เหมือนกัน และมีเวลาให้นักเรียนทำจนสำเร็จเท่า ๆ กัน ทั้งหมดนี้อาจจะไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุดสำหรับนักเรียน แต่เป็นแบบฝึกหัดที่ท้าทายความสามารถ หรืองานที่มีความหมาย เพื่อให้ได้ใช้ ความรู้ ทักษะ ตามระดับที่เหมาะสม จนเกิดเป็นความเชี่ยวชาญ นักเรียนถึงจะเติบโตได้ แม้ว่านักเรียนอาจจะไม่ได้ชอบงานที่ท้าทายนั้นก็ตาม ซึ่งครูจึงต้องสื่อสารกับนักเรียนถึงความหมาย วัตถุประสงค์ และคุณค่าของงานนั้น ๆ หากทำไม่ได้ก็ไม่ควรที่จะมอบหมายงานนั้น

      ต่อไปนี้คือคำถามสำหรับตรวจสอบตัวครูเองว่าแผนการสอนที่ออกแบบอยู่นั้นท้าทายสำหรับนักเรียนทุกคนหรือไม่

      • นักเรียนทุกคนมีส่วนร่วมในงานหรือไม่
      • ได้ออกแบบสื่อการสอนที่มีระดับความยากง่ายแตกต่างกันหรือยัง
      • นักเรียนได้รับการสนับสนุนให้กล้าทำสิ่งที่ท้าทายหรือไม่
      • ฉันจะประเมินได้อย่างไรว่านักเรียนกล้าทำสิ่งที่ท้าทายและเอาชนะอุปสรรคดังกล่าวได้สำเร็จ
      • เตรียมสนับสนุนอะไรไว้บ้างเมื่อนักเรียนต้องเผชิญกับอุปสรรค
      • นักเรียนตระหนักถึงคุณค่าในกระบวนการเรียนการสอนหรือไม่
      • ฉันที่เป็นครูจะทำอะไรได้บ้างเพื่อให้นักเรียนแต่ละคนบรรลุเป้าหมายในการเรียน
      • ฉันจะรู้ได้อย่างไรว่านักเรียนมีส่วนร่วมในงานที่ท้าทายจริงหรือไม่ และต้องดูจากปัจจัยใด
      • ตอนนี้มีแหล่งทรัพยากรการเรียนรู้อะไรอยู่บ้าง จำเป็นต้องหาเพิ่มเติมหรือไม่
      • ผลลัพธ์การเรียนรู้ที่ต้องการคืออะไร ฉันจะประเมินได้อย่างไรว่านักเรียนเข้าใจเนื้อหาแล้วหรือยัง
      • หากนักเรียนไปไม่ถึงเป้าหมายที่วางไว้จะทำอย่างไร
      • ฉันจะกระตุ้นให้นักเรียนเกิดความสงสัยใคร่รู้ได้อย่างไร
      • ฉันจะแนะนำแนวทางปฏิบัติที่เหมาะสมได้อย่างไร
      • ฉันรู้หรือไม่ว่านักเรียนชื่นชอบการเรียนรู้รูปแบบใด
      • การสนับสนุนใดจำเป็นต่อการช่วยให้นักเรียนเติบโต
      • ฉันจะปรับแบบฝึกหัดและงานที่มอบหมายให้เหมาะกับนักเรียนแต่ละคนได้อย่างไร
      • ฉันตั้งเกณฑ์ความคาดหวังกับนักเรียนในชั้นเรียนให้ทำงานร่วมกับเพื่อน ๆ และทำงานกลุ่มย่อยได้อย่างมีประสิทธิภาพพอแล้วหรือยัง
      • นักเรียนให้คำแนะนำเพื่อนร่วมชั้นอย่างให้เกียรติซึ่งกันและกันได้หรือไม่
      • ฉันเชื่อหรือไม่ว่านักเรียนทุกคนสามารถเรียนรู้ได้

      ซึ่งหากคำถามเหล่านี้มีแนวโน้มของคำตอบเป็นรูปแบบเดียวหรือไม่ได้มีความแตกต่างกันมากนัก หมายความว่าอาจจะมีนักเรียนบางคนหรือหลายคนกำลังเรียนรู้ หรือถูกท้าทายด้วยแบบฝึกหัดที่ไม่ได้เหมาะสมกับตนเองอยู่

                  มานู คาพูร์ (Manu Kapur) ได้ทำการศึกษาและสรุปแนวทาง 6 ข้อ สำหรับสร้างโจทย์ หรือแบบฝึกหัดที่ท้าทายและเอื้อให้นักเรียนฝ่าฟันอุปสรรคได้ ดังนี้

      1. ปัญหาหรือโจทย์ควรท้าทายความรู้ ทักษะ แต่ต้องไม่ถึงกับยากจนสร้างความหงุดหงิดรำคาญใจ
      2. ปัญหาหรือโจทย์ควรมีวิธีแก้หลายวิธีเพื่อให้นักเรียนได้ลองเสนอไอเดีย วิธีการต่าง ๆ ดังนั้นโจทย์ที่มีวิธีการเดียวจะไม่เหมาะสม
      3. โจทย์และการสอนควรกระตุ้นให้นักเรียนใช้ความรู้เดิมและความรู้ใหม่ในการแก้ปัญหาด้วย ไม่ควรเป็นโจทย์ที่ใช้เพียงความรู้เดิมก็แก้ปัญหาได้
      4. นักเรียนต้องมีโอกาสที่จะอธิบายและขยายความวิธีคิดและวิธีแก้ปัญหาที่พวกเขาใช้
      5. นักเรียนควรมีโอกาสทดลองวิธีการแก้โจทย์ ไม่ว่าจะเป็นวิธีการที่ได้ผลหรือไม่ได้ผล
      6. ปัญหาหรือโจทย์ควรเกี่ยวข้องกับเนื้อหาและดึงดูดความสนใจของนักเรียนได้

      จากการทดลองของโรเซนธาล (Lindsay Rosenthal) พบว่าการตั้งความหวังที่สูงและครูแสดงออกถึงความเชื่อมั่นในศักยภาพของนักเรียนว่าจะสามารถบรรลุความคาดหวังนั้นได้ ผ่านคำพูดและภาษากายทั้งแบบตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ จะช่วยให้นักเรียนสามารถพัฒนาศักยภาพของตนเองได้สูงขึ้นได้ โดยโรเซนธาลได้สรุปถึง ปัจจัย 4 ข้อที่จะช่วยกระตุ้นให้นักเรียนประสบความสำเร็จไว้ ดังนี้

      • บรรยากาศ หมายถึง การที่ครูสร้างบรรยากาศ สร้างความคุ้นเคย และสร้างพื้นที่ปลอดภัยกับนักเรียน
      • สิ่งที่ให้ หมายถึง การที่ครูทุ่มเททรัพยากรผ่านการกระทำ กระบวนการพัฒนาศักยภาพแก่นักเรียน พร้อมทั้งบอกความคาดหวังที่ตั้งเอาไว้
      • สิ่งที่ได้ หมายถึง การมอบโอกาสให้นักเรียนได้เรียนรู้ ลงมือทำ โดยครูต้องเชื่อมั่นว่านักเรียนจะบรรลุความคาดหวังนั้นได้
      • คำติชม หมายถึง การให้คำชมหรือคำแนะนำที่มีคุณภาพในตอนที่มีความเปลี่ยนแปลงจนกว่านักเรียนจะบรรลุความคาดหวัง
      • Annie Brock and Heather Hundley. (2565). คู่มือออกแบบการเรียนรู้เพื่อสร้าง Growth Mindset [The Growth Mindset Coach] (ฐานันดร วงศ์กิตติธร, แปล). กรุงเทพฯ: Bookscape. (ต้นฉบับพิมพ์ปี พ.ศ. 2559).
      • The teacher toolkit. Exit Ticket, จาก https://www.theteachertoolkit.com/index.php/tool/exit-ticket.
      • The Education Hub. How to help students develop a ‘Growth Mindset’, จาก https://www.theeducationhub.org.nz/wp-content/uploads/2019/08/How-to-help-students-develop-a-growth-mindset_amd.pdf

      แนวทางการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างครูกับนักเรียนเพื่อพัฒนา Growth Mindset

      feather-calendarPosted on 23 กรกฎาคม 2024 document PedagogyPedagogyPedagogyPedagogy
      แชร์

      เรียบเรียงโดย นายไพฑูรย์ อนันต์ทเขต นักพัฒนาการศึกษา

      Carol Dweck นักวิชาการด้านจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ได้ศึกษาวิจัย และพบว่า สติปัญญา ความคิดสร้างสร้างสรรค์ และทักษะทางกีฬาไม่ใช่คุณสมบัติตายตัวที่มนุษย์มีมาแต่กำเนิด แต่สามารถแปรผันไปตามเวลาและความพยายาม โดยได้นิยามว่า ชุดความคิด (Mindset) หมายถึง มุมมองทางความคิดของตนเอง ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ได้แก่

      ชุดความคิดแบบตายตัว (Fixed Mindset) หมายถึง ความเชื่อที่ว่ามนุษย์เราเกิดมาพร้อมสติปัญญา ความสามารถ หรือพรสวรรค์ที่ตายตัว ไม่สามารถพัฒนาเพิ่มขึ้นได้

      ชุดความคิดแบบเติบโต (Growth Mindset) หมายถึง ความเชื่อที่ว่ามนุษย์เราสามารถพัฒนาศักยภาพได้อย่างไม่จำกัดด้วยการเรียนรู้ ฝึกฝนและความเพียรพยายาม

      ไม่ว่าความสามารถของคุณจะเป็นอะไร ความพยายามคือตัวจุดประกายให้กับความสามารถนั้นและเปลี่ยนมันเป็นความสำเร็จ Carol Dweck

                  จากการศึกษาวิจัยของ Jeffrey Liew พบว่าความสัมพันธ์เชิงบวกระหว่างครูและนักเรียน จะช่วยเรื่องความมุ่งมั่นเชิงวิชาการ ความเชื่อมั่นในทักษะการเรียนรู้ และส่งผลให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ดี นอกจากนี้จากการศึกษาวิจัยของ Jan N. Hughes ก็แสดงให้เห็นอีกว่าความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างครูกับนักเรียนยังช่วยพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างนักเรียนและเพื่อนร่วมชั้น และมีส่วนช่วยกระตุ้นให้นักเรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรมและงานที่ได้รับมอบหมายอีกด้วย นั่นแสดงให้เห็นว่า “ความสัมพันธ์เชิงบวกระหว่างครูและนักเรียน” เป็นปัจจัยสำคัญต่อการพัฒนา Growth Mindset ของนักเรียน เพราะนักเรียนจะต้องใช้ความพยายามในการเรียนรู้ผ่านแบบฝึกหัดที่ท้าทายความสามารถ ซึ่งอาจจะพบทั้งความล้มเหลว ผิดพลาด จนกว่าจะบรรลุเป้าหมายการเรียนที่ครูตั้งเอาไว้

      1. นักเรียนตระหนักว่าครูเชื่อมั่นว่าพวกเขาไปถึงเป้าหมายได้  หลักสำคัญของ Growth Mindset คือนักเรียนต้องเชื่อว่ามีความสามารถพอที่จะไปถึงเป้าหมายได้ด้วยความพยายาม อดทน มุ่งมั่น ซึ่งการจะให้นักเรียนเชื่อมั่นได้นั้นครูจะต้องมีความเชื่อมั่นเช่นกันและควรหาโอกาสแสดงให้เห็นในทุก ๆ วัน ไม่ว่าจะเป็นการชื่นชมในความพยายาม หรือการให้คำแนะนำที่จำเป็นต่อนักเรียน

      2. นักเรียนเคารพและชื่นชมครูในฐานะบุคคลคนหนึ่ง วิธีการที่ดีวิธีหนึ่งในการสร้างความสัมพันธ์อันดีกับนักเรียนคือการใส่ใจความเป็นอยู่ ความชอบส่วนตัว หรือเรื่องราวสัพเพเหระทั่วไป นอกเหนือไปจากเนื้อหาที่รับผิดชอบสอนอยู่ อาจมีการแลกเปลี่ยนทัศคติผ่านเรื่องราวของครูให้นักเรียนในโอกาสนี้ด้วยก็ได้ และเมื่อมีการพูดคุยกัน ครูก็จะได้รับข้อมูลมากขึ้น ได้เห็นความเป็นอยู่พื้นฐานที่แตกต่างกันของนักเรียน ซึ่งเป็นประโยชน์ในการปรับการสอนให้เหมาะสมกับบริบทของนักเรียนได้

      3. นักเรียนต้องการและรับฟังข้อเสนอแนะจากครู หากมีความสัมพันธ์ที่ดีหรือนักเรียนเชื่อว่าครูหวังดีกับตัวเขาจริง เมื่อได้รับคำวิพากษ์วิจารณ์ คำแนะนำ หรือการติชม ก็จะมีการตอบสนองในทางที่เป็นประโยชน์ มองว่าเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาตัวเอง ไม่ต้องคอยแก้ตัว ในทางตรงข้ามเมื่อนักเรียนไม่เปิดใจยอมรับคำแนะนำ คำติชม อาจจะเป็นสัญญาณบอกว่าครูต้องพัฒนาความสัมพันธ์ให้ดีขึ้น ว่าการติชม การวิพากษ์วิจารณ์นั้นมาจากความใส่ใจ อยากสนับสนุนเขา ไม่ใช่การตีตรา ตัดสินเขาอย่างเดียว

      4. นักเรียนเข้าใจว่าผลการเรียนสำคัญน้อยกว่าพัฒนาการ ครูแสดงให้เห็นว่าการตั้งเป้าหมายการเรียนรู้นั้นเป็นการตั้งเป้าหมายเพื่อตัวนักเรียนเอง ซึ่งเกรดจะเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการพัฒนาการเรียนรู้ เป็นข้อมูลที่ใช้ชี้วัดความก้าวหน้า สิ่งสำคัญกว่าคือโอกาสในการเรียนรู้เนื้อหาจนเข้าใจและทำผลการเรียนให้ดีขึ้น

      5. นักเรียนไว้ใจและรู้สึกปลอดภัยกับครูของพวกเขา แจ็กเกอลีน เซลเลอร์ (Jacqueline Zeller) กล่าวว่า ปัจจัยเชิงสังคมและความรู้สึกในโรงเรียน อาทิ ความสัมพันธ์ระหว่างนักเรียนกับครูส่งผลโดยตรงต่อระดับผลการเรียน นักเรียนควรรู้สึกปลอดภัยเมื่ออยู่ในโรงเรียนและต่อหน้าครู ครูต้องไม่ใช่ผู้สร้างความกังวลใจแต่ต้องอยู่ในฐานะผู้สนับสนุน ปกป้อง ดูแลเขาเมื่อทำผิดพลาด ตามหลัก Growth Mindset ความผิดพลาดคือโอกาสแห่งการเรียนรู้ หากนักเรียนทำผิดพลาด ครูจะต้องรับรู้และจัดการอย่างเป็นมืออาชีพร่วมกับนักเรียนเป็นรายบุคคล ไม่หยุดสนับสนุน มอบความเมตตาให้นักเรียน แทนที่จะเก็บมาเป็นความไม่พอใจส่วนตัว

                  ครูที่ต้องการพัฒนาความสัมพันธ์ที่ดีกับนักเรียน หลังการทบทวนและพบจุดที่ต้องการพัฒนา หรือเหตุการณ์ที่ต้องการปรับชุดความคิดแล้ว ครูสามารถใช้หลัก SMART มาตั้งเป้าหมายการพัฒนาตนเองในด้านการสอนและการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับนักเรียน ซึ่งจะเป็นการวางแผนพัฒนา Growth Mindset ของตัวครูเองอีกด้วย ซึ่งมีตัวอย่างการทำหลักการ SMART ไปใช้ดังนี้

      Specific (เจาะจง) การเขียนเป้าหมายเกี่ยวกับการพัฒนาความสัมพันธ์ที่ดีกับนักเรียนให้ชัดเจน เจาะจง เช่น จะจำชื่อและความชื่นชอบของนักเรียนทุกคนในห้องให้ได้ เป็นต้น

      Measurable – (วัดผลได้) เขียนวิธีการประเมินเพื่อบรรลุเป้าหมายที่ตั้งเอาไว้ เช่น เขียนชื่อและความชอบมาท่องจำและเรียกชื่อทบทวนจริงให้ถูกต้องและบ่อยที่สุด

      Actionable – (ปฏิบัติได้) เขียนขั้นตอนการปฏิบัติให้ชัดเจน เช่น จะเริ่มขานชื่อนักเรียนและความชื่นชอบเพื่อนำไปท่องจำทบทวนและลองเรียกด้วยชื่อ บอกความชอบให้บ่อยเท่าที่เป็นไปได้

      Realistic – (เป็นไปได้) เขียนระบุทรัพยากรที่ต้องใช้และแรงสนับสนุนที่จำเป็นต่อการบรรลุเป้าหมาย เช่น ทำทุกสัปดาห์ จดข้อมูลใส่กระดาษหรือสมุด เป็นต้น

      Timely(มีกรอบเวลา) การระบุเวลาในการปฏิบัติตามเป้าหมายที่ตั้งไว้

      จะจำชื่อและความชื่นชอบของนักเรียนทุกคนในห้องให้ได้ โดยเมื่อเปิดเทอมฉันจะขานชื่อและสอบถามความชอบใส่สมุดและนำมาท่องจำทุกสัปดาห์ และจะพยายามเรียกชื่อนักเรียนและความชอบให้ถูกต้องบ่อยที่สุดเท่าที่เป็นไปได้จนกว่าจะหมดเทอม

                  ฮันเตอร์ เกห์ลแบช (Hunter Gehlbach) และทีมวิจัยพบว่า การที่ครูและนักเรียนมีความคิด ความสนใจคล้ายกันจะส่งผลเชิงบวกต่อความสัมพันธ์ได้ และการที่ได้มีการจัดกิจกรรมทำความรู้จักกันในช่วงต้นเทอม กำหนด กฎเกณฑ์ในชั้นเรียน ก็เป็นการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียนได้เช่นกัน ทั้งนี้การสร้างความสัมพันธ์กับนักเรียนก็ไม่ควรจบลงแค่วันแรก ดังนั้นจึงได้มีการคิดค้นกิจกรรม กลยุทธ์ให้ครูได้นำไปปรับใช้เพื่อสร้างความสัมพันธ์เชิงบวกกับนักเรียน โดยประกอบด้วย 9 รูปแบบ ดังนี้

      1. หาสิ่งที่เหมือนกัน ช่วงต้นปีการศึกษาหรือต้นภาคการศึกษาควรหาเวลาค้นหาสิ่งที่ชอบ สนใจเหมือนกันระหว่างครูกับนักเรียน เช่น ภาพยนตร์ กีฬา ดนตรี ฯลฯ และครูอาจใช้เป็นหัวข้อในการพูดคุยเพื่อสร้างความสัมพันธ์กับนักเรียนต่อไปได้
      2. เพื่อนร่วมโต๊ะอาหารกลางวัน หาโอกาสไปนั่งรับประทานอาหารกลางวันร่วมกับนักเรียน และใช้เวลานี้พูดคุยเรื่องทั่วไปเพื่อสร้างความสัมพันธ์เชิงบวก
      3. สนทนา 2 นาที ก่อนเริ่มเรียน หรือหลังช่วงต้นปีการศึกษาหรือต้นภาคการศึกษา ครูสามารถตั้งเป้าหมายในการเข้าไปพูดคุยกับนักเรียน เช่น เมื่อจบการเรียนในแต่ละวัน โดยเฉพาะกับนักเรียนที่กำลังมีปัญหา ในเรื่องทั่ว ๆ ไป ซึ่งการทำแบบนี้อาจจะได้ข้อมูลที่มีคุณค่าเกี่ยวกับชีวิตนักเรียนและนำมาคิดวิธีดูแลนักเรียนคนนั้นต่อไปได้
      4. ตอบตกลงเท่านั้น เป็นวิธีการตั้งเป้าหมายตนเองว่าจะตอบ “ตกลง” ต่อคำร้องขอของนักเรียนให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ซึ่งการทำเช่นนี้จะเป็นการให้สิทธิ์ตัดสินใจ และกระตุ้น สร้างแรงจูงใจแก่นักเรียนได้
      5. ทักทายที่หน้าประตู ก่อนเข้าห้องเรียน เมื่อมีโอกาสก็ควรทักทายนักเรียนด้วยถ้อยคำและรอยยิ้มอย่างเป็นมิตร ซึ่งการทำเช่นนี้ก็จะเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ได้เช่นกัน
      6. กิจกรรมทำความรู้จัก ช่วงต้นปีการศึกษาหรือต้นภาคการศึกษา การจัดกิจกรรมให้นักเรียนได้ทำความรู้จักกัน จะช่วยสร้างความสัมพันธ์ระหว่างนักเรียนด้วยกันได้ นอกจากนี้ครูก็อาจลงไปร่วมกิจกรรมนี้ได้เช่นกัน
      7. สัญญาณมือและรหัสลับ ช่วงต้นปีการศึกษาหรือต้นภาคการศึกษา การหากิจกรรมสร้างรหัสลับ สัญญาณมือ แทนการออกคำสั่งบางอย่างเช่น เตรียมพร้อม นั่งที่ เงียบเสียง ก็จะเป็นการช่วยสร้างความสัมพันธ์เชิงบวกได้ รวมถึงเป็นการช่วยลดการตะโกนสั่งการได้อีกด้วย
      8. กฎที่เท่าเทียม เป็นการง่ายที่จะสร้างกฎของชั้นเรียนเพื่อให้นักเรียนทำตาม แต่โดยมากครูมักมีอำนาจ สิทธิ์ขาดเหนือกว่าเสมอ หากต้องการสร้างความสัมพันธ์เชิงบวกขึ้นครูก็ควรที่จะปฏิบัติตามกฎนั้นอย่างเท่าเทียม และยินดีหากมีนักเรียนท้วงติงเมื่อทำผิดกฎนั้น
      9. พูดคุยเรื่องสัพเพเหระ หาโอกาสคุยเรื่องทั่วไป นอกเหนือจากการเรียน กับนักเรียนแต่ละคน การทำเช่นนี้จะเป็นการแสดงให้เห็นว่าคุณครูใส่ใจตัวเขา รับรู้ถึงชีวิตนอกห้องเรียนของเขา

      เราเติบโตด้วยการอุ้มชูผู้อื่น Robert Ingersoll

      References:

      • Annie Brock and Heather Hundley. (2565). คู่มือออกแบบการเรียนรู้เพื่อสร้าง Growth Mindset [The Growth Mindset Coach] (ฐานันดร วงศ์กิตติธร, แปล). กรุงเทพฯ: Bookscape. (ต้นฉบับพิมพ์ปี พ.ศ. 2559).
      • Liew, J., Chen, Q., & Hughes, J. N. (2010). Child effortful control, teacher–student relationships, and achievement in academically at-risk children: Additive and interactive effects. Early Childhood Research Quarterly25(1), 51-64.
      • Hughes, J. N., Cavell, T. A., & Willson, V. (2001). Further support for the developmental significance of the quality of the teacher–student relationship. Journal of school psychology39(4), 289-301.

      แบบสำรวจเพื่อการพัฒนาตนเองตามกรอบ KMUTT PSF (Teaching and Supporting Learning)

      feather-calendarPosted on 10 กรกฎาคม 2024 document 2024ข่าวและกิจกรรม
      แชร์

      Link เพื่อทำแบบสำรวจ https://psf.kmutt.ac.th/

      แบบสำรวจเพื่อการพัฒนาตนเองชุดนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ท่านได้ลองประเมินตนเองว่าใน KMUTT Professional Standards Framework for teaching and supporting learning (KMUTT PSF) ระดับ Competent และ Proficient ท่านมีสมรรถนะใดแล้วบ้าง และเสนอแนะในส่วนที่ท่านอาจเพิ่มเติม และแนะนำกิจกรรมหรือแหล่งเรียนรู้ที่จะช่วยพัฒนาการจัดการเรียนรู้ของท่าน และท่านอาจใช้ข้อมูลเหล่านี้ประกอบในการตัดสินใจขอรับรอง KMUTT PSF ด้านการจัดการเรียนการสอน

      แบบสำรวจนี้เราได้นำแต่ละองค์ประกอบที่ระบุใน KMUTT PSF (Teaching and Support Learning) ระดับ Competent และ Proficient มา regroup มาถอดเป็นคำถามเพียง 8 ข้อ เป็นคำถามแบบ checklist ที่ให้ท่านเลือกตอบข้อที่ตรงกับการจัดการเรียนการสอนของท่านใช้เวลาตอบประมาณ 3-5 นาที คำตอบจะถูกนำไปแปรผลโดย map กลับไปที่สมรรถนะที่ระบุไว้ของแต่ละระดับ ผลที่ออกมานั้นเป็นเพียงการคาดคะเนสมรรถนะจากคำตอบที่มาจากประสบการณ์ของท่านเท่านั้น คำตอบจึงใช้เป็นเพียงแนวทางในการพิจารณาเบื้องต้นมิได้นำไปสู่การสรุปผลว่าท่านผ่านหรือไม่ผ่านสมรรถนะในระดับใด

      ข้อมูลของท่านจะถูกเก็บไว้เพื่อให้ท่านสามารถเรียกดูผลของแบบสำรวจที่ท่านทำไปแล้ว และในขณะเดียวกันเราจะนำข้อมูลไปออกแบบการพัฒนาการจัดการเรียนรู้เพื่อให้ตรงกับความต้องการของประชาคม มจธ. ผู้ที่จะสามารถเข้าถึงข้อมูลรายบุคคลได้ จะเป็นผู้ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาอาจารย์เท่านั้น ข้อมูลที่นำเสนอต่อผู้บริหารมหาวิทยาลัย จะเป็นข้อมูลภาพรวมของหน่วยงานและของมหาวิทยาลัยเท่านั้น

      แนวทางการพัฒนาบุคลากร มจธ. โดย สำนักงานพัฒนาทรัพยากรบุคคล (HRD) ร่วมกับสถาบันการเรียนรู้ (LI)

      feather-calendarPosted on 25 มิถุนายน 2024 document Other Knowledge
      แชร์

      Academic Fair Presentation by CELT KMUTT

      ขอเชิญบุคลากร มจธ. และผู้ที่สนใจ เข้าร่วมกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนเรียนรู้ “แลกเปลี่ยนแนวคิด พิชิต PSF”

      feather-calendarPosted on 8 มิถุนายน 2024 document 2024ข่าวและกิจกรรม
      แชร์

      📢📢📢 ขอเชิญบุคลากร มจธ. และผู้ที่สนใจ เข้าร่วมกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนเรียนรู้ “แลกเปลี่ยนแนวคิด พิชิต PSF”

      เพื่อเตรียมความพร้อมในการยื่นขอรับรอง PSF (Professional Standard framework) และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ประโยชน์ที่ได้รับ รวมทั้งอุปสรรคและวิธีแก้ไขปัญหาที่พบ

      📌 ในวันพุธที่ 31 กรกฎาคม 2567 เวลา 9.00 -12.00 น.

      รูปแบบ Online ผ่าน Application ZOOM

      วิทยากรโดย

      💎 รศ. ดร.สุรวุฒิ ช่วงโชติ รองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะวิศวกรรมศาสตร์, SFHEA

      💎 รศ. ดร.ปริญญา เสงี่ยมสุนทร รองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะวิทยาศาสตร์, SFHEA

      💎 ผศ. ดร.พิเชษฐ์ พินิจ หัวหน้าสาขาวิชาครุศาสตร์เครื่องกล, SFHEA

      ดำเนินรายการโดย

      อ.คชานนท์ นิรันดร์พงศ์ นักวิจัยประจำสถาบันการเรียนรู้, SFHEA

      🎉 สามารถลงทะเบียนได้ที่ https://bit.ly/psf-sharing

      กิจกรรมฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

      สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

      นายไพฑูรย์ อนันต์ทเขต โทร. 02-470-8424

      การจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ (Critical thinking)

      feather-calendarPosted on 4 มิถุนายน 2024 document คลังความรู้คลังความรู้คลังความรู้คลังความรู้คลังความรู้
      แชร์

      เรียบเรียงโดย นายไพฑูรย์ อนันต์ทเขต นักพัฒนาการศึกษา สถาบันการเรียนรู้

      หลักและกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ในห้องเรียน

                ปีเตอร์ เอลเลอร์ตัน (Peter Ellerton) อาจารย์สอนวิชา Critical Thinking มหาวิทยาลัยควีนส์แลนด์ ได้เสนอแนวทางการสอนพื้นฐานที่จำเป็นต้องคำนึงถึง 4 ข้อหลัก คือ

      1. หลักในการหาข้อพิสูจน์ (The Nature of Science) เพื่อประเมินว่าข้อมูลที่มีอยู่มากมายในปัจจุบันมีคุณภาพหรือไม่ สองสิ่งที่จะช่วยสกรีนได้คือ การหาข้อพิสูจน์ด้วยการทดลอง และสถิติ หรือมีแนวทาง วิธีการในการค้นคว้าข้อมูล ความจริงเพิ่มเติม
      2. หลักการใช้ตรรกะเหตุผล (Logic) เป็นหลักการคิด เพื่อให้ได้มาซึ่งเหตุผลที่เป็นความจริง น่าเชื่อถือ สมเหตุสมผล
      3. หลักของการโต้แย้ง (Argumentation) บริบทที่ดีที่สุดที่จะกระตุ้นให้มนุษย์สามารถ วิเคราะห์ หาข้อมูล และสังเคราะห์เป็นข้อสรุปได้ มักอยู่ในรูปของการโต้แย้ง ถกเถียงกัน ซึ่งผู้เรียนต้องรู้หลักการโต้แย้งที่ดีและจำเป็นต้องค้นหาความจริง หลักฐาน ค้นคว้าข้อมูลมาสนับสนุนความเห็น จุดยืนของตนเอง อย่างเป็นเหตุเป็นผล น่าเชื่อถือ
      4. หลักจิตวิทยา (Psychology) บางครั้งการใช้ข้อมูลอาจมาจากความสนใจเฉพาะตัว ความเชื่อส่วนบุคคล ค่านิยม อคติบางอย่าง โดยไม่ได้ฉุกคิด ผู้สอนจะต้องคำนึงและให้คำแนะนำในส่วนนี้ด้วย

      ตัวอย่างแนวทางและกิจกรรมการเรียนรู้ที่ช่วยกระตุ้นทักษะการคิดวิพากษ์

      โดยในบทความนี้จะรวบรวมไว้ 5 กิจกรรม ดังนี้

      1. กิจกรรมอภิปราย (Debates)

      การจัดเวทีอภิปรายในชั้นเรียนเป็นอีกวิธีการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพในการส่งเสริมทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ได้ เพราะการเรียนรู้ในรูปแบบนี้จะกระตุ้นให้ผู้เรียนได้ค้นคว้า วิเคราะห์ข้อมูล และนำมาสนับสนุนในจุดยืนของฝั่งตนเอง หรือของกลุ่ม และมีการถกเถียงเพื่อให้เห็นมุมมองของฝ่ายที่แตกต่างกันได้

      2. กิจกรรมเรียนรู้จากปัญหา (Problem-Based Learning : PBL)

      การเรียนรู้ในรูปแบบนี้จะมีการกำหนดประเด็นปัญหาในโลกความจริง และมอบหมายให้กลุ่มผู้เรียนไปค้นคว้าข้อมูล และสรุปเป็นวิธีแก้ พร้อมกลับมานำเสนอวิธีนั้น

      3.การตั้งคำถามปลายเปิด (Questioning)

      ผู้สอนสามารถใช้คำถามปลายเปิด การใช้คำถาม 5W1H ในการตั้งคำถาม แทนการถามว่าถูกหรือผิด เพื่อให้ผู้เรียนได้มีการค้นคว้าความรู้ ข้อมูลเพิ่มเติม เพื่อนำมาทบทวน วิเคราะห์ อธิบายให้เหตุผลในการตอบคำถามของตนเอง เช่น สภาวะโลกร้อนเกิดจากอะไรบ้าง ส่งผลกับมนุษย์และสัตว์โลกอย่างไร หรือควรแก้ปัญหานี้อย่างไร เป็นต้น

      4.การทำแผนที่ความคิด (Mind Mapping)

      การทำแผนที่ความคิดช่วยให้ผู้เรียนได้ค้นคว้าข้อมูล ในประเด็นที่กำหนด และจัดระเบียบวิเคราะห์ข้อมูลที่ซับซ้อนได้ จึงเป็นอีกหนึ่งวิธีการเรียนรู้ที่ช่วยให้ผู้เรียนได้ฝึกฝนการพิจารณาข้อมูลให้ครบถ้วนในแต่ละประเด็นซึ่งเป็นพื้นฐานของการคิดเชิงวิพากษ์

      5.กิจกรรมเรียนรู้จากกรณีศึกษา (Case study)

      กรณีศึกษาเป็นเทคนิคการสอนที่มีการกำหนดประเด็นคำถามเกี่ยวกับเหตุการณ์สมมติหรือเหตุการณ์ที่มีเค้าโครงจากเรื่องจริง โดยมีคำตอบได้หลากหลาย ไม่ได้มีการจำกัดคำตอบที่ถูกเพียงคำตอบเดียว ซึ่งการเรียนรูปแบบที่กระตุ้นให้ผู้เรียนได้ฝึกการคิดวิเคราะห์ และการอภิปรายสภาพการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมทั้งเชื่อมโยงความรู้หรือทักษะที่ได้เรียนรู้เข้ากับเหตุการณ์นั้น

      อ้างอิง