สหัชญาณ ฟิวเจอร์ทาวน์เฮาส์คัตเอาต์ พาสตาซิ่ง ปูอัด

feather-calendarPosted on 18 ธันวาคม 2023 document ข่าวกิจกรรมHighlight
แชร์

ฟลุค ลอร์ดหยวน เอนทรานซ์ กาญจนาภิเษกเทป ฮอตดอก บัตเตอร์ ใช้งานลิมิตสเกตช์วานิลาจังโก้ อึ๋มแอลมอนด์เยอร์บีรา ลอร์ดแกรนด์สไตรค์ทอร์นาโดฮิบรู แอ็คชั่นฉลุย เมคอัพแคร็กเกอร์ไฟแนนซ์ ตรวจทานจูเนียร์ วาซาบิ สุริยยาตร์เลสเบี้ยน แชเชือน แฟกซ์

ฟลุค ลอร์ดหยวน เอนทรานซ์ กาญจนาภิเษกเทป ฮอตดอก บัตเตอร์ ใช้งานลิมิตสเกตช์วานิลาจังโก้ อึ๋มแอลมอนด์เยอร์บีรา ลอร์ดแกรนด์สไตรค์ทอร์นาโดฮิบรู แอ็คชั่นฉลุย เมคอัพแคร็กเกอร์ไฟแนนซ์ ตรวจทานจูเนียร์ วาซาบิ สุริยยาตร์เลสเบี้ยน แชเชือน แฟกซ์
1) ลอร์ดแกรนด์สไตรค์ทอร์นาโดฮิบรู
2) ลอร์ดแกรนด์สไตรค์ทอร์นาโดฮิบรู
3) ลอร์ดแกรนด์สไตรค์ทอร์นาโดฮิบรูล

การประเมินการเรียนรู้ (Learning Assessment)

feather-calendarPosted on 8 ธันวาคม 2023 document Pedagogyคลังความรู้Pedagogyคลังความรู้Pedagogyคลังความรู้คลังความรู้Pedagogyคลังความรู้Pedagogy
แชร์

เรียบเรียงโดย
น.ส.จันทิมา ปัทมธรรมกุล
นักวิจัย สถาบันการเรียนรู้

การวัดและการประเมินผลเป็นการตรวจสอบคุณภาพของผู้เรียนเพื่อให้แน่ใจว่าผู้เรียนมีคุณสมบัติตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้หรือไม่

การวัด หรือ Measurement

หมายถึง การวัดคุณลักษณะและความสามารถของบุคคลจากผลการตอบคำถามเพื่อแสดงคุณค่าเชิงปริมาณหรือตัวเลขที่วัดได้

การวัดผลนอกจากการใช้แบบทดสอบแล้วยังรวมถึงการใช้เครื่องมืออื่น เพื่อรวบรวมข้อมูลเชิงปริมาณหรือเชิงคุณภาพด้วย เช่น การสังเกตพฤติกรรม การสัมภาษณ์ การตรวจผลงานต่างๆ ที่กำหนดให้ผู้เรียนทำ

การประเมินผล

ในภาษาอังกฤษใช้คำสองคำคือ Evaluation และ Assessment ทั้งสองคำนี้หมายถึงการนำข้อมูลหรือคะแนนที่ได้จากการวัดมาใช้

ถ้าเป็น Evaluation จะเป็นการนำมาใช้เพื่อตัดสินการเรียนรู้ของผู้เรียน เช่น ผ่าน/ไม่ผ่าน หรือว่าผู้เรียนได้รับเกรดใด

ในขณะที่ Assessment จะเป็นการนำคะแนนหรือข้อมูลมาใช้ในการพัฒนาผู้เรียน

โดยสรุปแล้ว วัตถุประสงค์ของ Evaluation คือ การตัดสินคุณภาพ ส่วน Assessment คือ การเพิ่มคุณภาพ
ซึ่งผลการประเมินจะมีความถูกต้องเที่ยงตรงเพียงใดนั้นขึ้นอยู่กับผลจากการวัดผล 

การประเมินผลสามารถแบ่งได้ 2 ลักษณะ คือ
1) การแบ่งตามช่วงเวลา และ
2) การแบ่งตามการนำผลการประเมินไปใช้ประโยชน์หรือที่เรียกว่า การประเมินการเรียนรู้ (Learning Assessment) 

การประเมินผลที่แบ่งตามช่วงเวลาสามารถแบ่งได้เป็น 3 ประเภท คือ Diagnostic Assessment, Formative Assessment และ Summative Assessment 

Diagnostic Assessment หรือ การประเมินเพื่อวินิจฉัย คือ การประเมินที่ใช้ในการวินิจฉัยจุดแข็ง จุดอ่อน ความรู้ และทักษะของผู้เรียนเพื่อประเมินความพร้อมของผู้เรียนก่อนการเรียนการสอน 

Formative Assessment หรือการประเมินความก้าวหน้า คือ การประเมินผลขณะที่รายวิชาหรือหลักสูตรนั้นยังคงมีการดำเนินหรือยังไม่สิ้นสุด เป็นการประเมินความก้าวหน้าของผู้เรียน เพื่อชี้จุดดี จุดด้อยของผู้เรียนด้วยการให้ Feedback หรือข้อมูลป้อนกลับ และการนำข้อมูลมาพัฒนาปรับปรุงการจัดการเรียนการสอน 

Summative Assessment หรือการประเมินเพื่อตัดสินผล คือการประเมินเมื่อรายวิชาหรือหลักสูตรสิ้นสุดลง เพื่อจัดลำดับ เลื่อนชั้นเรียน และเป็นข้อมูลเพื่อใช้พัฒนาปรับปรุงการเรียนการสอนในครั้งต่อไป 

การแบ่งตามการนำผลการประเมินไปใช้ประโยชน์หรือที่เรียกว่า การประเมินการเรียนรู้ (Learning Assessment) สามารถแบ่งออกเป็น 3 ระดับ ดังนี้
1. Assessment of Learning (AoL)
2. Assessment for learning (AfL) และ
3. Assessment as learning (AaL) 

Assessment of Learning หรือ การประเมินผลการเรียนรู้ เป็นการประเมินเพื่อ จัดลำดับ เลื่อนชั้นเรียน สรุปผลการเรียน แล้วระบุออกมาเป็นอักษรหรือสัญลักษณ์ ที่บอกระดับของผลการเรียนรู้นั้น ๆ อาทิ เกรด A, B+, B หรือ เกรด 4, 3.5 เป็นต้น 

Assessment for Learning หรือ การประเมินเพื่อการเรียนรู้ เป็นการวินิจฉัย ติดตามและประเมินผลการเรียนรู้ เพื่อนำไปพัฒนาการเรียนการสอนและการเรียนรู้ของผู้เรียน เช่น ผู้สอนให้ Feedback ด้านจุดดีและสิ่งที่เพิ่มเติมได้ให้แก่ผู้เรียน 

Assessment as Learning หรือ การประเมินที่เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ เป็นการประเมินที่ช่วยกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิด Metacognition หรือให้ผู้เรียนมีความตระหนักและพัฒนาตนเอง เช่น ผู้สอนบอกจุดดี จุดด้อย วิธีการปรับปรุงตนเอง รวมทั้งคอยสอดแทรกเรื่องของการบริหารจัดการเพื่อให้ผู้เรียนสามารถจัดการตนเองให้ประสบความสำเร็จ และเรียนรู้ที่จะพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง 

เมื่อผู้สอนทราบผลการประเมินที่สามารถระบุจุดแข็งและจุดอ่อนของผู้เรียนได้แล้วนั้น ผู้สอนควรให้ Feedback เพื่อชี้ให้เห็นถึงปัญหาและแนวทางการพัฒนาตนเอง ซึ่งการให้ Feedback เป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาการเรียนรู้ 

Feedback หรือข้อมูลป้อนกลับ

เป็นการให้ข้อมูลในลักษณะข้อความ เสียง รูปภาพหรือสัญลักษณ์แก่ผู้เรียน
โดยผู้เรียนจะรู้ผลการทดสอบว่าถูกต้องหรือไม่ หรือตนเองมีจุดเด่น-จุดด้อย อย่างไร เพื่อนำไปปรับปรุงแก้ไขและมีแรงจูงใจในการพัฒนาตนเองในอนาคต 

หากผู้สอนให้ Feedback ที่ดี จะสามารถบอกสิ่งที่ควรปรับปรุง ทำให้ผู้เรียนเกิดความรู้ ความกระตือรือร้น ความมุ่งมั่น ความพยายามที่จะทำให้บรรลุเป้าหมาย ช่วยให้มีแนวทางในการต่อยอดหรือพัฒนาชิ้นงานให้ดียิ่งขึ้น จนสามารถพัฒนาตนเองได้อย่างต่อเนื่อง 

การให้ Feedback สามารถแบ่ง ได้ 4 ประเภท ได้แก่
1. การให้ Feedback เกี่ยวกับผลงาน เป็นการประเมินที่ชิ้นงาน
2. การให้ Feedback เกี่ยวกับกระบวนการ เป็นการประเมินจากกระบวนการที่ใช้ในการปฏิบัติงาน การแก้ไขข้อบกพร่องของกระบวนการ
3. การให้ Feedback เกี่ยวกับการกำกับตนเอง เป็นการประเมินที่สะท้อนถึงการรับผิดชอบต่อการเรียนรู้ของตนเอง เช่น ผู้สอนให้ข้อมูลป้อนกลับว่าผู้เรียนส่งงานไม่ตรงเวลา, ผู้เรียนทบทวนบทเรียนและจัดการตนเองในการเรียนหรือไม่
4. การให้ Feedback เกี่ยวกับการประเมินตนเอง เป็นการประเมินผลงานของตนเองและเปรียบเทียบกับเกณฑ์การประเมิน 

8 คำแนะนำสำหรับการให้ Feedback มีดังต่อไปนี้ 

1. แจ้งเงื่อนไขหรือสร้างข้อตกลงร่วมกันในการให้ Feedback ในชั้นเรียน เช่น วัตถุประสงค์ของการให้ Feedback การกำหนดเวลาในการได้รับ Feedback วิธีการที่ผู้เรียนจะได้รับ Feedback และประโยชน์ของการได้รับ Feedback 

2. สร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างผู้สอนและผู้เรียน เพื่อสร้างบรรยากาศในการให้ Feedback ที่ดี ทำให้เกิดการยอมรับและเรียนรู้จากการรับ Feedback 

3. ให้ Feedback ทันทีและสม่ำเสมอ กับผู้เรียนทุกคน เพื่อให้ผู้เรียนได้ปรับปรุงแก้ไขจุดบกพร่องได้ทันท่วงทีและเกิดการเรียนรู้ได้อย่างต่อเนื่อง 

4. ให้ Feedback ที่มีคุณภาพ โดยมีคำอธิบายรายละเอียดประกอบการให้คะแนน เพื่อให้ผู้เรียนทราบว่าต้องปรับปรุงแก้ไขในส่วนใด ซึ่งส่งผลให้ผู้เรียนเห็นถึงความสำคัญของการประเมิน 

5. ให้ Feedback ที่ไม่ซ้ำซ้อน เช่น การให้แบบฝึกหัดหนึ่งครั้ง ผู้เรียนอาจผิดพลาดในประเด็นเดียวกันหลายครั้ง ผู้สอนควรพิจารณาประเด็นดังกล่าวและให้ Feedback แบบรวบยอดเพียงครั้งเดียว ไม่ย้ำประเด็นเดิม 

6. ให้ Feedback ที่เข้าใจได้ง่าย เน้น Feedback เพื่อให้เกิดการพัฒนา ไม่วิพากษ์หรือเน้นจุดอ่อนมากจนเกินไป 

7. ผู้สอนควรให้ Feedback โดยตรงกับผู้เรียน เพื่อให้เกิดการสื่อสารที่ชัดเจนและเข้าใจตรงกัน 

8. ผู้สอนควรให้ Positive Feedback เสมอ เช่น สร้างแรงจูงใจหรือการเสริมแรงบวก โดยชมเชยหรือให้รางวัล เพื่อสร้างกำลังใจในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมแก่ผู้เรียน 

นอกจากคำแนะนำสำหรับการให้ Feedback แล้ว Nancy Frey and Douglas Fisher ได้นำเสนอกระบวนการให้ข้อมูลป้อนกลับในการประเมินระหว่างเรียนที่มีประสิทธิภาพ โดยประกอบด้วย 4 ขั้นตอน ดังนี้ 

ขั้นที่ 1 Feed up คือการกระตุ้นและสร้างแรงจูงใจในการเรียน โดยแจ้งจุดประสงค์การเรียนรู้ และการประเมินที่ชัดเจนเพื่อให้ผู้เรียนเห็นคุณค่าในการเรียนรู้และการประเมิน 

ขั้นที่ 2 Checking for understanding คือการตรวจสอบความเข้าใจเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ โดยการพูด การตอบคำถาม การนำเสนอ การเขียน ตลอดการจัดการเรียนการสอน 

ขั้นที่ 3 Feedback คือ การให้ข้อมูลสารสนเทศเกี่ยวกับความสำเร็จและสิ่งที่จำเป็นต้องได้รับการพัฒนาหรือปรับปรุงแก้ไขแก่ผู้เรียน 

ขั้นที่ 4 Feed forward คือ การให้คำแนะนำ ชี้แนะแนวทางบนพื้นฐานของข้อมูลจริง เพื่อกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดพัฒนาการเรียนรู้ที่สูงขึ้น 

คัตเอาต์เมคอัพ ฟินิกซ์สตาร์อวอร์ดคอนโทรล จตุคามโทรอัลมอนด์เซ็นเซอร์บอร์ด เครปควิกว่ะ ภควัทคีตาแซ็กโอเคอึ๋ม เดบิตชาร์จบ๊อกซ์บ๊อกซ์ อ่อนด้อยมอคค่าไฮเวย์วาทกรรมออดิทอเรียม โบ้ยภารตะแพตเทิร์น

feather-calendarPosted on 17 พฤศจิกายน 2023 document ข่าวกิจกรรมข่าวสาร/ประกาศ
แชร์

อพาร์ทเมนต์แซนด์วิชคูลเลอร์ อุรังคธาตุเลคเชอร์ก๊วนดีเจวัคค์ เซ็กซ์ ความหมายเครปปูอัดตรวจสอบแอสเตอร์ ฟรุตแอ๊บแบ๊ว เทวาโรแมนติคจอหงวนวิกปาสเตอร์ พล็อตบัตเตอร์รีไทร์ กุมภาพันธ์โบรกเกอร์สเตย์ฟอร์ม สถาปัตย์โหลยโท่ยสามช่าเอสเพรสโซ ไลฟ์ รีไทร์บลูเบอร์รีตู้เซฟ ทำงานมะกันวอล์ค เซี้ยวลาตินนางแบบ ซูฮกแทงกั๊ก ภูมิทัศน์ เบลอซีอีโอว่ะซ้อเธค

อพาร์ทเมนต์แซนด์วิชคูลเลอร์ อุรังคธาตุเลคเชอร์ก๊วนดีเจวัคค์ เซ็กซ์ ความหมายเครปปูอัดตรวจสอบแอสเตอร์ ฟรุตแอ๊บแบ๊ว เทวาโรแมนติคจอหงวนวิกปาสเตอร์ พล็อตบัตเตอร์รีไทร์ กุมภาพันธ์โบรกเกอร์สเตย์ฟอร์ม สถาปัตย์โหลยโท่ยสามช่าเอสเพรสโซ ไลฟ์ รีไทร์บลูเบอร์รีตู้เซฟ ทำงานมะกันวอล์ค เซี้ยวลาตินนางแบบ ซูฮกแทงกั๊ก ภูมิทัศน์ เบลอซีอีโอว่ะซ้อเธค

Constructive alignment

feather-calendarPosted on 16 พฤศจิกายน 2023 document
แชร์

เรียบเรียงโดย
นายณัฐวุฒิ คุ้มทอง นักพัฒนาการศึกษา สถาบันการเรียนรู้

Constructive Alignment มีองค์ประกอบที่สำคัญ 3 ส่วนการออกแบบการเรียนรู้ระดับบทเรียน

Constructive Alignment มาจากคำว่า Constructive มีพื้นฐานมาจาก Constructivism หรือผู้เรียนสร้างความรู้ผ่านกิจกรรมการเรียนรู้ และคำว่า Alignment เป็นสิ่งที่ผู้สอนออกแบบการเรียนรู้ให้เกิดความเชื่อมโยงกันระหว่างกิจกรรมการเรียนรู้ และการประเมิน กับผลลัพธ์การเรียนรู้

ดังนั้น Constructive Alignment คือ หลักการออกแบบการจัดการเรียนรู้ตามแนวทางของ Outcomes-based Education ซึ่งเป็นแนวทางการจัดการศึกษาที่เน้นการออกแบบกระบวนการเรียนรู้เพื่อการันตีว่าหลังสิ้นสุดการเรียนรู้ ผู้เรียนจะบรรลุ Learning Outcome โดยมีหลักสำคัญ คือ การกำหนดผลลัพธ์การเรียนรู้ หรือ Learning Outcome ที่เราเรียกย่อ ๆ ว่า LO ซึ่งเป็นเป้าหมายที่ชัดเจนที่แสดงถึงสิ่งที่คาดหวังให้ผู้เรียนทำได้เมื่อสิ้นสุดกระบวนการเรียนรู้ โดย Learning Activity และ Assessment จะต้องมีความสอดคล้องกัน เพื่อนำพาผู้เรียนให้บรรลุได้ตาม Learning Outcome

ส่วนที่ 1. Learning Outcome

คือ สิ่งที่ผู้เรียนสามารถทำได้หรือทำเป็นหลังจากสิ้นสุดการเรียนรู้ ก่อนการจัดการเรียนรู้ ผู้สอนจะต้องกำหนด Learning Outcome ไว้อย่างชัดเจน

ดังนั้นการเขียน Learning Outcome จึงต้องระบุพฤติกรรมที่ผู้เรียนสามารถแสดงออกเป็นรูปธรรม เพื่อการสังเกต วัดและประเมินเมื่อจบการเรียนรู้ โดยอ้างอิงระดับการเรียนรู้ตามหลักการหรือทฤษฎีที่เชื่อถือได้

เทคนิคการเขียน Learning Outcome
รูปแบบการเขียน Learning Outcome แบ่งออกเป็น 3 ส่วน ดังนี้
ส่วนที่ 1.Action Verb คือ คำกริยาที่สะท้อนพฤติกรรมผู้เรียน
ส่วนที่ 2.Object คือ ความรู้ ทักษะ และคุณลักษณะที่จะเกิดขึ้นกับผู้เรียน
และส่วนที่ 3.Qualifying Phrase คือส่วนขยายที่สะท้อนการประเมิน

ตัวอย่างการออกแบบและเขียน Learning Outcome
ผู้สอนต้องการออกแบบ Learning Outcome ด้านความรู้ เพื่อแสดงถึงความสามารถระดับความจำตัวอักษรภาษาอังกฤษของนักเรียนระดับอนุบาล 3 โดยอ้างอิงหรือใช้แนวคิด Cognitive Domain ระดับความเข้าใจ ใน Bloom’s Taxonomy

โดยมี Learning Outcome คือ หลังสิ้นสุดบทเรียน นักเรียนสามารถท่อง A-Z ได้ครบ 26 ตัว เป็นต้น

เมื่อผู้สอนเขียน Learning Outcome แล้ว ก่อนที่จะออกแบบการประเมินและการสอน ให้พิจารณาว่า Learning Outcome ที่ออกแบบไว้เป็นไปตามแนวคิด SMART(TT) หรือไม่

โดยแนวคิด SMART(TT) มีรายละเอียดดังต่อไปนี้
1.SPEAK TO THE LEARNER หมายถึง Learning Outcomeจะต้องระบุสิ่งที่ผู้เรียนสามารถทำได้ โดยมีความเฉพาะ ไม่กว้างเกินขอบเขตที่ทำได้จริง
2.MEASURABLE หมายถึง Learning Outcome สามารถวัดหรือสังเกตได้
3.APPLICABLE หมายถึง การบ่งชี้ว่าผู้เรียนจะพัฒนาความสามารถตาม Learning Outcome ได้อย่างไร

4.REALISTIC หมายถึง ผู้เรียนสามารถพัฒนาและแสดงออกซึ่งความสามารถตาม Learning Outcome ได้
5.TIME-BOUND หมายถึง Learning Outcome มีการกำหนดเงื่อนไขเวลาที่ชัดเจน
6.TRANSPARENT หมายถึง Learning Outcome อ่านแล้วเข้าใจความหมายได้ง่าย
7.TRANSFERABLE หมายถึง Learning Outcome เป็นความสามารถที่มีประโยชน์กับบริบทอื่น ๆ

ส่วนที่ 2 Assessment
คือ การออกแบบการประเมินที่ผู้สอนจะต้องกำหนด Evidence of Learning หรือหลักฐานการเรียนรู้ และ Assessment Criteria หรือเกณฑ์การประเมิน เพื่อเป็นแนวทางในการนำไปวัดประเมินผู้เรียนว่ามีสมรรถนะตรงตาม Learning Outcome ที่กำหนดไว้มากน้อยเพียงใด

Evidence of Learning หรือหลักฐานการเรียนรู้ คือ ชิ้นงานหรือสิ่งที่ผู้เรียนจะทำออกมาหลังจากจบกระบวนการเรียนรู้ เพื่อสะท้อนความรู้ทักษะหรือคุณลักษณะ ตามที่ระบุไว้ใน Learning Outcome โดย Evidence of Learning สามารถเป็นได้ทั้งชิ้นงาน กระบวนการ หรือคุณลักษณะ

ทั้งนี้ 1 Learning Outcome ควรมีอย่างน้อย 1 Evidence และในขณะเดียวกัน 1 Evidence อาจตอบได้มากกว่า 1 Learning Outcome

Assessment Criteria คือ
เกณฑ์สำหรับการประเมินหลักฐานการเรียนรู้เพื่อตัดสินว่าผู้เรียนบรรลุตาม Learning Outcome หรือไม่ นอกจากนี้ยังใช้ในการให้ความหมายของเกรดต่าง ๆ ได้ เช่น เกรด C เป็นการระบุเกณฑ์การประเมินสำหรับผู้เรียนที่ผ่านการเรียนรู้ เกรด B และ A เป็นการระบุเกณฑ์สำหรับผู้ที่ผ่านการเรียนรู้ได้ดี และดีมากตามลำดับ

ส่วนที่ 3 Learning Activity

คือ กระบวนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาสมรรถนะของผู้เรียนให้บรรลุตาม Learning Outcome เช่น ถ่ายทอดองค์ความรู้แก่ผู้เรียน การฝึกปฏิบัติ เป็นต้น

การออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ควรมีความหลากหลาย คำนึงถึงข้อจำกัด อาทิ เวลา ทรัพยากร สภาพแวดล้อมการเรียนรู้ มีความต่อเนื่องและไล่ระดับการเรียนรู้ตามหลักการ ทฤษฎี และเอื้อให้ผู้เรียนได้พัฒนาสมรรถนะและแสดงหลักฐานการเรียนรู้ที่ผู้สอนกำหนดไว้ใน Assessment

โดยกิจกรรมการเรียนการสอนสามารถแบ่งออกเป็น 5 ประเภท ได้แก่

1. Direct instruction เป็นการส่งต่อข้อมูลโดยตรงจากผู้สอน เหมาะกับการสอนที่เป็นการถ่ายทอดข้อมูล หรือการอธิบายทีละขั้นตอน อาทิ การสอนบรรยาย, การสาธิต เอื้อให้ง่ายต่อการสอนเนื้อหา กฎ หรือระเบียบที่ถูกกำหนดไว้แล้ว หรือการสอนในระดับความจำและเข้าใจเบื้องต้น แต่ในการพัฒนาความสามารถ กระบวนการ ทัศนคติ หรือความเข้าใจในเนื้อหาระดับสูง ผู้สอนยังจำเป็นจะต้องใช้กลยุทธ์วิธีสอนที่หลากหลาย ที่สอดคล้องกับวิธีประเมินเพื่อให้ตอบโจทย์ผลลัพธ์ที่คาดหวังไว้

2. Indirect instruction เป็นรูปแบบการสอนที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้แสวงหาและสร้างความรู้ด้วยตัวเอง ผ่านการเชื่อมโยงความรู้และจัดระบบเรียบเรียงมาเป็นแนวคิดที่ตนเองเข้าใจ แล้วนำมาถ่ายทอดอย่างมีที่มาที่ไปและเหตุผลประกอบ เช่น การเรียนแบบสืบค้นหรือ, การเรียนแบบค้นพบ เป็นต้น

3. Experiential Learning เป็นการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ ที่เน้นให้ผู้เรียนเรียนรู้จากการสังเกตหรือได้ลงมือปฏิบัติจริง เช่น ทัศนศึกษา, การจำลองสถานการณ์ ซึ่งช่วยให้ผู้เรียนได้เห็นภาพและแนวทางในการประยุกต์ใช้ความรู้หรือการทำงานจริง อีกทั้งยังช่วยกระตุ้นความสนใจ พัฒนาแนวคิด และเสริมทัศนคติที่ดีต่อสิ่งที่ได้เรียนมากขึ้น

4. Independent Study คือ การให้ผู้เรียนได้ศึกษาค้นคว้าอย่างอิสระในหัวข้อหรือประเด็นที่ตนสนใจ เริ่มตั้งแต่การกำหนดประเด็นปัญหาซึ่งอาจเป็น Public Issue เช่น ความปลอดภัยบนทางม้าลาย และ Global Issue เช่น โลกร้อน ความเท่าเทียมทางเพศ ผ่านการทำเรียงความ , รายงาน หรือโครงงานวิจัย เหมาะกับการเรียนการสอนแบบตัวต่อตัวหรือกลุ่มเล็ก

การเรียนแบบ Independent Study จะช่วยให้ผู้เรียนเกิดความรับผิดชอบ เข้าใจรูปแบบการเรียนรู้ของตนเองได้อย่างดี และเป็นการเปิดโอกาสให้สามารถเรียนรู้ตามความถนัดของแต่ละคน โดยมีผู้สอนคอยแนะแนวทางและสร้างแรงบันดาลใจให้แก่ผู้เรียน

5. Interactive instruction เป็นรูปแบบการเรียนรู้ที่ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์ ตอบโต้กับการเรียนได้ เช่น Brainstorming , Role Playing Interactive instruction สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 รูปแบบ ดังนี้

Classroom Group Interaction เป็นการสร้างความมีส่วนร่วมทั้งชั้นเรียน เหมาะกับการใช้ตรวจสอบเรื่องทั่วไปในการเรียน เช่น ความรู้พื้นฐานของผู้เรียน บรรยากาศของชั้นเรียน หรือกระตุ้นผู้เรียน ผ่านกิจกรรมการถาม-ตอบ หรือการ Discussion

Small Group Interaction เป็นการสร้างความมีส่วนร่วมแบบห้องเล็กหรือกลุ่มย่อย เหมาะสำหรับใช้กระตุ้นการเรียนรู้เชิงวิชาการและพัฒนาทักษะทางสังคม เนื่องจากเปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมผ่านการพูด ฟัง หรือรับข้อมูลป้อนกลับได้อย่างทั่วถึงมากกว่า Classroom Group Interaction

วิธีการและเทคนิคการสร้างข้อสอบ 

feather-calendarPosted on 3 พฤศจิกายน 2023 document
แชร์

เรียบเรียงโดย ดร.สกุลกาญจน์ วลีอิทธิภัสร์ นักวิจัย สถาบันการเรียนรู้

ข้อสอบ เป็นเครื่องมือที่พบกันได้บ่อยในการวัดผลลัพธ์การเรียนรู้ด้านพุทธิพิสัย (Cognitive Domain) หรือการวัดความรู้ความสามารถทางสมองหลังจากผ่านกระบวนการเรียนรู้มาแล้ว  

การสร้างข้อสอบจะต้องคำนึงถึงผลลัพธ์การเรียนรู้ เพื่อให้ทราบถึงระดับความรู้ของผู้เรียนว่าเป็นตามระดับมาตรฐานที่ตั้งไว้หรือไม่ และยังช่วยให้ทราบพัฒนาการด้านความรู้ของผู้เรียน หากมีการทดสอบอย่างต่อเนื่อง  

นอกจากนี้ ผู้สอนยังสามารถนำผลการสอบที่ได้ มาวิเคราะห์กับกลุ่มผู้เรียนอื่น เพื่อพิจารณาความเหมือนหรือความต่าง แล้วสังเคราะห์เป็นแนวทางพัฒนาการสอนหรือพัฒนาผู้เรียนในอนาคต 

โดยการออกแบบข้อสอบในเบื้องต้น ผู้สอนจะต้องวางเป้าหมายว่าต้องการสร้างข้อสอบประเภทใด เช่น ผู้สอนต้องการวัดความรู้ขั้นสูงหรือระดับการประยุกต์ใช้ขึ้นไปของ Bloom’s taxonomy ข้อสอบควรจะมีลักษณะที่ใช้ความคิดองค์รวม และให้เวลาในการทำข้อสอบที่มากพอสมควร เรียกว่า แบบทดสอบใช้เวลามาก หรือ Power Test

ในขณะเดียวกัน หากผู้สอนต้องการวัดความรู้ระดับความจำไปถึงการประยุกต์ใช้ ที่วัดความคล่องแคล่ว เน้นความถูกต้องและแม่นยำภายใต้ระยะเวลาที่จำกัด ควรใช้แบบทดสอบที่เรียกว่า แบบทดสอบใช้ความเร็ว หรือ Speed Test เป็นต้น 

นอกจากการวางเป้าหมายเพื่อให้ทราบถึงระดับการเรียนรู้ของผู้เรียนแล้ว ข้อสอบจะต้องมีการวัดให้หลากหลายระดับการเรียนรู้  เพื่อให้รู้ว่าผู้เรียนมีความรู้อยู่ในระดับใด มีสิ่งใดบ้างที่ทำได้ดีแล้วหรือสิ่งใดบ้างที่สามารถพัฒนาเพิ่มเติมได้ 

ขั้นตอนในการสร้างข้อสอบ มีทั้งหมด 4 ขั้นตอนดังนี้ 

  1. กำหนดผลลัพธ์การเรียนรู้หรือ Learning Outcomes 
  2. จัดทำตารางวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของผลลัพธ์การเรียนรู้กับระดับพฤติกรรมที่มุ่งวัดและผังการสร้างข้อสอบ ที่เรียกว่า พิมพ์เขียวข้อสอบ หรือ Test Blue Print 
  3. สร้างข้อสอบให้สอดคล้องกับผลลัพธ์การเรียนรู้ที่วิเคราะห์ไว้  
  4. วิเคราะห์คุณภาพข้อสอบ 

ขั้นตอนที่ 1 กำหนดผลลัพธ์การเรียนรู้หรือ Learning Outcomes  

สำหรับการสร้างข้อสอบด้าน Cognitive ให้เขียนผลลัพธ์การเรียนรู้ในลักษณะของพฤติกรรมที่สังเกตได้ ตามระดับขั้นการเรียนรู้ด้านพุทธิพิสัยของ Blooms โดยแบ่งเป็น 6 ระดับ 

ในการสร้างข้อสอบนั้นสามารถเลือกระดับการเรียนรู้ที่เน้นให้สอดคล้องกับผลลัพธ์การเรียนรู้และเนื้อหา โดยไม่จำเป็นต้องมีครบทุกระดับในข้อสอบชุดเดียว ซึ่งแต่ละระดับการเรียนรู้ด้านพุทธพิสัยของ Blooms มีรายละเอียดดังต่อไปนี้ 

ระดับที่ 1 การจำ (Remember) ซึ่งเป็นระดับล่างสุด หมายถึง ความสามารถในการระลึก จดจำในสมอง สามารถทำการทดสอบในส่วนของ ชื่อ วัน ความหมาย คุณลักษณะ เวลา เหตุการณ์ บุคคล ข้อเท็จจริง ระเบียบ แบบแผน ขั้นตอนแนวโน้ม ประเภท เกณฑ์ ทฤษฎี เป็นต้น 

ระดับที่ 2 การเข้าใจ (Understand) หมายถึง ความสามารถในการสร้างความหมายหรือความรู้จากการศึกษาด้วยตนเอง สามารถทำการทดสอบในส่วนของ อธิบาย เหตุการณ์ เรื่องราว นิยาม ความน่าจะเป็น หลักการจุดมุ่งหมายความสำคัญของเรื่อง เป็นต้น 

ระดับที่ 3 การประยุกต์ใช้ (Apply) หมายถึง ความสามารถในการใช้กระบวนการที่ได้เรียนรู้มาในสถานการณ์ใหม่ หรือสถานการณ์ที่คล้ายคลึงกัน สามารถทำการทดสอบในส่วนของ โจทย์ปัญหา หรือการนำใช้ประโยชน์ในสถานการณ์ต่าง ๆ เป็นต้น 

ระดับที่ 4 การวิเคราะห์ (Analyze) หมายถึง ความสามารถในการแยกความรู้ออกเป็นส่วน ๆ โดยสามารถให้เหตุผลได้ว่าความรู้ส่วนย่อยที่แยกแต่ละส่วนมีความเกี่ยวข้องกับโครงสร้างของความรู้ทั้งหมดอย่างไร สามารถทำการทดสอบในส่วนที่ ต้องการให้ระบุความสำคัญ ต้นตอ สาเหตุ ความสัมพันธ์ ความแตกต่าง ข้อดีและข้อด้อย 

ระดับที่ 5 การประเมินค่า (Evaluate) หมายถึง ความสามารถในการตรวจสอบ วิพากษ์ และตัดสิน  

สามารถทำการทดสอบตัดสิน วิพากษ์ เปรียบเทียบว่าสิ่งไหนดีกว่า คุ้มค่ากว่า พิสูจน์น่าถูกต้อง สนับสนุนด้วยเหตุผล 

ระดับที่ 6 การสร้างสรรค์ (Create) หมายถึง ความสามารถในการสร้างสิ่งใหม่จากสิ่งที่เคยเรียนรู้หรือสิ่งที่พบเห็นในบริบทต่าง ๆ สามารถสร้างสรรค์งาน แผนงาน หรือผลิตภัณฑ์ หรือชิ้นงานที่แปลกใหม่ โดยจะใช้เมื่อต้องการทดสอบที่ต้องการรวบรวมความรู้รอบยอด วางแผน ปรับปรุง แก้ปัญหา ออกแบบผลงาน หรือการนำไปใช้ประโยชน์ เป็นต้น 

ขั้นตอนที่ 2 จัดทำตารางวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของผลลัพธ์การเรียนรู้กับระดับพฤติกรรมที่มุ่งวัดและผังการสร้างข้อสอบ ที่เรียกว่า พิมพ์เขียวข้อสอบ หรือ Test Blue Print 

    เมื่อกำหนดผลลัพธ์การเรียนรู้เรียบร้อยแล้ว จะนำมาสร้างตารางวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของผลลัพธ์การเรียนรู้กับระดับพฤติกรรมที่มุ่งวัดด้วยวิธีการดังนี้ 

1.วิเคราะห์ในลักษณะตารางสองทาง แนว Roll จะจำแนกตามผลลัพธ์การเรียนรู้ และแนว Column แสดงระดับพฤติกรรมที่มุ่งวัดตามระดับการเรียนรู้ทั้ง 6 ระดับ 

2.ระบุเครื่องหมายเพื่อแสดงความสัมพันธ์ของผลลัพธ์การเรียนรู้ว่าสอดคล้องกับระดับพฤติกรรมที่มุ่งวัดตามระดับใดบ้าง 

3. นับความถี่ในแต่ละระดับการเรียนรู้ และกำหนดสัดส่วนที่ Roll สุดท้ายของตาราง โดยนำผลการนับความถี่มาใส่ตัวคูณแล้วแสดงผลเป็นอัตราส่วนที่สื่อความเข้าใจได้ง่าย เช่น รวมกันแล้วได้เต็ม 100 หรือแสดงผลในรูปของจำนวนเต็ม 

เมื่อได้สัดส่วนของระดับพฤติกรรมที่มุ่งวัดแล้ว ให้นำไปกำหนดใน Test Blue Print  

โดยตารางแนว Column จะแบ่งตามระดับพฤติกรรมที่มุ่งวัด และแนว Roll จะแบ่งตามเนื้อหาและระยะเวลาในการเรียน จากนั้นระบุจำนวนข้อสอบด้วยวิธีการหาสัดส่วน แบ่งออกเป็น  แนว Column รวมจำนวนข้อ แบ่งตามระยะเวลาในการเรียนแต่ละเนื้อหา และ Roll รวมจำนวนข้อ แบ่งตามสัดส่วนของระดับของพฤติกรรมที่มุ่งวัด  

ขั้นตอนสุดท้ายในการทำ Test Blue Print คือระบุจำนวนข้อย่อยตามระดับพฤติกรรมที่มุ่งวัดให้สอดคล้องกับสัดส่วนของระยะเวลาในการเรียนแต่ละเนื้อหา ซึ่งการสร้าง Test Blue Print นั้น จะช่วยกำกับการออกข้อสอบให้ครอบคลุม และจัดลำดับความสำคัญตามทางที่สอนและตามที่หลักสูตรกำหนด พร้อมทั้งจะให้ข้อมูลที่สะท้อนถึงระดับการเรียนรู้ของผู้เรียนที่ชัดเจนได้อีกด้วย 

ขั้นตอนที่ 3 สร้างข้อสอบให้สอดคล้องกับผลลัพธ์การเรียนรู้ที่วิเคราะห์ไว้ 

การออกข้อสอบมีสิ่งที่ควรคำนึงดังต่อไปนี้ 

  1. อายุผู้เรียนที่ถูกทดสอบ 

ผู้สอนควรเลือกชนิดของแบบสอบ ระยะเวลาการสอบ และระดับพฤติกรรมที่มุ่งวัดให้เหมาะสมกับอายุ เช่น ข้อสอบสำหรับผู้เรียนปฐมวัยควรใช้คำที่เข้าใจง่าย ไม่ซับซ้อน มีระยะเวลาการสอบไม่มากนักและระดับพฤติกรรมที่มุ่งวัดอาจระบุที่ระดับความจำ ความเข้าใจ  

  • ระยะเวลาในการทดสอบ 

โดยพิจารณาระยะเวลาในการทำข้อสอบว่าผู้เรียนสามารถทำข้อสอบได้ภายในระยะเวลาที่กำหนด และไม่ทำเสร็จก่อนเวลามาก 

  • ชนิดของแบบสอบที่ใช้ 

ควรเลือกใช้ชนิดของแบบสอบที่ผู้เรียนสามารถแสดงพฤติกรรมที่มุ่งวัดตามระดับการเรียนรู้ได้ 

โดยข้อสอบแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ  

ข้อสอบอัตนัยหรือแบบเขียนตอบ และข้อสอบปรนัยหรือแบบเลือกตอบ 

ข้อสอบอัตนัย มี 2 ลักษณะคือ ข้อสอบแบบความเรียง (Essay Questions) และข้อสอบแบบตอบสั้น (Short Answer) 

ข้อสอบอัตนัยแบบความเรียง (Essay Questions) คือข้อสอบที่ให้อิสระแก่ผู้เรียนในการประมวล สรุป คัดเลือกความรู้ความสามารถที่มี นำมาสังเคราะห์ เรียบเรียงและเขียนเป็นคำตอบ ภายใต้ระยะเวลาที่กำหนด จึงเหมาะสมกับการวัดความสามารถระดับการวิเคราะห์ สังเคราะห์  และประเมิน

ข้อสอบอัตนัยแบบตอบสั้น (Short Answer) คือข้อสอบที่ผู้เรียนต้องคิดคำตอบขึ้นมาเอง แต่เป็นคำตอบสั้น ๆ หรือคำสำคัญ ที่เหมาะสม การออกข้อสอบในลักษณะนี้เหมาะสำหรับวัดความรู้ ความจำ หลักการและกฎเกณฑ์ต่าง ๆ

ข้อสอบอัตนัย จะต้องมีการกำหนดรายละเอียดและคุณภาพ โดยสร้างเกณฑ์การประเมิน ซึ่งจำแนกเป็น 2 ประเภทตามลักษณะของการให้คะแนน คือ 

1. เกณฑ์การประเมินแบบภาพรวม  (Holistic Scoring) 

2. เกณฑ์การประเมินแบบแยกส่วน (Analytic Scoring) 

ข้อสอบปรนัย คือการกำหนดคำตอบมาให้ผู้เรียนเลือกตอบ โดยมีคำตอบที่ตายตัว ผู้เรียนมักไม่มีโอกาสแสดงความคิดเห็นส่วนตัว  เหมาะสำหรับวัดความรู้ ความจำ หลักการและกฎเกณฑ์ต่าง ๆ

การสร้างคำถามสำหรับข้อสอบปรนัย มีข้อควรคำนึง 4 ข้อ ดังนี้

    1. คำถามนั้นควรอ่านแล้วเข้าใจง่าย ไม่กำกวม 

ถ้าหากข้อคำถามมีข้อความทางลบ เช่น ไม่ ยกเว้น ไม่ใช่ ไม่ถูกต้อง ให้เน้นคำหรือข้อความนั้น โดย การขีดเส้นใต้ ทำเป็นอักษรตัวเอียง หรือทำตัวทึบ หากเป็นภาษาอังกฤษ สามารถเขียนเป็นตัวพิมพ์ ใหญ่ได้ 

ข้อคำถามไม่ควรใช้คำถามทางลบซ้อนทางลบ ที่ทำให้เกิดความสับสน เช่น ครูที่ไม่ดีต้องไม่มีคุณสมบัติใด

2. ควรหลีกเลี่ยงการสร้างคำถามที่ชี้นำคำตอบ หรือ คำถามที่สามารถตอบได้จากคำถามข้ออื่น ๆ 

3. หลีกเลี่ยงการใช้คำย่อโดยไม่ได้อธิบาย เว้นเสียแต่ว่าคำย่อนั้นเป็นคำที่รู้จักกันโดยทั่วไป

4. ทบทวนและปรับปรุงข้อคำถามอยู่เสมอ พร้อมทั้งให้บุคคลที่เกี่ยวข้องช่วยตรวจสอบความถูกต้องอีกครั้ง

การสร้างตัวเลือก ( Choices or Responses) สำหรับข้อสอบปรนัย มีข้อคำนึง ดังนี้

1. ตัวเลือกต้องมีลักษณะคำตอบที่สมเหตุสมผลและเกี่ยวข้องกับข้อคำถาม 

2. สร้างตัวเลือกเพียงตัวเลือกเดียวเท่านั้นที่เป็นคำตอบที่ถูกต้อง

ขั้นตอนที่ 4  การวิเคราะห์คุณภาพข้อสอบ

ข้อคำนึงเบื้องต้นในการวิเคราะห์คุณภาพข้อสอบ มีดังนี้ 

1. ผู้สอนควรตรวจสอบว่าข้อสอบที่สร้างขึ้นสอดคล้องกับตารางวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของผลลัพธ์การเรียนรู้กับระดับพฤติกรรมที่มุ่งวัด และผังการสร้างข้อสอบหรือไม่?

2. เมื่อทำการทดสอบแล้วพบข้อสอบที่ผู้เข้าสอบผิดพลาดจำนวนมาก

อาจารย์ต้องพิจารณาในประเด็นเหล่านี้

   -ข้อสอบข้อนั้นสามารถอ่านเข้าใจในสิ่งที่ต้องการวัด หากพบว่าข้อคำถามยังผิดพลาดในประเด็นนี้ ผู้สอนควรปรับปรุงข้อคำถามให้เข้าใจมากขึ้น

   -ระดับความยากเหมาะสมแล้วหรือไม่ โดยพิจารณาเบื้องต้นจากความสอดคล้องของข้อสอบกับเนื้อหาที่สอน หากพบว่าความยากเหมาะสมกับเนื้อหาแล้ว แสดงให้เห็นว่าผู้เรียนยังขาดองค์ความรู้ตามข้อคำถามที่ทำผิด ผู้สอนจะต้องนำประเด็นดังกล่าวมาปรับปรุงหรือพัฒนาการสอนต่อไป

– หากมีตัวลวงที่ไม่มีผู้เรียนตอบหรือตอบน้อยมาก ๆ ควรพิจารณาปรับปรุงตัวลวง เพื่อให้ข้อสอบมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

กรณีค่าเฉลี่ยของคะแนนภาพรวมทั้งชั้นเรียนอยู่ในระดับน้อย ผู้สอนควรพิจารณาว่าข้อสอบมีความยากเกินไปหรือไม่ หรือข้อสอบดังกล่าวยังสามารถบอกจุดด้อยของผู้เรียนได้หรือไม่

แนวทางการเขียน Rubric

feather-calendarPosted on 4 ตุลาคม 2023 document Pedagogy
แชร์

เรียบเรียงโดย
น.ส. จันทิมา ปัทมธรรมกุล นักวิจัย สถาบันการเรียนรู้

การเขียนเกณฑ์ประเมิน

ในการเขียนเกณฑ์ประเมินให้ตรงกับสิ่งที่เราต้องการวัด ผู้สอนสามารถตรวจสอบได้ตามเช็คลิสดังต่อไปนี้

1. Appropriate – เกณฑ์ประเมินเป็นคุณลักษณะหรือองค์ประกอบที่แสดงถึงการเรียนรู้ นำไปสู่การอธิบายหลักฐานของการเรียนรู้ ไม่ใช่อธิบายลักษณะผลงาน

2. Definable – มีนิยามที่ชัดเจน ทั้งผู้สอนและผู้เรียนเข้าใจความหมายของเกณฑ์ตรงกัน

3. Observable – สามารถสังเกตได้

4. Distinct from one another – แต่ละเกณฑ์แสดงถึงผลการเรียนรู้ในด้านที่แตกต่างกัน

5. Complete – แสดงครบทุกมิติของการบรรลุผลการเรียนรู้ที่กำลังประเมิน

6. Able to support descriptions along a continuum of quality – สามารถอธิบายคุณภาพของระดับความสามารถหรือพฤติกรรมที่จะประเมินได้ต่อเนื่องกัน และต่างกันในแต่ละระดับ

การเขียนคำอธิบายระดับพฤติกรรม

ลักษณะของคำอธิบายระดับพฤติกรรมควรมีลักษณะดังต่อไปนี้

– Descriptive อธิบายพฤติกรรมที่สังเกตได้จากกระบวนการทำงานหรือผลงาน

– Clear ทั้งผู้เรียนและผู้สอนเข้าใจในคำอธิบายได้ตรงกัน

– Cover the whole range of performance อธิบายพฤติกรรมที่เรียงระดับคุณภาพจากสูงสุด-ต่ำสุด หรือ ต่ำสุด-สูงสุด

– Distinguish among levels คำอธิบายแต่ละระดับมีความแตกต่างกัน ไม่ใกล้เคียงหรือทับซ้อน ช่วยให้จำแนกคุณภาพงานหรือพฤติกรรมที่แตกต่างกัน

– Center the target performance (acceptable, mastery, passing) at the appropriate level คำอธิบายในระดับที่คาดหวัง เช่น ผ่าน, ระดับ 3 จาก 5 สอดคล้องกับผลการเรียนรู้ที่กำหนดไว้

– Feature parallel descriptions from level to level – คำอธิบายแต่ละระดับแสดงถึงความแตกต่างขององค์ประกอบหรือตัวชี้วัดเดียวกัน

ผู้สอนสามารถใช้คำที่เจาะจง หรือเป็นคำตรงข้าม เพื่อสื่อความหมายที่ตรงกับสิ่งที่อยากให้มี หรือใส่ “คำเชื่อม” ที่แสดงให้เห็นว่าต่างกัน เช่นคำว่า “แต่ …” จะดีกว่าการอธิบายความแตกต่างจากระดับอื่นโดยเพิ่มเพียงคำว่าไม่/ไม่ใช่

คำถามที่พบได้บ่อยในการเขียนรูบริคมีดังนี้

Q : เริ่มต้นเขียนคำอธิบายอย่างไรดี

A : คำถามเบื้องต้นสำหรับการระบุเกณฑ์ที่เหมาะสม คือ ลักษณะงานแบบใดที่จะเป็นหลักฐานชี้ว่าผู้เรียนมีความรู้ ทักษะ ตามผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง

Q : สามารถใช้ขั้นการเรียนรู้ใน Bloom’s Taxonomy เป็นระดับเกณฑ์ประเมินของรูบริคได้หรือไม่

A : ได้ หากใช้รูบริคในการประเมินแบบ summative เพื่อการตัดเกรด แต่ควรหาวิธีการระบุคุณภาพของชิ้นงานเพิ่มเติม เช่น เขียนรูบริคแบบ analytic สำหรับประเมินคุณภาพของชิ้นงานหรือสิ่งที่ผู้เรียนสามารถทำได้

ในบางครั้ง อาจใช้ขั้นการเรียนรู้ร่วมกับการอธิบายระดับคุณภาพ เช่น ในระดับที่ต่ำกว่าระดับที่คาดหวังอาจใช้ขั้นของการเรียนรู้เพื่อให้เห็นถึงขั้นตอนของการพัฒนาของผู้เรียน และในขั้นที่สูงกว่าระดับที่คาดหวังจะใช้การอธิบายระดับคุณภาพของชิ้นงานหรือสิ่งที่ผู้เรียนสามารถทำได้แล้ว

Q : การเริ่มเขียนคำอธิบายเราควรเขียนคำอธิบายระดับใดก่อนA : จริงๆแล้วการเขียนคำอธิบายนั้น เราสามารถเริ่มเขียนจากระดับใดก่อนก็ได้ โดยเราสามารถเลือกใช้ 3 วิธีการแนะนำดังต่อไปนี้

แบบที่ 1 Build up คือ เขียนจากระดับต่ำสุดก่อน โดยอธิบายคุณภาพที่เป็นไปตามกรอบแนวคิดน้อยที่สุด หรือไม่เป็นไปตามกรอบแนวคิด และเพิ่มให้มีคุณภาพที่เป็นไปตามตัวบ่งชี้มากขึ้นในระดับคะแนนที่สูงกว่า

แบบที่ 2 Back off คือ เขียนจากระดับสูงสุดก่อน โดยอธิบายคุณภาพที่ครบถ้วนตามกรอบแนวคิด ครบถ้วนทุกตัวบ่งชี้ และลดลงตามระดับจนถึงต่ำสุดที่เป็นไปตามตัวบ่งชี้น้อยที่สุด หรือไม่เป็นไปตามตัวบ่งชี้เลย

แบบที่ 3 Mix คือ เขียนจากระดับกลางที่เป็นระดับผ่านเกณฑ์ แล้วเพิ่มระดับคุณภาพตามคะแนนที่เพิ่มขึ้น และลดระดับคุณภาพตามคะแนนที่ลดลง

Q : หากไม่มีชิ้นงานของผู้เรียนเลย เราจะเริ่มเขียนคำอธิบายระดับพฤติกรรมอย่างไรA : เราอาจใช้วิธีการตั้งคำถามกับตัวเองโดยนึกถึงมุมของผู้เรียนในประเด็นดังต่อไปนี้ เช่น
• ผู้เรียนจะต้องทำอะไรและทำอย่างไรเพื่อให้งานนั้นมีคุณภาพในระดับต่าง ๆ

• ความยากที่ต้องพบเจอในการทำงานนั้นที่อาจส่งผลกับคุณภาพงาน

• คุณภาพงานในแต่ละระดับอาจพบความผิดพลาดใดได้บ้าง

• งานที่มีคุณภาพดีมากอาจมาจากการทำสิ่งเล็กน้อยที่เหนือความคาดหวัง สิ่งที่เหนือความคาดหวังนั้น (โดยที่ยังเกี่ยวข้องกับผลการเรียนรู้) คืออะไร

• ตัวชี้วัดความสำเร็จของงานนั้นมีอะไรบ้าง

Q : เขียนคำอธิบายโดยใช้ % หรือสัดส่วนคะแนนของข้อสอบโดยไล่ระดับจากคะแนนน้อย-มาก ได้หรือไม่

A : ใช้ได้ ในกรณีต่อไปนี้

1. กรณีเป็นการประเมิน concept เดียวกัน โดยที่สัดส่วนคะแนนต่างกันแสดงถึงระดับความชำนาญหรือความคล่องแคล่วที่ต่างกัน

2. กรณีเป็น concept เดียวกัน แต่มีระดับความยากง่าย อาจต้องมีการระบุให้ชัดเจนว่าข้อใดเป็นระดับยากหรือง่าย ใน Rubric ก็จะมีการกำหนดว่าในข้อระดับยาก และระดับง่ายจะต้องได้กี่เปอร์เซ็นต์ เช่น Level 3 จะต้องผ่านระดับง่ายอย่างน้อย xx% และระดับยากอย่างน้อย yy%  Level 4 จะต้องผ่านระดับง่ายอย่างน้อย xx% และระดับยากอย่างน้อย yy%

Q : ในการเขียนรูบริค เราสามารถเริ่มเขียนคำอธิบายแต่ละระดับเลย โดยข้ามขั้นตอนระบุองค์ประกอบหรือเกณฑ์ประเมินได้ไหม

A : ทำได้ในกรณีที่ผลการเรียนรู้มีความเฉพาะเจาะจง มีนิยามและขอบเขตที่ชัดเจน รวมถึงพฤติกรรมที่จะประเมินไม่ได้มีหลายองค์ประกอบที่ต้องพิจารณา แม้จะเป็นกรณีดังกล่าว การทำขั้นตอนระบุองค์ประกอบหรือเกณฑ์ประเมินก่อนที่จะเขียนคำอธิบายแต่ละระดับจะช่วยให้ผู้ประเมินตรวจทานเป้าหมายที่แท้จริงของสิ่งที่กำลังประเมินว่าสอดคล้องกับผลการเรียนรู้ที่กำหนดไว้หรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการใช้ Holistic rubric ที่ไม่ได้เขียนแยกเกณฑ์ประเมินเป็นส่วน ๆ แต่เป็นการเขียนทุกเกณฑ์รวมกันและประเมินในภาพรวม การทำขั้นตอนระบุองค์ประกอบจะช่วยให้แน่ใจว่ารูบริคนั้นประเมินเกณฑ์ที่ชี้วัดถึงผลการเรียนรู้ได้ครบถ้วน

นอกจากนี้การเขียนคำอธิบายพฤติกรรม ยังมีข้อควรระวังที่ต้องคำนึงถึงอีกดังต่อไปนี้

– Realistic expectations คำอธิบายในแต่ละระดับต้องคำนึงถึงความเป็นไปได้ หรือมีโอกาสที่จะเกิดขึ้น เช่น ในระดับต่ำสุดคือนักเรียนไม่สามารถทำได้เลย

– Not evaluative ไม่ใช้คำอธิบายในลักษณะประเมินค่าหรือตัดสินผล เช่น ดีมาก ดี แย่ 

– Low inference หลีกเลี่ยงคำอธิบายที่สามารถตีความได้หลายอย่าง แต่ก็ต้องไม่ใช่การอธิบายที่เหมือนมีคำตอบเดียว หรือเขียนให้ไม่สามารถตีความเป็นอย่างอื่น แต่ควรเปิดช่องว่างให้ผู้ประเมินได้พิจารณาว่าผลงานของนักเรียนจะตรงกับระดับใด เพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการประเมินและยังคงบ่งชี้ถึงคุณภาพของสิ่งที่ประเมิน

– Usefulness คำอธิบายให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการนำไปใช้ปรับปรุงหรือพัฒนาการสอน และการเรียนรู้ของผู้เรียน

Rubric เครื่องมือในการวัดและประเมินผล

feather-calendarPosted on 22 สิงหาคม 2023 document
แชร์

เรียบเรียงโดย น.ส.จันทิมา ปัทมธรรมกุล นักวิจัย สถาบันการเรียนรู้

รูบริค เป็นเครื่องมือการให้คะแนนที่มีการอธิบายระดับคุณภาพของพฤติกรรมหรือสิ่งที่ประเมินจากผลลัพธ์การเรียนรู้ที่ตั้งไว้ โดยสามารถใช้ได้ทั้งในการประเมินกระบวนการและผลงาน 

รูบริคมีความสำคัญในการประเมินการเรียนรู้2 ด้าน ดังนี้ 

1. รูบริค ช่วยในการสอน  

ทำให้ผู้สอนได้เจาะจงไปที่การเรียนรู้มากกว่าการเน้นตามสิ่งที่ตนต้องการ “สอน”  นับว่าเป็นเครื่องมือที่ช่วยเชื่อมโยงระหว่างการสอนกับการประเมิน 

2. รูบริค ช่วยในการเรียนรู้   

ผู้เรียนได้รู้ถึงเป้าหมายของการเรียนรู้ และความคาดหวังของการเรียนนั้น ๆ 

โดยเฉพาะหากใช้รูบริคเพื่อมุ่งเน้นการประเมินพัฒนาการของผู้เรียนและให้โอกาสผู้เรียนได้ฝึกฝนซ้ำ  เกณฑ์ประเมินรูบริคจะช่วยให้เห็นถึงการพัฒนาระดับความสามารถไปสู่เป้าหมายการเรียนรู้  

หากผู้เรียนมีส่วนร่วมในการออกแบบเกณฑ์ของรูบริค ยังเป็นการฝึกให้ผู้เรียนตั้งเป้าหมายการเรียนรู้ด้วยตนเองมากกว่าเน้นการทำงานให้เสร็จตามที่ได้รับมอบหมาย 

องค์ประกอบของรูบริค 

    รูบริคประกอบด้วย 3 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ 

1.เกณฑ์ประเมิน (coherent set of criteria)

2. ระดับพฤติกรรม (performance level)

3.คำอธิบายระดับพฤติกรรม (descriptions of levels of performance)

1.เกณฑ์ประเมิน (coherent set of criteria) คือองค์ประกอบที่บ่งชี้ถึงการเรียนรู้  ตามความหมายและขอบเขตของ learning outcome ที่จะประเมิน 

2. ระดับพฤติกรรม (performance level) คือ การกำหนดระดับพฤติกรรมของเกณฑ์ประเมินนั้น ๆ ซึ่งอาจกำหนดเป็นตัวเลข เช่น 1 ถึง 5  หรือ ใช้คำที่แสดงถึงความแตกต่างกันในแต่ละระดับ เช่น ระดับเริ่มต้น ระดับกำลังพัฒนา ระดับเชี่ยวชาญ เป็นต้น 

3.คำอธิบายระดับพฤติกรรม (descriptions of levels of performance) คือคำอธิบายพฤติกรรมที่แสดงถึงคุณภาพในแต่ละระดับของเกณฑ์ประเมินนั้น ๆ  

เราสามารถแบ่งประเภทของรูบริคออกเป็น 2 ลักษณะ ดังนี้ 

1.แบ่งตามการเขียนเกณฑ์ประเมิน 

2.แบ่งตามลักษณะงานหรือผลการเรียนรู้ที่ประเมิน  

1.แบ่งตามการเขียนเกณฑ์ประเมิน 

Analytic rubric คือการกำหนดเกณฑ์ประเมินแบบแยกส่วน เหมาะกับการใช้ประเมินแบบ formative โดยจะช่วยในการให้ฟีดแบ็คกับผู้เรียน และเป็นข้อมูลให้ผู้สอนนำไปปรับปรุงหรือพัฒนาการสอนได้ เนื่องจากมีรายละเอียดของแต่ละประเด็นการประเมิน  

ผู้ประเมินกำหนดการให้น้ำหนักความสำคัญในแต่ละเกณฑ์ได้ต่างกันได้  
แต่มีข้อจำกัดคือ ใช้เวลาในการประเมิน  

มากกว่าเกณฑ์การให้คะแนนแบบภาพรวม เนื่องจากต้องพิจารณาคำอธิบายรายละเอียดของแต่ละเกณฑ์

Holistic rubric  คือการกำหนดเกณฑ์ประเมินแบบภาพรวม 

เหมาะกับการประเมินในกรณีที่ไม่ต้องมีการให้ feedback แก่ผู้เรียน เช่น ในการประเมินแบบ final summative assessment 
 A close-up of a document

Description automatically generated

ส่วนข้อจำกัดของ Holistic rubric คือ  
การอธิบายทุกเกณฑ์รวมกัน และพิจารณาภาพรวม จะไม่สามารถถ่วงน้ำหนักว่าให้ความสำคัญกับคุณลักษณะใดมากกว่า  

ผลการประเมินอาจให้ข้อมูลที่ไม่ละเอียดเจาะจงเพียงพอที่จะเป็นข้อมูลป้อนกลับเพื่อการปรับปรุงหรือพัฒนาการสอน และการเรียนรู้ของผู้เรียน

2.แบ่งตามลักษณะงานหรือผลการเรียนรู้ที่ประเมิน

General rubric คือรูบริคที่ใช้กับการประเมินผลการเรียนรู้หรือประเมินงานที่ใกล้เคียงกัน เหมาะสมสำหรับใช้ประเมินทักษะพื้นฐาน (fundamental skills) ที่แสดงถึงการพัฒนาทักษะกระบวนการ เป็นการระบุเกณฑ์ประเมินที่ไม่ได้เจาะจงสำหรับงานชิ้นใดชิ้นหนึ่ง แต่สามารถใช้ได้กับการประเมินงานที่มีผลการเรียนรู้ลักษณะเดียวกัน เช่น Learning Outcome ของการเขียนเรียงความ การแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ ที่ไม่ได้เจาะจงว่าต้องเป็นการแก้ปัญหาที่ดีอย่างไร หรือเจาะจงว่าเป็นการแก้โจทย์ปัญหาอะไร  

ข้อดีของ General Rubric คือ การไม่เจาะจงคำอธิบายเกณฑ์ประเมินต่างๆ เป็นการไม่จำกัดกรอบให้ผู้เรียนจนเกินไป ผู้เรียนสามารถทำหรือมีส่วนร่วมในการกำหนดสิ่งที่พวกเขาควรเรียนรู้ได้เอง ให้ความสำคัญกับการประเมินทักษะ และความรู้ของผู้เรียนมากกว่าที่ชิิ้นงานหนึ่งๆ  

การใช้ general rubric ประเมินการเรียนรู้ของผู้เรียน แม้จะเป็นการทำงานที่ต่างรายวิชา ต่างชิ้นงาน แต่จะช่วยให้ทั้งผู้สอนและผู้เรียนเห็นถึงพัฒนาการของ Learning outcome นั้นได้ดีกว่า 

ส่วนข้อจำกัด คือ ในกรณีที่ต้องมีผู้ประเมินหลายคน การใช้ General rubric นั้นยากกว่าแบบ Task specific ส่งผลต่อ scoring reliability โดยเฉพาะกรณีที่ใช้สำหรับการประเมินผู้เรียนจำนวนมาก และมีผู้สอนหลายคน จึงควรให้ผู้ประเมินฝึกใช้รูบริคก่อน 

Task-specific rubric คือรูบริคที่มีเกณฑ์ประเมินและคำอธิบายที่เฉพาะเจาะจงสามารถใช้กับการประเมินในระดับความจำและความเข้าใจในเนื้อหาความรู้ และใช้กับการประเมินแบบเขียนตอบที่ให้ผู้เรียนเขียนหรือบรรยายภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด เช่น แบบเติมคำหรือข้อความ แบบตอบสั้น และแบบบรรยาย เป็นต้น 

ข้อดีของ Task-specific rubric คือ ใช้ได้ง่ายกว่า General rubric เพราะระบุเกณฑ์ มีคำอธิบายที่ละเอียดเจาะจงของสิ่งที่จะประเมิน 

 แต่มีข้อจำกัดคือ เหมาะสำหรับการประเมินแบบ summative ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อสรุปผลการเรียนรู้ หรือกรณีที่ผู้เรียนจะได้รู้เพียงคะแนน โดยไม่มีการให้ผลป้อนกลับ เนื่องจาก task-specific rubric มีคำอธิบายที่เจาะจงในแต่ละระดับ จึงสามารถชี้นำคำตอบให้แก่ผู้เรียนและส่งผลต่อคะแนน  

นอกจากนี้ อาจไม่เหมาะกับการใช้ task-specific rubric เพื่อให้ผู้เรียนประเมินตนเอง และต้องสร้างเกณฑ์การให้คะแนนใหม่สำหรับงานที่แตกต่างกัน 

ระวัง รูบริคที่เป็น Task-based  

การใช้รูบริคเพื่อประเมินความสำเร็จของกิจกรรมหรือการทำงานนั้นๆ มากกว่าที่การเรียนรู้หรือ Learning outcome เป็นการเขียนรูบริคที่แสดงถึง “ตัวงาน” ไม่ใช่เกณฑ์ที่บ่งชี้ถึงผลการเรียนรู้ กลายเป็นการประเมินว่าทำกิจกรรมเสร็จตามที่กำหนดหรือไม่ ถือว่าบรรลุเพียงการทำงานที่จบหรือครบถ้วนขั้นตอน  

ต่างจากรูบริคที่ดีที่ควรเป็น learning-based ที่เน้นว่าเกิดการเรียนรู้อะไรในการทำกิจกรรมหรือขั้นตอนนั้น 

ความแตกต่างระหว่างรูบริคกับ Checklist

ระวังการเขียนรูบริคที่เป็น “checklist” ที่ประเมินถึงการทำตามข้อกำหนด ว่าทำ-ไม่ทำ หรือ มี-ไม่มี 

ในสิ่งที่ไม่ได้บ่งชี้การเรียนรู้ หรือการตรวจปริมาณ หากใช้รูบริคเพื่อการประเมินผู้เรียนด้วยวิธีคิดนี้ ก็เท่ากับกำลังทำให้ผู้เรียนให้ความสนใจกับการทำงานให้ครบถ้วนแต่อาจไม่ได้เรียนรู้อะไร 

ความแตกต่างระหว่างรูบริคกับ Rating Scale

ระวังการเขียนคำอธิบายพฤติกรรมที่ไม่ได้บอกรายละเอียดใดๆ มีเพียงการแบ่งเป็น rating scales เช่น Excellent, Good, Fair, Poor หรือใช้กราฟฟิคที่สื่อว่าดี-แย่ เป็นต้น เพื่อตัดสินในลักษณะของการไล่ระดับจากน้อย-มาก ไม่ดี-ดี โดยที่ไม่มีคำอธิบายว่าคุณภาพของแต่ละระดับเป็นอย่างไร  

คำถามที่พบได้บ่อยในการใช้งานรูบริค 

Q: รูบริคไม่เหมาะกับการประเมินอะไร 

A: งานหรือข้อสอบที่ประเมินความรู้ระดับความจำ โดยประเมินจากคำตอบว่าถูกหรือผิดโดยที่ผู้เรียนไม่ได้แสดงวิธีทำ เช่น ข้อสอบแบบเลือกตอบ ข้อสอบแบบจับคู่ ข้อสอบแบบถูกผิด   

สิ่งที่ผู้สอนควรคำนึงถึงเมื่อต้องประเมิน 

Order effect ลำดับของงานที่ตรวจหรือความเหนื่อยล้าของผู้ตรวจจนส่งผลต่อการประเมิน 

Item or task carry over effect งานที่ตรวจไปแล้วก่อนหน้าหรือข้อก่อนหน้านี้ (ของคนคนเดียวกัน) ส่งผลต่อการให้คะแนนของงานหรือข้อที่กำลังตรวจ 

Test or performance carry over effect ผลการประเมินของคนก่อนหน้าส่งผลต่อการตรวจงานของคนที่กำลังตรวจอยู่ปัจจุบัน  

Halo effect ความลำเอียงจากความพึงพอใจและความประทับใจอื่น ที่ไม่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่ต้องการประเมิน 

Writing or language mechanics effects ทักษะการเขียนของผู้เรียนส่งผลต่อการประเมิน ทั้งที่ งานชิ้นดังกล่าวไม่ได้ต้องการวัดคุณภาพของการเขียนหรือการใช้ภาษา 

สาระสำคัญจากการบรรยายหัวข้อ “เทคโนโลยีกับการศึกษายุค Next Normal”

feather-calendarPosted on 14 กรกฎาคม 2023 document คลังความรู้Education technology
แชร์

โดย ดร.สุพจน์ ศรีบุตพงษ์

Head of AIS Academy

Head of Technical Knowledge Management Advanced Info Service Plc.

เรียบเรียงโดย พชรพร เจริญวินัย

Generation กับรูปแบบการเรียนรู้ที่แตกต่าง

การรับรู้และเข้าใจความแตกต่างของคนในแต่ละ Generation เป็นปัจจัยหนึ่งที่สำคัญในการจัดการเรียนรู้

หากพิจารณาถึงรูปแบบการเรียนรู้ในแต่ละ Generation สามารถอธิบายความแตกต่างกันได้ดังนี้

  • คนรุ่น Gen X คือคนที่เกิดช่วงปี 1965 – 1980 มี Learning style แบบ Participative คือการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม ทำกิจกรรมร่วมกัน
  • คนรุ่น Gen Y คือคนที่เกิดช่วงปี 1981 – 1996 มี Learning style แบบ Interactive คือการเรียนรู้ที่เน้นการสร้างปฏิสัมพันธ์ เกิดการตอบโต้ซึ่งกันและกัน เช่น การสอนแบบ Simulation
  • คนรุ่น Gen Z คือคนที่เกิดช่วงปี 1997 – 2012 มี Learning style แบบ Multi-modal คือการรับรู้จากสื่อในหลากหลายรูปแบบ การเรียนรู้แบบผสมผสาน (Blended learning)
  • และคนรุ่น Gen Alpha คือคนที่เกิดช่วงปี 2013 – 2025 จะมี Learning style แบบ Virtual คือการเรียนรู้ด้วยการใช้เทคโนโลยีเพื่อสนับสนุนผู้เรียน เช่น ห้องเรียนเสมือนจริง (Virtual Classroom)

คนรุ่น Gen Alpha นั้นจะเติบโตมาพร้อมกับเทคโนโลยี ระบบ IT รวมถึงการเข้ามาของปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI (Artificial Intelligence) ที่เข้ามามีบทบาทและส่งผลให้เกิดความก้าวหน้าและการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ดังนั้นผู้สอนจึงควรเน้นการพัฒนาสมรรถนะ (Competencies) ด้านการคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ ความคิดสร้างสรรค์ ให้แก่ผู้เรียน รวมถึงการพัฒนา Life Skills เช่น ทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิต

Learning trends รูปแบบเทคโนโลยีการศึกษาวิถีใหม่

ปัจจุบันเทรนด์การศึกษาปรับไปในรูปแบบของการพัฒนากำลังคน โดยเน้นทักษะที่จำเป็นในการทำงาน พัฒนาผู้เรียนให้พร้อมทำงานหลังจบหลักสูตรหรือจบ Module นั้น ๆ ดังนั้นการจัดการเรียนการสอน จึงปรับเป็นการเรียนรู้รูปแบบ Module ตามหลักการ Competency based learning

พฤติกรรมการเสพ Social Media ของมนุษย์ได้ปรับเปลี่ยนจากการอ่านเนื้อหา ดูรูปภาพ เป็นการเสพคลิปวิดีโอสั้นๆ สรุปใจความสำคัญผ่านภาพเคลื่อนไหว เช่น TikTok

เราในฐานะบุคลากรทางการศึกษาจึงต้องมีความเข้าใจและเพิ่มทักษะที่จำเป็น เพื่อปรับใช้สื่อเหล่านี้ให้เกิดประโยชน์ต่อการจัดการเรียนการสอน

การปรับตัวของระบบการศึกษา

ปัจจุบันมีผู้พัฒนา Platform หรือ Application ต่าง ๆ มากมายที่ผู้สอนสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการถ่ายทอดเนื้อหาการสอน เสริมความเข้าใจและสนับสนุนให้เกิดการเรียนรู้ เช่น

1. PhET

คือ แบบจำลองการเรียนรู้บทเรียนแบบ simulation ด้านคณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ โดยมหาวิทยาลัย Colorado Boulder สามารถเข้าไปทดลองใช้งานได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย 

2. Photomath https://photomath.com/ และ

Microsoft Math https://math.microsoft.com/en

คือแอปพลิเคชันทางคณิตศาสตร์ ที่สามารถแก้โจทย์ปัญหาได้อย่างถูกต้อง แม่นยำ โดยการสแกนโจทย์ปัญหาจากภาพถ่าย คำนวณและแสดงผลลัพธ์ได้ทันท

3. Mentimeter

คือแอปพลิเคชันสำหรับการสร้าง Presentation ที่สามารถสร้างการมีส่วนร่วมในชั้นเรียนได้ ผ่านกิจกรรมระดมสมอง การแสดงความคิดเห็น โดยผู้สอนสามารถสร้างได้หลายรูปแบบ เช่น คำถามหลายตัวเลือก คำถามปลายเปิด การโหวต เป็นต้

4. Quizizz

คือ แอปพลิเคชันสำหรับสร้างแบบทดสอบออนไลน์ในรูปแบบของเกม ผู้สอนสามารถสร้างข้อคำถามได้หลายแบบ เช่น คำถามหลายตัวเลือก เติมคำ จับคู่ เป็นต้น โดยจะแสดงผลทันทีหลังจบเกม ถือได้ว่าเป็นแอปพลิเคชันที่ช่วยให้ผู้เรียนเกิดความสนุกสนานในชั้นเรียนพร้อมทั้งได้รับความรู้ไปด้วย

5. Wheels of names

คือ เว็บไซต์สำหรับสร้างวงล้อสุ่ม ที่ผู้สอนสามารถประยุกต์ใช้ในกิจกรรมการสอน เช่น การสุ่มชื่อผู้เรียนเพื่อตอบคำถาม การสุ่มลำดับการนำเสนอผลงาน เป็นต้น

การมาของ AI

 “The Knowledge Creator” คำ ๆ นี้ถ้าเป็นคน ๆ หนึ่ง ก็อาจนับเป็น ครู อาจารย์ นักวิชาการที่สร้างความรู้ขึ้นมาผ่านการศึกษาทดลอง แต่ปัจจุบัน The Knowledge Creator กลายเป็น Platform อันหนึ่งที่อาศัย AI ในการประมวลข้อมูลความรู้ ซึ่งมาจากการมีฐานข้อมูลจำนวนมหาศาล แล้ว AI สามารถดึงเอาข้อมูลที่มีมาประมวลผลออกมาเป็นชุดความรู้ที่เราต้องการรู้ได้ ยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัดเจนคือ Chatbot ที่ชื่อ ChatGPT

สิ่งนี้สร้างความกังวลอย่างมากให้แวดวงการศึกษา เพราะไม่ว่าคุณจะพิมพ์ไปว่าอยากได้ข้อมูลอะไร แม้แต่การเขียน Essay หรือ การแต่งเนื้อเพลงซักเพลง ChatGPT ก็สามารถรังสรรค์ให้คุณได้

สิ่งที่นักการศึกษา ครู อาจารย์เริ่มหาแนวทางรับมือกับ ChatGPT พบว่า ในสหรัฐอเมริกา รูปแบบการสอบเริ่มเปลี่ยนเป็นการสอบปากเปล่ามากขึ้น อย่างไรก็ตามเทคโนโลยีที่ถูกพัฒนาขึ้นมาอาจจะสร้างความกังวลใจในช่วงแรก แต่ในอนาคตมนุษย์จะสามารถรับมือและสร้างสรรค์แนวทางที่จะอยู่ร่วมกับเทคโนโลยีเหล่านี้จนได้