แนวทางการเขียน Rubric

feather-calendarPosted on 4 ตุลาคม 2023 document คลังความรู้Pedagogy
แชร์

เรียบเรียงโดย
น.ส. จันทิมา ปัทมธรรมกุล นักวิจัย สถาบันการเรียนรู้

การเขียนเกณฑ์ประเมิน

ในการเขียนเกณฑ์ประเมินให้ตรงกับสิ่งที่เราต้องการวัด ผู้สอนสามารถตรวจสอบได้ตามเช็คลิสดังต่อไปนี้

1. Appropriate – เกณฑ์ประเมินเป็นคุณลักษณะหรือองค์ประกอบที่แสดงถึงการเรียนรู้ นำไปสู่การอธิบายหลักฐานของการเรียนรู้ ไม่ใช่อธิบายลักษณะผลงาน

2. Definable – มีนิยามที่ชัดเจน ทั้งผู้สอนและผู้เรียนเข้าใจความหมายของเกณฑ์ตรงกัน

3. Observable – สามารถสังเกตได้

4. Distinct from one another – แต่ละเกณฑ์แสดงถึงผลการเรียนรู้ในด้านที่แตกต่างกัน

5. Complete – แสดงครบทุกมิติของการบรรลุผลการเรียนรู้ที่กำลังประเมิน

6. Able to support descriptions along a continuum of quality – สามารถอธิบายคุณภาพของระดับความสามารถหรือพฤติกรรมที่จะประเมินได้ต่อเนื่องกัน และต่างกันในแต่ละระดับ

การเขียนคำอธิบายระดับพฤติกรรม

ลักษณะของคำอธิบายระดับพฤติกรรมควรมีลักษณะดังต่อไปนี้

– Descriptive อธิบายพฤติกรรมที่สังเกตได้จากกระบวนการทำงานหรือผลงาน

– Clear ทั้งผู้เรียนและผู้สอนเข้าใจในคำอธิบายได้ตรงกัน

– Cover the whole range of performance อธิบายพฤติกรรมที่เรียงระดับคุณภาพจากสูงสุด-ต่ำสุด หรือ ต่ำสุด-สูงสุด

– Distinguish among levels คำอธิบายแต่ละระดับมีความแตกต่างกัน ไม่ใกล้เคียงหรือทับซ้อน ช่วยให้จำแนกคุณภาพงานหรือพฤติกรรมที่แตกต่างกัน

– Center the target performance (acceptable, mastery, passing) at the appropriate level คำอธิบายในระดับที่คาดหวัง เช่น ผ่าน, ระดับ 3 จาก 5 สอดคล้องกับผลการเรียนรู้ที่กำหนดไว้

– Feature parallel descriptions from level to level – คำอธิบายแต่ละระดับแสดงถึงความแตกต่างขององค์ประกอบหรือตัวชี้วัดเดียวกัน

ผู้สอนสามารถใช้คำที่เจาะจง หรือเป็นคำตรงข้าม เพื่อสื่อความหมายที่ตรงกับสิ่งที่อยากให้มี หรือใส่ “คำเชื่อม” ที่แสดงให้เห็นว่าต่างกัน เช่นคำว่า “แต่ …” จะดีกว่าการอธิบายความแตกต่างจากระดับอื่นโดยเพิ่มเพียงคำว่าไม่/ไม่ใช่

คำถามที่พบได้บ่อยในการเขียนรูบริคมีดังนี้

Q : เริ่มต้นเขียนคำอธิบายอย่างไรดี

A : คำถามเบื้องต้นสำหรับการระบุเกณฑ์ที่เหมาะสม คือ ลักษณะงานแบบใดที่จะเป็นหลักฐานชี้ว่าผู้เรียนมีความรู้ ทักษะ ตามผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง

Q : สามารถใช้ขั้นการเรียนรู้ใน Bloom’s Taxonomy เป็นระดับเกณฑ์ประเมินของรูบริคได้หรือไม่

A : ได้ หากใช้รูบริคในการประเมินแบบ summative เพื่อการตัดเกรด แต่ควรหาวิธีการระบุคุณภาพของชิ้นงานเพิ่มเติม เช่น เขียนรูบริคแบบ analytic สำหรับประเมินคุณภาพของชิ้นงานหรือสิ่งที่ผู้เรียนสามารถทำได้

ในบางครั้ง อาจใช้ขั้นการเรียนรู้ร่วมกับการอธิบายระดับคุณภาพ เช่น ในระดับที่ต่ำกว่าระดับที่คาดหวังอาจใช้ขั้นของการเรียนรู้เพื่อให้เห็นถึงขั้นตอนของการพัฒนาของผู้เรียน และในขั้นที่สูงกว่าระดับที่คาดหวังจะใช้การอธิบายระดับคุณภาพของชิ้นงานหรือสิ่งที่ผู้เรียนสามารถทำได้แล้ว

Q : การเริ่มเขียนคำอธิบายเราควรเขียนคำอธิบายระดับใดก่อนA : จริงๆแล้วการเขียนคำอธิบายนั้น เราสามารถเริ่มเขียนจากระดับใดก่อนก็ได้ โดยเราสามารถเลือกใช้ 3 วิธีการแนะนำดังต่อไปนี้

แบบที่ 1 Build up คือ เขียนจากระดับต่ำสุดก่อน โดยอธิบายคุณภาพที่เป็นไปตามกรอบแนวคิดน้อยที่สุด หรือไม่เป็นไปตามกรอบแนวคิด และเพิ่มให้มีคุณภาพที่เป็นไปตามตัวบ่งชี้มากขึ้นในระดับคะแนนที่สูงกว่า

แบบที่ 2 Back off คือ เขียนจากระดับสูงสุดก่อน โดยอธิบายคุณภาพที่ครบถ้วนตามกรอบแนวคิด ครบถ้วนทุกตัวบ่งชี้ และลดลงตามระดับจนถึงต่ำสุดที่เป็นไปตามตัวบ่งชี้น้อยที่สุด หรือไม่เป็นไปตามตัวบ่งชี้เลย

แบบที่ 3 Mix คือ เขียนจากระดับกลางที่เป็นระดับผ่านเกณฑ์ แล้วเพิ่มระดับคุณภาพตามคะแนนที่เพิ่มขึ้น และลดระดับคุณภาพตามคะแนนที่ลดลง

Q : หากไม่มีชิ้นงานของผู้เรียนเลย เราจะเริ่มเขียนคำอธิบายระดับพฤติกรรมอย่างไรA : เราอาจใช้วิธีการตั้งคำถามกับตัวเองโดยนึกถึงมุมของผู้เรียนในประเด็นดังต่อไปนี้ เช่น
• ผู้เรียนจะต้องทำอะไรและทำอย่างไรเพื่อให้งานนั้นมีคุณภาพในระดับต่าง ๆ

• ความยากที่ต้องพบเจอในการทำงานนั้นที่อาจส่งผลกับคุณภาพงาน

• คุณภาพงานในแต่ละระดับอาจพบความผิดพลาดใดได้บ้าง

• งานที่มีคุณภาพดีมากอาจมาจากการทำสิ่งเล็กน้อยที่เหนือความคาดหวัง สิ่งที่เหนือความคาดหวังนั้น (โดยที่ยังเกี่ยวข้องกับผลการเรียนรู้) คืออะไร

• ตัวชี้วัดความสำเร็จของงานนั้นมีอะไรบ้าง

Q : เขียนคำอธิบายโดยใช้ % หรือสัดส่วนคะแนนของข้อสอบโดยไล่ระดับจากคะแนนน้อย-มาก ได้หรือไม่

A : ใช้ได้ ในกรณีต่อไปนี้

1. กรณีเป็นการประเมิน concept เดียวกัน โดยที่สัดส่วนคะแนนต่างกันแสดงถึงระดับความชำนาญหรือความคล่องแคล่วที่ต่างกัน

2. กรณีเป็น concept เดียวกัน แต่มีระดับความยากง่าย อาจต้องมีการระบุให้ชัดเจนว่าข้อใดเป็นระดับยากหรือง่าย ใน Rubric ก็จะมีการกำหนดว่าในข้อระดับยาก และระดับง่ายจะต้องได้กี่เปอร์เซ็นต์ เช่น Level 3 จะต้องผ่านระดับง่ายอย่างน้อย xx% และระดับยากอย่างน้อย yy%  Level 4 จะต้องผ่านระดับง่ายอย่างน้อย xx% และระดับยากอย่างน้อย yy%

Q : ในการเขียนรูบริค เราสามารถเริ่มเขียนคำอธิบายแต่ละระดับเลย โดยข้ามขั้นตอนระบุองค์ประกอบหรือเกณฑ์ประเมินได้ไหม

A : ทำได้ในกรณีที่ผลการเรียนรู้มีความเฉพาะเจาะจง มีนิยามและขอบเขตที่ชัดเจน รวมถึงพฤติกรรมที่จะประเมินไม่ได้มีหลายองค์ประกอบที่ต้องพิจารณา แม้จะเป็นกรณีดังกล่าว การทำขั้นตอนระบุองค์ประกอบหรือเกณฑ์ประเมินก่อนที่จะเขียนคำอธิบายแต่ละระดับจะช่วยให้ผู้ประเมินตรวจทานเป้าหมายที่แท้จริงของสิ่งที่กำลังประเมินว่าสอดคล้องกับผลการเรียนรู้ที่กำหนดไว้หรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการใช้ Holistic rubric ที่ไม่ได้เขียนแยกเกณฑ์ประเมินเป็นส่วน ๆ แต่เป็นการเขียนทุกเกณฑ์รวมกันและประเมินในภาพรวม การทำขั้นตอนระบุองค์ประกอบจะช่วยให้แน่ใจว่ารูบริคนั้นประเมินเกณฑ์ที่ชี้วัดถึงผลการเรียนรู้ได้ครบถ้วน

นอกจากนี้การเขียนคำอธิบายพฤติกรรม ยังมีข้อควรระวังที่ต้องคำนึงถึงอีกดังต่อไปนี้

– Realistic expectations คำอธิบายในแต่ละระดับต้องคำนึงถึงความเป็นไปได้ หรือมีโอกาสที่จะเกิดขึ้น เช่น ในระดับต่ำสุดคือนักเรียนไม่สามารถทำได้เลย

– Not evaluative ไม่ใช้คำอธิบายในลักษณะประเมินค่าหรือตัดสินผล เช่น ดีมาก ดี แย่ 

– Low inference หลีกเลี่ยงคำอธิบายที่สามารถตีความได้หลายอย่าง แต่ก็ต้องไม่ใช่การอธิบายที่เหมือนมีคำตอบเดียว หรือเขียนให้ไม่สามารถตีความเป็นอย่างอื่น แต่ควรเปิดช่องว่างให้ผู้ประเมินได้พิจารณาว่าผลงานของนักเรียนจะตรงกับระดับใด เพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการประเมินและยังคงบ่งชี้ถึงคุณภาพของสิ่งที่ประเมิน

– Usefulness คำอธิบายให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการนำไปใช้ปรับปรุงหรือพัฒนาการสอน และการเรียนรู้ของผู้เรียน

Rubric เครื่องมือในการวัดและประเมินผล

feather-calendarPosted on 22 สิงหาคม 2023 document คลังความรู้Pedagogy
แชร์

เรียบเรียงโดย น.ส.จันทิมา ปัทมธรรมกุล นักวิจัย สถาบันการเรียนรู้

รูบริค เป็นเครื่องมือการให้คะแนนที่มีการอธิบายระดับคุณภาพของพฤติกรรมหรือสิ่งที่ประเมินจากผลลัพธ์การเรียนรู้ที่ตั้งไว้ โดยสามารถใช้ได้ทั้งในการประเมินกระบวนการและผลงาน 

รูบริคมีความสำคัญในการประเมินการเรียนรู้2 ด้าน ดังนี้ 

1. รูบริค ช่วยในการสอน  

ทำให้ผู้สอนได้เจาะจงไปที่การเรียนรู้มากกว่าการเน้นตามสิ่งที่ตนต้องการ “สอน”  นับว่าเป็นเครื่องมือที่ช่วยเชื่อมโยงระหว่างการสอนกับการประเมิน 

2. รูบริค ช่วยในการเรียนรู้   

ผู้เรียนได้รู้ถึงเป้าหมายของการเรียนรู้ และความคาดหวังของการเรียนนั้น ๆ 

โดยเฉพาะหากใช้รูบริคเพื่อมุ่งเน้นการประเมินพัฒนาการของผู้เรียนและให้โอกาสผู้เรียนได้ฝึกฝนซ้ำ  เกณฑ์ประเมินรูบริคจะช่วยให้เห็นถึงการพัฒนาระดับความสามารถไปสู่เป้าหมายการเรียนรู้  

หากผู้เรียนมีส่วนร่วมในการออกแบบเกณฑ์ของรูบริค ยังเป็นการฝึกให้ผู้เรียนตั้งเป้าหมายการเรียนรู้ด้วยตนเองมากกว่าเน้นการทำงานให้เสร็จตามที่ได้รับมอบหมาย 

องค์ประกอบของรูบริค 

    รูบริคประกอบด้วย 3 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ 

1.เกณฑ์ประเมิน (coherent set of criteria)

2. ระดับพฤติกรรม (performance level)

3.คำอธิบายระดับพฤติกรรม (descriptions of levels of performance)

1.เกณฑ์ประเมิน (coherent set of criteria) คือองค์ประกอบที่บ่งชี้ถึงการเรียนรู้  ตามความหมายและขอบเขตของ learning outcome ที่จะประเมิน 

2. ระดับพฤติกรรม (performance level) คือ การกำหนดระดับพฤติกรรมของเกณฑ์ประเมินนั้น ๆ ซึ่งอาจกำหนดเป็นตัวเลข เช่น 1 ถึง 5  หรือ ใช้คำที่แสดงถึงความแตกต่างกันในแต่ละระดับ เช่น ระดับเริ่มต้น ระดับกำลังพัฒนา ระดับเชี่ยวชาญ เป็นต้น 

3.คำอธิบายระดับพฤติกรรม (descriptions of levels of performance) คือคำอธิบายพฤติกรรมที่แสดงถึงคุณภาพในแต่ละระดับของเกณฑ์ประเมินนั้น ๆ  

เราสามารถแบ่งประเภทของรูบริคออกเป็น 2 ลักษณะ ดังนี้ 

1.แบ่งตามการเขียนเกณฑ์ประเมิน 

2.แบ่งตามลักษณะงานหรือผลการเรียนรู้ที่ประเมิน  

1.แบ่งตามการเขียนเกณฑ์ประเมิน 

Analytic rubric คือการกำหนดเกณฑ์ประเมินแบบแยกส่วน เหมาะกับการใช้ประเมินแบบ formative โดยจะช่วยในการให้ฟีดแบ็คกับผู้เรียน และเป็นข้อมูลให้ผู้สอนนำไปปรับปรุงหรือพัฒนาการสอนได้ เนื่องจากมีรายละเอียดของแต่ละประเด็นการประเมิน  

ผู้ประเมินกำหนดการให้น้ำหนักความสำคัญในแต่ละเกณฑ์ได้ต่างกันได้  
แต่มีข้อจำกัดคือ ใช้เวลาในการประเมิน  

มากกว่าเกณฑ์การให้คะแนนแบบภาพรวม เนื่องจากต้องพิจารณาคำอธิบายรายละเอียดของแต่ละเกณฑ์

Holistic rubric  คือการกำหนดเกณฑ์ประเมินแบบภาพรวม 

เหมาะกับการประเมินในกรณีที่ไม่ต้องมีการให้ feedback แก่ผู้เรียน เช่น ในการประเมินแบบ final summative assessment 
 A close-up of a document

Description automatically generated

ส่วนข้อจำกัดของ Holistic rubric คือ  
การอธิบายทุกเกณฑ์รวมกัน และพิจารณาภาพรวม จะไม่สามารถถ่วงน้ำหนักว่าให้ความสำคัญกับคุณลักษณะใดมากกว่า  

ผลการประเมินอาจให้ข้อมูลที่ไม่ละเอียดเจาะจงเพียงพอที่จะเป็นข้อมูลป้อนกลับเพื่อการปรับปรุงหรือพัฒนาการสอน และการเรียนรู้ของผู้เรียน

2.แบ่งตามลักษณะงานหรือผลการเรียนรู้ที่ประเมิน

General rubric คือรูบริคที่ใช้กับการประเมินผลการเรียนรู้หรือประเมินงานที่ใกล้เคียงกัน เหมาะสมสำหรับใช้ประเมินทักษะพื้นฐาน (fundamental skills) ที่แสดงถึงการพัฒนาทักษะกระบวนการ เป็นการระบุเกณฑ์ประเมินที่ไม่ได้เจาะจงสำหรับงานชิ้นใดชิ้นหนึ่ง แต่สามารถใช้ได้กับการประเมินงานที่มีผลการเรียนรู้ลักษณะเดียวกัน เช่น Learning Outcome ของการเขียนเรียงความ การแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ ที่ไม่ได้เจาะจงว่าต้องเป็นการแก้ปัญหาที่ดีอย่างไร หรือเจาะจงว่าเป็นการแก้โจทย์ปัญหาอะไร  

ข้อดีของ General Rubric คือ การไม่เจาะจงคำอธิบายเกณฑ์ประเมินต่างๆ เป็นการไม่จำกัดกรอบให้ผู้เรียนจนเกินไป ผู้เรียนสามารถทำหรือมีส่วนร่วมในการกำหนดสิ่งที่พวกเขาควรเรียนรู้ได้เอง ให้ความสำคัญกับการประเมินทักษะ และความรู้ของผู้เรียนมากกว่าที่ชิิ้นงานหนึ่งๆ  

การใช้ general rubric ประเมินการเรียนรู้ของผู้เรียน แม้จะเป็นการทำงานที่ต่างรายวิชา ต่างชิ้นงาน แต่จะช่วยให้ทั้งผู้สอนและผู้เรียนเห็นถึงพัฒนาการของ Learning outcome นั้นได้ดีกว่า 

ส่วนข้อจำกัด คือ ในกรณีที่ต้องมีผู้ประเมินหลายคน การใช้ General rubric นั้นยากกว่าแบบ Task specific ส่งผลต่อ scoring reliability โดยเฉพาะกรณีที่ใช้สำหรับการประเมินผู้เรียนจำนวนมาก และมีผู้สอนหลายคน จึงควรให้ผู้ประเมินฝึกใช้รูบริคก่อน 

Task-specific rubric คือรูบริคที่มีเกณฑ์ประเมินและคำอธิบายที่เฉพาะเจาะจงสามารถใช้กับการประเมินในระดับความจำและความเข้าใจในเนื้อหาความรู้ และใช้กับการประเมินแบบเขียนตอบที่ให้ผู้เรียนเขียนหรือบรรยายภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด เช่น แบบเติมคำหรือข้อความ แบบตอบสั้น และแบบบรรยาย เป็นต้น 

ข้อดีของ Task-specific rubric คือ ใช้ได้ง่ายกว่า General rubric เพราะระบุเกณฑ์ มีคำอธิบายที่ละเอียดเจาะจงของสิ่งที่จะประเมิน 

 แต่มีข้อจำกัดคือ เหมาะสำหรับการประเมินแบบ summative ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อสรุปผลการเรียนรู้ หรือกรณีที่ผู้เรียนจะได้รู้เพียงคะแนน โดยไม่มีการให้ผลป้อนกลับ เนื่องจาก task-specific rubric มีคำอธิบายที่เจาะจงในแต่ละระดับ จึงสามารถชี้นำคำตอบให้แก่ผู้เรียนและส่งผลต่อคะแนน  

นอกจากนี้ อาจไม่เหมาะกับการใช้ task-specific rubric เพื่อให้ผู้เรียนประเมินตนเอง และต้องสร้างเกณฑ์การให้คะแนนใหม่สำหรับงานที่แตกต่างกัน 

ระวัง รูบริคที่เป็น Task-based  

การใช้รูบริคเพื่อประเมินความสำเร็จของกิจกรรมหรือการทำงานนั้นๆ มากกว่าที่การเรียนรู้หรือ Learning outcome เป็นการเขียนรูบริคที่แสดงถึง “ตัวงาน” ไม่ใช่เกณฑ์ที่บ่งชี้ถึงผลการเรียนรู้ กลายเป็นการประเมินว่าทำกิจกรรมเสร็จตามที่กำหนดหรือไม่ ถือว่าบรรลุเพียงการทำงานที่จบหรือครบถ้วนขั้นตอน  

ต่างจากรูบริคที่ดีที่ควรเป็น learning-based ที่เน้นว่าเกิดการเรียนรู้อะไรในการทำกิจกรรมหรือขั้นตอนนั้น 

ความแตกต่างระหว่างรูบริคกับ Checklist

ระวังการเขียนรูบริคที่เป็น “checklist” ที่ประเมินถึงการทำตามข้อกำหนด ว่าทำ-ไม่ทำ หรือ มี-ไม่มี 

ในสิ่งที่ไม่ได้บ่งชี้การเรียนรู้ หรือการตรวจปริมาณ หากใช้รูบริคเพื่อการประเมินผู้เรียนด้วยวิธีคิดนี้ ก็เท่ากับกำลังทำให้ผู้เรียนให้ความสนใจกับการทำงานให้ครบถ้วนแต่อาจไม่ได้เรียนรู้อะไร 

ความแตกต่างระหว่างรูบริคกับ Rating Scale

ระวังการเขียนคำอธิบายพฤติกรรมที่ไม่ได้บอกรายละเอียดใดๆ มีเพียงการแบ่งเป็น rating scales เช่น Excellent, Good, Fair, Poor หรือใช้กราฟฟิคที่สื่อว่าดี-แย่ เป็นต้น เพื่อตัดสินในลักษณะของการไล่ระดับจากน้อย-มาก ไม่ดี-ดี โดยที่ไม่มีคำอธิบายว่าคุณภาพของแต่ละระดับเป็นอย่างไร  

คำถามที่พบได้บ่อยในการใช้งานรูบริค 

Q: รูบริคไม่เหมาะกับการประเมินอะไร 

A: งานหรือข้อสอบที่ประเมินความรู้ระดับความจำ โดยประเมินจากคำตอบว่าถูกหรือผิดโดยที่ผู้เรียนไม่ได้แสดงวิธีทำ เช่น ข้อสอบแบบเลือกตอบ ข้อสอบแบบจับคู่ ข้อสอบแบบถูกผิด   

สิ่งที่ผู้สอนควรคำนึงถึงเมื่อต้องประเมิน 

Order effect ลำดับของงานที่ตรวจหรือความเหนื่อยล้าของผู้ตรวจจนส่งผลต่อการประเมิน 

Item or task carry over effect งานที่ตรวจไปแล้วก่อนหน้าหรือข้อก่อนหน้านี้ (ของคนคนเดียวกัน) ส่งผลต่อการให้คะแนนของงานหรือข้อที่กำลังตรวจ 

Test or performance carry over effect ผลการประเมินของคนก่อนหน้าส่งผลต่อการตรวจงานของคนที่กำลังตรวจอยู่ปัจจุบัน  

Halo effect ความลำเอียงจากความพึงพอใจและความประทับใจอื่น ที่ไม่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่ต้องการประเมิน 

Writing or language mechanics effects ทักษะการเขียนของผู้เรียนส่งผลต่อการประเมิน ทั้งที่ งานชิ้นดังกล่าวไม่ได้ต้องการวัดคุณภาพของการเขียนหรือการใช้ภาษา 

สาระสำคัญจากการบรรยายหัวข้อ “เทคโนโลยีกับการศึกษายุค Next Normal”

feather-calendarPosted on 14 กรกฎาคม 2023 document คลังความรู้Education technologyPedagogy
แชร์

โดย ดร.สุพจน์ ศรีบุตพงษ์

Head of AIS Academy

Head of Technical Knowledge Management Advanced Info Service Plc.

เรียบเรียงโดย พชรพร เจริญวินัย

Generation กับรูปแบบการเรียนรู้ที่แตกต่าง

การรับรู้และเข้าใจความแตกต่างของคนในแต่ละ Generation เป็นปัจจัยหนึ่งที่สำคัญในการจัดการเรียนรู้

หากพิจารณาถึงรูปแบบการเรียนรู้ในแต่ละ Generation สามารถอธิบายความแตกต่างกันได้ดังนี้

  • คนรุ่น Gen X คือคนที่เกิดช่วงปี 1965 – 1980 มี Learning style แบบ Participative คือการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม ทำกิจกรรมร่วมกัน
  • คนรุ่น Gen Y คือคนที่เกิดช่วงปี 1981 – 1996 มี Learning style แบบ Interactive คือการเรียนรู้ที่เน้นการสร้างปฏิสัมพันธ์ เกิดการตอบโต้ซึ่งกันและกัน เช่น การสอนแบบ Simulation
  • คนรุ่น Gen Z คือคนที่เกิดช่วงปี 1997 – 2012 มี Learning style แบบ Multi-modal คือการรับรู้จากสื่อในหลากหลายรูปแบบ การเรียนรู้แบบผสมผสาน (Blended learning)
  • และคนรุ่น Gen Alpha คือคนที่เกิดช่วงปี 2013 – 2025 จะมี Learning style แบบ Virtual คือการเรียนรู้ด้วยการใช้เทคโนโลยีเพื่อสนับสนุนผู้เรียน เช่น ห้องเรียนเสมือนจริง (Virtual Classroom)

คนรุ่น Gen Alpha นั้นจะเติบโตมาพร้อมกับเทคโนโลยี ระบบ IT รวมถึงการเข้ามาของปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI (Artificial Intelligence) ที่เข้ามามีบทบาทและส่งผลให้เกิดความก้าวหน้าและการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ดังนั้นผู้สอนจึงควรเน้นการพัฒนาสมรรถนะ (Competencies) ด้านการคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ ความคิดสร้างสรรค์ ให้แก่ผู้เรียน รวมถึงการพัฒนา Life Skills เช่น ทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิต

Learning trends รูปแบบเทคโนโลยีการศึกษาวิถีใหม่

ปัจจุบันเทรนด์การศึกษาปรับไปในรูปแบบของการพัฒนากำลังคน โดยเน้นทักษะที่จำเป็นในการทำงาน พัฒนาผู้เรียนให้พร้อมทำงานหลังจบหลักสูตรหรือจบ Module นั้น ๆ ดังนั้นการจัดการเรียนการสอน จึงปรับเป็นการเรียนรู้รูปแบบ Module ตามหลักการ Competency based learning

พฤติกรรมการเสพ Social Media ของมนุษย์ได้ปรับเปลี่ยนจากการอ่านเนื้อหา ดูรูปภาพ เป็นการเสพคลิปวิดีโอสั้นๆ สรุปใจความสำคัญผ่านภาพเคลื่อนไหว เช่น TikTok

เราในฐานะบุคลากรทางการศึกษาจึงต้องมีความเข้าใจและเพิ่มทักษะที่จำเป็น เพื่อปรับใช้สื่อเหล่านี้ให้เกิดประโยชน์ต่อการจัดการเรียนการสอน

การปรับตัวของระบบการศึกษา

ปัจจุบันมีผู้พัฒนา Platform หรือ Application ต่าง ๆ มากมายที่ผู้สอนสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการถ่ายทอดเนื้อหาการสอน เสริมความเข้าใจและสนับสนุนให้เกิดการเรียนรู้ เช่น

1. PhET

คือ แบบจำลองการเรียนรู้บทเรียนแบบ simulation ด้านคณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ โดยมหาวิทยาลัย Colorado Boulder สามารถเข้าไปทดลองใช้งานได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย 

2. Photomath https://photomath.com/ และ

Microsoft Math https://math.microsoft.com/en

คือแอปพลิเคชันทางคณิตศาสตร์ ที่สามารถแก้โจทย์ปัญหาได้อย่างถูกต้อง แม่นยำ โดยการสแกนโจทย์ปัญหาจากภาพถ่าย คำนวณและแสดงผลลัพธ์ได้ทันท

3. Mentimeter

คือแอปพลิเคชันสำหรับการสร้าง Presentation ที่สามารถสร้างการมีส่วนร่วมในชั้นเรียนได้ ผ่านกิจกรรมระดมสมอง การแสดงความคิดเห็น โดยผู้สอนสามารถสร้างได้หลายรูปแบบ เช่น คำถามหลายตัวเลือก คำถามปลายเปิด การโหวต เป็นต้

4. Quizizz

คือ แอปพลิเคชันสำหรับสร้างแบบทดสอบออนไลน์ในรูปแบบของเกม ผู้สอนสามารถสร้างข้อคำถามได้หลายแบบ เช่น คำถามหลายตัวเลือก เติมคำ จับคู่ เป็นต้น โดยจะแสดงผลทันทีหลังจบเกม ถือได้ว่าเป็นแอปพลิเคชันที่ช่วยให้ผู้เรียนเกิดความสนุกสนานในชั้นเรียนพร้อมทั้งได้รับความรู้ไปด้วย

5. Wheels of names

คือ เว็บไซต์สำหรับสร้างวงล้อสุ่ม ที่ผู้สอนสามารถประยุกต์ใช้ในกิจกรรมการสอน เช่น การสุ่มชื่อผู้เรียนเพื่อตอบคำถาม การสุ่มลำดับการนำเสนอผลงาน เป็นต้น

การมาของ AI

 “The Knowledge Creator” คำ ๆ นี้ถ้าเป็นคน ๆ หนึ่ง ก็อาจนับเป็น ครู อาจารย์ นักวิชาการที่สร้างความรู้ขึ้นมาผ่านการศึกษาทดลอง แต่ปัจจุบัน The Knowledge Creator กลายเป็น Platform อันหนึ่งที่อาศัย AI ในการประมวลข้อมูลความรู้ ซึ่งมาจากการมีฐานข้อมูลจำนวนมหาศาล แล้ว AI สามารถดึงเอาข้อมูลที่มีมาประมวลผลออกมาเป็นชุดความรู้ที่เราต้องการรู้ได้ ยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัดเจนคือ Chatbot ที่ชื่อ ChatGPT

สิ่งนี้สร้างความกังวลอย่างมากให้แวดวงการศึกษา เพราะไม่ว่าคุณจะพิมพ์ไปว่าอยากได้ข้อมูลอะไร แม้แต่การเขียน Essay หรือ การแต่งเนื้อเพลงซักเพลง ChatGPT ก็สามารถรังสรรค์ให้คุณได้

สิ่งที่นักการศึกษา ครู อาจารย์เริ่มหาแนวทางรับมือกับ ChatGPT พบว่า ในสหรัฐอเมริกา รูปแบบการสอบเริ่มเปลี่ยนเป็นการสอบปากเปล่ามากขึ้น อย่างไรก็ตามเทคโนโลยีที่ถูกพัฒนาขึ้นมาอาจจะสร้างความกังวลใจในช่วงแรก แต่ในอนาคตมนุษย์จะสามารถรับมือและสร้างสรรค์แนวทางที่จะอยู่ร่วมกับเทคโนโลยีเหล่านี้จนได้

สรุปวิธีการใช้งานเเละเเนะนำเครื่องมือตัดต่อใน Capcut

feather-calendarPosted on 11 กรกฎาคม 2023 document คลังความรู้Education technology
แชร์

แนะนำเครื่องมือใน Canva

feather-calendarPosted on 7 มิถุนายน 2023 document คลังความรู้Education technology
แชร์

วิธีการสมัคร Canva และแนะนำ เครื่องมือใน Canva

เอกสารและวิดีโอย้อนหลังกิจกรรม Workshop 1/2567”

feather-calendarPosted on 7 มิถุนายน 2023 document ข่าวกิจกรรม
แชร์

          ดีลเลอร์ละอ่อน เฮอร์ริเคนซาดิสม์ อิออน รากหญ้า คอรัปชัน เมาท์ พงษ์กาญจน์ ไชน่าแยมโรล คอลัมนิสต์เบบี้แมนชั่นโค้ชสปอต ชาร์ปซัมเมอร์ซิลเวอร์เอ็กซ์เพรสเวอร์ สแตนดาร์ดซีเนียร์เซ็นทรัลโดนัทบ๊วย อุปนายิกางั้นวอลล์ไทยแลนด์ เซ็กส์หมายปองบ๊วย โฮมบลูเบอร์รี่ วีซ่าอิเหนา ต่อรองแตงกวา

          ดีลเลอร์ละอ่อน เฮอร์ริเคนซาดิสม์ อิออน รากหญ้า คอรัปชัน เมาท์ พงษ์กาญจน์ ไชน่าแยมโรล คอลัมนิสต์เบบี้แมนชั่นโค้ชสปอต ชาร์ปซัมเมอร์ซิลเวอร์เอ็กซ์เพรสเวอร์ สแตนดาร์ดซีเนียร์เซ็นทรัลโดนัทบ๊วย อุปนายิกางั้นวอลล์ไทยแลนด์ เซ็กส์หมายปองบ๊วย โฮมบลูเบอร์รี่ วีซ่าอิเหนา ต่อรองแตงกวา

“จากการสอนแบบดั้งเดิมสู่การเรียนรู้ที่มีเทคโนโลยีเป็นเพื่อนคู่คิด: การเดินทางสู่อนาคตของการศึกษา”

feather-calendarPosted on 3 พฤษภาคม 2023 document คลังความรู้Education technologyPedagogy
แชร์

โดย รศ. ดร.สุภโชค ตันพิชัย

ปรัชญาการศึกษากำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว เนื่องด้วยการเข้ามาถึงของเทคโนโลยีซึ่งส่งผลต่อวิธีการสอนและการเรียนรู้ของพวกเราอย่างต่อเนื่อง จากในอดีต การศึกษามุ่งเน้นให้ครูเป็นแหล่งความรู้และนักเรียนทำหน้าที่รับข้อมูลข่าวสารอยู่ฝ่ายเดียวนั้น แต่ในปัจจุบันมีเทคโนโลยีใหม่ ๆ เช่น AI, machine learning และ big data ทำให้รูปแบบการเรียนรู้เปลี่ยนไปมุ่งเน้นที่การสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ที่เข้ากับตนเองมากขึ้น

การเปลี่ยนแปลงนี้จะประสบความสำเร็จได้นั้น ครูจะต้องเรียนรู้วิธีการนำเทคโนโลยีมาใช้ในห้องเรียนอย่างเข้าใจ โดยใช้ AI เพื่อสนับสนุนการเรียนรู้ของนักเรียน ส่งเสริมการทำงานร่วมกัน และส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์อย่างมีประสิทธิภาพ

หนึ่งในคุณสมบัติหลักของ AI ในการศึกษาแบบใหม่ คือ ความสามารถในการปรับเปลี่ยนการเรียนรู้ให้เหมาะสมกับนักเรียนแต่ละคน โดย AI สามารถระบุจุดแข็งและจุดอ่อนของนักเรียนแต่ละคนได้และสามารถให้ข้อแนะนำที่เหมาะสมสำหรับการเรียนรู้เพิ่มเติมได้ในแต่ละบทเรียน โดยการใช้วิธีการปรับแต่งให้เหมาะสมกับนักเรียนแต่ละบุคคลนี้จะสามารถเพิ่มความตั้งใจของนักเรียนและผลการเรียนรู้ที่ดีขึ้น

นอกจากนี้ AI ยังสามารถใช้เพื่อสนับสนุนการทำงานร่วมกันของนักเรียนโดยการสร้างพื้นที่เสมือนสำหรับการทำงานร่วมกันในโครงการและงานที่มอบหมายได้ วิธีการนี้ไม่เพียงส่งเสริมการทำงานเป็นทีมเท่านั้น แต่ยังช่วยให้นักเรียนพัฒนาทักษะการสื่อสารทางดิจิทัลที่มีความสำคัญสำหรับอาชีพในอนาคตของพวกเขาอีกด้วย

นอกจากประโยชน์เหล่านี้แล้ว AI ยังช่วยให้นักเรียนพัฒนาทักษะการคิดเชิงวิเคราะห์และการให้เหตุผล ซึ่งจะช่วยให้นักเรียนสามารถวิเคราะห์ข้อมูลและคิดอย่างสร้างสรรค์ได้ ซึ่งทักษะนี้มีความสำคัญเป็นอย่างมากสำหรับโลกปัจจุบันที่ต้องการบุคลากรที่มีความสามารถในการแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อน

อย่างไรก็ตาม การนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในห้องเรียนก็เป็นการท้าทายความสามารถของผู้สอนด้วย เพราะ ผู้สอนต้องให้ความสำคัญในการใช้เทคโนโลยีเพื่อกระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้ที่เน้นการคิดวิเคราะห์และแก้ปัญหาอย่างมีเหตุผล ไม่ใช่เพียงแค่การจำข้อมูล เนื่องจากทักษะเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญสำหรับอาชีพในอนาคตของนักเรียน นอกจากนี้ผู้สอนยังต้องใช้เทคโนโลยีอย่างมีจริยธรรม มีความรับผิดชอบ และคำนึงถึงความปลอดภัยของข้อมูลนักเรียนด้วย

เพื่อรับมือกับความท้าทายเหล่านี้ ผู้สอนต้องเปิดรับเทคโนโลยีและปรับตัวพร้อมรับการเปลี่ยนแปลง และพัฒนากลยุทธ์การสอนใหม่ ผสมผสาน AI และเทคโนโลยีอื่นๆ ไว้ในหลักสูตร และส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตทั้งนักเรียนและผู้สอน

บทสรุปแล้ว สิ่งจำเป็นที่ต้องเน้นย้ำ คือผู้สอนต้องเตรียมพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลง และประยุกต์ใช้ AI เพื่อการเรียนรู้ สนับสนุนการทำงานร่วมกัน และส่งเสริมทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่มีส่วนร่วมและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงนี้ ผู้สอนต้องรับมือกับความท้าทายของการนำเทคโนโลยีมาใช้ในห้องเรียน เพื่อให้แน่ใจว่านักเรียนกำลังพัฒนาทักษะที่จำเป็นสำหรับอาชีพในอนาคต

การส่งเสริมการเรียนรู้ทางอารมณ์และสังคม Social Emotional Learning : SEL ในชั้นเรียนสำคัญไฉน?

feather-calendarPosted on 21 กุมภาพันธ์ 2023 document คลังความรู้Pedagogy
แชร์

บทความโดย น.ส.เมตตา มงคลธีระเดช นักพัฒนาการศึกษา สถาบันการเรียนรู้

ผู้เรียนนั้นล้วนมีความหลากหลายและแตกต่างกัน ทั้งในเชิงของกระบวนการคิด การได้รับการปลูกฝัง ทัศนคติ ประสบการณ์การเรียนรู้ หรือแม้แต่ความแตกต่างทางวัฒนธรรม ในการสร้างการมีส่วนร่วมในชั้นเรียนนั้น การเรียนรู้ทางอารมณ์และสังคมจึงเป็นพื้นฐานสำคัญ เพื่อให้ห้องเรียนเป็นพื้นที่ปลอดภัย และเสริมสร้างกระบวนการคิดเชิงบวก เพิ่มพูนความสามารถของผู้เรียน รวมไปถึงการทำงานและการใช้ชีวิตในสังคม

Social Emotional Learning หรือ SEL คือ กระบวนการพัฒนาทักษะอารมณ์และสังคม ในการทำความเข้าใจและจัดการอารมณ์ของตนเองและผู้อื่น การรักษาความสัมพันธ์เชิงบวกและตัดสินใจอย่างมีความรับผิดชอบ โดยประกอบด้วยทักษะ 5 ประการ ได้แก่

1. Self-Awareness การตระหนักรู้ในตัวเอง

การเข้าใจอารมณ์ เข้าใจความต้องการของตนเอง สามารถประเมินจุดแข็งจุดอ่อนของตนเองได้ ซึ่งในการตระหนักรู้ขั้นสูง ผู้เรียนจะสามารถเชื่อมโยงระหว่างความคิด ความรู้สึก และการกระทำเข้าด้วยกันได้

2. Self-Management การบริหารจัดการตัวเอง

ความสามารถในการควบคุมอารมณ์และพฤติกรรมของตนเองที่มีต่อสถานการณ์ต่าง ๆ สามารถจัดการความเครียด อารมณ์ของตน และมีความพากเพียร มุ่งมั่น กล้าที่จะลงมือปฏิบัติงานที่ท้าทายเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้

3. Responsible Decision-Making ความรับผิดชอบในสิ่งที่ตัดสินใจ

ความสามารถในการสร้างทางเลือกการแสดงพฤติกรรมและปฏิสัมพันธ์ต่อผู้อื่นอย่างเหมาะสมในสภาพแวดล้อมที่หลากหลาย คำนึงถึงความปลอดภัยและบรรทัดฐานทางสังคม

4. Relationship Skills ทักษะด้านความสัมพันธ์

ความสามารถในการสร้างความสัมพันธ์และปฏิบัติตนที่ดีต่อผู้อื่น ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องในด้านการสื่อสาร การเจรจาต่อรอง สร้างความประนีประนอม เพื่อขจัดความขัดแย้ง และสามารถขอความช่วยเหลือเมื่อจำเป็นได้

5. Social Awareness การตระหนักรู้ทางสังคม

ความสามารถในการเข้าใจผู้อื่น มีความเห็นอกเห็นใจ เข้าใจพฤติกรรมที่แตกต่างกันของแต่ละบุคคล ซึ่งมีผลมาจากสังคม ค่านิยมและวัฒนธรรม

การเสริมสร้างทักษะ SEL ในชั้นเรียน

ผู้สอนสามารถพัฒนาทักษะ SEL ด้วยการเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ฝึกฝนผ่านกิจกรรมการเรียนรู้ที่มีปฏิสัมพันธ์ในชั้นเรียน อาทิ การทำงานกลุ่ม การอภิปรายแลกเปลี่ยนความเห็นร่วมกัน การเรียนรู้แบบโครงงาน ซึ่งทำให้เกิดการสื่อสารระหว่างกัน ผู้เรียนได้ทบทวนตนเอง เข้าใจตนเอง เข้าใจเพื่อน และเกิดการพูดคุยเพื่อแก้ไขปัญหาร่วมกัน โดยผู้สอนใช้กระบวนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง และเปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการออกแบบกระบวนการเรียนรู้

การสนับสนุนจากสถานศึกษา

สถานศึกษาสามารถสนับสนุนในด้านของการจัดการสภาพแวดล้อมที่ดีให้แก่ผู้เรียน มีพื้นที่ความปลอดภัยที่ส่งผลดีต่อการแสดงพฤติกรรม และสุขภาพจิตของผู้เรียน ผู้นำสถานศึกษาส่งเสริมกิจกรรมและนโยบายด้านสภาพแวดล้อม อาทิ การจัดตั้งทีมด้านการจัดการสภาพแวดล้อมในอาคารเรียน การจัดกิจกรรมสร้างสัมพันธ์เชิงบวกที่เปิดโอกาสให้นักเรียนได้เกิดการสื่อสารแลกเปลี่ยนกัน การให้บริการโดยผู้เชี่ยวชาญ เช่น ที่ปรึกษา นักจิตวิทยา เป็นต้น

การสนับสนุนจากครอบครัวและชุมชน

กิจกรรมนอกห้องเรียนหรือกิจกรรมชุมชนจะช่วยให้ผู้เรียนได้พูดคุยกับเพื่อนและผู้ใหญ่มากขึ้น ได้รับประสบการณ์และฝึกฝนทักษะใหม่ ๆ นอกเหนือจากการเรียนในสถานศึกษา กิจกรรมนอกห้องเรียนที่เน้นการพัฒนาอารมณ์และสังคมจะส่งผลที่ดีต่อผู้เรียนในการเข้าใจตนเอง สนับสนุนให้เกิดพฤติกรรมเชิงบวก ส่งผลถึงการมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ดี และช่วยลดพฤติกรรมที่เป็นปัญหาลงได้ นอกจากนี้สถาบันครอบครัวก็เป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งผู้ปกครองสามารถปลูกฝังและส่งเสริมทักษะ SEL ได้ตั้งแต่ปฐมวัย

แนวทางการพัฒนาทักษะ SEL ด้วย RULER

RULER คือ แนวทางการพัฒนา Social Emotional Learning : SEL ที่พัฒนาขึ้นโดย Yale Center for Emotional Intelligence เพื่อสนับสนุนในการให้คุณค่าของอารมณ์ สร้างทักษะความฉลาดทางอารมณ์ และสร้างบรรยากาศที่ดีในสถานศึกษา โดย RULER เป็นตัวย่อของความฉลาดทางอารมณ์ทั้ง 5 ประการ ได้แก่

R : Recognize (การจดจำ) หมายถึง การรับรู้อารมณ์ของตนเองและผู้อื่น โดยการสำรวจอารมณ์ในเบื้องต้นว่าวันนี้เรารู้สึกอย่างไร อารมณ์นี้ส่งผลในด้านบวกหรือลบอย่างไร การไม่เพิกเฉยกับอารมณ์ที่เกิดขึ้นนั้น จะช่วยลดผลกระทบที่อาจส่งผลต่อสุขภาพกายได้

U : Understand (การทำความเข้าใจ) หมายถึง การเข้าใจสาเหตุและผลของอารมณ์ ว่าอะไรที่ทำให้เรารู้สึกเช่นนี้ เหตุการณ์อะไรในอดีตที่เชื่อมโยงกับความรู้สึกนี้

L : Label (นิยาม) หมายถึง การระบุอารมณ์ที่เกิดขึ้นให้ตรงกับสิ่งที่เรารู้สึกมากที่สุด ซึ่งยิ่งเราอธิบายถึงความรู้สึกของเราได้ชัดเจนเท่าไร เราก็จะยิ่งจัดการมันได้ดีเท่านั้น

E : Express (การแสดงออก) หมายถึง หากเราเข้าใจอารมณ์ของเราเป็นอย่างดีแล้ว เราจะสามารถปรับอารมณ์ และเลือกแสดงออกในรูปแบบที่เหมาะสมได้

R : Regulate (การจัดการ) หมายถึง การจัดการอารมณ์ให้อยู่ในระดับปกติผ่านกิจกรรมต่าง ๆ เช่น ออกกำลังกาย นั่งสมาธิ วาดรูป เป็นต้น

แนวทาง RULER จะช่วยให้ผู้คนทุกช่วงวัยสามารถใช้อารมณ์อย่างชาญฉลาด เปิดโอกาสทางความสำเร็จทั้งในบริบทของการศึกษา การทำงานและการใช้ชีวิต โดยทักษะเหล่านี้เป็นทักษะทั้งส่วนบุคคลและสังคม

การพัฒนาทักษะ SEL ด้วยแนวทาง RULER สามารถพัฒนาด้วยเครื่องมือ 4 อย่าง ดังนี้

Charter คือ เครื่องมือเพื่อสร้างและรักษาบรรยากาศทางอารมณ์เชิงบวก โดยการสร้างบรรทัดฐานที่ตกลงร่วมกันในชั้นเรียนถึงความรู้สึกต่าง ๆ และการเคารพต่อผู้อื่น การแสดงความช่วยเหลือซึ่งกันและกันในความรู้สึกเหล่านั้น

Mood Meter คือ เครื่องมือเพื่อเพิ่มความตระหนักรู้ในตนเองและสังคม ช่วยพัฒนาคำศัพท์เกี่ยวกับอารมณ์ที่เหมาะสมและกลยุทธ์ที่หลากหลายสำหรับการควบคุมอารมณ์

Meta-Moment คือ เครื่องมือเพื่อทบทวนและควบคุมอารมณ์ของตนเอง ด้วยเลือกวิธีการที่สอดคล้องกับตนเองและสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อผู้อื่น เช่น พักสมอง หายใจเข้าลึกๆ หาขนมกิน เป็นต้น

Blueprint คือ เครื่องมือนี้จะช่วยให้ผู้เรียนสามารถพิจารณาความขัดแย้งจากมุมมองของตนเองและมุมมองของผู้อื่น ช่วยพัฒนาทักษะการเอาใจใส่ ความเห็นอกเห็นใจ การนึกถึงความรู้สึกของกันและกัน พร้อมกันพูดคุยกันเพื่อหาวิธีการแก้ไขปัญหา

Reference

  • งานสัมมนาวิชาการ SoTL8

หัวข้อ ทักษะและสมรรถนะที่จำเป็นในยุค Next Normal

การเรียนรู้อารมณ์และสังคม Social Emotional Learning : SEL

วิทยากร: รศ.ดร.ฐิติกาญจน์ อัศตรกุล ผศ.ดร.สุรวิทย์ อัสสพันธุ์ และผศ.ดร.ชลิดา จูงพันธ์

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์