“Metaverse & Future Technology in Education”

feather-calendarPosted on 28 ธันวาคม 2022 document คลังความรู้Education technology
แชร์

วิทยากร Prof. Chiu-Lin LAI นักวิจัยชั้นนำ Top20 ของโลก ด้านการศึกษาสมัยใหม่ จาก National Taipei University of Education
เรียบเรียงโดย
น.ส.ศิริพรรณ เพชรน่วม นักพัฒนาการศึกษา สถาบันการเรียนรู้

Synchronous Learning เป็นรูปแบบการเรียนการสอนที่ผู้สอน กำหนดวัน เวลา และสถานที่ในการเรียนกับผู้เรียน เพื่อให้ผู้เรียนได้เข้าเรียนพร้อมกัน สามารถพูดคุย ซักถาม โต้ตอบกันระหว่างเรียนได้ เช่นการแบ่งปันความคิดเห็นร่วมกัน การวาดรูป เพื่อระดมสมองหรือตรวจสอบความเข้าใจของผู้เรียน การแชร์ตำแหน่งและการเช็คชื่อเข้าเรียน

 ตัวอย่างขั้นตอนในการเรียนรู้แบบ Self – Regulated Learning :SRL (4 Phases of SRL Classroom Learning)

  1. การเรียนรู้ด้วยตนเอง (Self-Learning) เช่นผู้เรียนสามารถดูวิดีโอบนแพลตฟอร์ม (Platform) และกรอกเอกสารการเรียนรู้
  2. การทำงานกลุ่ม (In–Group Working) เช่น การจัดทำโครงงานด้วย Co-spaces VR
  3. การทำงานระหว่างกลุ่ม (Between-group Working) เช่น ในแต่ละกลุ่มแลกเปลี่ยนโครงงาน VR ให้เพื่อนกลุ่มอื่นให้ข้อเสนอแนะและคำแนะนำ
  4. คำสั่งจากผู้สอน (Teacher Instruction) เช่น ผู้สอนสรุปเนื้อหาการเรียนรู้ที่นักเรียนสร้างขึ้น

แนะนำเครื่องมือที่ใช้ประกอบการเรียนการสอนในรูปแบบ Synchronous Learning

  1. PEAR DECK (Joinpd.com)

รายละเอียด: PEAR DECK เป็นส่วนเสริม (Extension) ของ Google Slides โดยสามารถดาวน์โหลดได้จาก Google Workspace Marketplace ซึ่งจะทำให้สไลด์นำเสนอสามารถแทรกคำถามให้ผู้เรียนตอบกลับระหว่างการเรียนการสอนได้ (Interactive Presentation) โดยในรูปแบบคำตอบจะมีทั้งแบบข้อความ ตัวเลือก (Choice) ตัวเลข วาดรูป ลากวาง เป็นต้น

ค่าใช้จ่าย:

BASIC ฟรี
INDIVIDUAL PREMIUM $149.99/ปี (ประมาณ 5,215.15 บาท/ปี)

  • Padlet

รายละเอียด: เว็บไซต์ให้บริการกระดานแสดงความคิดเห็นในรูปแบบออนไลน์ รองรับผู้ใช้งานหลายคน ผู้ใช้สามารถเข้ามาร่วมแสดงความคิดเห็น แลกเปลี่ยนข้อมูล หรือสรุปเนื้อหาได้ ซึ่ง Padlet สามารถโพสต์ได้ทั้งในรูปแบบของข้อความ รูปภาพ วิดีโอ เสียง และลิงก์เว็บไซต์ สามารถ Export ข้อมูลจากบอร์ดแสดงความคิดเห็นออกมาเป็นในรูปแบบของรูปภาพ ไฟล์ .pdf, .csv หรือพิมพ์ แชร์ผ่านช่องทางต่าง ๆ ได้ เช่น Facebook, Twitter และ E-mail เป็นต้น

ค่าใช้จ่าย: ฟรี

Reference: https://padlet.com/siriphan_jaa/msgzzjeyzc7t2v6x

Reference: https://padlet.com/siriphan_jaa/kir9kw63337cx978

  • Thinglink

รายละเอียด: เครื่องมือที่ใช้ในการเปลี่ยนรูปภาพเป็นสื่อในการโต้ตอบในการสร้างเนื้อหาการเรียนรู้ (Interactive Content) โดยสามารถเพิ่มภาพประกอบ คำอธิบาย และลิงก์วิดีโอได้ สามารถแชร์ผ่าน Social Media และนำลิงก์ไปฝังตามเว็บไซต์ได้

ค่าใช้จ่าย: ฟรี

  • EduVenture VR

รายละเอียด: แอปพลิเคชันสื่อการเรียนการสอน Virtual Reality (VR) ด้วยวิดีโอ 360 องศาแสดงผ่าน Smartphone และ VR Cardboard เพื่อใช้ในการจำลองเหตุการณ์ สถานที่ ซึ่งภายในแอปพลิเคชันมีวิดีโอ 360 องศาให้ผู้สอนได้เลือกใช้งานทั้งทางด้านศิลปะ ภาษาจีน ภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เป็นต้น ซึ่งง่ายต่อการใช้งาน สามารถสร้างแรงจูงใจในการเรียนรู้ของผู้เรียนได้อีกด้วย

ค่าใช้จ่าย: ฟรี

Reference: https://vr.ev-cuhk.net/

  • Uptale.io

รายละเอียด: Uptale.io เป็นเว็บไซต์สร้าง แบ่งปัน ติดตามสื่อการเรียนการสอน Virtual Reality (VR) ด้วยวิดีโอ 360/180 องศา 3D Model ด้วยรูปแบบการเรียนรู้ Immersive Learning ที่ใช้เทคโนโลยีเสมือนจริงผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ในการจำลองที่ใช้ในการศึกษาและการอบรม

Reference: https://shorturl.asia/UuBOb

สรุปสาระสำคัญจากงาน SoTL8 The Next Normal of Education

หัวข้อ “Metaverse & Future Technology in Education”
วิทยากร Prof. Chiu-Lin LAI นักวิจัยชั้นนำ Top20 ของโลก ด้านการศึกษาสมัยใหม่ จาก National Taipei University of Education

วันที่ 8 ธันวาคม 2565 เวลา 13.00 – 14.30 น. ณ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย

5 Application for iOS สำหรับสายชอบจด ประชุมก็ได้ เรียนออนไลน์ก็เวิร์ค

feather-calendarPosted on 30 พฤศจิกายน 2022 document คลังความรู้คลังความรู้คลังความรู้คลังความรู้คลังความรู้Education technology
แชร์

ผู้เรียบเรียง นางสาวพลอยพชร เนกขัมพิทักษ์

จากสถานการณ์โควิด 19 สร้างผลกระทบในการใช้ชีวิตประจำวันทั้งด้านการเรียนและการทำงาน ทุกคนจำเป็นต้องปรับตัว เปลี่ยนแปลงรูปแบบการดำรงชีวิตตามแนวทางชีวิตวิถีใหม่ (New Normal) เช่น การเว้นระยะห่าง (Social distancing) การตรวจคัดกรองก่อนเข้าที่ทำงาน การทำงานที่บ้าน (Work From Home) การประชุมหรือการเรียนการสอนก็ปรับเปลี่ยนมาเป็นรูปแบบ Online  ดังนั้นเราจึงต้องเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ ๆ หรือสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในการดำรงชีวิตกันมากขึ้น และก้าวไปสู่การใช้ชีวิตในรูปแบบใหม่หลังจากที่ได้ปรับตัวกับสถานการณ์โควิด 19 จนเกิดความคุ้นชิน ทั้งวิธีคิด วิธีเรียนรู้ วิธีสื่อสาร และวิธีปฏิบัติที่สะท้อนให้เห็นการเปิดรับเทคโนโลยีและบริการดิจิทัลใหม่ ๆ รวมถึงแพลตฟอร์มออนไลน์  ที่เรียกว่า ชีวิตวิถีถัดไป (Next Normal)

บริษัทเทคโนโลยีต่างออกอุปกรณ์สำหรับทำงานจดบันทึก (Tablet) ของตนเองออกมา ซึ่ง iPad เป็นอีกหนึ่งอุปกรณ์ที่หลายคนนิยมใช้เป็นตัวช่วยในการเรียนหรือประชุมของค่าย Apple อีกทั้งยังมี Apple Pencil มาเป็นตัวช่วยในการจดโน้ตให้ง่าย  และมีประสิทธิภาพมากขึ้น ในบทความนี้เราได้คัดแอปพลิเคชันจดโน้ตระดับตำนานมาถึง 5 แอปด้วยกัน ดังนี้

1. Notes

รูปจาก https://www.proofhub.com/articles/note-taking-apps

Notes เป็นแอปพลิเคชันสุดคลาสสิกที่ติดมากับตัวเครื่อง iPad ทุกรุ่นและรองรับการทำงานของ Apple Pencil ได้อย่างเพอร์เฟคที่สุด เหมาะกับการใช้งานแบบพิมพ์ Short note มากกว่าเขียนอะไรยาว ๆ

ฟีเจอร์ที่โดดเด่น

  • ค้นหาข้อความ ทำสัญลักษณ์ วาดรูป ระบายสี
  • สแกนเอกสาร
  • Export file ไปยังแอปฯ อื่นได้
  • เซฟเป็นโฟลเดอร์ ใส่รหัส ค้นหาข้อมูลที่จดไว้ได้
  • สามารถเพิ่มผู้อื่นเข้ามาเป็นผู้แก้ไขหรือผู้ชมแบบเดียวกับที่สามารถทำได้ใน Google Docs หรือ Canva 

ค่าใช้จ่าย ฟรี

2. Goodnotes 5

รูปจาก https://medium.goodnotes.com/ipad-os-19922d03c01a

Goodnotes 5 เป็นแอปพลิเคชันที่ตอบโจทย์นักจดสายลายมือเหมาะกับการทำงานของสมัยใหม่สุด ๆ ลักษณะเด่นของแอปฯ คือมี UI ที่เรียบง่าย สามารถเลือกปก ลายกระดาษ รวมไปถึง Template สมุดโน้ตที่มีให้เลือกหลายแบบ และสามารถเปลี่ยนได้ตลอดเวลา ปากกามีให้เลือกถึง 3 แบบ สามารถปรับขนาด ระดับความคม และแรงกดของเส้นปากกาตามใจชอบ สามารถจัดหมวดหมู่สมุดโน้ตได้และสามารถกด Favorite สมุดที่เราใช้บ่อย ๆ ได้ เพื่อเพิ่มความสะดวกรวดเร็วในการค้นหาโน้ต

ฟีเจอร์ที่โดดเด่น

  • เปลี่ยนลายมือให้เป็นตัวพิมพ์ได้ (ก่อนอื่นต้องเข้าไปใน setting>apple pencil>turn on scribble)
  • สแกนรูปแปะเข้าไปโน้ตได้
  • นำเสนองานด้วยเลเซอร์หรือการสะท้อนภาพจอ
  • เปิดเอกสารแบบวางข้างกันได้ เช่น อ่านบทความด้านหนึ่งและจดบันทึกอีกด้านหนึ่ง หรือลากและวางข้อมูลจากบันทึกหนึ่งไปยังอีกบันทึกหนึ่งได้อย่างง่ายดาย
  • ใช้สมุดโน้ตเดียวกันพร้อมกันหลายคนได้ เอกสารที่แชร์จะมีลิงก์สำหรับแชร์ให้คุณเพื่อให้ทำงานร่วมกันได้ ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหนก็ตาม
  • สามารถจัดหมวดหมู่สมุดโน้ตได้โดยการสร้าง Folder เพื่อเก็บโน้ตของเราไว้เป็นหมวดหมู่ และเลือกโน้ตที่ใช้งานบ่อยได้

ค่าใช้จ่าย ราคา 279 บาท (สามารถโหลดแอพได้ที่ App Store และมีการอัปเดตเวอร์ชันใหม่เรื่อย ๆ จากนักพัฒนา)

3. Notability

รูปจาก https://womenlovetech.com/notability-app-will-completely-change-way-work/

Notability เป็น Application จดโน้ตใน iPad ที่ตีคู่มากับ Goodnotes เหมาะสำหรับคนที่ชอบเขียนแพลนเนอร์ วางแผนสำหรับเป้าหมายต่าง ๆ 2 Application นี้มีฟีเจอร์การใช้งานส่วนใหญ่ที่คล้ายกัน แต่ Notability จะมีฟีเจอร์เพิ่มเติม เช่น การอัดเสียงหรือจูนเสียง การเพิ่มภาพนามสกุล GIFหรือวิดีโอ การแชร์ลิงก์ผู้แก้ไขหรือผู้ชมแบบแอป Notes การตั้งล็อก Password โน้ต แอปนี้จะมีความ User-friendly มากกว่า Goodnotes เพราะฟีเจอร์ส่วนใหญ่จะไม่ซับซ้อนในการใช้งานมาก และมีตัวช่วยการวาดวงกลม สี่เหลี่ยม เส้นตรงที่สะดวกกว่า (เพียงแค่วาดแล้วลากปากกาค้างไว้สักครู่ แต่ถ้าเป็น Goodnotes คุณจะต้องเสียเวลาจิ้มที่ปุ่มวาดวงกลม สี่เหลี่ยม เส้นตรงเฉพาะก่อน) และอีกหนึ่งฟีเจอร์เด็ดของ Notability นั่นก็คือ ‘ฟีเจอร์ Notability Plus’ ที่มีธีม แพลนเนอร์รายปี และสติ๊กเกอร์ให้เลือกใช้มากมาย

ฟีเจอร์ที่โดดเด่น

  • เปลี่ยนลายมือให้เป็นตัวพิมพ์ได้
  • มีการเพิ่มฟีเจอร์มากขึ้น ทั้งหัวปากกาแบบใหม่ สามารถระบายได้เหมือนสีน้ำ มี shape tools รูปทรงและลูกศรต่าง ๆ พร้อมกล่องข้อความที่แก้ไขตัวอักษรและเคลื่อนย้ายได้
  • มีฟีเจอร์ที่ทำให้ตรง ช่วยจัดระเบียบการเขียนให้ดีขึ้น เขียนเอียงขนาดไหนก็แก้ไขได้
  • Customize toolbar สามารถปรับแต่งแถบเครื่องมือที่ใช้บ่อยมาไว้ที่หน้าจอได้
  • สามารถเปิดได้หลายหน้าจอ

ค่าใช้จ่าย ราคา 429 บาท/ปี (สามารถโหลดแอพได้ที่ App Store และมีการอัปเดตเวอร์ชันใหม่เรื่อย ๆ จากนักพัฒนา)

4. Paper

Paper เป็นอีกหนึ่งแอปที่น่าสนใจมาก ๆ เพราะหน้าต่างของแอปนี้เป็นเหมือนหนังสือ จึงให้ความรู้สึกเหมือนจดลงบนสมุดโน้ตจริง การเพิ่มงานจดจะเป็นการเพิ่มสมุดเล่มใหม่หรือกระดาษของสมุดขึ้นมาแทน นอกจากเรื่องความโดดเด่นเรื่องการจดลงบนสมุดโน้ตแล้ว ก็ยังมีเครื่องมือให้เลือกใช้มากมาย ไม่ว่าจะเป็น ดินสอ ปากกา แปรงทาสี รวมไปถึงกระดาษก็มีให้เลือกหลายแบบ หลายสีเลย

ฟีเจอร์ที่โดดเด่น

  • มีกระดาษหรือหนังสือเป็นเล่ม ในการจัดหมวดหมู่งานจด ให้ความรู้สึกเหมือนจดลงบนสมุดโน้ตจริง
  • Export งานจดเป็นภาพได้
  • ใช้งานง่าย ฟีเจอร์ไม่ซับซ้อน

ค่าใช้จ่าย  ฟรี (แต่มีค่าใช้จ่ายสำหรับการใช้งานฟีเจอร์บางอย่างเพิ่มเติม)

5. Collanote

Collanote เป็นอีกหนึ่งแอปที่เหมาะมาก ๆ สำหรับการจดโน้ตหรือจด Lecture สำหรับนักเรียน นักศึกษา หน้าตาการใช้งานคล้ายกับแอป Goodnotes และ Notability แต่สามารถโหลดมาใช้งานได้ฟรี 100% เหมาะมาก ๆ สำหรับใครที่มีงบจำกัดก็สามารถโหลดแอปนี้ไปใช้งานได้เลย และจุดเด่นที่เรียกได้ว่าน่าสนใจไม่แพ้กันเลยก็คือมีเครื่องมือให้เลือกใช้เยอะมาก ๆ

ฟีเจอร์ที่โดดเด่น

  • สามารถอัดเสียงได้
  • มีเทมเพลต ภาพให้เลือกใส่ในงานจดได้

ค่าใช้จ่าย ฟรี

Reference:

https://www.proofhub.com/articles/note-taking-apps
https://womenlovetech.com/notability-app-will-completely-change-way-work
https://medium.goodnotes.com/ipad-os-19922d03c01a

กิจกรรม Show&Share หัวข้อ PROG, the powerful competency assessment

feather-calendarPosted on 27 ตุลาคม 2022 document PedagogyPedagogyPedagogy
แชร์

วิทยากรโดย

Mr.Naoki Matsumura และ  Mr.Akihiro Tanabe

ผู้วิจัยเครื่องมือจากบริษัท Riasec Inc. ประเทศญี่ปุ่น

ผู้แปลโดย

อ.วิวัฒน์วงศ์ กีรติการุณย์ อาจารย์สอนภาษา โครงการ KOSEN KMUTT

เรียบเรียงโดย ทีม CELT

Generic skills คืออะไร?

Generic skills คือทักษะทั่วไปที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต เพื่อให้สามารถปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของโลกและความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ซึ่งเป็นสิ่งที่ทั้งไทยและญี่ปุ่นกำลังเผชิญปัญหานี้เช่นเดียวกัน

ทาง RIASEC ได้แบ่งโครงสร้างทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิตและทักษะการถ่ายทอดออกเป็น 4 ส่วน ได้แก่

Academic field skills คือ กลุ่มทักษะเฉพาะทางด้านวิชาการที่ใช้ในมหาวิทยาลัย

Common skills beyond academic field คือ กลุ่มทักษะทั่วไปนอกเหนือจากด้านวิชาการที่ใช้ในมหาวิทยาลัย

Occupation oriented skills คือ กลุ่มทักษะเฉพาะที่ใช้ในการทำงาน

Generic skill เป็นกลุ่มทักษะที่ไม่เจาะจงเฉพาะทาง สามารถเรียนรู้ได้ทั่วไป มีความสำคัญกับการทำงานและใช้ชีวิตในสังคม

องค์ประกอบของ PROG

ทางบริษัท RIASEC ได้คิดค้นเครื่องมือวัด Generic skills ขึ้นมาโดยมีชื่อย่อว่า “PROG” หรือชื่อเต็มคือ The powerful assessment that measures “Generic skills” โดยปัจจุบันได้มีความร่วมมือกับทางบริษัท Skill shape ของไทยเพื่อทำการวัดประเมิน Soft skill และ Competency ของนักศึกษาและคนวัยทำงาน

องค์ความรู้ที่ทาง RIASEC ได้มาจากการสำรวจในองค์กรต่าง ๆ ถึงทักษะที่จำเป็นต่อการทำงานและใช้ชีวิต และนำมาวัดประเมินด้วย PROG ถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ องค์ความรู้ที่ได้จากการศึกษาเป็นหลัก เรียกว่า “Literacy” และองค์ความรู้ในเรื่องที่อยู่รอบ ๆ ตัวเรา เรียกว่า“Competency”

ซึ่งเครื่องมือ PROG ที่จะใช้ในประเทศไทยนั้นจะวัดในส่วนของ Competency เท่านั้น

Competency ประกอบด้วย 3 ส่วน ได้แก่ Teamwork skills, Personal skills, Problem solving skills  มีรายละเอียด ดังนี้

Teamwork skills คือ กลุ่มทักษะในการทำงานร่วมกัน (Team work) หรือการสร้างความน่าเชื่อถือต่อผู้อื่น ประกอบด้วย

  • Relating with others คือการสนใจ เอาใจใส่ และเชื่อใจผู้อื่น
  • Collaborating with others คือการรู้จักบทบาท หน้าที่และช่วยเหลือกัน
  • Team management คือการให้ความคิดเห็นและยกระดับศักยภาพของทีม

Personal skills คือ กลุ่มทักษะที่ควบคุมพฤติกรรมและอารมณ์ ประกอบด้วย

  • Self control คือการที่สามารถควบคุมอารมณ์ของตนเองได้อย่างเหมาะสม
  • Self confidence คือการรู้จักตัวเองและแสดงความมั่นใจออกมา
  • Behavior control คือการทำงานด้วยความกระตือรือร้นและสำเร็จได้

Problem solving skills คือ ทักษะทางความคิดในการหาวิธีแก้ปัญหา ประกอบด้วย

  • Problem identification คือการรวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์ถึงสาเหตุที่แท้จริง
  • Planning solutions คือการตั้งเป้าหมายและวางแผนแก้ไขปัญหา
  • Implementing solutions คือการใส่ความคิดลงมือแก้ไขปัญหาและติดตาม

ทบทวนงานวิจัยด้านทักษะที่จำเป็นต่อสังคม

ตั้งแต่ปี 2000 ทางบริษัท RIASEC ได้ใช้แบบสำรวจจำนวน 9 ประเภท เพื่อสำรวจทักษะที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตจากองค์กรหลากหลายสถาบันทางด้านเศรษฐกิจในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งปัจจุบันสามารถสรุปทักษะเหล่านั้นออกมาเป็น key factors จำนวน 407 key factors

ตัวอย่างแบบสอบถาม PROG

แบบสอบถาม PROG จะเป็นคำถามประเมินตนเองให้เลือกตอบระหว่างพฤติกรรมในข้อ A หรือพฤติกรรมในข้อ B  โดยมีคำถามประมาณ 195 ข้อ ตัวอย่างเช่น ข้อ 1 “A ฉันพูดคุยได้อย่างฉะฉานแม้เป็นการคุยครั้งแรก” หรือ “B เงียบ สุภาพ ให้พื้นที่กับคนที่พูดคุยด้วยในการคุยครั้งแรก”

จากพบการตอบแบบสอบถามพบว่าโดยส่วนใหญ่ คนที่เลือกตอบ B มักเป็นกลุ่มนักศึกษา หรือพนักงานใหม่ คนที่เลือก A มักเป็นกลุ่มพนักงานที่มีประสบการณ์การทำงานแล้วหรือได้รับคำแนะนำจากรุ่นพี่ในที่ทำงาน ทั้งนี้สำหรับคนไทย โดยส่วนใหญ่มักจะเลือกตอบ B มากกว่า

เมื่อทำแบบสอบถามครบแล้ว ระบบจะประมวลผลระดับทักษะให้แก่ผู้ประเมิน

Reliability and validity (ความน่าเชื่อถือ และความแม่นยำ)

          จากการรวบรวมข้อมูลกว่า 15,000 คนมาประมวลผล พบว่าค่าความน่าเชื่อถือ (Reliability: α) ของ PROG นั้นจะเฉลี่ยอยู่ที่ 0.78 ซึ่งถือได้ว่ามีความน่าเชื่อถืออยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูง

ในส่วนของค่าความแม่นยำ (Validity) หากพิจารณาโดยแบ่งตามกลุ่มบุคคลประเภทต่าง ๆ อาทิ นักศึกษาระดับชั้นปีที่ 1 ถึงปีที่ 4  พบว่าเมื่อนักศึกษาเริ่มเข้ารับการศึกษาจะค่อย ๆ พัฒนา Competency ให้สูงขึ้น หลังจบการศึกษาและเริ่มการทำงานในสังคม ก็จะพัฒนา Competency สูงยิ่งขึ้นอีก

นอกจากนี้จากการสำรวจกลุ่มผู้บริหารทั้งเพศหญิงและชาย พบว่ากลุ่มบุคคลนี้จะมี Competency สูงมาก

          จากการสำรวจเปรียบเทียบการได้รับโอกาสทำงานจากองค์กรหรือบริษัท พบว่ากลุ่มที่ได้รับโอกาสทำงานกับองค์กรตั้งแต่ช่วงต้นจะมีค่า Competency สูงกว่ากลุ่มที่ได้รับโอกาสในช่วงกลางและกลุ่มที่จบการศึกษามากกว่า 3 เดือนถึงได้รับโอกาส ดังนั้น จึงพอสรุปได้ว่าหากนักศึกษาได้รับโอกาสทำงานร่วมกับองค์กรแต่แรกเริ่มจะมีค่า Competency สูงกว่านักศึกษาที่ได้รับโอกาสช้ากว่าหรือไม่ได้รับโอกาส

จากการสำรวจเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มคนทำงานในเอเชีย (Global worker) อายุ 25-29 ปี จำนวน735 คน ที่ทำงานในต่างประเทศมาประมาณ 4 ปี เทียบกับกลุ่มคนทำงานในญี่ปุ่น (Model worker) จำนวน 4000 คน และกลุ่มนักศึกษาญี่ปุ่น พบว่ากลุ่มคนทำงานในเอเชียมีค่า Competency สูงกว่ากลุ่มคนทำงานในญี่ปุ่น

ข้อมูลยอดผู้ใช้งาน PROG

ปัจจุบันมีจำนวนผู้ใช้งาน PROG มากถึง 1,540,000 คน ตั้งแต่ปี 2012

สำหรับมหาวิทยาลัยมีการใช้งาน PROG กับนักศึกษามากขึ้นทุกปี โดยมีจำนวนรวมกว่า 1,400,000 คนจากมหาวิทยาลัยทั้งหมด 515 แห่ง  และเริ่มใช้งาน PROG ตั้งแต่ปี 2021 กับบริษัทกว่า 70 แห่ง เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการพิจารณาว่าแต่ละองค์กรควรจะต้องมีทักษะอะไรที่จำเป็นบ้าง

Case studies การใช้งาน PROG

1. เปรียบเทียบจุดอ่อน (Weakness) และจุดแข็ง (Strength) ของมหาวิทยาลัยญี่ปุ่น

ตัวอย่างกราฟเปรียบเทียบค่าเฉลี่ย Competency ของมหาวิทยาลัยหนึ่งกับค่าเฉลี่ย Competency ของหลายมหาวิทยาลัย เพื่อสำรวจจุดแข็งและจุดอ่อนของมหาวิทยาลัย จากกราฟจะเห็นว่ามหาวิทยาลัยนี้ มีจุดแข็งด้าน Teamwork skills และ Personal skills แต่ยังมีจุดอ่อนด้าน Problem solving skills ซึ่งข้อมูลดังกล่าวจะเป็นประโยชน์อย่างมากต่ออาจารย์และส่วนพัฒนาการศึกษาในการปรับเปลี่ยนรูปแบบการสอน

2. การเติบโตและพัฒนาการของนักศึกษา

การแสดงผลของ PROG สามารถช่วยให้อาจารย์เห็นถึงพัฒนาการ การเติบโตของนักศึกษา โดยในตัวอย่างนี้จะเป็นการเปรียบเทียบ Competency ของนักศึกษาเมื่ออยู่ปีที่ 1 และปีที่ 3 ซึ่งจะพบว่ามีการพัฒนามากขึ้นโดยเฉพาะ Problem solving ที่เติบโตอย่างเห็นได้ชัด

ในญี่ปุ่นมีการวิเคราะห์วิธีการเพิ่มพัฒนาทักษะด้วยการเรียนรู้แบบต่าง ๆ  เช่น  Active learning, PBL,  Seminar, Experiment

3. การปรับปรุงพัฒนาห้องเรียนสำหรับนักศึกษาใหม่

กราฟแสดงค่า Competency ของนักศึกษาก่อนและหลังเรียน เมื่อครูผู้สอนทราบค่า Competency และปรับรูปแบบการสอนใหม่ หลังจากนั้นเมื่อนักศึกษาทำแบบทดสอบอีกครั้งพบว่าค่า Competency สูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

4. การได้รับประสบการณ์ไปต่างประเทศมีผลต่อการพัฒนา Competency

          ข้อมูลเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มนักศึกษาปี 1 และปี 3 ที่มีโอกาสได้ไปต่างประเทศและกลุ่มที่ไม่ได้ไป พบว่านักศึกษาที่มีโอกาสได้ไปต่างประเทศมี Competency สูงขึ้นกว่ากลุ่มที่ไม่ได้ไป และสิ่งที่น่าสนใจกว่านั้นคือนักศึกษาที่ไม่ได้ไปต่างประเทศ มีทักษะครึ่งหนึ่งลดลงกว่าตอนปี 1 อีกด้วย จึงพอสรุปได้ว่าการที่นักศึกษาได้มีประสบการณ์ไปต่างประเทศมีผลต่อการพัฒนา Competency อย่างมาก

5. การพัฒนานักศึกษาจากผลการประเมินด้วย PROG

          ผู้สอนสามารถนำข้อมูลนี้ไปวางแผนพัฒนานักศึกษาตามกระบวนการ PDCA ดังนี้

  • ขั้น Plan ค้นหาจุดแข็ง และตั้งเป้าหมาย วางแผนการพัฒนาจุดแข็งและลดจุดอ่อน
  • ขั้น Do ดำเนินการพัฒนาตามแผน และให้การสนับสนุน เช่น การให้คำปรึกษา
  • ขั้น Check ตรวจสอบผลลัพธ์ โดยคำนึงถึงเป้าหมายในการพัฒนาและลงมือปฏิบัติ
  • ขั้น Action ดำเนินการพัฒนาตามแผน

โดยการใช้งาน PROG ในรูปแบบนี้ไม่ได้จำกัดเฉพาะการศึกษาเท่านั้นแต่ยังสามารถใช้กับองค์กรได้เช่นกัน

6. ใช้ข้อมูลจาก PROG มาให้คำแนะนำแบบตัวต่อตัว (One-on-One) แบ่งเป็น 2 แบบ ได้แก่

A ) A private college: interview by professors  หลังจากนักศึกษาทำแบบทดสอบ PROG testก่อนเรียน ผู้สอนจะสัมภาษณ์กับนักศึกษารายคน ถึงแผนการพัฒนาจุดแข็งและจุดอ่อนของตนเอง โดยให้นักศึกษาฝึกฝนตัวเองก่อน 1-2 เดือน  จากนั้นจึงนัดพูดคุยอีกครั้งถึงผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น

B ) Career center at a private large-size university หลังจากนักศึกษาทำแบบทดสอบ PROG test แล้ว “Career center staff” จะสัมภาษณ์นักศึกษา โดยให้ข้อมูลเกี่ยวกับงาน บอกจุดแข็งของนักศึกษา รวมถึงอบรมการเขียน Resume

สาระจากกิจกรรม Show&Share หัวข้อ PROG, the powerful competency assessment

วันอังคารที่ 11 ตุลาคม 2565 เวลา 09.00 – 12.00 น.

วิทยากรโดย

Mr.Naoki Matsumura และ  Mr.Akihiro Tanabe

ผู้วิจัยเครื่องมือจากบริษัท Riasec Inc. ประเทศญี่ปุ่น

ผู้แปลโดย

อ.วิวัฒน์วงศ์ กีรติการุณย์ อาจารย์สอนภาษา โครงการ KOSEN KMUTT

LINE Official Account ของสำนักงาน

feather-calendarPosted on 12 ตุลาคม 2022 document ข่าวสาร/ประกาศHighlight
แชร์

LINE Official Account เป็นเพื่อนกับเราแอดไลน์เลย ID:@123456

แนวคิดเรื่อง “Credit Bank based on Learning Outcomes”

feather-calendarPosted on 22 สิงหาคม 2022 document
แชร์

การประชุมวิชาการ ครั้งที่ 17 ประจำปี 2565 เรื่อง ก้าวต่อไปของการพลิกโฉมอุดมศึกษาไทย

Speaker:        รศ. ดร.บัณฑิต ทิพากร              มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี

รศ. นพ.อานุภาพ เลขะกุล          ที่ปรึกษาด้านแพทยศาสตรศึกษา คณะแพทยศาสตร์

มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

น.ส.นุชนภา รื่นอบเชย              ที่ปรึกษาด้านมาตรฐานการศึกษา กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

เรียบเรียงโดย    ทีม CELT

          ที่มาของการทำ Credit Bank นั้น หากย้อนกลับไปที่พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2546 ได้มีการริเริ่มให้สถาบันอุดมศึกษามุ่งเน้นเรื่อง “การเรียนรู้ตลอดชีวิต หรือ Life Long Learning ให้กับประชากรไทยทุกช่วงวัย” และมาเน้นย้ำความสำคัญอีกครั้งในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2562 ที่ส่งเสริมให้มีการจัดการเรียนรู้ในห้องเรียน นอกห้องเรียน และให้ประสบการณ์การเรียนรู้ในรูปแบบต่าง ๆ ที่หลากหลาย จากแนวคิดดังกล่าวจึงถูกต่อยอดมาสู่แนวคิดของการทำ “Credit Bank” ในปัจจุบัน

Credit Bank เป็นการสะสมการเรียนรู้หรือสะสมพัฒนาการของผู้เรียน”

          หลักสำคัญของการทำ Credit Bank แท้จริงแล้วนั้นจะเป็นการสะสมการเรียนรู้ของผู้เรียน กล่าวคือเป็นการสะสมความสามารถ สมรรถนะ (Competency) หรือการสะสมพัฒนาการการเรียนรู้ของผู้เรียน เปรียบเสมือนสมุดพกหรือสมุดเก็บบัญชีธนาคาร (Book Bank) ซึ่งธนาคาร (Bank) กลางนี้อาจจะอยู่กับรัฐ มหาวิทยาลัย หรือตัวผู้เรียน ก็ได้ โดยมาตรฐานความสามารถหรือพัฒนาการเรียนรู้นั้นจะถูกกำหนดจาก Learning Outcome (LO) และจะต้องกำหนดจากความรู้ ทักษะที่ตอบเรื่องการเรียนรู้ตลอดชีวิต หรือเป็นการเพิ่ม Professional Skills เพื่อการทำงาน นอกจากนี้ยังสามารถตอบโจทย์ผู้เรียนที่ต้องการ Up skills และ Re skills เนื่องจากในปัจจุบันมโนทัศน์ของเด็กยุคใหม่ต้องการเรียนรู้ ฝึกฝนทักษะเพื่อให้สามารถนำไปใช้ในชีวิตจริง พร้อมทั้งสร้างรายได้ให้กับตัวเองได้

          หลักสำคัญของการทำ Credit Bank แท้จริงแล้วนั้นจะเป็นการสะสมการเรียนรู้ของผู้เรียน กล่าวคือเป็นการสะสมความสามารถ สมรรถนะ (Competency) หรือการสะสมพัฒนาการการเรียนรู้ของผู้เรียน เปรียบเสมือนสมุดพกหรือสมุดเก็บบัญชีธนาคาร (Book Bank) ซึ่งธนาคาร (Bank) กลางนี้อาจจะอยู่กับรัฐ มหาวิทยาลัย หรือตัวผู้เรียน ก็ได้ โดยมาตรฐานความสามารถหรือพัฒนาการเรียนรู้นั้นจะถูกกำหนดจาก Learning Outcome (LO) และจะต้องกำหนดจากความรู้ ทักษะที่ตอบเรื่องการเรียนรู้ตลอดชีวิต หรือเป็นการเพิ่ม Professional Skills เพื่อการทำงาน นอกจากนี้ยังสามารถตอบโจทย์ผู้เรียนที่ต้องการ Up skills และ Re skills เนื่องจากในปัจจุบันมโนทัศน์ของเด็กยุคใหม่ต้องการเรียนรู้ ฝึกฝนทักษะเพื่อให้สามารถนำไปใช้ในชีวิตจริง พร้อมทั้งสร้างรายได้ให้กับตัวเองได้

ในด้านการประเมิน (Assess) หรือ การคัดกรอง (Qualify) จะประเมินจากหลักฐานการเรียนรู้ (Evidence) ที่สามารถสะท้อนไปยัง LO ได้อย่างแท้จริง ซึ่งหลักฐานการเรียนรู้ดังกล่าวมีได้หลายรูปแบบ ไม่ใช่เพียงแค่การสอบเท่านั้น อาทิเช่น การรวบรวมผลงานด้วย Portfolio การประเมินจากการปฏิบัติงาน (On the Job) การจำลองสถานการณ์เสมือน (Simulation) หรือ Recognition of Prior Learning เป็นต้น รวมทั้งยังสะท้อนผลการเรียนรู้ของผู้เรียนได้ว่ายังขาดหรือต้องพัฒนาอะไรเพิ่มเติม

การประเมินด้วยหลักฐานการเรียนรู้อย่างจริงจังนี้ ทำให้ Credit Bank เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการเชื่อมโยงระหว่างภาคการศึกษาและภาคแรงงาน โดยให้ภาคแรงงานมีส่วนร่วมในการกำหนดมาตรฐานวัดความสามารถ สมรรถนะของผู้เรียนได้

          จุดสำคัญของการทำธนาคารหน่วยกิต หรือ Credit Bank สถาบันการศึกษาและผู้สอนจำเป็นต้องมี Mindset ที่หลุดออกจากการเรียนรู้แบบเดิมที่มุ่งเน้นการเรียนแบบกรอบเวลา (Time Based) ถึงแม้จะจะใช้คำว่า “หน่วยกิต หรือ Credit” ที่เป็นการเรียนตามกรอบเวลาก็ตาม ซึ่งระบบเดิมนี้จะมุ่งเน้นไปที่การคิดภาระงานของผู้สอนมากกว่าการคำนึงหรือมุ่งเน้นไปที่ความสามารถและความสนใจของผู้เรียน อีกทั้งยังจำเป็นต้องหลุดออกจากภาพการเรียนรู้ทั้งหลักสูตรและเรียนเพื่อให้ได้ใบปริญญา (Degree) ซึ่งในอนาคตมีแนวโน้มที่จะลดความสำคัญลงทั้งจากตัวผู้เรียนและภาคแรงงาน

นอกจากนี้การอาศัยภาคแรงงานเข้ามามีส่วนร่วมจะก่อเกิดเป็นการเรียนรู้ที่มี คุณภาพ และส่งผลถึงการยอมรับเองโดยอัตโนมัติ กล่าวคือ สถาบันการศึกษาจำเป็นจะต้องให้การเรียนรู้ที่ทำให้ผู้เรียนสามารถทำงานได้หรือมีศักยภาพมากพอที่จะสร้างการพัฒนา (Growth) แก่องค์กรหรือสังคมได้ และต้องมีวิธีวัดประเมินที่ชัดเจนผ่านหลักฐานการเรียนรู้แบบต่าง ๆ แทนการเรียนรู้แบบอาศัยกรอบเวลา       

วัตถุประสงค์ของ Credit bank

          โดยสรุปแล้ววัตถุประสงค์ของการทำCredit Bank มีดังนี้

  • เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ส่งเสริมให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง สามารถเรียนรู้นอกระบบหรือเรียนรู้ด้วยตนเองได้ ส่งผลให้ประชากรไทยมีโอกาสเพิ่มขึ้นในการพัฒนาศักยภาพของตนเองได้ทุกที่ (everywhere) ซึ่งเป็นการตอบเป้าหมายเรื่องของ การเรียนรู้ตลอดชีวิต
  • เน้นการเรียนรู้ที่เป็นมิตรกับผู้เรียน (Learner – friendly) ระบบ Credit Bank นี้เน้นทำให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้อย่างมีความสุข ไม่รู้สึกกดดันและสามารถเรียนรู้ได้ตามอัตราความเร็วหรือความพร้อมของตนเอง (Self-paced Learning)
  • ส่งเสริมการเรียนรู้ข้ามศาสตร์ เป็นการผนวกรวมองค์ความรู้จากศาสตร์ หรือวิชาต่าง ๆ ผ่านการกำหนด Learning Outcome
  • เลือกเรียนตามความสนใจและศักยภาพ ผู้เรียนจะหลุดจากกรอบของหลักสูตรและมีโอกาสได้เลือกเรียนตามความสนใจหรือศักยภาพที่ตนเองต้องการ
  • เรียนรู้ตามอัตราการเรียนรู้ของตนเอง ผู้เรียนจะเป็นอิสระจากเวลา สามารถกำหนดเวลาในการเรียน กำหนดอัตราในการเรียนรู้ตามความเร็วในการเรียนรู้ของตนเองได้ นอกจากนี้ผู้เรียนยังสามารถเข้าออกจากระบบหรือพักการเรียนรู้ไว้ เพื่อไปทำงานก่อนได้อีกด้วย
  • เชื่อมโยงภาคแรงงานและภาคการศึกษา ระบบนี้จะทำให้ภาคแรงงานเข้ามามีส่วนร่วมในการประเมิน (Assess)
  • เทียบโอนได้ สามารถเทียบโอน Credit ระหว่างสถาบันการศึกษาต่าง ๆ ได้ โดยที่ไม่จำเป็นต้องเป็นสถาบันอุดมศึกษา

ตัวอย่างการเรียนรู้แบบ Credit Bank จาก มจธ.

     มจธ. ได้เริ่มออกแบบระบบการเรียนรู้แบบใหม่นี้และคาดว่าจะนำระบบการเรียนรู้ดังกล่าวมาใช้จริงในช่วงกลางปี 2566 โดยโครงสร้างของระบบจะถูกแบ่งออกเป็นสองส่วน คือ “Learn & Earn” โดยจะมี Learning Outcome เป็นหลักสำคัญ การเทียบเคียงสู่ระบบเดิมนั้นจะเป็นการเทียบแค่หลักสำคัญหรือ Core Concept เท่านั้น โดยนักศึกษาหรือผู้เรียนจะมีสิทธิ์เลือกที่จะเรียนในรูปแบบเดิมหรือรูปแบบนี้ได้ ซึ่งในอนาคต Block Chain จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในด้านนี้

                    Earn คือระบบการรับรองความสามารถที่ Earner สามารถค้นหา เลือก และส่งหลักฐานการประเมิน เพื่อขอรับการรับรองและเมื่อได้รับการรับรองจะได้รับ Digital Badge 

 โดยมีหลักการ ดังนี้

  • จะต้องสนองตอบการทำงานได้ โดยจะเป็นงานที่สำคัญในช่วงเวลานั้น ๆ สามารถปรับเปลี่ยนได้ตลอดเวลาตามบริบทสังคม
  • มีขนาดเล็ก เมื่อเทียบกับระบบหลักสูตร
  • สามารถวัดประเมินได้ชัดเจน
  • สามารถเชื่อมโยงเข้าด้วยกันได้ (Stack)  

ส่วน Learn คือ ระบบสนับสนุนการเรียนรู้และพัฒนาความสามารถ เป็นแหล่งรวบรวม Resource ต่าง ๆ เช่น VDO, Content Paper, Workshop หรือ Learning Module ที่เรียกรวม ๆ ว่า Learning Unit โดยผู้ที่สนใจสามารถเลือกเรียนรู้ได้ตามความสนใจ และเมื่อจบการเรียนรู้จะได้รับ Certificate of Attendance หรือ KMUTT Learning Outcomes Certificate

สิ่งที่ต้องปรับเปลี่ยนเพื่อดำเนินระบบ Credit Bank

  • การพัฒนาศักยภาพอาจารย์  ปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ระบบการเรียนรู้มีคุณภาพจำเป็นต้องมีผู้สอนที่มีคุณภาพ การพัฒนาอาจารย์ให้มีศักยภาพตามกรอบ PSF จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง
  • ระบบคัดกรองคนเข้าระบบ จำเป็นต้องคิดค้นแนวทางการคัดกรองผู้เรียนเข้าระบบ ซึ่งการสอบแบบเดิมอาจจะไม่จำเป็นอีกต่อไป
  • ระบบและวิธีการประเมิน ในทุก ๆ การเรียนรู้จำเป็นต้องมีระบบและวิธีการวัดประเมินการเรียนรู้ที่ชัดเจน
  • เลิกยึดติดกับกรอบเวลา อาจารย์จำเป็นต้องปรับ Mindsetเพื่อที่จะหลุดหรือแยกจากการเรียนรู้ในระบบเดิมที่เป็นการเรียนรู้ตามกรอบเวลาให้ได้
  • เน้น Learning Outcome ในทุกการเรียนรู้จำเป็นต้องมีวิธีการเปลี่ยนประสบการณ์การเรียนรู้เป็น Learning Outcome
  • ค้นหาระบบกลาง การสะสมการเรียนรู้ หรือสะสม Credit นี้อาจจะต้องอาศัยระบบกลาง เช่น ระบบแบบเดียวกับธนาคารในการสะสม

สาระจากการประชุมวิชาการ ครั้งที่ 17 ประจำปี 2565

สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สป.อว.) ร่วมกับ

สมาคมเครือข่ายการพัฒนาวิชาชีพอาจารย์และองค์กรระดับอุดมศึกษาแห่งประเทศไทย (ควอท)

เรื่อง ก้าวต่อไปของการพลิกโฉมอุดมศึกษาไทย

(Foresight in Reinventing Thailand Higher Education: The Next Move)

วันที่ 24-25 มีนาคม 2565

ณ โรงแรมแอมบาสซาเดอร์ (สุขุมวิท 11) กรุงเทพมหานคร

“ปรากฏการณ์วอชแบค” (washback effect) กับการพัฒนาผู้เรียนอย่างแท้จริง”

feather-calendarPosted on 11 สิงหาคม 2022 document InterventionPedagogyUncategorized
แชร์

โดย ดร.สุขุมาลย์ หนกหลัง

ในการจัดการเรียนการสอนนอกเหนือจากการถ่ายทอดองค์ความรู้แล้ว การวัดประเมินผลการเรียนรู้ก็เป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่สามารถสะท้อนผลการเรียนรู้ของผู้เรียนและเป็นประโยชน์ต่อผู้สอนในแง่ของการให้ ข้อมูลป้อนกลับ (Feedback) และสามารถนำผลประเมินมาออกแบบและพัฒนาการจัดการเรียนการสอนของตนเองให้ผู้เรียนสามารถบรรลุตามวัตถุประสงค์การเรียนรู้ได้

โดยนอกเหนือจากการประเมินในระดับหลักสูตรผ่านการประเมินระหว่างเรียน (formative assessment) และการประเมินเพื่อสรุปผลการเรียนรู้ (Summative Assessment) แล้ว จะเห็นได้ว่าผู้เรียนส่วนใหญ่จะได้รับการประเมินจากการทดสอบในระดับชาติเกือบทุกปี ดังภาพ

นั่นแสดงให้เห็นว่าผู้เรียนจะถูกวัดประเมินคุณภาพอย่างสม่ำเสมอ นอกจากนี้ผู้สอนจะมีข้อมูลจากการวัดประเมินผลการเรียนรู้และผลการสอบเป็นจำนวนมาก โดยข้อมูลนี้จะสะท้อนให้เห็นคุณภาพการจัดการเรียนการสอน คุณภาพของครูผู้สอนและสถานศึกษาเช่นกัน ซึ่งถือได้ว่าสถานศึกษาและครูผู้สอนมีส่วนได้ส่วนเสียกับผลการวัดประเมินและการสอบนี้ ผู้สอนจึงควรนำข้อมูลเหล่านี้กลับมาปรับวิธีการจัดการเรียนการสอนของตนเองใหม่ โดยจะเรียกพฤติกรรมเหล่านี้ว่า “ปรากฏการณ์วอชแบค” (washback effect)

นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยที่ระบุว่าปรากฏการณ์วอชแบค (washback effect) จะส่งผลกระทบต่อการเรียนรู้ของผู้เรียน เช่น ความพร้อมสำหรับการสอบ ประสบการณ์ของการทำข้อสอบ แรงจูงใจ ความวิตกกังวล และความคาดหวังของในการสอบด้วย 

ปรากฏการณ์วอชแบค (washback effect) มีด้วยกัน 2 ลักษณะ ดังนี้
วอชแบคทางบวก (positive washback) คือ ปรากฏการณ์ที่ครูผู้สอนนำข้อมูลผลการวัดประเมินและผลการสอบมาวิเคราะห์จุดอ่อนและจุดแข็งของผู้เรียนในความรับผิดชอบของตนเอง แล้วนำไปออกแบบ ปรับปรุง และพัฒนาการจัดการเรียนการสอนที่ทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้อย่างแท้จริง ส่งเสริมการเรียนรู้ของผู้เรียนให้บรรลุเป้าหมายหลักสูตร (teach to goal) ซึ่งเป็นแนวคิดที่ไปในทิศทางเดียวกันกับแนวคิดการสอนโดยการประเมินเป็นฐานและแนวคิดการประเมินเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ (assessment as learning: AaL) 

วอชแบคทางลบ (negative washback) คือ ปรากฏการณ์ที่ครูผู้สอนนำข้อมูลเหล่านี้ไปออกแบบ ปรับปรุง พัฒนาการสอน เพื่อวัตถุประสงค์ที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้คะแนนสูงสุด หรือเป็นการสอนเพื่อการสอบ (teach to the test) ยกตัวอย่างเช่น การลดเนื้อหาบางอย่างลงเพื่อเน้นการติวข้อสอบ สอนสูตรลัด ให้ผู้เรียนสามารถทำคะแนนสอบที่ดี ส่งผลให้ความรู้ที่ผู้เรียนได้รับอาจไม่เพียงพอที่จะนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตจริงได้ 

“ดังนั้น การจัดการเรียนรู้ที่เน้นให้ผู้เรียนสามารถบรรลุตามวัตถุประสงค์การเรียนรู้ได้นั้น ครูผู้สอนควรนำผลการวัดประเมินและการสอบมาใช้ในการออกแบบ ปรับปรุง และพัฒนาการจัดการเรียนการสอนด้วยวอชแบคทางบวก (Positive Washback)” 

5 แนวทางในการส่งเสริมการเรียนรู้ของผู้เรียนให้เกิดวอชแบคทางบวก (positive washback)

แนวทางการจัดการเรียนการสอนให้เกิดวอชแบคทางบวก คือการที่ผู้สอนใช้ข้อมูลจากผลการวัดประเมินและผลการสอบมาพัฒนาผู้เรียนให้ได้รับองค์ความรู้ครบถ้วนตามเป้าหมายของหลักสูตร สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตจริงได้ และมีความคุ้นเคยกับการสอบด้วย มีด้วยกัน 5 แนวทาง ดังนี้

1) การจัดการเรียนการสอนจะต้องมีการเตรียมความพร้อมสำหรับการทดสอบ โดยครูผู้สอนจะต้องชี้แจงให้ผู้เรียนทราบเกี่ยวกับวัตถุประสงค์ ขั้นตอนการประเมิน เกณฑ์การให้คะแนน และการนำใช้ผลคะแนนของการสอบไปใช้ประโยชน์อย่างไร เมื่อผู้เรียนมีเข้าใจในวัตถุประสงค์และขั้นตอนต่าง ๆ ในการสอนแล้ว จะทำให้ผู้เรียนมีความมุ่งมั่นในการเรียนรู้ที่ชัดเจน

2) ผู้สอนและผู้เรียนทำความเข้าใจถึงเป้าหมายการศึกษาของหลักสูตรและการประเมินผลร่วมกัน ผู้สอนสร้างความเข้าใจในเป้าประสงค์ของหลักสูตรให้แก่ผู้เรียน เพื่อให้มองเห็นภาพและทิศทางการเรียนรู้ร่วมกัน

3) ผู้สอนออกแบบหลักสูตร บทเรียน วิธีการสอน งานที่มอบหมาย และรูปแบบการสอบในห้องเรียนให้ครอบคลุมทั้งตามวัตถุประสงค์ของหลักสูตรและการสอบที่จะเกิดขึ้น เพื่อให้เกิดการเรียนรู้อย่างแท้จริง หรือนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตจริงได้

4) ผู้เรียนได้ประเมินตนเอง แนวทางนี้จะเป็นการส่งเสริมวอชแบคทางบวกเนื่องจากผู้เรียนจะสามารถวินิจฉัยจุดแข็งหรือจุดอ่อนของตนเอง พร้อมทั้งระบุความสามารถ ความคาดหวังและเป้าหมายในขณะนั้นได้

5) ผู้สอนให้ข้อมูลป้อนกลับรายบุคคล (feedback) เป็นแนวทางที่ผู้สอนได้นำข้อมูลจากการสอบและการวัดประเมินผลการเรียนรู้ในประเด็นต่าง ๆ มาสะท้อนกลับแก่ผู้เรียน เช่น การแก้ไขความเข้าใจคลาดเคลื่อนด้านเนื้อหาของผู้เรียน วางแผนการเรียนรู้ การปฏิบัติตน การให้กำลังใจ และแนะแนวทางการศึกษาในส่วนต่อไป 

รายการอ้างอิง

  • Ahmad, S., & Rao, C. (2012). Examination Washback Effect: Syllabus, Teaching Methodology and the Learners’ Communicative Competence. Journal of Education and Practice, 3(15), 173-183.
  • Akpinar, K. D., & Cakildere, B. (2013). Washback effects of high-stakes language tests of Turkey (KPDS and‹ DS) on productive and receptive skills of academic personnel. Journal of Language and Linguistic Studies, 9(2), 81-94.
  • Bailey, K. M. (1996). Working for washback: A review of the washback concept in language testing. Language testing, 13(3), 257-279. https://doi.org/10.1177/026553229601300303
  • Hung, S. T. A. (2012). A washback study on e-portfolio assessment in an English as a Foreign Language teacher preparation program. Computer Assisted Language Learning, 25(1), 21-36. https://doi.org/10.1080/09588221.2010.551756
  • Salehi, H., & Yunus, M. M. (2012). The washback effect of the Iranian universities entrance exam: Teachers’ insights. GEMA Online Journal of Language Studies, 12(2). 609-628.
  • Wilson, A. T. (2009). Assessment-based instruction applied to a course and lab in digital signal processing. Paper presented at the ASEE Southeast Section Conference. Southern Polytechnic State University, Marietta, GA.
  • Yi-Ching, P. (2009). A review of washback and its pedagogical implications. VNU Journal of Foreign Studies, 25(4), 257-263.
  • ปาริฉัตร ปิติสุทธิ สุวิมล ว่องวาณิช. (2558). วอชแบคของครูในโรงเรียนที่มีบริบทต่างกัน, วารสารอิเล็กทรอนิกส์ทางการศึกษา, 11(2), 277-291. 

ขั้นตอนการบริหารจัดการโครงการอย่างเป็นระบบ

feather-calendarPosted on 20 กรกฎาคม 2022 document Other Knowledge
แชร์

(Project Management Part2)

โดย ดร.วินัย หอมสมบัติ  บัณฑิตวิทยาลัยการจัดการและนวัตกรรม มจธ.

เรียบเรียงโดย ทีม CELT 

งานประเภทโครงการนั้นจำเป็นต้องมีจุดเริ่มต้น จุดจบ โดยระบุขอบเขตของงานที่ชัดเจน ดังนั้น สิ่งหนึ่งที่มีความจำเป็นคือการวัดผลการดำเนินงานของโครงการ ด้วยการระบุตัวชี้วัดและเกณฑ์ที่จะบอกได้ว่าโครงการดังกล่าวมีการดำเนินการจนบรรลุวัตถุประสงค์ตามเกณฑ์ที่กำหนด (Success Criteria) หรือไม่

ทำไมต้องมีการวัดผลการดำเนินงานของโครงการ

  • ใช้ในการบอกผลการดำเนินงาน เพื่อติดตามโครงการให้เป็นไปตามเป้าหมาย กรอบเวลา ที่กำหนดไว้
    • ใช้เพื่อเป็นสัญญาณเตือนภัยล่วงหน้า ถ้าความก้าวหน้าของโครงการไม่เป็นไปตามเป้าหมายจะได้พร้อมดำเนินการแก้ไขต่อไป
    • ใช้เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของสมาชิก เช่น ขอบเขตการทำงานไม่ชัดเจน การมีปัญหาส่วนตัว
    • ใช้เป็นเครื่องมือในการแปลงกลยุทธ์ไปสู่การปฏิบัติ
    • ใช้ในการพิจารณาแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของการดำเนินโครงการ
    • ใช้ในการจัดลำดับความสำคัญของงาน
    • ใช้ในการวัดผลความสำเร็จของโครงการ และปิดโครงการ

พัฒนาการของการบริหารผลการปฏิบัติงาน

หลักการวัดผลการดำเนินงานและพัฒนาการของการบริหารผลการปฏิบัติงาน เป็นดังนี้

  • PA (Performance Appraisal) เริ่มเมื่อปี 1981 เป็นยุคแรงงานล้นตลาด เน้นการผลิตเป็นหลัก แต่การสร้างมูลค่าเพิ่มมีน้อย ดังนั้นการวัดจะเน้นว่าทำได้ตามเป้าหมายหรือไม่
  • PM (Performance Measurement) เริ่มเมื่อปี 1998จะเป็นยุคที่นำเอาการดำเนินการที่เกิดขึ้นแล้วมาวัดผล มีการนำมาตรวัดอื่น ๆ มาวัดประสิทธิภาพ
  • PM (Performance Management) เริ่มเมื่อปี 2009 การวัดผลการดำเนินการอย่างเดียวเริ่มไม่พอ จะต้องมีการจัดการหลังการวัดเข้ามาด้วย ว่าผลที่ได้เป็นไปตามวัตถุประสงค์หรือกลยุทธ์หรือไม่ และต้องการให้มีการดำเนินการต่อเนื่องที่สอดคล้องกับเป้าหมายขององค์กร
  • SPM (Strategic Performance Management) จะคล้ายและคาบเกี่ยวกับหลักการ PM แต่จะมีความชัดเจนในการวัดมากขึ้น

โดยสรุปแล้วนั้นการดำเนินโครงการใด ๆ จะต้องสำเร็จตามวัตถุประสงค์โครงการ Output Outcome หรือสามารถดำเนินการได้ครบถ้วนตาม Success Criteria ที่กำหนดไว้ หากไม่มีการกำหนดสิ่งนี้ไว้อย่างชัดเจนมากพอ หรือไม่ได้กำหนดไว้ ขอบเขตการดำเนินงานอาจจะมีการขยายออกไปเรื่อย ๆ จนไม่สามารถปิดโครงการได้

ข้อควรระมัดระวังในการวัดผลการดำเนินงาน

  • ควรหลีกเลี่ยงการทำโทษพนักงานจากการวัดประเมินผล ให้โอกาสพนักงานได้พัฒนางานและแสดงศักยภาพก่อน
  • ค่าเป้าหมายอาจกลายเป็นเพดานของการดำเนินงาน
  • ผู้ถูกวัดผลย่อมคาดหวังที่จะได้รับทราบผล
  • การวัดผลไม่จำเป็นต้องได้ค่าที่ถูกต้อง 100% โดยเฉพาะงานนวัตกรรม หรืองานท้าทายใหม่ ๆ
  • การวัดที่ใช้การตัดสินใจของคน (Subjective Measure) เป็นสิ่งที่ปกติเกิดขึ้นเสมอ และอาจจะมีความผิดพลาดหรือคลาดเคลื่อนได้ จึงควรมีเหตุผลมารองรับการวัดผลด้วย
  • การวัดผลองค์กรอาจสร้างความเครียดให้กับผู้ที่ปฏิบัติงาน
  • ผู้ที่ทำได้ไม่ดีอาจจะหาข้อแก้ตัว แทนที่จะหาทางปรับปรุง

ประวัติที่มาของเครื่องมือวัดผลและตัวชี้วัด

  • MBOs (1967) เป็นการกำหนดวัตถุประสงค์โครงการขึ้นมา แล้วบริหารโครงการและวัดผลตามวัตถุประสงค์นั้น
  • SMART (1981) เป็นการทำให้โครงการมีวัตถุประสงค์ ขอบเขตชัดเจนและสามารถวัดผลได้ชัดเจน โดยได้นำ KPIs มาใช้เป็นตัวชี้วัดโครงการ
  • OKRs (1999) เนื่องจากผู้ปฏิบัติงานตาม KPIs มีความเครียดและมีแนวโน้มที่จะทำการวัดผลตอนใกล้ปิดโครงการเท่านั้น ดังนั้น OKRs จึงเกิดขึ้นเพื่อให้ผู้บังคับบัญชา หัวหน้า และผู้ปฏิบัติงานได้มีการพูดคุยกันแลกเปลี่ยนมุมมองกำหนดเป้าประสงค์ตัวชี้วัดร่วมกันก่อให้เกิดการพัฒนาโครงการ

ผลที่เกิดขึ้นจากการดำเนินงาน มี 3 ประเภทหลัก ดังนี้

Output (ผลผลิต) คือ ผลที่เกิดขึ้นทันที ผลที่เกิดขึ้นโดยตรงจากการดำเนินโครงการเสร็จสิ้น เช่น ผู้เรียนผ่านฝึกอบรม ผู้เรียนที่จบการศึกษา รายงาน ผลิตภัณฑ์ กระบวนการ แผนงาน งานวิจัย เป็นต้น มักจะเขียนในส่วนสิ่งที่ต้องส่งมอบในโครงการ หรือขอบเขตของโครงการ

Outcome (ผลลัพธ์) คือ ผลที่เกิดขึ้นต่อยอดจากผลผลิตหรือผลระยะยาว ซึ่งเกิดเป็นผลจุดหมายปลายทาง หรือผลต่อเนื่องจากผลกระทบ อาจจะบอกได้ว่าเป็น คุณค่า ประโยชน์ ที่ลูกค้าจะได้รับจากโครงการหรือ Output ที่กำหนด

Impact (ผลกระทบ) คือ ผลที่เกิดต่อเนื่องจากผลผลิต แต่ผลผลิตนั้นจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระดับสังคม โดยมากจะเป็นประโยชน์ที่เป็นวงกว้างกว่า Outcome หรือมีคนเห็นคุณค่าแล้วมีคนนำไปใช้เช่นเดียวกัน

การนำ KPIs มาเป็นตัวชี้วัดผลการดำเนินงาน

KPI (Key Performance Indicator) คือ ตัวชี้วัดหลักของผลการดำเนินงาน เป็นเครื่องมือสำคัญที่บ่งบอกถึงข้อมูลที่แสดงสถานะความเป็นจริงขององค์กร โครงการ หรือกิจกรรมในปัจจุบัน เพื่อประโยชน์ในการกำกับ ตรวจสอบการดำเนินการตามแผนที่กำหนด ครอบคลุมสิ่งต่าง ๆ ดังนี้

  • ประสิทธิผลเชิงต้นทุน
  • ประสิทธิผลซึ่งสัมพันธ์ระหว่างผลลัพธ์กับเป้าหมาย
  • ประสิทธิภาพวัดจากต้นทุน
  • ประสิทธิภาพวัดจากแรงงาน
  • คุณภาพ
  • ความสามารถในการให้บริการได้ตามเวลาที่กำหนด

นอกจากนี้ในองค์กรจะต้องมีการวางแผนการปฏิบัติ (OS Matrix: Owner – Supporter Matrix) เพื่อให้ระดับพนักงานที่ทำหน้าที่สามารถทำงานได้สอดคล้องกับทิศทาง วิสัยทัศน์ พันธกิจ แผนยุทธศาสตร์ขององค์กร และจึงควรมีตัวชี้วัด (KPIs) มาประเมินการปฏิบัติงานของบุคลากรในองค์กรด้วย

ประเภท KPIs

โดยทั่วไปการเขียน KPI นั้นจะสามารถเขียนแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท ดังนี้   

  • Leading Indicators (ตัวชี้วัดนำ) คือ ตัวชี้วัดที่ใช้วัดถึงเงื่อนไข หรือปัจจัยที่เป็นตัวขับเคลื่อนให้เกิดผลการปฏิบัติงานที่ดี (Performance Drivers) โดยมากจะเป็น Output ของโครงการหรือกิจกรรม
  • Lag Indicators (ตัวชี้วัดตาม) คือ ตัวชี้วัดที่เป็นผลการทำงานที่สามารถวัดได้อย่างเป็นรูปธรรม และเป็นผลลัพธ์ของการปฏิบัติงานขององค์การ (Outcome Measures)

แนวทางการเขียน KPI

แนวทางการเขียน KPI จะเป็นตามโครงสร้าง 3 ส่วน ประกอบด้วย คำขึ้นต้น (เชิงตัวเลข) สิ่งที่ต้องการวัด (ต้องนับได้) และเกณฑ์ที่ใช้ในการวัด

ตัวอย่างการเขียนตัวชี้วัด

รายละเอียการเขียน KPI มีดังต่อไปนี้

  • ชื่อและความหมายของตัวชี้วัด
  • สูตรการคำนวณตัวชี้วัด
  • ความถี่ในการเก็บรวบรวมของตัวชี้วัด
  • ความพร้อมของข้อมูล ณ ปัจจุบัน 3 ระดับ ได้แก่ มีแล้ว คาดว่าจะมี และยังไม่มี
  • ข้อมูลที่มีอยู่แล้วหรือตัวชี้วัดเดิมที่ผ่านมาวิเคราะห์ว่าเป็นอย่างไร
  • แหล่งข้อมูล
  • ความพึงพอใจของนายจ้าง หรือลูกค้านั้น ค่าสูง-ต่ำ ที่ยอมรับได้เป็นอย่างไร

ข้อพึงระวังในการจัดทำ KPI

  • ผู้บริหารระดับสูงต้องสนับสนุนเต็มที่
    • ทุกคนในองค์กรจะต้องมีส่วนรับรู้และให้การสนับสนุน
    • เมื่อเริ่มนำมาใช้ จะต้องให้เกิดผลโดยเร็วในระยะหนึ่ง
    • ต้องระวังว่า KPI ไม่ใช่เครื่องมือในการจับผิด
    • ต้องระวังว่า KPI ไม่ใช่เป็นเพียงโครงการ ไม่ต่อเนื่อง แต่ต้องทำไปเรื่อย ๆ อย่างสม่ำเสมอ ปัจจุบันจึงได้มีการนำ OKR มาใช้
    • ต้องระวังว่า ตัววัดและเป้าหมาย จะไม่ง่าย หรือยากเกินไป
    • เป็นเรื่องใหม่ มีแรงต้านจากผู้เสียประโยชน์ การสื่อสารจึงจำเป็นมาก
    • หากต้องการผูกกับระบบการจ่ายผลตอบแทนต้องยุติธรรมและสมดุล เช่น การประเมินการทำงาน
    • เป็นเพียงสมมุติฐาน สามารถเปลี่ยนแปลงได้

OKRs (Objective and Key Results)

OKRs เป็นดัชนีชี้วัดผลลัพธ์หลัก (Key Results) เพื่อติดตามการดำเนินโครงการที่เชื่อมโยงกับคุณค่าและความหมายของวัตถุประสงค์ของโครงการ (Objectives) หรือ Outcome

ข้อแตกต่างระหว่าง KPIs และ OKRs  (KPIs Vs OKRs  )

1. ที่มาของตัววัด KPIs นั้นจะมีที่มาจากองค์กรเป็นส่วนใหญ่ โดยอาจจะส่งผลให้ตัวชี้วัดที่กำหนดนั้นไม่ตรงกับงานที่ทำจริงแต่ OKRs จะเน้นการสร้างตัวชี้วัดจากผู้ปฏิบัติงานหรือพนักงานทำให้การวัดผลตอบโจทย์ ตรงกับงานมากกว่า พนักงานมีส่วนร่วมกับการวัดผลมากกว่า และรู้สึกว่าการทำงานมีความหมายมากขึ้น

2. รายละเอียดของตัววัด ในการชี้แจง สื่อสาร ภายในองค์กรระหว่างระดับชั้น อาจจะมีความคลาดเคลื่อนทำให้ ฃบางครั้ง KPIs ที่ใช้วัดไม่ตรงกับทิศทางขององค์กรได้ แต่ OKRs จะมี Objective ที่สอดคล้องกับทิศทางองค์กรเสมอ

3. ปริมาณหรือค่าของตัววัด พนักงานจะมีการต่อรองค่าเป้าหมายและปริมาณของ KPIs ได้ แต่ OKRs นั้นจะมีความยืดหยุ่นในการวัด เปลี่ยนแปลงได้จนกว่าจะบรรลุวัตถุประสงค์ที่กำหนด จึงไม่จำเป็นต้องมีการต่อรองค่าเป้าหมาย นอกจากนี้ OKRs จะช่วยลดแรงกดดัน ความเครียดในการวัดประเมินได้อีกด้วย

4. การพัฒนางาน ในการปฏิบัติงานนั้นพนักงานจะมุ่งเน้นเฉพาะสิ่งที่ถูกวัดใน KPIs ทำให้โอกาสพัฒนางาน หรือการใช้ความคิดสร้างสรรค์เป็นไปได้ยาก ในขณะที่ OKRs จะเปิดโอกาสให้ได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการทำงานเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ที่กำหนด

5. ความร่วมมือกันในองค์กร การใช้ KPIs วัดผลจะส่งผลต่อบรรยากาศการทำงานที่เป็นลักษณะ Silo ไม่ค่อยเกิดความร่วมมือกันของพนักงานในองค์กร ซึ่งตรงกันข้ามกับ OKRs ที่จะทำให้เกิดความร่วมมือกันใช้ศักยภาพร่วมกันเพื่อบรรลุเป้าหมาย บรรลุวัตถุประสงค์

แนวทางการตั้ง OKRs

ระดับสูงสุดขององค์กร จะต้องกำหนดทิศทางองค์กร ยุทธศาสตร์ขององค์กร แล้วจึงทำการสร้าง OKRs ออกมาให้สอดคล้องกับทิศทาง ยุทธศาสตร์ขององค์กร

ระดับรองและระดับปฏิบัติงาน จะต้องคิด OKRs ของระดับตนเองให้สอดคล้องกับ OKRs ในระดับที่เหนือกว่าเสมอ
การกำหนด Objective

  1. ควรมี Objective ประมาณ 3 – 5 ข้อ แต่ก็สามารถเพิ่มหรือลดได้ถ้ายังไม่ครอบคลุมกับทิศทาง ยุทธศาสตร์ขององค์กร
  2. ควรเป็น Objective ที่สร้างความท้าทาย สร้างแรงบันดาลใจ แรงจูงใจ อยากทำงานของพนักงานในองค์กร
  3. สามารถระบุชัดเจนว่า Objective ของระดับต่อ ๆ มามีความสัมพันธ์กับระดับสูงขึ้นไปอย่างไร เพื่อให้สอดคล้องกันทั้งองค์กร
  4. การจัดทำ Objectives ด้วยการนำ Key Results ของระดับบนกว่ามาใช้เป็น Objectives จะทำให้เกิดความสอดคล้องกันกับทิศทางขององค์กรแน่นอน แต่อาจจะส่งผลต่อความสร้างสรรค์ในการทำงาน
  5. สร้าง Objectives ที่สอดคล้องกับระดับบนขึ้นมาได้เอง อาจจะเป็นทั้งเชิงคุณภาพหรือปริมาณก็ได้ ซึ่งวิธีการนี้จะทำให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ได้มากกว่า

ข้อแนะนำในการกำหนด Key Results

  1. เป็นคำถามหลักว่า Objective นั้นได้ประสบความสำเร็จแล้ว หรือดำเนินการถึงจุดไหนแล้ว
  2. เป็นตัววัดเชิงปริมาณ ที่บ่งบอกถึงความสำเร็จ
  3. ทุกคนสามารถมองเห็น OKRs ของคนอื่น ๆ ได้ด้วย เพื่อให้เป็นความคืบหน้า ปัญหา และแก้ไข ช่วยเหลือได้
  4. OKRs ไม่ใช่ To-do List แต่จะมุ่งเน้นการทำงานที่มีการพัฒนา
  5. OKRs ตามปกติจะทำเป็นรายปี หรือไตรมาส แต่สำหรับพนักงานหรือหน่วยงานย่อยมักจะทำภายในระยะเวลาที่สั้นลง เพื่อให้เห็นความก้าวหน้าในการดำเนินงานระหว่างทาง หรือทำการปรับเปลี่ยนได้ทัน

การประเมินผลด้วย OKRs

  • โดยทั่วไปจะไม่นำ OKRs ไปผูกติดกับระบบการประเมินพนักงาน ประเมินเงินเดือน
  • OKRs นับเป็นเครื่องมือที่มีส่วนเพิ่มเติม และปกปิดจุดอ่อนบางประการจากการใช้ KPIs เช่น การติดตาม แก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างการดำเนินงาน
  • ระหว่างทางควรมีการทบทวน OKRs ของพนักงานเพื่อกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาและแก้ไข
  • มีส่วนช่วยให้เกิด Feedback กับพนักงาน
  • ควรระวังในการใช้ OKRs และประเมินความสำเร็จ ซึ่งไม่จำเป็นต้องสำเร็จก็ได้ หากมุ่งเน้นความสำเร็จเกินไปอาจจะทำให้การตั้งเป้าหมายของ OKRs ต่ำเกินไปทันที และไม่ท้าทายพอที่จะเกิดการปรับปรุงพัฒนา

______________________________________________________________________

สาระจากกิจกรรมการบริหารจัดการโครงการ

โดย ดร.วินัย หอมสมบัติ  บัณฑิตวิทยาลัยการจัดการและนวัตกรรม มจธ.

ในวันศุกร์ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2565 และวันศุกร์ที่ 4 กุมภาพันธ์ 2565 เวลา 09.00 น. ถึง 12.00 น. ผ่าน Application Zoom

ฟรุตแอ๊บแบ๊ว เทวาโรแมนติคจอหงวนวิกปาสเตอร์

feather-calendarPosted on 21 มิถุนายน 2022 document ข่าวสาร/ประกาศ
แชร์

อุรังคธาตุเลคเชอร์ก๊วนดีเจวัคค์ เซ็กซ์ ความหมายเครปปูอัดตรวจสอบแอสเตอร์ ฟรุตแอ๊บแบ๊ว เทวาโรแมนติคจอหงวนวิกปาสเตอร์ พล็อตบัตเตอร์รีไทร์ กุมภาพันธ์โบรกเกอร์สเตย์ฟอร์ม