Bloom’s Taxonomy: เมื่อการเรียนรู้ไม่ได้มีแค่การท่องจำ
เวลาพูดถึงคนที่เรียนเก่ง เรามักนึกถึงคนที่จำได้เยอะ ตอบคำถามได้เร็ว หรือทำข้อสอบได้ดี ภาพจำแบบนี้ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะในระบบการศึกษาหลายแห่ง ความสามารถในการจำมักถูกใช้เป็นตัวชี้วัดสำคัญของความสำเร็จในการเรียน แต่ถ้ามองให้ลึกขึ้น เราอาจพบว่าการเรียนรู้ที่แท้จริงไม่ได้จบอยู่แค่การจำข้อมูลได้ การจำเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ แต่ยังไม่ใช่ทั้งหมดของการเข้าใจโลก การแก้ปัญหา หรือการสร้างสิ่งใหม่จากสิ่งที่เราเรียนมา
แนวคิดหนึ่งที่ช่วยอธิบายเรื่องนี้ได้อย่างชัดเจนคือ Bloom’s Taxonomy กรอบคิดทางการศึกษาที่ใช้แบ่งระดับของกระบวนการคิดและการเรียนรู้ของผู้เรียนอย่างเป็นระบบ โดยในช่วงแรกจะมุ่งเน้นไปที่ด้านพุทธิพิสัย (Cognitive domain) แม้ชื่อจะดูเป็นทฤษฎีทางการศึกษาที่ไกลตัว แต่แก่นของมันกลับใกล้ตัวมาก เพราะมันชวนให้เราถามคำถามง่าย ๆ แต่สำคัญว่า เวลาคนคนหนึ่งเรียนรู้บางอย่างจริง ๆ เขาควรทำอะไรได้บ้างนอกจากแค่จำได้
โดยทั่วไป Bloom’s Taxonomy อธิบายระดับการคิดไว้เป็นลำดับ ตั้งแต่ การจำ (remember) การเข้าใจ (understand) การนำไปใช้ (apply) การวิเคราะห์ (analyze) การประเมิน (evaluate) และ การสร้างสรรค์ (create) ลำดับนี้ไม่ได้มีไว้เพื่อแบ่งคนออกเป็นคนเก่งหรือคนไม่เก่ง แต่ช่วยให้เราเห็นว่า การเรียนรู้มีหลายระดับชั้น การจำข้อมูลได้อาจบอกว่าเราเริ่มต้นแล้ว แต่การเข้าใจว่าข้อมูลนั้นหมายถึงอะไร การนำมันไปใช้ในสถานการณ์จริง การมองเห็นความสัมพันธ์หรือจุดอ่อนจุดแข็งของมัน ตลอดจนการต่อยอดให้เกิดสิ่งใหม่ ล้วนเป็นกระบวนการที่ลึกขึ้นและซับซ้อนขึ้น หากยกตัวอย่างง่าย ๆ เช่น การเรียนเรื่องภาวะโลกร้อน คนที่อยู่ในระดับการจำอาจบอกได้ว่าอุณหภูมิโลกสูงขึ้นเพราะก๊าซเรือนกระจก คนที่อยู่ในระดับเข้าใจอาจอธิบายได้ว่าก๊าซเรือนกระจกทำให้ความร้อนสะสมในบรรยากาศอย่างไร คนที่นำไปใช้ได้อาจเชื่อมโยงแนวคิดนี้กับชีวิตประจำวัน เช่น การใช้พลังงานหรือการเดินทาง คนที่วิเคราะห์ได้อาจเปรียบเทียบปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้เกิดปัญหา คนที่ประเมินได้อาจชั่งน้ำหนักข้อดีข้อเสียของนโยบายลดคาร์บอน และคนที่สร้างสรรค์ได้อาจออกแบบโครงการหรือแนวทางใหม่เพื่อสื่อสารเรื่องนี้กับชุมชนของตนเอง ตัวอย่างนี้ทำให้เห็นชัดว่า การรู้เรื่องหนึ่งเรื่องไม่ได้มีแค่ระดับเดียว
Bloom’s Taxonomy ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน เป็นเวอร์ชั่นที่ได้รับการปรับปรุงใหม่เป็น Revised Bloom’s Taxonomy ถูกตีพิมพ์ในปี 2001 โดย Lorin Anderson และ David Krathwohl ซึ่งเป็นการปรับจากกรอบดั้งเดิมปี 1956 ของ Bloom และคณะ โดย Revised Bloom’s Taxonomy ได้ถูกปรับปรุงเพื่อให้สอดคล้องกับการเรียนรู้และการสอนมากขึ้น หนึ่งในความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญคือ การเปลี่ยนชื่อระดับต่าง ๆ จากคำนาม ได้แก่ ความรู้ความจำ (Knowledge) ความเข้าใจ (Comprehension) การนำไปใช้ (Application) การวิเคราะห์ (Analysis) การสังเคราะห์ (Synthesis) และการประเมินค่า (Evaluation) ให้เป็นคำกริยา ได้แก่ การจำ (Remember) การเข้าใจ (Understand) การนำไปใช้ (Apply) การวิเคราะห์ (Analyze) การประเมิน (Evaluate) และ การสร้างสรรค์ (Create) ซึ่งการเปลี่ยนนี้มีนัยสำคัญ เพราะมันสะท้อนความคิดว่า การเรียนรู้ไม่ใช่สิ่งที่ผู้เรียน “มี” อยู่เฉย ๆ แต่คือสิ่งที่ผู้เรียน “ทำได้” กับความรู้ที่มีอยู่ การเรียนจึงไม่ควรถูกมองเป็นเพียงการสะสมข้อมูล แต่เป็นการเคลื่อนไหวของความคิดและการลงมือทำ อีกจุดสำคัญคือ มีการสลับลำดับบนสุด จากเดิมที่ การประเมินค่า อยู่สูงกว่า การสังเคราะห์ มาเป็น การสร้างสรรค์ อยู่เหนือ การประเมินค่า และเปลี่ยนคำว่า การสังเคราะห์ มาเป็นคำว่า การสร้างสรรค์ เพื่อสะท้อนว่าการสร้างผลงานหรือแนวคิดใหม่นั้น เป็นกระบวนการคิดขั้นสูงที่เด่นชัดกว่าในกรอบใหม่นี้
นอกจากนี้ เวอร์ชันปรับปรุงยังเพิ่มมิติที่สำคัญมากอีกอย่างหนึ่ง คือการชี้ให้เห็นว่าความรู้นั้นมีหลายประเภท ไม่ใช่มีแค่ความรู้แบบเดียว ได้แก่
- ความรู้เชิงข้อเท็จจริง (Factual Knowledge) เช่น คำศัพท์ นิยาม ชื่อบุคคล สูตร หรือข้อมูลเฉพาะ
- ความรู้เชิงมโนทัศน์ (Conceptual Knowledge) เช่น หลักการ ความสัมพันธ์ระหว่างแนวคิด หรือกรอบทฤษฎี
- ความรู้เชิงวิธีการ (Procedural Knowledge) เช่น ขั้นตอน วิธีทำ เทคนิค หรือกระบวนการในการแก้ปัญหา
- ความรู้อภิปัญญา (Metacognitive Knowledge) หรือความรู้เกี่ยวกับการคิดของตนเอง เช่น การรู้ว่าตัวเองเข้าใจหรือยัง รู้ว่าตัวเองเรียนแบบไหนได้ผล หรือรู้ว่าควรปรับวิธีคิดอย่างไรเมื่อเจอปัญหา
ซึ่งจุดนี้จะเห็นได้ว่า Revised Bloom’s Taxonomy ไม่ได้ถามเพียงว่า ผู้เรียนกำลังคิดในระดับไหน แต่ยังถามด้วยว่า ผู้เรียนกำลังใช้ความรู้ประเภทใดอยู่ด้วย ตัวอย่างเช่น การจำ ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การจำข้อเท็จจริงเท่านั้น ผู้เรียนอาจจำแนวคิดหลักของเรื่องหนึ่ง จำขั้นตอนการทำงาน หรือแม้แต่จำได้ว่าตัวเองมักทำข้อผิดพลาดตรงไหนเวลาทำโจทย์ นั่นหมายความว่าแม้กระบวนการคิดจะอยู่ในระดับเดียวกัน แต่ชนิดของความรู้ที่เกี่ยวข้องอาจต่างกันได้มาก
ในภายหลังก็ได้จำแนกโดเมนการเรียนรู้ออกเป็น 3 ด้าน เพื่อกำหนดระดับการเรียนรู้ให้ครบทุกมิติมากขึ้น ได้แก่ โดยมีสาระสำคัญของแต่ละโดเมนการเรียนรู้ ดังนี้
พุทธิพิสัย (Cognitive domain) เป็นความสามารถทางสมอง ซึ่งเกิดจากการปฏิสัมพันธ์ กับสิ่งแวดล้อม หรือสิ่งเร้า ทำให้เกิดการเรียนรู้ขึ้นในตัว บุคคลผ่านการเรียนรู้หรือ การได้รับประสบการณ์ต่าง ๆ\

จิตพิสัย (Affective domain) เป็นพฤติกรรมทางด้าน จิตใจ ซึ่งจะเกี่ยวกับค่านิยม ความรู้สึก ความซาบซึ้ง ทัศนคติ ความเชื่อ ความ สนใจ และคุณธรรม

ทักษะพิสัย (Psychomotor domain) เป็นพฤติกรรมการเรียนรู้ที่ บ่งถึงความสามารถในการ ปฏิบัติงานได้อย่าง คล่องแคล่วชำนิชำนาญ ผ่านการลงมือทำ หรือ ทักษะทางปัญญา (Cognitive skills)

อย่างไรก็ตาม หลายคนมักมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับ Bloom’s Taxonomy โดยคิดว่ากรอบแนวคิดนี้ดูถูกการท่องจำ หรือมองว่าการจำเป็นสิ่งล้าหลัง แต่จริง ๆ แล้วไม่ใช่เลย การจำยังมีความสำคัญมาก เพราะหากไม่มีฐานของข้อมูลหรือแนวคิดพื้นฐาน เราก็ยากจะเข้าใจหรือคิดต่อยอดได้ ดังนั้น ปัญหาไม่ใช่การจำ แต่คือการหยุดอยู่แค่การจำแล้วคิดว่านั่นคือการเรียนรู้ทั้งหมดต่างหาก อีกความเข้าใจผิดหนึ่งคือการมองว่าแต่ละระดับของการคิดต้องจับคู่กับความรู้บางแบบอย่างตายตัว เช่น การจำต้องจับคู่กับความรู้เชิงข้อเท็จจริงเท่านั้น ทั้งที่ในความเป็นจริง ผู้เรียนอาจจำได้ทั้งข้อเท็จจริง แนวคิด วิธีการ และกลยุทธ์การคิดของตนเอง
Bloom’s Taxonomy นั้นมีประโยชน์ต่อทั้งผู้สอนและผู้เรียนมาก หากมองในแง่การสอน Bloom’s Taxonomy ช่วยให้ผู้สอนออกแบบกิจกรรมและการประเมินได้หลากหลายขึ้น แทนที่จะถามเพียงว่าผู้เรียน “จำได้ไหม” ผู้สอนอาจเริ่มถามผู้เรียนว่า “อธิบายได้ไหม” “นำไปใช้ได้ไหม” “เห็นความเชื่อมโยงไหม” “ตัดสินโดยอธิบายเหตุผลประกอบได้ไหม” หรือ “สร้างบางอย่างจากสิ่งที่เรียนได้ไหม” คำถามเหล่านี้ไม่เพียงช่วยวัดการเรียนรู้ได้ลึกขึ้น แต่ยังทำให้ผู้เรียนมีโอกาสพัฒนาทักษะที่กว้างกว่าการจำเพื่อสอบเพียงอย่างเดียว ในขณะเดียวกัน สำหรับผู้เรียนเอง มันช่วยให้เราตั้งคำถามกับตัวเองได้ดีขึ้นเช่นกัน เวลาจะอ่านหนังสือหรือเรียนเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เราอาจไม่หยุดแค่ถามว่า “จำได้หรือยัง” แต่ถามเพิ่มว่า “เข้าใจจริงหรือยัง” “อธิบายเป็นภาษาของตัวเองได้ไหม” “เอาไปใช้ในสถานการณ์อื่นได้ไหม” “เห็นจุดแข็งจุดอ่อนของแนวคิดนี้หรือยัง” หรือ “เราสามารถสร้างมุมมองหรือชิ้นงานใหม่จากสิ่งที่เรียนได้หรือไม่” คำถามเหล่านี้อาจดูเล็กน้อย แต่จริง ๆ แล้วมันช่วยเปลี่ยนคุณภาพของการเรียนได้มากทีเดียว
ตัวอย่าง Action Verb ตาม Bloom’s Taxonomy ตามแต่ละ Domains
Cognitive Domain
| ระดับ | ความหมาย | ตัวอย่าง Action Verb |
| 1.จำ (Remembering) | สามารถจดจำสาระสำคัญของเนื้อหาที่ได้เรียนรู้ไป หรือมีประสบการณ์เรียนรู้ไปแล้ว | ระบุ (Identify), เรียกคืน (Recall), ทำรายการ (List), กำหนด (Define), ทวนซ้ำ (Repeat) |
| 2.เข้าใจ (Understanding) | สามารถจับใจความ อธิบายเนื้อหาตามความเข้าใจของตนเอง | อธิบาย (Explain/Describe), ยกตัวอย่าง (Examples), แสดงออก (Express), สรุป (Summarize) |
| 3.ประยุกต์ (Applying) | สามารถใช้งานเนื้อหา หลักการที่เคยเรียนรู้ไปในสถานการณ์ หรือบริบทอื่น ๆ ได้ | แก้ปัญหา (Solve), จัดระเบียบ (Organize), ใช้ประโยชน์ (Utilize), สร้าง (Construct), พัฒนา (Develop), คำนวณ (Calculate), ออกแบบ (Design) |
| 4.วิเคราะห์ (Analyzing) | สามารถแยกแยะ จัดหมวดหมู่ และบอกความสัมพันธ์ต้องเนื้อหา ปัจจัย ที่เกี่ยวข้องได้ | วิเคราะห์ (Analyze), จัดหมวดหมู่ (Categorize), ตรวจสอบ (Examine), สรุป (Conclude), เชื่อมโยง (Correlate/Relate), วินิจฉัย (Diagnose) |
| 5.ประเมิน (Evaluating) | สามารถเปรียบเทียบ และตัดสินใจเลือกตามเกณฑ์หรือมาตรฐานที่กำหนดได้อย่างเป็นเหตุเป็นผล | ประเมินผล (Assess), เปรียบเทียบ (Compare), วิจารณ์ (Critique), ประมาณการ (Estimate), ตัดสิน (Judge), ให้คะแนน (Rate/ Score), อภิปราย (Discuss) |
| 6.สร้างสรรค์ (Creating) | สามารถสร้างสรรค์สิ่งใหม่โดยอาศัยความรู้ที่ได้รับมา หรือต่อยอด พัฒนาจากพื้นฐานของเดิม | ออกแบบ (Design/ Devise), ผลิต (Produce), พัฒนา (Develop), สังเคราะห์ (Synthesize), ทำนายหรือคาดการณ์ (Predict) |
Affective Domain
| ระดับ | ความหมาย | ตัวอย่าง Action Verb |
| 1.ยอมรับฟัง (Receiving) | ผู้เรียนมีความตระหนักและความเต็มใจที่จะรับฟังความคิดใหม่ | ตอบรับ (Replies), ใช้ (Uses), ถาม (Ask), ติดตาม (Follows) |
| 2.มีส่วนร่วม (Responding) | ผู้เรียนมีส่วนร่วมอย่างกระตือรือร้น | ตอบ (Answer), บอก (Tell), ปฏิบัติตาม (Complies), ปฏิบัติ (Performs), ตอบรับ (Respond), อภิปราย (Discusses), ทักทาย (Greets), เขียน (Writes) |
| 3.เห็นคุณค่า (Valuing) | ปลูกฝังค่านิยมภายในและตระหนักถึงความสำคัญของค่านิยมเหล่านั้น | อธิบาย (Describe), เข้าร่วม (Join), แบ่งปัน (Share), ศึกษา (Study), ทำงาน (Study), ริเริ่ม (Initiate) |
| 4.จัดระบบคุณค่า (Organizing) | บูรณาการคุณค่าใหม่เข้ากับระบบคุณค่าที่มีอยู่เดิม | ยึดถือ (Adhere), เปลี่ยนแปลง (Alter), บูรณาการ (Integrate), เตรียม (Prepare), เกี่ยวข้อง (Relate), รวม (Combine) |
| 5.ปฏิบัติเป็นนิสัย (Characterizing) | นำค่านิยมภายในมาใช้ในพฤติกรรมประจำวันอย่างสม่ำเสมอ | เห็นความต่าง (Discriminate), มีอิทธิพล (Influence), ใช้ (use), ปฏิบัติ (Perform), ฝึกฝน (Practice) |
Psychomotor Domain
| ระดับ | ความหมาย | ตัวอย่าง Action Verb |
| 1.เลียนแบบ (Perception) | ใช้ประสาทสัมผัสเพื่อควบคุมกิจกรรมการเคลื่อนไหว | เลือก (Choose), อธิบาย (Describe), ตรวจจับ (Detect), จำแนกแยกแยะ (Differentiate), วาด (Draw) |
| 2.ควบคุมได้ (Set) | ความพร้อมและความเต็มใจที่จะปฏิบัติ | เริ่ม (Begin), แสดง (Display), อธิบาย (Explain), เคลื่อน (Move), ดำเนินการ (Proceed) |
| 3.แม่นยำ (Guided Response) | เลียนแบบและการลองผิดลองถูกจนปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง | คัดลอก (Copy), ทำตาม (Follow), ตอบสนอง (React), ปฏิกิริยา (Response) |
| 4.ผสานสไตล์ (Mechanism) | พัฒนาทักษะและการเคลื่อนไหวด้วยความมั่นใจ | ประกอบ (Assemble), ปรับเทียบ (Calibrate), สร้าง (Construct), แยกออก (Dismantle), แสดง (Display) |
| 5.ตอบสนองชัดเจน(Complex Overt Response) | ปฏิบัติอย่างชำนาญ มีประสิทธิภาพ และอัตโนมัติ | ประกอบ (Assemble), ปรับเทียบ (Calibrate), สร้าง (Construct), แยกออก (Dismantle), แสดง (Display) |
| 6.ปรับตัว (Adaptation) | ปรับทักษะการเคลื่อนไหวหรือวิธีการปฏิบัติให้มีประสิทธิภาพในการตอบสนองต่อสภาวะต่าง ๆ | ปรับ (Adapt), เปลี่ยน (Alter), แก้ไข (Change), จัดใหม่ (Rearrange) |
| 7.สไตล์ตนเอง (Origination) | สร้างทักษะการเคลื่อนไหวหรือการปฏิบัติที่แปลกใหม่และสร้างสรรค์ | จัด (Arrange), สร้าง (Build), รวม (Combine), ประพันธ์ (Compose), ประกอบ (Construct) |
ทั้งหมดนี้เป็นเพียงตัวอย่างของ Action Verb ซึ่งบางแหล่งข้อมูลจะพบว่าอาจมีคำบางคำสามารถปรากฏอยู่ได้ในหลายระดับการเรียนรู้ โดยขึ้นกับบริบทของสิ่งที่ผู้เรียนทำและเนื้อหาของการเรียนรู้ และในหลาย ๆ ครั้งผู้สอนที่ทำการออกแบบการเรียนการสอนสามารถใช้คำที่สอดคล้องกับบริบทของเนื้อหาที่รับผิดชอบ และเป้าหมายของการเรียนรู้นั้น ๆ ได้
ในยุคของ Generative AI แนวคิดของ Bloom’s Taxonomy ยิ่งน่าสนใจขึ้นอีก เพราะเครื่องมืออย่าง ChatGPT สามารถช่วยค้นข้อมูล สรุปเนื้อหา อธิบายแนวคิด หรือแม้แต่ร่างงานเขียนเบื้องต้นได้อย่างรวดเร็ว สิ่งนี้ทำให้คำถามเรื่องการเรียนรู้ยิ่งท้าทายกว่าเดิม หากเครื่องมือสามารถช่วยทำงานบางอย่างในระดับพื้นฐานได้ดีขึ้น สิ่งที่มนุษย์ต้องให้ความสำคัญมากขึ้นอาจไม่ใช่เพียงการจำหรือการเรียกข้อมูล แต่คือความสามารถในการตรวจสอบความถูกต้อง วิเคราะห์ข้อจำกัดของคำตอบ เปรียบเทียบทางเลือก ตัดสินอย่างมีเหตุผล และใช้ข้อมูลเพื่อสร้างสิ่งใหม่อย่างมีวิจารณญาณ พูดอีกนัยหนึ่งคือ ยิ่งเทคโนโลยีช่วยให้หาคำตอบได้ง่ายขึ้นเท่าไร เราก็ยิ่งต้องถามให้มากขึ้นว่า คำตอบนั้นดีจริงไหม เหมาะกับบริบทหรือไม่ มีจุดอ่อนตรงไหน และเราจะใช้มันเพื่อคิดต่ออย่างไร ในแง่นี้ Bloom’s Taxonomy ไม่ได้ล้าสมัยเพราะ AI ตรงกันข้าม มันกลับช่วยเตือนเราว่า การเรียนรู้ของมนุษย์ยังมีมิติที่ลึกกว่าการผลิตคำตอบ และมิติเหล่านั้นอาจสำคัญยิ่งกว่าเดิมในโลกที่ข้อมูลหาได้ง่ายแค่ปลายนิ้ว
ท้ายที่สุด สิ่งที่ทำให้ Bloom’s Taxonomy ยังคงมีคุณค่าไม่ใช่เพราะมันเป็นกรอบแนวคิดเก่าแก่ที่อยู่ในตำราเรียน แต่เพราะมันช่วยเปลี่ยนวิธีที่เรามองการเรียนรู้ จากคำถามง่าย ๆ ว่า “รู้หรือไม่รู้” ไปสู่คำถามที่ลึกขึ้นว่า เข้าใจไหม ใช้เป็นไหม คิดต่อได้ไหม และสร้างอะไรจากมันได้บ้าง สำหรับผู้สอน มันคือเครื่องมือออกแบบการสอน สำหรับผู้เรียน มันคือเข็มทิศในการเรียนอย่างลึกขึ้น และสำหรับสังคมที่กำลังอยู่ท่ามกลางข้อมูลมหาศาลและ AI ที่เก่งขึ้นทุกวัน มันอาจเป็นเครื่องเตือนใจสำคัญว่า การศึกษาที่ดีไม่ควรผลิตแค่คนที่ตอบได้เร็ว แต่ควรช่วยสร้างคนที่คิดได้ลึก ใช้เหตุผลเป็น และสร้างสรรค์สิ่งใหม่จากความรู้ที่มีอยู่ได้จริง
Reference – อ่านเพิ่มเติม
- Anderson, L. W., Krathwohl, D. R., Airasian, P. W., Cruikshank, K. A., Mayer, R. E., Pintrich, P. R., Raths, J., & Wittrock, M. C. (2001). A taxonomy for learning, teaching, and assessing: A revision of Bloom’s taxonomy of educational objectives. Pearson.
- Krathwohl, D. R. (2002). A revision of Bloom’s taxonomy: An overview. Theory Into Practice, 41(4), 212–218.
- Stony Brook University Center for Excellence in Learning and Teaching. (n.d.). Bloom’s taxonomy wheel. Retrieved April 16, 2026, from https://apps.tlt.stonybrook.edu/bloomsTaxonomyWheel/
- รัฐพล ประดับเวทย์. (2560). แนวทางการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยเทคโนโลยีตามแนวคิดอนุกรมวิธานของบลูม. Veridian E-Journal, Silpakorn University (Humanities, Social Sciences and Arts), 10(3). 1051-1065.
- University of Arkansas. (n.d.). Using Bloom’s taxonomy. https://tips.uark.edu/using-blooms-taxonomy/
- National Association for the Education of Young Children. (n.d.). Revised Bloom’s taxonomy action verbs. https://www.naeyc.org/sites/default/files/globally-shared/downloads/PDFs/revised-blooms-taxonomy-action-verbs.pdf
- California State University, Long Beach. (n.d.). Bloom’s taxonomy action verbs. https://www.csulb.edu/sites/default/files/document/document_ced_assessment-office_blooms-taxonomy-action-verbs.pdf
- Alobaidi, A. H. (2020). Assessment of the Psychomotor Domain. AAJMS [Formerly IJMS].Vol.3(2). Pp. 105-141.ISSNe 2522-7386.
- Dorji, P. & Yangzom. (2021). Affective Domain: The Uncharted Area of Teaching and Learningin Tertiary Education. Asian Research Journal of Arts & Social Sciences. Vol. 13(1). Pp. 51-65.DOI:10.9734/ARJASS/2021/v13i130206.
- Hamid, R et al. 2012. Assessment of Psychomotor Domain in Materials TechnologyLaboratory Work. Procedia –Social and Behavioral Sciences 56:718–723.DOI:10.1016/j.sbspro.2012.09.708.
- Jideani, V. A. & Jideani, I. A. (2012). Alignment of Assessment Objectives with InstructionalObjectives Using Revised Bloom’s Taxonomy—The Case for Food Science and TechnologyEducation. Journal of Food Science Education. DOI: 10.1111/j.1541-4329.2012.00141.x
- Krathwohl, D. R. (2002). A Revision of Bloom’s Taxonomy: An Overview. Theory into Practice,Vol.41(4).