TEACHING APPROACH (แนวทางการสอน)
“It is a set of principles, beliefs, or ideas about the nature of learning which is translated into the classroom.”
Teaching Approach คือ ชุดหลักการ ความเชื่อ กรอบหรือแนวคิด หรือมุมมองเกี่ยวกับธรรมชาติของการเรียนรู้ ที่ครูหรืออาจารย์ใช้ถ่ายทอดสู่ห้องเรียน จะส่งผลให้ครูได้ใช้เป็นทิศทางสำหรับการออกแบบและเลือกใช้กระบวนการ วิธีการ หรือเทคนิคในการสอน รวมทั้งยังช่วยให้ครู อาจารย์กำหนดเกณฑ์ทั่วไป หรือหลักการในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนต่าง ๆ เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้
โดยทั่วไปการกำหนด Teaching Approach นั้นจะเป็นไปใช้หลักการทางจิตวิทยา โดยจะสนใจถึงธรรมชาติของผู้เรียนเป็นหลัก ทั้งความสามารถ ความต้องการ และความสนใจ
- ความแตกต่างระหว่าง Teaching Approach, Teaching Method, Teaching Strategy, Teaching Technique
- ประเภทของ Teaching approach
- การเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning)
- ครูเป็นศูนย์กลาง (Teacher-centered approach to learning)
- ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง (Student-centered approach to learning)
- สร้างองค์ความรู้ (Constructivist approach to Learning)
- พุทธิปัญญานิยม (Cognitivist Approach to Learning)
- พฤติกรรมนิยม (Behaviorist Approach to Learning)
- การเชื่อมโยง (Connectivism Approach to Learning)
ความแตกต่างระหว่าง Teaching Approach, Teaching Method, Teaching Technique และ Learning Theory
ในการศึกษาค้นคว้า และการจัดการศึกษาการเรียนรู้นั้น อาจจะมีการใช้ศัพท์วิชาการเพื่อเป็นวัตถุประสงค์ในทำความเข้าใจบริบทต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับผู้เรียน และกระบวนการสอน ซึ่งสามารถสรุปความคล้าย หรือแตกต่างของคำศัพท์ต่าง ๆ ได้ดังนี้
| แนวคิด | ความหมาย | บทบาทครูผู้สอน | ตัวอย่าง |
|---|---|---|---|
| Teaching Approach (แนวทางการสอน) | ปรัชญา แนวคิด หรือมุมมองกว้าง ๆ ที่ครู อาจารย์ใช้เป็นกรอบในการสอน | ผู้ออกแบบทิศทาง ของการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับปรัชญาและเป้าหมาย เช่น จะเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลางหรือเน้นเนื้อหา | Constructivist Approach (ผู้เรียนสร้างความรู้เอง), Learner-Centered Approach |
| Teaching Method (วิธีการสอน) | วิธีการหรือกระบวนการที่ครูเลือกใช้ เพื่อทำให้แนวทางการสอนเกิดผลในห้องเรียน | ผู้นำกระบวนการ และเลือกวิธีที่เหมาะสมกับผู้เรียนและเนื้อหา | Lecture, Demonstration, Problem-Based Learning (PBL), |
| Teaching Technique (เทคนิคการสอน) | วิธีการเฉพาะที่ครู อาจารย์ใช้ระหว่างการสอน เพื่อทำให้วิธีการ/กลยุทธ์บรรลุผล | ผู้ใช้เทคนิคเฉพาะ เพื่อสร้างบรรยากาศ กระตุ้น และเสริมแรงการเรียนรู้ | ใช้ Mind Map, ใช้ Role Play, ใช้ Think-Pair-Share |
| Learning Theory(ทฤษฎีการเรียนรู้) | คำอธิบายเชิงวิชาการเกี่ยวกับวิธีที่ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ พัฒนามาจากการวิจัยและหลักฐาน | ผู้ประยุกต์ทฤษฎี สู่การสอน เช่น เลือกกิจกรรมตามทฤษฎีที่เชื่อว่าผู้เรียนจะเรียนรู้ได้ดีที่สุด | Behaviorism, Cognitivism, Constructivism, Humanism |
จากตารางทำให้เราสามารถกล่าวโดยสรุปถึงคำศัพท์ทางวิชาการ เกี่ยวกับการเรียนรู้และการสอนได้ ดังนี้
- Learning Theory (ทฤษฎีการเรียนรู้) เป็น รากฐานทางวิชาการหรือทฤษฎี เพื่ออธิบายว่า มนุษย์เรียนรู้อย่างไร
- Teaching Approach (แนวทางการสอน) เป็นการนำทฤษฎีหรือปรัชญา มากำหนดทิศทางการสอน เพื่อให้สอดคล้อง หรือบรรลุเป้าหมาย
- Teaching Method (วิธีการสอน) เป็น วิธีการหรือกระบวนการ ที่ครู อาจารย์นำมาใช้ในห้องเรียน
- Teaching Technique (เทคนิคการสอน) จะมีความคล้ายกับ Teaching Method (วิธีการสอน) หรือเป็นเคล็ดลับในการสอนเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะ ทั้งสร้างความรู้ ทักษะ หรือเสริมแรงจูงใจ สร้างบรรยากาศ เป็นต้น
ประเภทของ Teaching approach
การเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning)
การจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) มีรากฐานมาจากแนวทางการสอนแบบสร้างองค์ความรู้ หรือ Constructivist ที่มุ่งเน้นการฝึกฝนให้ผู้เรียนสร้างหรือต่อยอดองค์ความรู้ด้วยตนเอง แต่จะเพิ่มความเชื่อว่าการเรียนรู้และการสอนที่ดีนั้นต้องเป็นการร่วมมือระหว่างผู้สอนและผู้เรียน ดังนั้นแนวทางการสอนรูปแบบนี้จะมีความคล้ายของแบบสร้างองค์ความรู้ และจะเป็นการเรียนที่กระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดกระบวนการคิดขั้นสูง (Higher-Order Thinking) และเน้นให้ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์กับการเรียนการสอน รวมทั้งมีปฏิสัมพันธ์กับผู้สอนและกับผู้เรียนด้วยกันอีกด้วย วิธีการสอนที่เน้นการเรียนแบบ Active Learning ได้แก่ วิธีการสอนแบบเน้นปัญหา/โครงงานเป็นฐาน (Problem/Project-based Learning), การสอนโดยใช้กรณีศึกษา (Case Study) การสอนแบบสะท้อนความคิด (Student’s Reflection) การสอนแบบแลกเปลี่ยนความคิด (Think – Pair – Share) เป็นต้น
ครูเป็นศูนย์กลาง (Teacher-centered approach to learning)
ครูหรืออาจารย์จะเป็นผู้มีอำนาจหลักในแนวทางการสอนนี้ โดยจะมีบทบาทเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้และข้อมูลให้แก่ผู้เรียน เป็นผู้วางแผน กำหนดวิธีการเรียนการสอน และกิจกรรมการเรียนรู้เป็นส่วนใหญ่ ส่วนมากจะเป็นการเน้นถ่ายทอดเนื้อหาให้ครบถ้วน ทำให้ไม่ได้มีการปรับกระบวนการสอนตามผู้เรียน ส่งผลให้ผู้เรียนเป็นเพียงผู้ที่รอรับข้อมูลเฉย ๆ ไม่ได้มีความกระตือรือร้นหรือการมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ ตัวอย่างการสอนตามแนวทางนี้ ได้แก่ การสอนแบบบรรยาย (Lecture) การสอนแบบสาธิตตัวอย่างให้ดู (Demonstration)
ข้อดีของการของการสอนรูปแบบนี้คือ ประสิทธิภาพในการถ่ายทอดความรู้ใหม่ๆ หรือความรู้พื้นฐานได้ในระยะเวลาที่จำกัด มีความสะดวกในการจัดการชั้นเรียน
ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง (Student-centered approach to learning)
ในแนวทางการสอนนี้จะเป็นการมอบบทบาท อำนาจให้แก่ผู้เรียนมากขึ้น โดยผู้เรียนจะสามารถกำหนดกระบวนการเรียนรู้ของตนเอง กำหนดเป้าหมาย เนื้อหาที่ต้องการเรียนรู้ได้ มีส่วนร่วมในการเลือกวิธีการเรียนรู้ หรือกิจกรรมการเรียนรู้ร่วมกับอาจารย์ ซึ่งส่งผลให้ผู้เรียนมีแรงจูงใจ มีส่วนร่วมและเกิดความกระตือรือร้นในกระบวนการเรียนรู้มากขึ้น อีกทั้งยังส่งเสริมทักษะทางการคิดในขั้นที่สูงขึ้น เช่น การคิดวิเคราะห์ การคิดเชิงวิพาษ์ โดยครูหรืออาจารย์จะมีบทบาทเป็นผู้อำนวยการเรียนรู้ (Facilitator) เป็นโค้ช (Coach) เป็นผู้สนับสนุนให้ผู้เรียนเข้าใจเนื้อหาโดยรวม โดยตัวอย่างการสอนตามแนวทางนี้ได้แก่ การเรียนรู้แบบร่วมมือ (Collaborative learning), การเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-based Learning – PBL), และ การเรียนรู้เชิงสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry-based Learning)
สร้างองค์ความรู้ (Constructivist approach to Learning)
Constructivist เชื่อว่าการเรียนรู้ต้องอาศัยการมีส่วนร่วมอย่างกระตือรือร้นมากกว่าการรับข้อมูลเฉย ๆ ผู้เรียนต้องมีปฏิสัมพันธ์กับกระบวนการเรียนรู้ มีการปฏิบัติ และตั้งคำถามกับแนวคิด ไม่ใช่แค่เพียงได้ฟัง เป็นแนวทางที่ผู้เรียนจะสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง ส่งเสริมให้ผู้เรียนเชื่อมโยงข้อมูลใหม่เข้ากับความรู้เดิม ตัวอย่างการสอนตามแนวทางนี้ ได้แก่ การเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-based Learning – PBL),การเรียนรู้แบบร่วมมือ (Cooperative Learning), การทดลองหรือฝึกปฏิบัติ (Experimentation & Practice), ทัศนศึกษา (Field trip)
พุทธิปัญญานิยม (Cognitivist Approach to Learning)
มีรากศัพท์จากคำว่า Cognitive แปลว่า พัฒนาการทางสติปัญญา ความรู้ การคิด หรือสามารถนิยามความหมายของแนวทางการสอนรูปแบบนี้ได้เป็น การมุ่งสนใจและให้ความสำคัญแก่ “สิ่งที่เกิดขึ้นภายในหัวของผู้เรียน” เช่น กระบวนการคิด สภาพจิตใจ มากกว่าการสนใจพฤติกรรมของผู้เรียนที่เปลี่ยนไป ในหลายแหล่งอาจจะใช้คำว่า ทฤษฎีการเรียนรู้เชิงปัญญา (Cognitive Learning Theories) เนื่องจากนักวิชาการอาทิ ฌอง เพียเจต์ (Jean Piaget) และวิลเลียม เพอร์รี (William Perry) ที่ศึกษาวิจัยพบว่ากระบวนการเรียนรู้ของผู้เรียนนั้นเกิดขึ้นตั้งแต่ การรับรู้ถึงสภาพแวดล้อมภายนอก ตอบสนองจนเกิดการจดจำ การปรับเปลี่ยนกระบวนการ โครงสร้างทางความคิด ก่อนที่จะส่งผลเป็นความรู้ความเข้าใจในเรื่องนั้น ๆ และทำให้พฤติกรรมภายนอกที่ผู้เรียนแสดงออกเปลี่ยนแปลงไป
วิธีการสอนในรูปแบบนี้จึงมุ่งเน้นไปที่กลยุทธ์การสอนที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนได้ซึมซับและปรับตัวเข้ากับเนื้อหา องค์ความรู้ ประสบการณ์ใหม่ ๆ ได้อย่างกระตือรือร้น ตัวอย่างเช่น การจัดกลุ่มข้อมูลหรือการแบ่งเนื้อหา(Chunking) วิธีการสอนแบบนั่งร้าน (Scaffolding) หรือการใช้สมุดบันทึกการเรียนรู้ของนักเรียนเพื่อติดตามความก้าวหน้า (learning journals)
พฤติกรรมนิยม (Behaviorist Approach to Learning)
แนวทางการสอนแบบพฤติกรรมนิยมจะเน้นที่บทบาทของสิ่งเร้าภายนอกและผลที่ตามมาในการหล่อหลอมพฤติกรรมเป็นหลัก เพราะสามารถมองเห็นและวัดผลได้ นอกจากนี้ยังเป็นการโต้แย้งการศึกษาทางจิตใจที่มีความซับซ้อนและวัดผลได้ยาก รวมทั้งยังเชื่อว่าการศึกษาทางจิตใจให้ปราศจากอคตินั้นเป็นไปไม่ได้ ซึ่งจอห์น บี. วัตสัน (John B. Watson) ได้เป็นผู้กำหนดแนวทางนี้ขึ้นเมื่อปี 1913 และถึงแม้แนวทางการสอนรูปแบบอื่น ๆ จะเริ่มเป็นที่กล่าวถึงแต่แนวทางนี้ก็ยังคงมีอิทธิพลในแวดวงการศึกษาและการเรียนรู้ เนื่องจากมีข้อดีหลายประการ เช่น มีความชัดเจนในการวัดประเมินผลทั้งผลคะแนน เกรด ผ่านแบบทดสอบต่าง ๆ สังเกตผู้เรียนได้ชัดเจนและสามารถนำไปวางแผนการสอน และจัดการชั้นเรียนได้ง่ายทั้งในแง่การเสริมแรงหรือลงโทษตามพฤติกรรมของผู้เรียน ซึ่งวิธีการสอนตามแนวทางนี้จะเป็นการทำซ้ำจนกว่าพฤติกรรมจะเปลี่ยนแปลง เช่น การสอนให้คำแนะนำโดยตรงจนเข้าใจ (Direct instruction) การฝึกฝนปฏิบัติซ้ำ (Practice or Homework)
การเชื่อมโยง (Connectivism Approach to Learning)
แนวทางการสอนรูปแบบนี้เป็นแนวทางที่ค่อนข้างใหม่ ที่เกิดขึ้นในยุคดิจิทัลซึ่งมีการเติบโตอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีสารสนเทศ เช่น ระบบอินเทอร์เน็ต เครื่องมือค้นหา ฯลฯ ซึ่งจะมุ่งให้ความสำคัญต่อวามสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนกับเทคโนโลยีและสารสนเทศต่าง ๆ เหล่านั้น ซึ่ง จอร์จ ซีเมนส์ (George Siemens) และและสตีเฟน ดาวน์ส (Stephen Downes) ได้กำหนดแนวทางการสอนนี้ขึ้นในปี 2004
โดยหลักสำคัญของแนวคิดนี้มองว่า องค์ความรู้นั้นจะอยู่ภายนอกตัวของผู้เรียนและกระจายอยู่ตามเครือข่ายทางเทคโนโลยี ซึ่งการเรียนรู้ของผู้เรียนจะเกิดขึ้นเมื่อสามารถเชื่อมต่อกับเครือข่ายนั้นผ่าน Node เช่น คน กลุ่มคน แนวคิด หรือทรัพยากรการเรียนรู้ และการเชื่อมโยงนี้จะมีการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาดังนั้นทักษะที่สำคัญอย่างมากจะเป็น ทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ ซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียนสำรวจข้อมูลที่มีอยู่จากแหล่งที่น่าเชื่อถือได้ ซึ่งแนวทางการสอนนี้ส่งผลให้เกิดการพัฒนา ระบบการจัดการการเรียนรู้ (LMS) หรือหลักสูตรออนไลน์ (MOOC) การสร้างแบบจำลอง (Simulation) หรือมีการนำเอา Gamification เข้ามาใช้ในการเรียนการสอน
Reference
https://teachingtechniqueskeisyfajardop.weebly.com/approach-method-and-technique.html
https://www.simplypsychology.org/constructivism.html#:~:text=Olivia%20Guy%2DEvans %20is%20a,fostering%20deep%20understanding%20and%20application.
https://www.wgu.edu/blog/connectivism-learning-theory2105.html
https://www.growthengineering.co.uk
https://lic.chula.ac.th/images/Active%20Learning/Active%20Learning_01.pdf