ครูโค้ช (Coach)

ที่มาของคำว่า “โค้ช” (Coach) มาจากภาษาฮังการี kocsi (ออกเสียงว่า “โคชิ” ในภาษาฮังการี) แปลว่า รถม้าขนาดใหญ่ ในช่วงศตวรรษที่ 15 คำนี้ถือกำเนิดที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งในฮังการีชื่อ Kocsi หมู่บ้านแห่งนี้มีชื่อเสียงในการประดิษฐ์เกวียนและรถม้าเพื่อขนส่งสินค้า ต่อมารู้จักกันในชื่อ Koczi Szeter หรือเรียกสั้น ๆ ว่า Koczi อันหมายถึงรถม้าขนาดใหญ่ หลังจากนั้นคำนี้ก็นิยมใช้กันแพร่หลายในยุโรป เช่น เยอรมันนีเรียกว่า Kutsche  ฝรั่งเศสเรียกว่า Coche และอังกฤษเรียกว่า Coach ซึ่งคำว่า Coach ที่ใช้เรียกรถม้าขนส่งขนาดใหญ่ก็กลายเป็นรถโค้ชปรับอากาศในปัจจุบัน 

จนกระทั่งช่วงกลางศตวรรษที่ 18 คำว่า Coach ได้นำมาใช้เป็นคำแสลงที่มีความหมายว่า Tutor ครูที่ช่วยสอนหนังสือให้นักศึกษาสอบผ่าน และ คำว่า โค้ช กลายเป็นคำที่คุ้นเคยมีการใช้ในวงการกีฬา และเมื่อไม่กี่สิบปีก่อน การโค้ชก็เข้ามาสู่วงการธุรกิจ สู่องค์กรและกลายเป็นเครื่องมือหนึ่งในการพัฒนาบุคลากรในปัจจุบันการโค้ชมีหลายแบบ ตัวอย่างเช่น การโค้ชเพื่อพัฒนาคนในด้านการใช้ชีวิต (Life coaching), การโค้ชเพื่อพัฒนาทักษะเฉพาะด้านทั้ง กีฬา ศิลปะและดนตรี  การโค้ช (coaching) ในระดับบุคคลและระดับวิชาชีพ คือ ระบบการพัฒนาคน ทั้งในองค์กร ในชุมชน ในครอบครัว โดยอาศัยคนที่ได้รับการฝึกเทคนิคการโค้ชมาแล้วอย่างดีมาทำงานให้กับผู้รับการโค้ช (Coachee) การนำแนวคิดเรื่องการโค้ชกำลังได้รับความสนใจมากขึ้นในหลายสาขา ทั้งในด้านธุรกิจ การฝึกอบรมและการเรียนการสอน เนื่องจากการโค้ชในหลายสาขาที่กล่าวมาล้วนเกี่ยวข้องกับการเรียนรู้เหมือนกัน แต่มีความแตกต่างกันที่สภาพแวดล้อมของการโค้ช โดยในบริบทการเรียนการสอนสภาพแวดล้อมของการโค้ช ผู้รับการโค้ช คือ ผู้เรียนจะเป็นผู้สำรวจและค้นพบด้วยตนเอง โค้ชอาจจะเป็นผู้สอน เป็นการการโค้ชในบริบทของการเรียนรู้ คือการที่โค้ชช่วยให้ผู้เรียนพัฒนาตนเองในวิธีที่เหมาะสมที่สุดสำหรับผู้เรียนในช่วงเวลานั้น และช่วยให้ผู้เรียนประเมินทางเลือกต่าง ๆ ที่มีอยู่เพื่อที่จะก้าวไปข้างหน้า

หน้าที่ของครูโค้ช

หน้าที่สำคัญของครูโค้ช คือ กระตุ้นให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากความสงสัยของตัวเอง มากกว่าการบอกคำตอบตรง ๆ เมื่อผู้เรียนสับสน โค้ชจะยอมรับความสับสนนั้น และตั้งคำถามเพื่อช่วยให้ผู้เรียนคิดต่อและหาทางออก การเชื่อในสัญชาตญาณของตัวเอง ซึ่งมาจากประสบการณ์ที่สะสมอยู่ในจิตใต้สำนึก การใช้ปัญญาคิดอย่างรอบคอบเปิดใจรับสิ่งใหม่ การโค้ชช่วยให้ผู้เรียน ไม่ต้องรีบตัดสินอะไร และทำให้ผู้เรียนกลับมามีท่าทีเปิดรับการเรียนรู้ที่มีความสงสัยต่อเรื่องงานและเรื่องส่วนตัว ซึ่งทำให้โค้ชรับมือกับความสับสนหรือความไม่แน่นอนได้ และมองว่าสิ่งเหล่านั้นคือเส้นทางสู่ความเข้าใจ เมื่อผู้เรียนรู้สึกปลอดภัยและไม่ถูกคุกคาม ผู้เรียนจะกล้าเปิดเผยความคิด ความรู้สึก และมุมมองของตนเอง มีผลต่อการเรียนรู้ในกระบวนการเรียนรู้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องได้ง่าย ทำให้ความอยากรู้อยากเห็นของผู้เรียนเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ การโค้ชจึงช่วยให้เกิดการเรียนรู้ที่ลึกซึ้ง มีความหมาย และมาจากประสบการณ์จริง โค้ชทำหน้าที่เหมือนคนเปิดประตู ให้ผู้เรียนได้เห็นและเข้าใจในส่วนต่าง ๆ ของตนเองที่อาจไม่เคยสังเกตมาก่อน 

ความสัมพันธ์ระหว่างโค้ชและผู้รับการโค้ช

ในความสัมพันธ์ของการโค้ช อำนาจไม่ได้อยู่ที่โค้ช หรืออยู่ที่ผู้รับการโค้ชเพียงฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หากแต่อยู่ในความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองฝ่าย การโค้ชคือความร่วมมือที่ถูกออกแบบขึ้นระหว่างโค้ชและผู้รับการโค้ช โดยมีเป้าหมายเพื่อช่วยให้ผู้รับการโค้ชพัฒนาชีวิตส่วนตัวและชีวิตการทำงานของตนเองให้ดีขึ้นตามความต้องการและเสริมสร้างศักยภาพของผู้รับการโค้ช ความสัมพันธ์ระหว่างโค้ชและผู้รับการโค้ชเป็นพื้นฐานสำคัญของการโค้ชทุกแบบ ซึ่งต้องตั้งอยู่บนความเคารพซึ่งกันและกัน ความไว้วางใจ และเสรีภาพในการแสดงออก ในยุคที่การเปลี่ยนแปลงรวดเร็วและข้อมูลข่าวสาร การใช้เทคนิคการโค้ชนั้นท้าทาย เพราะต้องอาศัยการเตรียมตัว การลงมือทำ และการสะท้อนคิด ผู้รับการโค้ชควรเป็นผู้จดบันทึกกระบวนการเรียนรู้ด้วยตนเอง เพราะความสัมพันธ์นี้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง การให้ผู้รับการโค้ชหรือผู้เรียนเป็นคนบันทึก ช่วยให้ผู้เรียน หรือผู้รับการโค้ชตัดสินใจว่าอะไรคือสิ่งสำคัญสำหรับกระบวนการเรียนรู้ของตนเอง ต้องมีการตกลงร่วมกัน ที่เรียกว่า พันธสัญญา (coaching alliance) สามารถกำหนดได้ดังนี้ 

  1. จะทำงานร่วมกันเพื่อเป้าหมายของผู้รับการโค้ช 
  2. จะเคารพซึ่งกันและกัน 
  3. จะรักษาความลับ
  4. จะเปิดกว้างในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น
  5. จะทุ่มเทให้กระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน 

พลังที่เกิดขึ้นระหว่างโค้ชและผู้รับการโค้ชช่วยขับเคลื่อนการพัฒนาและการเติบโต ซึ่งโค้ชจะค่อย ๆ เดินไปพร้อมกับผู้เรียนตามจังหวะที่ผู้เรียนสบายใจ โดยไม่คาดหวังและไม่ตัดสิน ผู้เรียนหลายคนเคยชินกับปัญหาหรือข้อด้อยของตัวเองจนมองไม่เห็นทางเลือกใหม่ ๆ โค้ชจึงจำเป็นต้องช่วยให้ผู้เรียนเห็นภาพพฤติกรรมที่อยากเป็นในอนาคตให้ชัดขึ้น ผ่านการอธิบายสิ่งที่เป็นรูปธรรมและจับต้องได้ บางครั้งผู้เรียนอาจยังไม่พร้อมหรือไม่เห็นด้วยกับภาพที่ตนเองควรเปลี่ยนไปเป็นแบบนั้น อาจเพราะขัดกับความเชื่อเดิม ผู้เรียนจึงต้องตั้งใจให้ชัดว่า อยากเป็นแบบไหน และอยากมีพฤติกรรมอย่างไร ตัวอย่างเช่น ผู้เรียนตั้งเป้าหมาย ต้องการมีเวลา อ่านหนังสือแบบตั้งใจ สัปดาห์ละ 2 ชั่วโมง ผู้เรียนเก็บภาพเป้าหมาย ทำแผนผัง ยอมรับและท้าทายตัวเองเมื่อเกิดการผลัดวันประกันพรุ่ง ผู้เรียนมักจะจัดการตัวเองได้ดี และอดทนกับตัวเองมากขึ้น การตั้งเป้าหมายที่ชัดเจน เป็นขั้นตอนสำคัญ ทั้งโค้ชและผู้เรียนหรือผู้รับการโค้ชต้องร่วมกันทำ

ผลป้อนกลับในกระบวนการโค้ช

ผลป้อนกลับ (Feedback) คือพื้นฐานสำคัญของการเรียนรู้ การให้ผลป้อนกลับอย่างมีประสิทธิภาพมีหลายปัจจัยเกี่ยวข้อง ในอดีดมักใช้ผลป้อนกลับเพื่อวิเคราะห์ความล้มเหลวของผู้เรียน แต่ในบริบทของการโค้ชปัจจุบัน จุดประสงค์ของผลป้อนกลับคือ ช่วยให้ผู้รับการโค้ชก้าวต่อไปและลงมือทำได้จริง ดังนั้นโค้ชต้องทำมากกว่าแค่บอกว่าผิดตรงไหน โค้ชที่ให้ผลป้อนกลับเชื่อว่า ตัวผู้เรียนมีคุณค่ามากกว่าพฤติกรรมของเขา และผู้เรียนไม่ใช่คนล้มเหลว แม้จะมีพฤติกรรมที่ผิดพลาดก็ตาม จุดมุ่งหมายของผลป้อนกลับคือการช่วยให้ผู้รับการโค้ชสามารถเป็น เวอร์ชันที่ดีที่สุดของตนเอง ผ่านการมองเห็นตัวเลือกและโอกาสใหม่ ๆ ในอนาคต ผลป้อนกลับที่ดีต้องอ้างอิงจากข้อเท็จจริงและรายละเอียด โค้ชช่วยผู้รับการโค้ชวิเคราะห์สิ่งที่เกิดขึ้น มองหาบทเรียนจากประสบการณ์นั้น ผลป้อนกลับที่ดีต้องพูดถึงพฤติกรรม ไม่ใช่ตัวตน หัวใจสำคัญของการพัฒนาตนเองทั้งด้านส่วนตัวและวิชาชีพ คือ การเรียนรู้จากทั้งความสำเร็จและความล้มเหลวในชีวิต การใช้กรอบการโค้ชในการสอนและการเรียนรู้ ช่วยสร้างความรับผิดชอบต่อการเรียนรู้ (accountability) โดยอัตโนมัติ ในการโค้ชทั่วไป มักมีการสำรวจหลายด้านของชีวิต เช่น งาน สุขภาพ การเติบโตส่วนบุคคล การเงิน ความสนุกสนาน เพื่อนและครอบครัว ความรัก และสภาพแวดล้อม

หากใช้การโค้ชเป็นรูปแบบหนึ่งของการเรียนการสอน สิ่งสำคัญที่สุดคือ ต้องยึดตามเป้าหมายและความต้องการของผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง การตั้งคำถามให้ผู้เรียนกลับไปคิด ทักษะสำคัญของการเรียนรู้ผ่านการโค้ชคือ การถามมากกว่าการบอก การเปลี่ยนกรอบความคิด (reframing) คือการที่โค้ชนำข้อมูลที่ผู้เรียนให้มา แล้วสะท้อนกลับในมุมมองใหม่ เพื่อช่วยให้ผู้เรียนมองเห็นสิ่งเดิมในมุมที่สร้างสรรค์และเปิดทางเลือกใหม่ ๆ ข้อดีอย่างหนึ่งของแนวทางการโค้ชคือ ช่วยให้ผู้เรียนมีตัวเลือกมากขึ้น ระหว่างกระบวนการ เลือก หรือ ตัดสินใจ ร่วมกันสำรวจว่า อะไรกันแน่ที่สำคัญต่อผู้เรียน ซึ่งผู้เรียนแต่ละคนมีรูปแบบความคิดที่แตกต่างกัน ปัจจัยสำคัญที่มีอิทธิพลต่อประสิทธิผลของกระบวนการโค้ชที่เกิดจากผู้รับการโค้ช ได้แก่ ความพร้อมในการเรียนรู้ ความสามารถในการสะท้อนคิด และการเปิดรับข้อมูลย้อนกลับ 

หลักคิดสำคัญของการโค้ช

หลักคิดสำคัญของการโค้ช การเชื่อว่าผู้รับการโค้ชหรือผู้เรียนมีศักยภาพในตัวเองอยู่แล้ว และสามารถดึงออกมาใช้ได้ กระบวนการเปลี่ยนความเชื่อ (belief change) มักเกิดขึ้นอย่างไม่รู้ตัว ในฐานะโค้ช การรับรู้ได้ว่าผู้เรียนแสดงความเชื่อของตนออกมา ส่งผลต่อการเรียนรู้ ซึ่งความเชื่อที่แสดงออกมาจากผู้เรียน โค้ชสามารถสังเกตได้จาก พฤติกรรม และ ภาษาที่ใช้ โค้ชจึงมีหน้าที่ช่วยเปิดเผยความเชื่อเหล่านี้ หรือแม้แต่ความเชื่อที่ซ่อนอยู่ใต้ระดับความรู้ตัว ให้ผู้เรียนรับรู้ได้อย่างชัดเจนมากขึ้นเกี่ยวกับ ความเชื่อที่จำกัดตัวเอง (limiting beliefs) มักเกี่ยวข้องกับหัวข้อ ดังนี้ 

  1. ความรู้สึกว่า ไม่มีความหวัง (hopelessness)
  2. ความรู้สึกว่า ทำอะไรไม่ได้ (helplessness)
  3. ความรู้สึกว่า ไม่มีคุณค่า (worthlessness) 

โค้ชที่มีทักษะจะช่วยดึงคุณค่าของผู้เรียนออกมาในมุมมองแบบ หัวใจ มากกว่าแบบ ใช้เหตุผลล้วน ๆ โดยพาผู้เรียนย้อนกลับไปนึกถึงสถานการณ์จริงในชีวิต เพราะการให้คุณค่ามีผลต่อการตัดสินใจ โดยเฉพาะในแง่ของความรู้สึกว่า สิ่งที่ตัดสินใจทำถูกต้องสำหรับตนเองหรือไม่ 

การจำลองแบบ (modelling mindset)

กรอบความคิดแบบ การจำลองแบบ (modelling mindset) เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้รับการโค้ชมีการเปิดรับความสงสัยอยากรู้ ไม่ตัดสิน และมองสถานการณ์อย่างเป็นกลาง ทักษะของการจำลองแบบอย่างมีสติ (conscious modelling) กำลังถูกพัฒนาและนำมาสอนมากขึ้น อย่างไรก็ตามการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนในระยะยาว การจำลองแบบต้องอาศัย 2 ทักษะหลักคือ 

  1. ทักษะการสังเกตอย่างตั้งใจ และ
  2. การตั้งคำถามที่เฉพาะเจาะจงและลึกซึ้ง การจำลองแบบสามารถใช้เพื่อวิเคราะห์และปรับกลยุทธ์ที่มีอยู่ ไม่ว่าจะเพื่อพัฒนาตนเองหรือผู้เรียน เมื่อเรียนรู้กระบวนการนี้แล้ว ผู้เรียนก็สามารถใช้ การจำลองแบบตนเอง (self-modelling) เพื่อตรวจสอบและค้นหาวิธีที่มีประสิทธิภาพสำหรับตัวเองได้ การจำลองแบบยังทำให้ผู้เรียนเกิดความเมตตาและการยอมรับในความเป็นมนุษย์ เพราะระหว่างกระบวนการนี้ เราจะค้นพบว่า ทุกคนล้วนมีความเชี่ยวชาญในแบบของตนเอง และทุกคนก็เป็นมนุษย์ที่เรียนรู้ได้เหมือนกัน วิธีนี้ช่วยทำให้มองสิ่งต่าง ๆ อย่างเปิดใจ ไม่ตัดสิน และเรียนรู้โดยการสังเกตผู้อื่นอย่างตั้งใจไม่เพียงแค่ทำตามลอกเลียนแบบแค่พฤติกรรมภายนอก เครื่องมือการโค้ชยังมีแบบอื่น ๆ อีกมาก ยกตัวอย่างเช่น เครื่องมือที่โค้ชนิยมใช้เป็นแนวคิดพื้นฐานในการโค้ช คือ Grow model 

Grow model

 เป็นโมเดลการตั้งคำถามเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ต้องการตามรูปแบบการใช้โค้ชทั่วไป ซึ่งประกอบด้วย 

  1. G-Goal (กำหนดเป้าหมาย): เริ่มต้นด้วยการถามคำถามที่เกี่ยวข้องกับเป้าหมายในการโค้ชว่าเพื่อบรรลุ เป้าหมายอะไร 
  2. R-Reality (วิเคราะห์สภาพจริง): ตั้งคำถามต่อในเรื่อง ข้อเท็จจริงของเรื่องนั้น ๆ เป็นอย่างไร มีอะไรบ้าง 
  3. O-Options (สำรวจทางเลือก): ตั้งคำถามเพื่อให้ผู้รับการโค้ชคิดหาทางเลือก ในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น 
  4. W-Will/Way forward (ตัดสินใจและลงมือทำ): ตั้งคำถามเพื่อให้ผู้รับการโค้ชบอกวิธีการ ขั้นตอน ระยะเวลา และแนวทางต่าง ๆ ที่จะกลับออกไปลงมือทำด้วยตัวเอง 

โมเดลนี้ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในวงการโค้ช ทั้งในองค์กรการศึกษา และการพัฒนาผู้นำ เนื่องจากมีโครงสร้างที่ชัดเจน เข้าใจง่าย และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ในหลายบริบท โครงสร้างที่ชัดเจนนี้ช่วยให้โค้ชสามารถจัดลำดับการสนทนาได้อย่างมีระบบ ตั้งคำถามที่มีคุณภาพจะนำไปสู่คำตอบที่มีคุณภาพ ตัวอย่างคำถามที่สามารถใช้ในการโค้ชได้ เช่น ขณะนี้คุณมองว่าโครงการของคุณกำลังดำเนินไปในทิศทางใด?, การกระทำใดที่จะช่วยให้คุณบรรลุผลลัพธ์ที่ดีขึ้น?, คุณคิดหาวิธีใดบ้างที่จะปรับปรุงสถานการณ์นี้ได้?, คุณจะรู้ได้อย่างไรว่าคุณประสบความสำเร็จ และขณะนี้สถานการณ์ของคุณเป็นอย่างไร?, คุณได้พิจารณาทางเลือกใดบ้างในการจัดการกับอุปสรรคที่กำลังเผชิญอยู่?, สิ่งใดกำลังดำเนินไปได้ดี? สิ่งใดยังไม่ดี และจะปรับปรุงได้อย่างไร?

ข้อจำกัดของการใช้วิธีโค้ช

การโค้ชสนับสนุนกระบวนการพัฒนาตนเองทั้งในระดับส่วนตัวและระดับวิชาชีพอย่างต่อเนื่อง บางครั้งผู้เรียนก็มีความมุ่งมั่นสูง มุ่งหาความรู้ ทักษะ และสอบให้ผ่าน แต่ในระดับที่ลึกกว่านั้นการโค้ชเน้นเป็นการช่วยให้ผู้เรียนเติบโตอย่างต่อเนื่องในทุกด้านของชีวิต มุมมองแบบการโค้ชสามารถนำไปใช้ได้ในหลายบริบทของชีวิต อย่างไรก็ตาม ยังมีบางสถานการณ์ที่การโค้ชไม่เหมาะสม เช่น 1)  เมื่อมีปัญหาเกี่ยวกับความสามารถทางวิชาชีพขั้นพื้นฐานที่ต้องแก้ไขโดยตรง, 2) เมื่อผู้เรียนไม่พร้อมหรือไม่เต็มใจที่จะเข้าร่วมกระบวนการ, 3) เมื่อโค้ชเองไม่มีพลังหรือความพร้อมที่จะทำงานในระดับลึกกับผู้เรียนคนใดคนหนึ่งในช่วงเวลานั้น

Reference

Claridge, M.-T., & Lewis, T. (2005). Coaching for Effective Learning: A Practical Guide for Teachers in Healthcare (1st ed.). CRC Press. https://doi.org/10.1201/9781315376974

Passarelli AM (2015) Vision-based coaching: optimizing resources for leader development. Front. Psychol. 6:412. doi: 10.3389/fpsyg.2015.00412 สืบค้นออนไลน์ https://www.frontiersin.org/journals/psychology/articles/10.3389/fpsyg.2015.00412/full

วรภัทร์ ภู่เจริญ, (2559) Coach with Love  สอนใจด้วยใจ, พิมครั้งที่ 1 สำนักพิมพ์: อมรินทร์ How to 180 หน้า

Coursera Coaching Skill: https://www.coursera.org/learn/packt-coaching-skills-fvsil/lecture/Oyd7s/great-coaching-questions-to-use, 29 ธันวาคม 2568