หลักการออกแบบการประเมินผล (Approaches to Assessment Design)
เมื่อการเรียนรู้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในห้องเรียนและผู้เรียนไม่ควรเป็นเพียงผู้รับการถ่ายทอดความรู้แต่สร้างความรู้ด้วยตนเองผ่านประสบการณ์ การออกแบบการประเมินผล (Assessment Design) จึงไม่ควรเป็นเพียงขั้นตอนการออกข้อสอบเพื่อตัดสินคะแนนในตอนท้าย แต่ควรเป็นกระบวนการเชิงกลยุทธ์ที่ทำหน้าที่เป็นครื่องชี้แนะว่าผู้เรียนมีความก้าวหน้าในการเรียนรู้อย่างไร และเป็นเครื่องมือพัฒนาผู้เรียนไปพร้อมกัน การที่ผู้สอนจะตอบคำถามว่าการประเมินที่จะทำให้รู้ว่าผู้เรียนบรรลุเป้าหมายหรือบรรลุผลการเรียนรู้ และเป็นการประเมินที่เน้นสร้างโอกาสในการพัฒนา ควรเข้าใจถึงแนวคิดสำคัญของการออกแบบการประเมินผลต่อไปนี้
Constructive Alignment
Constructive Alignment (Biggs, 1996) คือการออกแบบการเรียนการสอนที่มุ่งเน้นให้ผลลัพธ์การเรียนรู้ กิจกรรมการเรียนการสอน และกิจกรรมการประเมินผล สอดคล้องและสนับสนุนซึ่งกันและกันอย่างเป็นระบบ เพื่อส่งเสริมให้ผู้เรียนบรรลุผลลัพธ์การเรียนรู้ที่คาดหวัง แนวคิดของ Constructive Alignment มาจากทฤษฎี Constructivist ที่เชื่อว่าผู้เรียนสร้างความรู้โดยการตีความผ่านโครงสร้างความรู้เดิม และการปฏิบัติด้วยตนเอง ดังนั้น การเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพจึงเกิดขึ้นเมื่อผู้เรียนลงมือทำกิจกรรมที่กระตุ้นให้เกิดการสร้างความรู้ และแนวคิด Alignment คือการที่กิจกรรมการเรียนรู้ต้องเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมที่ระบุในผลลัพธ์การเรียนรู้ และงานประเมินก็ต้องวัดกิจกรรมนั้นโดยตรง
การออกแบบการประเมินตามหลักการ Constructive Alignment ให้ความสำคัญกับกิจกรรมการเรียนการสอนที่ผู้เรียนจะได้รับการพัฒนาทักษะที่ต้องใช้ในการประเมิน เพื่อให้แน่ใจว่าการประเมินไม่เพียงแต่วัดผลลัพธ์เท่านั้น แต่ยังสร้างประสบการณ์ที่จำเป็นต่อการบรรลุผลการเรียนรู้
Criterion-Referenced Assessment
การประเมินแบบอิงเกณฑ์ (Criterion-referenced) เน้นการเปรียบเทียบความสามารถของผู้เรียนกับมาตรฐานที่กำหนดไว้ (fixed standard) เพื่อรับรองว่าผู้เรียนมีความสามารถตามผลลัพธ์การเรียนรู้ โดยไม่ขึ้นอยู่กับคะแนนของผู้อื่น เป็นการประเมินที่พิจารณาว่าผู้เรียนบรรลุผลลัพธ์การเรียนรู้ที่ตั้งไว้หรือไม่และให้ความสำคัญว่าผู้เรียนแต่ละคนได้เรียนรู้ในสิ่งที่ควรจะเรียนรู้ตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้หรือไม่ แนวทางนี้ต่างจากการประเมินแบบอิงกลุ่ม (Norm-referenced) ที่ประเมินผลการเรียนจากการเปรียบเทียบผู้เรียนด้วยกันเองซึ่งส่งผลให้สิ่งที่สอนกับสิ่งที่ประเมินมักไม่สอดคล้องกัน นอกจากนี้ การประเมินแบบอิงกลุ่มคือ การตัดสินผลที่แยก “คนเก่ง” ออกจาก “คนอ่อน” โดยขึ้นอยู่กับความสามารถของเพื่อนร่วมรุ่น ดังนั้น ผู้เรียนที่มีความสามารถผ่านเกณฑ์มาตรฐานอาจจะสอบตกเพียงเพราะได้คะแนนน้อยกว่าเพื่อน
ขณะที่การประเมินแบบอิงกลุ่มอาจนำไปใช้ในการจัดอันดับผู้เรียน แต่ไม่สามารถสะท้อนว่าผู้เรียนมีความสามารถอย่างไร การประเมินแบบอิงเกณฑ์จะสะท้อนระดับความสามารถ ช่วยให้ผู้เรียนทราบเป้าหมายที่ชัดเจน และส่งเสริมการพัฒนาตนเองตามเกณฑ์ที่แสดงถึงผลผลลัพธ์การเรียนรู้ได้
Inclusive design
หลักการสำคัญของ Inclusive design คือการเปิดโอกาสให้ผู้เรียนทุกคนได้แสดงศักยภาพและความรู้ของตนเองอย่างเท่าเทียมกัน ผ่านการออกแบบการประเมินให้มีความยืดหยุ่นพื่อลดโอกาสที่ผู้เรียนคนใดคนหนึ่งจะถูกกีดกันหรือเสียเปรียบจากรูปแบบของการประเมิน แนวปฏิบัติของ Inclusive Design ในบริบทของการประเมินผลจะเน้นที่เน้นความหลากหลายของวิธีการประเมิน ไม่ใช้วิธีวัดผลเพียงแบบใดแบบหนึ่ง เพื่อให้โอกาสผู้เรียนว่าหากไม่ถนัดวิธีหนึ่ง ยังมีวิธีอื่นให้ได้พิสูจน์ความสามารถ
Inclusive asssessment ควรพิจารณาองค์ประกอบ 3 ด้าน ที่มีความทับซ้อนกัน ได้แก่ งาน (Task) ระยะเวลา (Timing) และ เงื่อนไข (Condition) เพื่อให้ผู้เรียนสามารถแสดงศักยภาพแม้ว่าจะมีพื้นฐานหรือข้อจำกัดต่างกัน
งาน (Task)
ผู้สอนจะใช้ ‘งาน’ หรือ ‘กิจกรรม’ ที่แตกต่างกันอย่างไร เพื่อวัดความรู้ ความเข้าใจ และทักษะของผู้เรียนที่หลากหลาย? และจะมีเกณฑ์การให้คะแนนงานที่แตกต่างกันเหล่านั้นอย่างไร? เช่น สร้างความหลากหลายในงานที่ใช้ประเมินผลลัพธ์การเรียนรู้เดียวกันหรือไม่ตัดสินผู้เรียนด้วยวิธีการเดียว แต่พิจารณาการผสมผสานวิธีการประเมิน เช่น การทดสอบ การสอบแบบเปิดตำรา (Open-book) และการทำชิ้นงานโดยให้ทางเลือกรูปแบบการส่งงาน
ระยะเวลา (Timing)
ผู้เรียนจะทำการประเมินเมื่อใด? จะมีโอกาสได้ฝึกฝนการทำงานรูปแบบต่างๆ อย่างไร? และได้รับฟีดแบ็คเมื่อใด? นั่นคือแบ่งช่วงเวลาให้เหมาะสม กระจายการมอบหมายงานระหว่างภาคเรียน ใช้การทดลองทำ (mock exam) หลีกเลี่ยงการทดสอบครั้งเดียวเพื่อตัดสินผล (high-stakes) และประเมินระหว่างกระบวนการเรียนรู้ (formative assessment) ควบคู่กับการให้ฟีดแบ็คเพื่อให้ผู้เรียนได้มีโอกาสปรับปรุง
เงื่อนไข (Condition)
สภาพแวดล้อมในการประเมินสามารถส่งผลต่อการแสดงความรู้ความสามารถของผู้เรียนได้ ควรเลือกเงื่อนไขของการประเมินให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการประเมิน จะประเมินแบบมีการควบคุมหรือไม่มีการควบคุม เพราะอะไร เช่น ประเมินความจำโดยการทำแบบทดสอบภายใต้ความกดดัน หรือจะใช้ take-home exam เพื่อให้ผู้เรียนแสดงความสามารถในเชิงวิเคราะห์ โดยให้ผู้เรียนมีเวลาทำงานนั้นได้มากขึ้นนอกห้องสอบ นอกจากนี้ เงื่อนไขของการประเมินยังรวมถึงการพิจารณาความเท่าเทียมในมิติต่างๆ เช่น ความเท่าเทียมทางดิจิทัล (digital equity) เพื่อไม่ให้เทคโนโลยีกลายเป็นอุปสรรคสำหรับผู้เรียนบางกลุ่ม ซึ่งอาจทำได้โดยสำรวจความพร้อมของผู้เรียนตั้งแต่ช่วงต้นของการเรียนการสอนเพื่อให้ทราบถึงข้อจำกัดของผู้เรียนในด้านอุปกรณ์หรือทักษะ จากนั้นเตรียมทางเลือกในการมอบหมายงานประเมินที่จะครอบคลุมความแตกต่างดังกล่าว

ที่มา: Centre for Teaching and Learning.University of Oxford, IncludED: A guide to designing inclusive assessments.
https://www.ctl.ox.ac.uk/included-designing-inclusive-assessments
Authentic approach
การประเมินตามสภาพจริง (Authentic Assessment) คือการออกแบบการประเมินที่เน้นงานจริงหรือจำลองงานจริง ซึ่งเชื่อมโยงกับสถานการณ์จริงหรือทักษะวิชาชีพที่ผู้เรียนจะต้องเจอในการทำงาน แทนการวัดเพียงความจำในห้องเรียน เมื่อเทียบกับกรอบแนวคิด Miller’s Pyramid (พีระมิดของมิลเลอร์) การประเมินตามสภาพจริงคือการประเมินผู้เรียนในระดับพฤติกรรมที่ 2 ขั้นบนสุดของพีระมิด (สูงกว่า 2 ระดับล่างของปิระมิด คือ รู้ (Knows) และ รู้ว่าทำอย่างไร (Knows How) นั่นคือ Shows How (แสดงให้ดู) คือการประเมินในสถานการณ์จำลอง (simulated environment) ผู้เรียนต้องสาธิตทักษะออกมาให้เห็น เช่น การสอบสอน (Micro-teaching) การแสดงทบาทสมมติ (role play) การนำเสนองาน (presentation) ในบริบทที่เสมือนจริง และ Does (ทำจริง) คือยอดสูงสุดของพีระมิด เป็นการประเมินการปฏิบัติงานจริงในบริบทการทำงาน เช่น การฝึกงาน (internship) การทำโครงการเพื่อแก้ไขปัญหาของชุมชนหรือลูกค้าจริง การดูแลผู้ป่วยจริงในคลินิก เห็นได้ว่าการประเมินที่จำลองสภาพแวดล้อมหรือโจทย์เสมือนจริงในระดับ Shows How คือการประเมินที่ควบคุมปัจจัยบางอย่างได้ แต่การประเมินโดยใช้สถานการณ์จริงจะมีความซับซ้อนมากกว่า อาจมีปัจจัยแทรกซ้อนที่คาดเดาไม่ได้ที่จะส่งผลต่อการปฏิบัติของผู้เรียนและผลลัพธ์ที่คาดหวัง เช่น กรณีที่ลูกค้าเปลี่ยนโจทย์หรือมีความต้องการใหม่ หรือเกิดความขัดแย้งในการทำงานร่วมกัน
หลักการของ Authentic Assessment สะท้อนอยู่ในชื่อเรียกอื่น (common names) ที่มักใช้อธิบายแนวคิดหลักของการประเมินตามสภาพจริง ได้แก่
การประเมินภาคปฏิบัติ (Performance Assessment) ผู้เรียนต้อง ‘ลงมือทำ’ อย่างไรก็ตาม นักการศึกษาบางท่าน (เช่น Meyer, 1992) แยกคำนี้ออกจาก Authentic Assessment โดยมองว่าการปฏิบัติอาจจะไม่ใช่สถานการณ์จริงหรือบริบทจริงก็ได้
การประเมินทางเลือก (Alternative Assessment) เป็นชื่อที่ใช้เรียกเพื่อแสดงสถานะว่าเป็น ‘ทางเลือก’ ที่แตกต่างจากการประเมินแบบดั้งเดิม (traditional assessments) เช่น การสอบข้อเขียนแบบเลือกตอบ หรือประเมินการจำความรู้ซึ่งอาจวัดได้ว่าผู้เรียนมีความรู้ในระดับจำหรือเข้าใจแต่ไม่สามารถประเมินว่าจะสามารถปฏิบัติได้จริง
การประเมินโดยตรง (Direct Assessment) คำว่า ‘โดยตรง’ หมายถึงการประเมินที่หลักฐานเชิงประจักษ์ว่าผู้เรียนมีความสามารถอย่างไร เช่น สมารถประยุกต์ใช้ความรู้และทักษะได้จริง
Scaffolded assessment
ในการออกแบบการประเมินผล สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งคือการพิจารณาถึงช่วงเวลา และวิธีการให้การสนับสนุนแก่ผู้เรียนเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการประเมินผลสรุป (summative assessment) เช่น การมีส่วนร่วมของผู้เรียนในกิจกรรมการประเมินผลระหว่างเรียนและการได้รับฟีดแบ็ค การสนับสนุนผู้เรียนตามแนวคิดของ Scaffolded Assessment คือผู้สอนจะให้การสนับสนุนที่มีโครงสร้างชัดเจนเปรียบเทียบเสมือนการสร้าง ‘นั่งร้าน’ ในการก่อสร้างในช่วงแรก เพื่อช่วยให้ผู้เรียนสามารถทำภาระงานที่ซับซ้อนเกินกว่าความสามารถเดิมของตนเองให้สำเร็จได้ เมื่อผู้เรียนเริ่มมีทำได้ด้วยตนแองมากขึ้น ผู้สอนจะค่อยๆ ลดความช่วยเหลือ (fade support) จนกระทั่งผู้เรียนสามารถทำสิ่งนั้นได้ด้วยตนเองอย่างมั่นใจ แนวคิดนี้มีรากฐานมาจากทฤษฎี Zone of Proximal Development (ZPD) หรือ ‘พื้นที่รอยต่อพัฒนาการ’ (Vygotsky, 1978). ซึ่งหมายถึงระยะห่างระหว่างสิ่งที่ผู้เรียนทำได้ด้วยตนเองกับสิ่งที่สามารถทำได้เมื่อได้รับคำแนะนำ (ดูเพิ่มเติมที่ link บทความเรื่อง Scaffolded Assessment) หลักการสำคัญของการประเมินตามแนวคิดนี้ คือ การแบ่งงานประเมินให้เป็นส่วนย่อย การใช้เครื่องมือหรือกลยุทธ์สนับสนุนและลดความช่วยเหลืออย่างเหมาะสม การให้ฟีดแบ็คระหว่างทางในแต่ละขั้นตอนย่อย และส่งเสริมให้ผู้เรียนฝึกสะท้อนคิด (reflection) การเรียนรู้ระหว่างทางของตน
การออกแบบการประเมินผลที่เหมาะสมคือการผสมผสานแนวคิดหลักข้างต้นเข้าด้วยกัน ไม่ใช่การเลือกใช้เครื่องมือใดเครื่องมือหนึ่งเพียงอย่างเดียว เมื่อประยุกต์ใช้หลักการออกแบบการประเมินผลดังกล่าว จะเห็นได้ว่าผู้สอนจะมีบทบาทในการเป็นผู้อำนวยการเรียนรู้ (learning facilitator) ที่ออกแบบการประเมินผลให้สอดคล้องกับกระบวนการเรียนรู้และผลลัพธ์ที่คาดหวัง ใช้เกณฑ์การประเมินที่ให้ความสำคัญว่าผู้เรียนแต่ละคนได้เรียนรู้ในสิ่งที่ควรจะเรียนรู้ตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้หรือไม่ ผู้สอนจะให้คุณค่ากับการประเมินในฐานะเป็นเครื่องมือสนับสนุนให้ผู้เรียนค่อยๆ พัฒนาทักษะผ่านขั้นตอนและกิจกรรมที่เพิ่มระดับความซับซ้อนอย่างเป็นลำดับ โดยเปิดโอกาสให้ผู้เรียนทุกคนได้แสดงศักยภาพตามความถนัดของตนเอง
อ้างอิง
Biggs, J. (1996). Enhancing teaching through constructive alignment. Higher education, 32(3), 347-364.
https://doi.org/10.1007/BF00138871
Meyer, C. A. (1992). What’s the Difference between “Authentic” and “Performance” Assessment?. Educational leadership, 49(8), 39-40.
Miller, G. E. (1990). The assessment of clinical skills/competence/performance. Academic Medicine, 65(9), S63–S67.
Nieminen, J. H. (2024). Assessment for Inclusion: rethinking inclusive assessment in higher education. Teaching in Higher Education, 29(4), 841–859. https://doi.org/10.1080/13562517.2021.2021395
Tai, J., Ajjawi, R., Bearman, M., Boud, D., Dawson, P., & Jorre de St Jorre, T. (2023). Assessment for inclusion: rethinking contemporary strategies in assessment design. Higher Education Research & Development, 42(2), 483–497. https://doi.org/10.1080/07294360.2022.2057451
Villarroel, V., Bloxham, S., Veldman, D., et al. (2018). Authentic assessment: creating a blueprint for course design. Assessment & Evaluation in Higher Education, 43(6), 840-854. (บทความนี้อธิบายการนำ Authentic Assessment ไปใช้ในการออกแบบหลักสูตรโดยเชื่อมโยงกับบริบทจริง)