บรรยากาศห้องเรียนเชิงบวกที่เอื้อต่อการสนับสนุนการเติบโตของผู้เรียน
(Positive Classroom Climate)
จากการศึกษาของนักวิจัยด้านการศึกษาพบว่าบรรยากาศห้องเรียนเชิงบวก หรือ Positive Classroom Climate Creation มีความสำคัญต่อพัฒนาการของผู้เรียนไม่น้อยกว่าการถ่ายทอดเนื้อหาความรู้ และสามารถนิยาม ได้ดังนี้
บรรยากาศห้องเรียนเชิงบวก หมายถึง สภาพแวดล้อมโดยรวมของห้องเรียนที่ช่วยให้ผู้เรียนได้รับความรู้ และพัฒนาศักยภาพได้อย่างเต็มที่ในทุกมิติ ทั้งด้านสติปัญญา อารมณ์ สังคม และร่างกาย เป็นสภาพแวดล้อมห้องเรียนที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนรู้สึกปลอดภัย ได้รับการยอมรับ มีคุณค่า ได้รับการสนับสนุน และมีแรงจูงใจในการเรียนรู้และพัฒนาตนเอง ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ในอุปกรณ์ในห้องเรียนแต่ครอบคลุมถึงปฏิสัมพันธ์ ครูอาจารย์ ผู้สอน เพื่อน รวมถึงทรัพยากรการเรียนรู้ และบรรยากาศโดยรวมของห้องเรียน
จากการศึกษาของ Eric Jensen สามารถสรุปความสัมพันธ์ระหว่างพัฒนาการของผู้เรียนและบรรยากาศห้องเรียน โดยได้ทำตารางเทียบระหว่างห้องเรียนที่มีบรรยากาศเชิงบวกสูงกับห้องเรียนที่มีบรรยากาศเชิงบวกต่ำ ไว้ดังนี้
| บรรยากาศเชิงบวกสูง | บรรยากาศเชิงบวกต่ำ |
| ความริเริ่มสร้างสรรค์ | ความโกรธ |
| รู้สึกมีความหวัง | สมองตื้อ |
| ความอดทนมานะพยายาม | รู้สึกสิ้นหวัง |
| ปัญญาญาณ | อยากออกจากโรงเรียน |
| ความสนใจกว้าง | พฤติกรรมไม่ดี |
| ความยืดหยุ่นต่อการรับรู้ | คิดวกวน |
| มีทางเลือกในการแสดงพฤติกรรมเพิ่มขึ้น | มีทางเลือกในการแสดงพฤติกรรมจำกัด |
ดังนั้นจะเห็นว่านอกเหนือจากการออกแบบหลักสูตร การประเมิน และถ่ายทอดเนื้อหาแล้วการที่ อาจารย์ผู้สอนควรมีสมรรถนะในการสร้างบรรยากาศ สภาพแวดล้อมของห้องเรียน รวมทั้งมีปฏิสัมพันธ์กับผู้เรียนในเชิงบวกได้นั้น เพื่อช่วยให้ผู้เรียนพัฒนาศักยภาพได้อย่างเต็มที่ในทุกมิติ
หลักการสำคัญของการสร้างบรรยากาศห้องเรียนเชิงบวก มีดังนี้
1.ส่งเสริมการเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน (Fostering Community and Belonging)
ด้านจิตใจ คือ สภาพแวดล้อมของห้องเรียนที่ผู้เรียนกล้าที่จะแสดงความคิดเห็น ถามคำถาม และลองผิดลองถูก โดยไม่ต้องกลัวการถูกตัดสิน การล้อเลียน หรือการลงโทษ มีบรรยากาศที่ผู้เรียนรู้สึกได้รับความเคารพ การต้อนรับ มีคุณค่า และเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนการเรียนรู้ ส่งเสริมการยอมรับความแตกต่าง ความหลากหลาย และยอมรับความแตกต่างของภูมิหลัง วัฒนธรรม ความสามารถ และรูปแบบการเรียนรู้ของผู้เรียนแต่ละคน
เทคนิคการสร้างห้องเรียนที่เอื้อต่อการเรียนรู้ด้านจิตใจ
รู้จักผู้เรียนรายบุคคล คือการทำความเข้าใจความสนใจ สไตล์การเรียนรู้ บุคลิกภาพ เป้าหมาย และภูมิหลังของผู้เรียนแต่ละคน เช่น การสำรวจด้วย Learners persona หรือใช้กิจกรรมละลายพฤติกรรม
ส่งเสริมการสื่อการแบบเปิด (Open communication) คือการสร้างสภาพแวดล้อมให้ทุกคนมีความเท่าเทียมในการสื่อสาร โดยสามารถแลกเปลี่ยนแนวคิด แสดงความคิดเห็น ข้อกังวล ความรู้สึกต่าง ๆ ได้โดยไม่มีการปิดกั้น หรือถูกตัดสิน รวมทั้งแสดงให้เห็นถึงความเห็นอกเห็นใจ มีการรับฟังอย่างตั้งใจจากทั้งอาจารย์ผู้สอน เพื่อนร่วมชั้นเรียน ตัวอย่างกิจกรรมที่สามารถส่งเสริมการสื่อการแบบเปิด มีดังนี้
- สร้างกติกาในการสื่อสารของห้องเรียนร่วมกัน โดยมีอาจารย์ผู้สอนเป็นตัวอย่างในการสร้างบรรยากาศของการสื่อสารแบบเปิด ที่ผู้เรียนสามารถสอบถาม แสดงความเห็น ความรู้สึก ได้อย่างเท่าเทียม
- จัดกิจกรรมระดมสมอง ที่เป็นกิจกรรมให้ผู้เรียนได้แสดงความคิดเห็นต่องาน นำเสนอแนวคิดของตนเอง
- จัดกิจกรรม AAR (After Action Review) เป็นกิจกรรมทบทวนการเรียนรู้ การทำงาน ทั้งประเด็นที่ประสบความสำเร็จและปัญหา อุปสรรคที่เกิดขึ้น โดยให้ผู้เรียนได้สะท้อนคิด แสดงความคิดเห็นแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างกัน รวมทั้งได้สอบถามข้อสงสัยกับอาจารย์ผู้สอน
- การจัดเวทีพูดคุยตามหลักการสุนทรียสนทนา (Dialogue) เป็นกิจกรรมที่เดวิด บอห์ม (David Bohm, 2014) คิดค้นขึ้น เพื่อให้ผู้เข้าร่วมได้แสดงความคิดเห็นได้อย่างอิสระ พร้อมทั้งเน้นการฟังอย่างลึกซึ้ง ซึ่งช่วยให้กลุ่มสนทนาเกิดการเรียนรู้ร่วมกัน เกิดความเข้าใจ แก้ไขความขัดแย้งในกลุ่มได้
- จัดกิจกรรมจัดการอารมณ์และแสดงความเห็นอกเห็นใจ อาจารย์ผู้สอนสร้างกิจกรรมเพื่อให้ผู้เรียนได้ปรึกษา ขอคำแนะนำ ฝึกฝนการจัดการความรู้สึก แก้ไขความขัดแย้ง
- สร้างช่องทางสื่อสารหลากหลายรูปแบบ เพื่อให้ผู้เรียนได้สะท้อนคิดในรูปแบบอื่น ๆ ที่หลากหลาย เช่น e-mail Community ของห้องเรียน ในโปรแกรมที่ส่งเสริมการอภิปรายแสดงความเห็นร่วม เช่น Canva Padlet
ด้านกายภาพ นอกเหนือจากการจัดห้องเรียนให้สะอาด เป็นระเบียบ และไม่เป็นอันตรายต่อร่างกายของผู้เรียนแล้ว ผู้สอนควรจะต้องสามารถจัดการห้องเรียนให้เอื้อต่อการเรียนรู้รูปแบบต่าง ๆ
แนวทางการสร้างห้องเรียนที่เอื้อต่อการเรียนรู้
อาจารย์ผู้สอนควรมีการจัดเตรียมอุปกรณ์ภายในห้อง มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบของห้องเรียนไปตามรูปแบบกิจกรรมได้อย่างเหมาะสม ทั้งการสอนรูปแบบบรรยาย การทำกิจกรรมคู่ หรือกลุ่ม ตัวอย่างเช่น
กิจกรรมกลุ่มแบบ Jigsaw groups ที่เหมาะกับการทำกิจกรรมร่วมกับการทำโครงงาน การนำเสนอเนื้อหาการแก้ไขปัญหาย่อยในชั้นเรียน ที่มีทั้งการทำกิจกรรมแบบเดี่ยว แบบกลุ่ม ซึ่งต้องปรับเปลี่ยนโต๊ะ ที่นั่งของผู้เรียนในแต่ละช่วง

การสอนและจัดกลุ่มแบบ Horseshoe Group ซึ่งเป็นการจัดรูปแบบของห้องเรียนที่เหมาะกับการเรียนการสอนที่ต้องการบรรยาย ควบคู่ไปกับการทำกิจกรรมประเภท แลกเปลี่ยนความคิด การระดมสมอง การอภิปรายกลุ่ม โดยจะจัดกลุ่มให้เรียงตัวกันรูปแบบเกือกม้า ที่สามารถมองเห็นจอ กระดาน และอาจารย์ผู้สอนได้ทั่วถึง

การทำกิจกรรมแบบกลุ่ม Crossover เป็นการแบ่งกลุ่มผู้เรียนออกเป็นกลุ่มละ 3-4 คน แล้วทำการเปลี่ยนสมาชิกกลุ่มไปเรื่อย ๆ

2. การมีส่วนร่วมและเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ (Engagement & Learner-Centered Approach)
คือห้องเรียนที่สามารถกระตุ้นให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ รักษาความกระตือรือร้นในการเรียนรู้ และส่งเสริมให้ผู้เรียนพัฒนาความสามารถและทักษะการคิดขั้นสูง สามารถแบ่งย่อยได้ 3 รูปแบบ ดังนี้
2.1 การมีส่วนร่วมทางปัญญา (Cognitive Engagement) หมายถึง การที่ผู้เรียนมีความอยากที่จะเข้าใจแนวคิด เนื้อหาที่แปลกใหม่หรือซับซ้อน อยากท้าทายหรืออดทนในการพัฒนาตนเอง รวมถึงผู้เรียนได้ใช้กลยุทธ์การเรียนรู้ของตนเอง มีกระบวนการคิดในการทำความเข้าใจองค์ความรู้นั้น
2.2 การมีส่วนร่วมทางอารมณ์ (Emotional Engagement) หมายถึง การที่ผู้เรียนยังมีความสนใจ กระตือรือร้น รู้สึกเชื่อมโยงกับบทเรียนหรือห้องเรียนนั้น หรือเกิดแรงจูงใจในการเรียนรู้ แบ่งย่อยได้เป็น
- แรงจูงใจภายใน (intrinsic motivation) จะมาจากความสนใจของตัวผู้เรียนต่อเนื้อหา บทเรียน งานที่ต้องทำ สามารถสังเกตได้จากการที่ผู้เรียนยังมีความสนุก ความกระหายใคร่รู้ ความตื่นตาตื่นใจ ความพึงพอใจ และรู้สึกว่าสิ่งที่เรียนนั้นมีความเกี่ยวข้องกับตนเอง
- แรงจูงใจภายนอก (extrinsic motivation) มาจากการที่ผู้เรียนคาดหวังว่าจะได้รับสิ่งตอบแทนที่นอกเหนือไปจากงานหรือสิ่งที่ได้เรียนรู้ เช่น การได้คะแนน รางวัล ทำให้ผู้อื่นประทับใจ เป็นต้น
2.3 การมีส่วนร่วมทางพฤติกรรม (Behavioral Engagement) หมายถึง การที่ผู้เรียนยังสามารถรักษาความสม่ำเสมอ มีวินัย และรักษาความพยายามในการเรียนรู้ได้ เช่น การเข้าร่วมชั้นเรียน ปฏิบัติตามกฎ กติกา มีส่วนในการทำกิจกรรม หรือการส่งงานที่ได้รับมอบหมาย
แนวทางการสร้างความมีส่วนร่วมและเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ
การออกแบบกิจกรรมที่หลากหลาย เพื่อตอบสนองรูปแบบการเรียนรู้ที่แตกต่างกัน เช่น การอภิปรายกลุ่ม การทำงานเป็นทีม การทำโครงงาน การเรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติจริง
ทำให้เนื้อหาการเรียนรู้มีความหมายและเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันหรือประสบการณ์ของผู้เรียน เพื่อเพิ่มความสนใจและแรงจูงใจของผู้เรียนด้วย การนำโจทย์ที่มีอยู่จริงและมีความเกี่ยวพันกับผู้เรียน (Real world) มาสอนบรรยาย หรือการทำกิจกรรม Role-Play หรือ ออกแบบกิจกรรมการสอนด้วยหลัก PBL หรือ Experiential Learning
เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจเกี่ยวกับกระบวนการเรียนรู้ เพื่อส่งเสริมความเป็นเจ้าของในการเรียนรู้ เช่น การเลือกหัวข้อที่ผู้เรียนสนใจ การเลือกวิธีการนำเสนอผลงาน เลือกเวลาในการเรียนรู้ตามความสนใจ
กำหนดกฎระเบียบของชั้นเรียนร่วมกัน เปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการกำหนดกฎระเบียบของห้องเรียน ซึ่งจะช่วยให้พวกเขารู้สึกเป็นเจ้าของและมีความรับผิดชอบต่อกฎเหล่านั้น
3. การสนับสนุนและคำแนะนำ (Support and Guidance) คือ ห้องเรียนที่ผู้เรียนรู้สึกว่าได้รับการช่วยเหลือและกำลังใจจากอาจารย์ผู้สอนครู รวมทั้งเพื่อนร่วมชั้น
เทคนิคการสร้างความสัมพันธ์เชิงบวกและการสนับสนุนผู้เรียน
การสนับสนุนผู้เรียน (Scaffolding): ให้การสนับสนุนชั่วคราวแก่ผู้เรียนขณะที่พวกเขากำลังเรียนรู้แนวคิดใหม่ ๆ แล้วจึงค่อย ๆ ลดการสนับสนุนลงเมื่อผู้เรียนมีความเชี่ยวชาญมากยิ่งขึ้น โดยอาจารย์ผู้สอนจะปรับบทบาทเป็นผู้เกื้อหนุนการเรียนรู้ (Facilitator) ทำหน้าที่ชี้แนะ ให้คำปรึกษา กระตุ้น ให้กำลังใจ และช่วยให้ผู้เรียนค้นพบคำตอบด้วยตนเอง แทนการเป็นผู้บรรยายถ่ายทอดเนื้อหาเพียงอย่างเดียว
แสดงความใส่ใจและความเชื่อมั่น แสดงให้นักเรียนผู้เรียนเห็นว่าอาจารย์ผู้สอนใครูใส่ใจในความเป็นอยู่และการเรียนรู้ของพวกเขา และเชื่อมั่นในศักยภาพของนักเรียน ผู้เรียน
การให้ข้อมูลป้อนกลับเชิงบวก คือการให้ข้อมูลป้อนกลับที่ชัดเจน สร้างสรรค์ และเน้นที่พัฒนาการของผู้เรียน ช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจจุดแข็งและจุดที่ต้องปรับปรุง
ส่งเสริมการให้และรับข้อเสนอแนะ มีกิจกรรมที่นักเรียนผู้เรียนสามารถให้และรับข้อเสนอแนะเชิงสร้างสรรค์ได้อย่างปลอดภัย เช่น การทำ AAR (After Action Review) การจัดเวทีพูดคุยตามหลักการสุนทรียสนทนา (Dialogue) หลังทำกิจกรรม
จัดกิจกรรมแก้ปัญหาความขัดแย้งอย่างสร้างสรรค์ โดยจะเป็นกิจกรรมที่ช่วยให้ผู้นักเรียนได้ฝึกแก้ปัญหาความขัดแย้ง ฝึกทักษะการสื่อสาร การฟัง การแสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์
อ้างอิง
Evaluating classroom learning environments: Rudolf Moos
https://www.sciencedirect.com/science/article/abs/pii/0191491X80900279
Validity and use of the What Is Happening In this Class? (WIHIC) questionnaire in university business statistics classrooms: Barry Fraser
Inclusive learning and teaching
Engagement Strategies for Improved Learning
https://positivepsychology.com/student-engagement
Scaffolding Instruction for Students